« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2015, 07:30:19 pm »
พระอานนท์ได้ทูลถามอีกว่า “นิพพิทาและวิราคะ มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “นิพพิทาและวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์”
วิมุตติ คือ ความหลุดพ้น เป็นอรหัตตผลสูงสุดของญาณแล้ววิราคะเป็นขั้นมรรค วิมุตติเป็นขั้นผล แล้วก็ถึงซึ่งนิพพาน มรรค...ผล...แล้วก็นิพพาน
แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสอีกว่า “ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์”
อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์
สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์
นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์
วิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์
ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังอรหัตต์ให้บริบูรณ์ด้วยประการดังนี้
เราจะเห็นได้ว่าศีลที่เป็นกุศลสามารถไต่ลำดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงขั้นสูงสุดคืออรหัตตผลเลย แล้วถ้ารักษาศีลให้บริสุทธิ์จริงๆ แล้วนี่ก็จะน้อมไปตามลำดับเอง ไม่ต้องตั้งใจขอ
คนที่รักษาศีลให้บริสุทธิ์นี่ ไม่ต้องตั้งใจขอว่าอวิปปฏิสารความไม่เดือดเนื้อร้อนใจจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ไม่ต้องขอก็เกิดเองเลยเป็นธรรมดา ถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์ ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจย่อมเกิดขึ้นดังมีอยู่ใน เจตนากรณียสูตร สูตรที่ว่าด้วยผู้ที่ไม่ต้องทำเจตนาก็ได้รับผลเป็นสูตรที่อยู่ต่อจาก กิมัตถิยสูตร
ในพระสูตรนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องเจตนาว่า “ขอให้อวิปปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ อวิปปฏิสารย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนใจ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้ความปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายข้อนี้เป็นธรรมดาคือ ข้อที่ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีความเดือนร้อนใจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความปราโมทย์ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้ปีติจงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ ปีติย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความปราโมทย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ที่ใจมีปีติ ไม่ต้องทำเจตนาว่า“ขอให้กายของเราจงสงบ” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ กายของบุคคลผู้ที่ใจมีปีติย่อมสงบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงเสวยความสุข” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้มีกายสงบย่อมเสวยความสุข
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความสุข ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้จิตของเราจงตั้งมั่น” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ จิตของบุคคลผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงรู้เห็นตามความเป็นจริง” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงเบื่อหน่าย” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:25 pm โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ