ผู้เขียน หัวข้อ: " บันไดสู่นิพพาน " - พระภาวนาเขมคุณ วิ. (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)  (อ่าน 5428 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เราทั้งหลายนับว่ามีบุญมากที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

และได้พบกับพระพุทธศาสนา

คำสอนของพระองค์เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีที่แล้ว

ยังคงสืบทอดปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

และเมื่อเรารู้เช่นนี้แล้วว่า ภัยอันใหญ่หลวงรอเราอยู่

เราจะไม่ใส่ใจในคำสอนของพระพุทธองค์

แล้วนำมาปฏิบัติล่ะหรือ ?

มีทางเดียวที่จะทำให้พ้นไปจากวัฏฏะได้

คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์

โยมคิดว่าการงานหรือหน้าที่อะไร

เงินทองมากมายแค่ไหนที่จะทำให้พ้นไปจากการ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้

แล้วมียาอะไรไหมที่จะช่วยให้เราไม่ต้องแก่ ไม่ต้องตาย.....

ไม่มี

มีแต่การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้เท่านั้น

แล้วจะไม่สนใจหรือ......





พระภาวนาเขมคุณ วิ.
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2016, 05:10:16 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




บันไดสู่นิพพาน

นะมัตถุ  รัตตะนะตะยัสสะ  ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย  ขอความผาสุกความเจริญในธรม  จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

โอกาสต่อไปนี้  ก็จะได้ปรารภธรรมะตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมศรัทธาปสาทะความเชื่อความเสื่อมใส  ส่งเสริมกำลังใจในการบำเพ็ญกุศล  การละอกุศลธรรม การฝึกจิตให้บริสุทธิ์

การที่ท่านทั้งหลายได้ ละเวลาเข้ามาสู่วัด มาสู่สถานที่ปฏิบัติธรรมได้มาถือศีล ๘ บ้าง ได้มาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาบ้าง รวมทั้งฆราวาสผู้ครองเรือนที่ได้สมาทานศีล ๕ และได้มาร่วมฟังธรรมกันในวันนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีของการมีชีวิตอยู่อย่างมีศีล มีกัลยาณธรรม สิ่งเหล่านี้ก็จะน้อมนำตนเองให้ไปสู่ความดับทุกข์ได้ในที่สุด

เราทั้งหลายควรให้ความสำคัญในเรื่องของศีล ต้องเป็นผู้ที่รักษากายวาจาให้บริสุทธิ์ตามฐานะของตนเอง  หากเป็นฆราวาส ผู้ครองเรือนก็ต้องรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ดื่มสุราเมรัยและสิ่งเสพติดอันเป็นเหตุให้ขาดสติ  ถ้าเป็นอุบาสก  อุบาสิกา ก็รักษาศีล ๘ ส่วนพระภิกษุต้องรักษาศีล ๒๒๗ ข้อให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:06:39 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์ของศีลไว้ว่า

๑.    ประสบโภคทรัพย์ใหญ่ คือ จะได้ทรัพย์ก้อนใหญ่

๒.    มีกิตติศัพท์อันงามระบือไปไกล

๓.    เป็นคนอาจหาญ เข้าสู่บริษัทใดๆ ก็ไม่เก้อเขิน

๔.    ไม่หลงทำกาละ คือ ตอนใกล้ตายก็จะไม่หลงตาย

๕.    เมื่อตายแล้วไปสู่สุคติภูมิ   ไม่ไปเกิดในอบายภูมิ

สีเลนะ สุคะติง ยันติ  สีเลนะ โภคะ สัมปะทา

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสสะมา สีลัง วิโสธะเย


บุคคลจะถึงซึ่งสุคติ         ก็เพราะศีล

บุคคลจะถึงซึ่งโภคทรัพย์    ก็เพราะศีล

บุคคลจะถึงซึ่งพระนิพพาน  ก็เพราะศีล

      ศีลเป็นบันไดก้าวไปสู่มรรคผลนิพพานได้ เพราะเหตุนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้รักษาศีลให้บริสุทธิ์  อย่าให้ด่างพร้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเป็นผู้ไม่มีศีล เราก็จะปฏิบัติธรรมไม่ได้ผล ไม่ก้าวหน้า ไม่เกิดสมาธิ เพราะคนที่ผิดศีลจะเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ เรียกว่าวิปปฏิสาร

      ผู้ที่ผิดศีลแล้วไม่พยายามแก้ไขให้บริสุทธิ์  ก็จะเกิดความเดือดเนื้อ  ร้อนใจ  จิตก็จะไม่สงบ  แต่ถ้ารักษาศีลได้บริสุทธิ์ก็จะเป็นไปเพื่อความสงบเป็นไปเพื่อปัญญา  เป็นไปเพื่อวิมุตติความหลุดพ้นได้  ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงแก่พระอานนท์เรื่อง “ผลของศีลที่เป็นกุศล” ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก กิมัตถิยสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔

      สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามที่ท่านอนาถบิณฑิตเศรษฐีสร้างถวาย  ในครั้งนั้นพระอานนท์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ศีลที่เป็นกุศลนั้น  มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์  พระพุทธเจ้าข้า

ศีลที่เป็นกุศล คือ ศีลที่ไม่มีโทษ ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ ที่เราทั้งหลายรักษากันอยู่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล มือวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ”

อวิปปฏิสาร ก็คือ ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คิดว่าดีไหม การที่ไม่ต้องเดือดร้อนร้อนใจนี่สบาย... รักษาศีลให้ดีแล้วไม่ต้องร้อนใจ

แล้วพระอานนท์ได้ทูลถามต่อไปว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอวิปปฏิสารมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า “อวิปปฏิสารมีความ  ปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ”

ปราโมทย์ ก็คือ ความบันเทิงใจ  บุคคลผู้มีศีลก็จะมีใจที่ไม่เศร้าหมอง ไม่หม่นหมอง ก็ย่อมมีความบันเทิงใจ เมื่อนึกถึงศีลของตนเอง

พระอานนท์ได้กราบทูลถามต่อไปว่า “ความปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์”

ปีติ ก็คือ  ความอิ่มเอบใจ  พอใจบันเทิงก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจตามมาเรียกว่า ปีติ

พระอานนท์ได้ทูลถามอีกว่า “ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์  พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ”

ปัสสัทธิ ก็คือ ความสงบกายสงบใจ พอใจมีปีติแล้วก็จะเกิดความสงบ... ใจสงบ กายสงบ
ฉะนั้น  ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถ้าขาดศีลแล้วล่ะก็  จะเข้าไม่ถึงความสงบแต่ถ้ามีศีลแล้วก็ง่ายที่จะมีความสงบกาย สงบใจ หากว่าเราเป็นผู้ที่ไม่ค่อยจะสงบก็ต้องลองตรวจสอบศีลของเราดูว่า มีข้อไหนบ้างที่บกพร่องแล้วแก้ไขให้ดี

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:06:48 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




พระอานนท์ได้กราบทูลถามต่อไปว่า “ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ได้ตรัสตอบว่า “ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์”

สุข  ก็คือ  ความโปร่งโล่งสบายของใจ  เกิดความเย็นใจ  บางทีก็เย็นไปถึงกายด้วย

พระอานนท์ได้ทูลถามต่อไปว่า “ สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสสงส์  พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ได้ตรัสตอบว่า “สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์”

สมาธิ ก็ คือ  จิตใจตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียว  ไม่วอกแวกนี่เราจะเห็นว่าสมาธิย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ามีความสุขใจซะแล้วนี่ เมื่อเราปฏิบัติไป พอมีความสุขแล้วมันจะเกิดสมาธิขึ้นมาเอง

แล้วพระอานนท์ก็ได้ทูลถามต่อไปว่า “สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์  พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล  มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:05 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริงนี่เป็นวิปัสสนาญาณ คือเกิดปัญญา  แต่ยังเป็นตรุณวิปัสสนา  คือ วิปัสสนาอ่อนๆ แต่ก็ได้เข้าไปสัมผัสเข้าไปรู้เห็นสภาพรูปนามสภาวะที่มันเป็นจริง  คือ  สภาวะของรูปนามที่มีความเปลี่ยนแปรงอยู่ตลอดเวลาไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง มีความเกิดดับ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์”  คือ  อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา

นี่คือ ความรู้ความเห็นที่เป็นวิปัสสนา  เป็นการเห็นด้วยตาใจเห็นว่าสังขาร คือ ร่างกายและจิตใจ  เป็นเพียงแต่รูปธรรม  นามธรรม ไม่ใช่ตัวเราของเรา

พระอานนท์ได้ทูลถามต่อไปว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไร เป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์  พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาและวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาและวิราคะเป็นอานิสงส์”

นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย

วิราคะ   คือ ความคลายกำหนัด

บุคคลที่เห็นรูปเห็นนามเสื่อมสลายแตกดับ ก็จะเห็นเป็นภัยเป็นโทษ ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามขันธ์ ๕ ว่าเป็นทุกข์ แต่ก่อนเคยหลงใหล   ชื่นชม  เคยหลงรักหลงชอบ  เห็นว่าเป็นของสวยงามน่ารักน่าชม  พอเกิดวิปัสสนาญาณก็จะเห็นภัยเห็นโทษ  ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย  คนที่ปฏิบัติวิปัสสนาถึงญาณที่ ๘ นี่ เขาจะเกิดความเบื่อหน่าย

ส่วนวิราคะ คือ ความคลายกำหนัด อันนี้เป็นโลกุตตระแล้วเป็นมรรคจิต มรรคญาณ เกิดโสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค เกิดมรรคสมังคีขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:14 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




พระอานนท์ได้ทูลถามอีกว่า “นิพพิทาและวิราคะ มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์  พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า “นิพพิทาและวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล  มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์”

วิมุตติ คือ ความหลุดพ้น เป็นอรหัตตผลสูงสุดของญาณแล้ววิราคะเป็นขั้นมรรค วิมุตติเป็นขั้นผล แล้วก็ถึงซึ่งนิพพาน มรรค...ผล...แล้วก็นิพพาน

แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสอีกว่า “ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์”

อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์

ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์

นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์

วิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์

ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังอรหัตต์ให้บริบูรณ์ด้วยประการดังนี้

เราจะเห็นได้ว่าศีลที่เป็นกุศลสามารถไต่ลำดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงขั้นสูงสุดคืออรหัตตผลเลย แล้วถ้ารักษาศีลให้บริสุทธิ์จริงๆ แล้วนี่ก็จะน้อมไปตามลำดับเอง ไม่ต้องตั้งใจขอ

คนที่รักษาศีลให้บริสุทธิ์นี่  ไม่ต้องตั้งใจขอว่าอวิปปฏิสารความไม่เดือดเนื้อร้อนใจจงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า  ไม่ต้องขอก็เกิดเองเลยเป็นธรรมดา ถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์  ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจย่อมเกิดขึ้นดังมีอยู่ใน  เจตนากรณียสูตร สูตรที่ว่าด้วยผู้ที่ไม่ต้องทำเจตนาก็ได้รับผลเป็นสูตรที่อยู่ต่อจาก กิมัตถิยสูตร

ในพระสูตรนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องเจตนาว่า “ขอให้อวิปปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ  อวิปปฏิสารย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนใจ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้ความปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายข้อนี้เป็นธรรมดาคือ ข้อที่ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีความเดือนร้อนใจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความปราโมทย์ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้ปีติจงเกิดขึ้นแก่เรา” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ ปีติย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความปราโมทย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ที่ใจมีปีติ ไม่ต้องทำเจตนาว่า“ขอให้กายของเราจงสงบ” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ กายของบุคคลผู้ที่ใจมีปีติย่อมสงบ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีกายสงบ ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงเสวยความสุข”  ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้มีกายสงบย่อมเสวยความสุข

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้มีความสุข ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้จิตของเราจงตั้งมั่น”  ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ จิตของบุคคลผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น  ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงรู้เห็นตามความเป็นจริง” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ขอให้เราจงเบื่อหน่าย” ข้อนี้เป็นธรรมดาคือ บุคคลผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:25 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำเจตนาว่า

“ขอให้เราทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ” ข้อนี้เป็นธรรมดา คือข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะได้” แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสต่อไปว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผลเป็นอานิสงส์

นิพพิทามีวิราคะเป็นผล เป็นอานิสงส์

ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล เป็นอานิสงส์

สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล เป็นอานิสงส์

สุขมีสมาธิเป็นผล เป็นอานิสงส์

ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล เป็นอานิสงส์

ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล เป็นอานิสงส์

ปราโมทย์มีปีติเป็นผล เป็นอานิสงส์

อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นผล เป็นอานิสงส์

ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล เป็นอานิสงส์

ด้วยประการนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย
ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อจากเตภูมิกวัฏอันมิใช่ฝั่ง ไปถึงฝั่งคือนิพพาน ด้วยประการดังนี้”

เราจะเห็นได้ว่า ศีลที่เป็นกุศลจะมีผลส่งไปจนถึงวิมุตติหลุดพ้นได้ ฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มต้นจากการเป็นผู้มีศีล จงรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถ้าเรามุ่งแต่จะปฏิบัติเจริญภาวนาแต่ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องการรักษาศีล มันจะไปไม่รอด มันไปไม่ได้เพราะจิตมันจะไม่สงบ ไม่เกิดสมาธิมันจะมีความเดือดเนื้อร้อนใจ ใจจะฟุ้งๆ จิตจะไม่รวมเป็นสมาธิใจจะไม่โปร่งโล่งเบา

แต่ถ้าเรามีศีลที่บริสุทธิ์ พอนึกถึงศีลของเราขึ้นมา ใจเราจะเกิดบันเทิง เกิดปีติ มีความสุข เบาสบาย โล่งโปร่งใจ ดังนั้นขอให้เราทั้งหลายสำรวมกาย วาจา รักษาศีลตามฐานะของเราให้ดี

การที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส ถึงธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ก็เพื่อที่จะแสดงถึงการข้ามจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น

ฝั่งนี้คืออะไร ฝั่งนี้คือ วัฏฏะ (การวนเวียน)

ฝั่งโน้นก็คือ นิพพาน (การดับกิเลส)

ถ้าเรายังข้ามฝั่งไม่ได้  ยังหมุนเวียนอยู่แบบนี้  ด้วยมีกิเลสวัฏฏ์ คือ วงจรแห่งกิเลส ได้แก่ อวิชชา (ความหลงความไม่รู้ตามความเป็นจริง) ตัณหา (ความทะยานอยาก) อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) แล้วก็มี กรรมวัฏฏ์ คือ วงจรแห่งกรรม ก็คือ สังขารและกรรมภพ มีปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร

อปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งให้ทำกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ

ปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งให้ทำกรรมดี เช่น ให้ทานรักษาศีล

อาเนญชาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งภพแห่งจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว โดยการทำอรูปฌาน ๔

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:35 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




คนเรายังต้องเวียนอยู่ในภพ ก็เพราะมีกิเลสที่ชวนให้ทำกรรมทำกรรมชั่วบ้าง ทำกรรมดีบ้าง โกรธขึ้นมาก็ฆ่า โลภขึ้นมาก็ลักขโมยฉ้อโกง  ประพฤติผิดในกาม โกหกหลอกลวง ละเมิดศีลด้วยความโลภ โกรธ หลง มีกิเลส ตัณหา อุปาทานเป็นเหตุให้ทำกรรมชั่ว

แต่กิเลสก็ชวนให้ทำกรรมดีได้เหมือนกัน  โดยเฉพาะคนที่มีตัณหาอุปาทาน  ต้องการให้ตัวตนไปเกิดในที่ดีๆ ก็เลยให้ทาน อยากไปเกิดบนสวรรค์ก็ทำบุญใหญ่ อยากสวยอยากรวยก็ทำบุญทำกุศล มันก็ยังเป็นกรรมวัฏฏ์ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ ยังต้องเกิดชาติ ชรา มรณะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันอยู่แบบนี้ หมุนเป็นวงจร

เมื่อมีกิเลส ก็ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็เกิดวิบาก เป็นผลของกรรมเกิดมาแล้วก็มีกิเลสเพราะมีความหลงความไม่รู้ตามความเป็นจริงถ้าเราไม่หาทางตัดวงจรเหล่านี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ต้องทุกข์ซ้ำซากไม่จบไม่สิ้น เราจึงต้องปฏิบัติธรรมให้เกิดปัญญาญาณโดยการมีศีลที่สมบูรณ์เป็นบันไดขั้นแรก ถ้าศีลของเรา สมบูรณ์ดีแล้วเพื่อเมื่อปฏิบัติธรรมก็จะเกิดความสงบ เกิดสมาธิเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง เกิดวิมุตติความหลุดพ้นได้ในที่สุด ดังที่ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงไว้

ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจเจริญกุศลศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตามฐานะของตน ตามที่ได้แสดงมาก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความผาสุก ความเจริญในธรรมจงมีแก่ทุกท่าน เทอญ.   






ที่มา : จากหนังสือ " ใจสั่งการ"
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:07:45 pm โดย ยาใจ »