ผู้เขียน หัวข้อ: ✿ เพราะเกิด - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร ) ✿  (อ่าน 283 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เราดูเรื่องง่ายเรื่องยากก็เหมือนกัน
ให้เราลองนึกถึงสิ่งที่มีคุณค่า
สิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ
ไม่ว่าทางโลกทางธรรมสัก ๑๐ ข้อ

แล้วถามตัวเองทีละข้อว่า การจะได้ในสิ่งนี้
มันยากหรือง่าย สำหรับอาตมา
อาตมาจะต้องตอบว่า...มันก็น่าสังเกตว่า
สิ่งที่ดีที่สุด มีประโยชน์มากที่สุด
ได้มายากทั้งนั้นเลย สิ่งที่ได้แล้วรู้สึกภูมิใจ
ได้แล้วมีประโยชน์จริง ๆ ที่จะได้ง่าย ๆ
นี่ไม่ค่อยจะมีนะ


ส่วนสิ่งไร้สาระหรือสิ่งที่มีโทษต่อชีวิต
เราได้โดยยากหรือได้โดยง่าย


มันได้โดยง่ายใช่หรือไม่
นี่เราก็คิดต่อ เรียกว่าพิจารณาธรรม
เราก็พิจารณาธรรมว่า


หากสิ่งที่มีประโยชน์ส่วนมากส่วนใหญ่
ได้ด้วยความยาก กิเลสตัวไหนน่ากลัว
หรือเป็นอุปสรรคต่อการให้ได้มา
มันก็คือความกลัวลำบากใช่หรือไม่


หากกลัวลำบากก็กลัวสิ่งยาก
หากกลัวสิ่งยาก ความอดทนจะมาจากไหน


ความอดทนใจสู้น่ะ
ทำไมบางคนมี บางคนไม่มี
นี่ก็เป็นคำถามอีกข้อหนึ่ง


ทำไมบางคนอดทนมาก
บางคนอดทนน้อย


คำตอบอาจจะมีหลายอย่าง

เช่น เป็นบารมีเก่าก็ได้ หรือสิ่งแวดล้อม
พ่อแม่หล่อหลอม พ่อแม่สั่งสอนตั้งแต่เด็ก

มันก็ใช่

แต่บางทีในครอบครัวหนึ่ง
พ่อแม่สอนลูกทุกคนให้อดทน
แต่ไม่ใช่ว่าลูกจะอดทนทุกคน
และความอดทนของแต่ละคนนั้น
เราต้องสังเกตดูว่า
มันไม่ใช่จะอดทนในทุกเรื่องใช่ไหม

บางเรื่องจะอดทนได้ดีมากแบบน่าภูมิใจ
บางเรื่องนี่แทบไม่มีความอดทนเลย
มันไม่ใช่ว่าคนนั้นเป็นคนอดทน


คนนี้ไม่มีความอดทนนะ
คือมันจะอดทนในบางเรื่อง
ไม่อดทนในบางเรื่อง


พอเราเห็นอย่างนี้ ตัวที่มันไม่แน่นอน

ตรงนี้ที่ควรจะพิจารณาต่อว่า
อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คนๆ หนึ่ง
อดทนในเรื่องหนึ่งได้ ในขณะที่
อีกเรื่องหนึ่งไม่อดทนเลย มันเป็นเพราะอะไร

แล้วจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นไหม
หรือเปลี่ยนแปลงได้ไหม

จากคนที่เรื่องบางเรื่องไม่อดทนเลย
กลายเป็นคนที่อดทนในเรื่องเหล่านั้นได้


หรือในเรื่องที่กำลังอดทน
เป็นไปได้ไหมที่ความอดทนจะเสื่อม
ความอดทนเปลี่ยนได้ อ่อนลงได้
หายไปได้ไหม เพราะอะไร
การศึกษาความเป็นมนุษย์ ศึกษาชีวิต

นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม



“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘



✿ ✿---------- ✿ ✿----------✿ ✿ --------- ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:25:53 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



โยมคนหนึ่งไปกราบหลวงปู่ชาเรื่องนี้
ถามว่าโชคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร
เป็นเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรหรือ
เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ หลวงพ่อบอกว่า
เป็นเพราะเกิดนั่นแหละ หากเกิด
เป็นได้ทุกอย่าง เกิดเป็นมนุษย์นี่เป็นได้ทุกอย่าง

แค่นี้ก็พอแล้ว คำตอบของคำถามว่า
ทำไมมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้เพราะเราเกิด

แต่คนเรามักจะอยากได้แบบนิทานประกอบ

เป็นนิทานเป็นนิยาย
ให้เราเป็นพระเอกนางเอกอยู่ในนิทาน
เช่นมีเจ้ากรรมนายเวรคอยก่อกวน
ทุกภพทุกชาติอะไรนั่น คนเรานี่ ยังไง ๆ
ก็ขอให้เป็นพระเอกนางเอก


ถึงจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวก็ตาม

แต่พระพุทธองค์ไม่ต้องการให้เรา
สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาในสมอง
ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งต่าง ๆ นานา

หากให้มาดูความจริง
แล้วการดูความจริงดีไหม
ในสำนวนภาษาอังกฤษก็เรียกว่า
อวิชชาคือสุขอย่างยิ่ง


นี่เป็นสำนวนของตะวันตก
คือไม่รู้ดีกว่า


แล้วเราเห็นด้วยไหมกับประโยคนี้
หากรู้แล้วจะทุกข์ ไม่รู้ดีกว่า มันใช่หรือเปล่า

แต่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า รู้ดีกว่า

พระองค์ทรงตรัสว่า
ความทุกข์จะดับไปเพราะรู้
ความทุกข์ไม่เคยดับเพราะไม่รู้
และไม่ใช่ว่าเราจะอยู่แบบไม่รู้อย่างเดียวนะ


ความไม่รู้อยู่ที่ไหน ความรู้ผิดเกิดที่นั่น

แล้วถ้าหากว่ารู้ดีกว่าไม่รู้
ทำอย่างไรเราจึงจะมีตัวรู้อยู่เป็นที่พึ่ง
ซึ่งมันก็เชื่อมกับคำถามตอนต้นว่า
หากการมีสติดีกว่าไม่มีสติ
ทำอย่างไรเราจึงจะมีสติมากขึ้น
ขาดสติน้อยลง


เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญมาก
ในชีวิตนะ เราสังเกตได้ไหมว่า
เวลาขาดสติ เรามักจะทำอะไรไม่เข้าท่า
พูดอะไรไม่เข้าท่า คิดอะไรไม่เข้าท่า ไม่เข้าท่า
คือ ทำแล้วเดือดร้อนใจ เสียใจ
หากมีสติ ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ดีกว่า
ทำไปแล้ว ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องเดือดร้อนใจ
ไม่ต้องปิดบังอำพราง มีความภูมิใจในตัวเองได้


ความภูมิใจเป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งว่า
เรากำลังเดินทาง กำลังดำเนินชีวิต
ในทางที่ใช้ได้แล้ว พอไปได้
คนเราต้องมีอะไรที่ทำให้รู้สึกภูมิใจ
ในตัวเองได้ทุกวันนะ เราจึงจะมีความสุข




“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘



✿ ✿---------- ✿ ✿----------✿ ✿ --------- ✿ ✿
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 08:40:07 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



มีสติดีกว่าขาดสติ รู้ดีกว่าไม่รู้
แล้วจะฝึกให้มีสติต้องฝึกอย่างไร
ฝึกได้ไหม พระพุทธองค์ก็ทรงบอกว่า
ฝึกได้สิ ฝึกสติปัฏฐาน รู้กายในกาย
รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม


การฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีตัวรู้
เราควรจะแบ่งเวลาให้กับการฝึก
ในรูปแบบดีไหม เราต้องยอมรับว่า


ในชีวิตประจำวัน การฝึกให้มีสติ
มันมีสิ่งที่ชวนให้ขาดสติเยอะ
การตั้งสติก็ยากอยู่แล้ว
และหากยิ่งอยู่ท่ามกลาง
สิ่งที่ไม่ให้กำลังใจเลย


ตรงกันข้าม คือชวนให้หลง
ชวนให้โลภ ชวนให้โกรธ


แต่ควรจะตั้งสติไหม ก็ควรจะทำ
ควรจะทำแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่ายาก


แล้วมีอะไรไหมที่จะทำให้ความยาก
นั้นง่ายขึ้นน้อยนึงหรือง่ายขึ้นบ้าง


ก็ให้เราลองฝึกเจริญสติในรูปแบบ
ที่เรียกว่านั่งสมาธิเดินจงกรมดูสิ


โดยเฉพาะการนั่งสมาธิตอนเช้ามืดนี่
ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เหมาะที่สุด
ดีที่สุดสำหรับการทำสมาธิ
คนที่ไม่ค่อยมีกำลังใจ
ไม่ค่อยมีศรัทธาในการทำสมาธิ


เพราะอะไร เพราะทำก่อนนอน
ทำก่อนนอนมันก็ดี ไม่ใช่ว่าไม่ดี
อย่างน้อยก็เป็นการชำระความตึงเครียด
ทำให้นอนหลับได้สบายขึ้น

แต่มันเป็นแค่เหมือนกับเป็นการชำระ
เป็นการจัดการกับสิ่งที่สะสมอยู่ในชีวิตประจำวัน
มากกว่าการก้าวหน้าในธรรม

แม้จะไม่ใช่กับทุกคน

แต่สำหรับคนที่ทำไม่มาก
ทำน้อย ๆ มักจะเป็นอย่างนั้น


แต่หากเราทำตอนเช้า
แล้วลองสังเกตดูว่า
มันมีผลไหม หากมันดีจริง มันต้องมีผล


ไม่ใช่ว่าผลจบอยู่ระหว่างการนั่ง
ลุกขึ้นแล้วเป็นคนละเรื่องไป อันนั้นไม่ใช่



หากการนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่สมควร
จะทำหรือมีประโยชน์จริง ๆ ก็ต้องพิสูจน์ว่า
มันมีผลต่อชีวิตประจำวัน ต่อชีวิตเรา
ในด้านอื่นไหม และมากน้อยแค่ไหน

ผู้ที่นั่งสมาธิผู้ที่ฝึกจิตเป็นประจำ
โดยเฉพาะตอนช่วงเช้า
มักจะสังเกตตัวเองได้ว่า ตั้งสติง่ายขึ้น

ความใจร้อนน้อยลง รู้สึกใจเย็น
ความอดทน ความเมตตา
คุณธรรมหลายข้อมีเพิ่มขึ้น
มันไม่ได้ทำให้เราเป็นคนละคนหรอก


แต่ทำให้รู้สึกว่า เราดีกว่าแต่ก่อนนะ
พอเราเห็นผลของการนั่งสมาธิในชีวิตประจำวัน
อันนี้คือกุญแจ คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด
ที่จะทำให้เราขยันในการฝึกจิตในรูปแบบ
การที่คนไม่ศรัทธาหรือยังไม่ศรัทธามาก
เพราะไม่ได้ประเมินผล ไม่ได้สังเกต
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น เราก็เรียนรู้ ศึกษา

แต่ต้องยอมรับว่า ร่องที่ลึกที่สุด
นิสัยที่ฝังลึกที่สุด มักจะเป็นนิสัยใจคอ
พฤติกรรมอะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในครอบครัว

ยากที่สุดคือครอบครัวตัวเอง

คนที่ปฏิบัติธรรมมาสักระยะหนึ่ง
อาจจะ ๓ เดือน ๖ เดือน คนรอบข้าง
ที่เป็นเพื่อนหรือคนที่ทำงานจะสังเกตได้นะ


คนที่ไม่สังเกตคือคนที่ใกล้ชิดที่สุด
คนที่อยู่ที่บ้าน
เพราะเขาเป็นผู้ที่ตัดสินเรามากที่สุด

เขาเลยเชื่อว่า
ไม่มีใครรู้จักคนนี้มากเท่าเรา
เพราะเป็นลูกของเรา หรือเป็นสามี
เป็นภรรยา เป็นใครของเรา

เมื่อมีการตัดสินไปแล้ว
มีการสรุปซึ่งกันและกันแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

มันมองไม่เห็น หรือไม่อยากเห็น

เรื่องการกดปุ่มในครอบครัวนี่
เรามีความรู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
ในการกระตุ้นอารมณ์ของซึ่งกันและกัน

เพราะฉะนั้นหลายคน เวลาอยู่ข้างนอก
อยู่ในสังคมทั่วไป เป็นคนน่ารัก

จะไม่น่ารักเฉพาะเวลาอยู่ที่บ้านเท่านั้น

เพราะคิดว่า ในสังคมนี่ ต้องน่ารัก
เพราะหากไม่น่ารัก บางทีจะมีผลตามมา


อยู่ที่บ้านไม่เป็นไร เขาก็พร้อมที่จะ
ให้อภัยเราอยู่แล้ว
ก็เลยใช้คนรอบข้างใช้คนที่บ้าน
เป็นผู้รับการระบายหรือเป็นถังขยะของเรา




“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘




✿ ❀---------- ✿ ❀----------✿ ❀--------- ✿ ❀
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:21:41 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




คุณธรรมข้อหนึ่งของพระอรหันต์คือ
เป็นผู้ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง
ต่อหน้าเป็นอย่างไร ลับหลังก็เป็นอย่างนั้น
ลับหลังเป็นอย่างไร ต่อหน้าก็เป็นอย่างนั้น

คือไม่ใช่ว่าอยู่ข้างนอกเป็นคนน่ารักได้
พออยู่ที่บ้านไม่ต้องน่ารัก จะอยู่ที่ไหน
ก็ต้องมีความเกรงใจ มีความเห็นอกเห็นใจ
มีความพยายาม เหมือนสุขภาพกาย
การรักษาสุขภาพกาย ก็ต้องออกกำลังกาย

นอนให้พอดี พักผ่อนให้พอดี กินให้พอดี

ทุกอย่างให้มันพอดี ๆ


ต้องดูแลสุขภาพจึงจะดี
ไม่ใช่ว่าทำไปสักระยะหนึ่ง
หรือทำเสร็จแล้วรู้สึกว่า ข้าพเจ้า
เป็นคนสุขภาพดีแล้ว ไม่ต้องทำแล้ว
กินอะไรก็ได้แล้ว ไม่ต้องออกกำลังกายแล้ว

เพราะเราเป็นคนมีสุขภาพดี

แต่การมีสุขภาพดีเป็นผลของการกระทำ
หากไม่ทำต่อเนื่อง มันก็เสื่อมได้

ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก
ในครอบครัวก็เหมือนกัน
ถึงจะอยู่ด้วยกันมานาน ๖ เดือน ๑ ปี ๑๐ ปี

ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวัน
ต้องรักษาให้ดีทุกวัน


เหมือนการรักษาสุขภาพกาย
เราต้องรักษาความดีของคุณภาพ
ของการอยู่ด้วยกัน เสียสละเพื่อกันและกัน



เห็นอกเห็นใจกัน ต้องดูแลให้ดี
ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
ระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่กับลูก
ถือว่าเป็นผลงานชีวิต ผลงานนี้เราต้อง
รักษาไว้และทำให้มันดียิ่งขึ้น หากเป็นไปได้




“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘




✿ ❀---------- ✿ ❀----------✿ ❀--------- ✿ ❀
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:22:08 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




ก่อนอาตมาออกบวช สมัยนั้นอยู่ในยุโรป
อาตมาอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งตอนกลางคืน
มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอาตมา
หน้าแดงโกรธแค้น จะทำร้ายร่างกายอาตมา

เพราะเขาเป็นคนติดยาเสพติด
และเชื่อว่าอาตมาเป็นคนขายยาเสพติดให้เขา

นัดเขาว่าจะเอายาไปให้แล้วไม่ให้
เขามีความปั่นป่วนเพราะไม่ได้ใช้ยาด้วย
และโกรธด้วย อาตมามีความรู้สึก
ที่แปลกว่า เขาโกรธตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวเรา


คือเขามองที่ตัวเรา
กำลังจะทำร้ายร่างกาย
อาการน่ากลัวมาก แต่เขาไม่ได้โกรธตัวเรา
เขาโกรธคนที่เราคิดว่าเราใช่ ซึ่งทั้งเราด้วย


ทั้งไม่ใช่เราด้วย

โชคดีที่ตอนนั้นมีเพื่อนมาช่วยป้องกัน
หากอยู่คนเดียวก็คงแย่เหมือนกัน


ก็ดึงเขาออกไป
บอกว่ามันไม่ใช่ มันไม่ใช่

แต่อาตมาว่า ทุกคนนี่
คนมองเราด้วยอารมณ์นะ


คือส่วนหนึ่งก็เป็นของจริง
อีกส่วนก็เป็นสิ่งที่เขาปรุงแต่งเข้ามา


เวลาคนโกรธเรา บางทีเราก็คิดว่า
ทำไมเขาโกรธเราขนาดนี้
ทำไมเขาไม่ชอบเราขนาดนี้

แต่คนมองเรา
มันไม่ใช่ว่าเขาเห็นตัวเรานะ
บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในตัวเรา
ไม่มีใครเห็น เขาไม่ได้เห็นเราทั้งหมด

และบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยู่ในตัวเรา
เขาก็เห็น เพราะฉะนั้น มันก็ไม่แปลกใจ
ที่จะมีปัญหาในเรื่องการสื่อสาร

เพราะจะเป็นกันอย่างนี้ทุกคน


เวลาเรามองใคร
เราต้องเตือนสติตัวเองว่า
บางสิ่งบางอย่างนี่เราไม่เห็นทั้งหมด
และบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็น
อาจจะไม่มีก็ได้
อาจจะเป็นสิ่งที่เราคิดเอาเองก็ได้
เรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องยาก
แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือการฝึกสติ
และความอ่อนน้อมถ่อมตน



ยอมรับว่า
การที่คนหนึ่งจะรู้จักอีกคนหนึ่ง
มันเป็นไปไม่ได้
ถึงจะอยู่ในครอบครัวเดียวกัน
ถึงจะเป็นลูกในไส้ก็ตาม
เราก็ต้องยอมรับ แล้วก็วางใจ



จะวางใจอย่างไร
ก็วางใจด้วยเมตตา
กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร
นั่นแหละดีที่สุด



“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘



✿ ❀---------- ✿ ❀----------✿ ❀--------- ✿ ❀
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:22:25 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




การเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งคือ
การอยู่กับโลกธรรม การได้กำไร การขาดทุน
เวลามีคนว่าเรา กลั่นแกล้งเรา
หรือเวลาผิดหวังอะไร เราจะรู้สึกว่า
จิตใจมั่นคงกว่าแต่ก่อนเยอะ รู้เท่าทัน



แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องของอารมณ์
ความแปรปรวน เรื่องกุศลอกุศล
เราจะ sensitive จะละเอียดมากยิ่งขึ้น

นี่คืออาการของผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นนั้น


นอกจาก sensitive การสังเกต
ความเปลี่ยนแปลงในจิตใจตัวเองแล้ว
มันจะรู้สึกต่อคนรอบข้างมากขึ้น

เราจึงมีโอกาสที่จะรักษา
ความเป็นอยู่ที่ดีในครอบครัว เป็นที่พึ่ง
เป็นกัลยาณมิตรของคนรอบข้างได้มากขึ้น


ไม่ด่วนสรุป หรือประมาทว่า
เราเข้าใจเขาทุกสิ่งทุกอย่าง
เราก็ยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
คนเราไม่ได้เข้าใจกันได้ในทุกเรื่อง
ถึงจะอยู่ด้วยกัน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี
ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถ
เข้าใจกันได้ แต่ละคนจะมีบางอย่าง
ที่ไม่ใช่ว่าเราจะรู้ได้ทุกอย่าง



“เพราะเกิด”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘




✿ ❀---------- ✿ ❀----------✿ ❀--------- ✿ ❀
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:22:35 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



การอยู่ในครอบครัว เราจะเห็นว่า
ความรักมันเสื่อมได้ ความรักที่กลายเป็นเฉยก็มี
อันนั้นก็เป็นความเสื่อมประเภทหนึ่ง
ความรักที่มีธรรมะประกอบมันก็เสื่อมได้
กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นหรือมีเงื่อนไขมากขึ้น
หรือกลายเป็นว่า หากคุณรักฉันจริง
คุณต้องทำตามใจฉัน หากไม่ทำตามใจฉัน
แปลว่าไม่รักจริง คือเอาเรื่องความรัก
มา blackmail ซึ่งกันและกันหรือกดดัน
ซึ่งกันและกัน เราไม่เอาความรักเป็นอาวุธ


เราก็ต้องฝึกตน ฝึกตนให้มีสติ
ฝึกสติคือมีการรู้ตัว ให้ความรู้ตัว
คุ้มครองการแสดงออกทางกาย ทางวาจา

ฝึกตนแล้ว เราจะมีความไวต่ออารมณ์
คือไวต่ออารมณ์ตัวเองว่า
จิตกำลังแปรปรวนไปในทางที่ไม่ดีไหม
หรือไปในทางที่ดีไหม เพราะอะไร

เราก็ศึกษาเรียนรู้ เราดูอารมณ์ของเรา
ทั้งฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศล ทั้งฝ่ายผ่องใส
ฝ่ายขุ่นมัวแล้ว เราก็จะเป็นผู้ฉลาด
เป็นผู้ชำนาญ เป็นผู้ช่ำชอง
ในเรื่องอารมณ์ทั้งหลาย
เราจึงจะสัมผัสอารมณ์
ของคนรอบข้างได้ตรงได้ดี
ไม่ได้อยู่ใน bubble ฟองสบู่ของตัวเอง
หรือมองเฉพาะสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่
แต่เรารู้สึกตัว




“เพราะเกิด”

โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

บ้านบุญ
วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘




✿ ❀---------- ✿ ❀----------✿ ❀--------- ✿ ❀
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2025, 09:25:14 am โดย ยาใจ »