ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเชิญอ่าน " การเดินทางสู่การค้นพบตนเอง " โดย พระอาจารย์ อู เรวตะ  (อ่าน 4677 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
" การเดินทางสู่การค้นพบตนเอง "


ธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ อู เรวตะ

พระวิปัสสนาจารย์ แห่งศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ พะอ็อก ตอยะ

แสดง ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย



คนทั้งหลายมีการเดินทางที่ต่างกันไป บางคนเดินทางไกล บางคนเดินทางด้านวัฒนธรรม บางคนเดินทางด้วยความลำบาก บางคนเดินทางข้ามทะเลทรายซึ่งเป็นการเดินทางที่อันตราย คนในโลกล้วนเดินทางไปสู่อิสรภาพ อิสรภาพในการพูด ในการเคารพนับถือ อิสรภาพส่วนบุคคลและอิสรภาพทางความคิด

บางคนเดินทางไปสู่ความสำเร็จและท่านเองก็เป็นผู้หนึ่งด้วยหรือไม่ที่กำลังเดินทางไปสู่ความสำเร็จ ท่านประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง  ทว่า การเดินทางเหล่านี้ เป็นการเดินทางอันไม่มีที่สิ้นสุด อาตมา  ปรารถนาที่จะให้ท่านทั้งหลายเดินทางที่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ อาตมาอยากให้ท่านทั้งหลายเดินทาง อันเป็นการเดินทางที่มีการสิ้นสุด

ท่านทราบหรือไม่ว่าท่านได้เดินทางมาอย่างมากมายในชีวิต แต่ท่านได้เคยเดินทางสู่การค้นพบตนเองบ้างหรือยัง ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงต้องการให้ท่านทั้งหลายเริ่มเดินทางสู่การค้นพบตนเอง เพราะการเดินทางนี้เป็นการเดินทางครั้งสำคัญของท่านทั้งหลาย รวมทั้งอาตมาภาพด้วย

นักวิจัยทำการศึกษาค้นคว้าที่ต่างกันไป นักวิจัยหลายคนหรือนักวิจัยสาขาต่าง ๆ ทำการค้นคว้าวิจัยที่ต่างกัน บางกลุ่มค้นหาสัตว์บก บางกลุ่มค้นหาสัตว์น้ำ และมีอีกหลายกลุ่มที่ทำการค้นคว้าหาสิ่งที่ต่างกันไป เพราะการศึกษาค้นคว้าของนักวิจัยเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับเรา แม้ว่าเราจะสำนึกในบุญคุณของนักวิจัยเหล่านั้น  แต่การศึกษาของนักวิจัยเหล่านั้นก็ยังเป็นการเดินทางอันไม่มีที่สิ้นสุด

และสำหรับท่านทั้งหลาย อาตมาปรารถนาให้ท่านเป็นนักวิจัยที่ทำการศึกษาค้นคว้าว่าท่านคือใคร ท่านเป็นอะไร และหลังจากที่ท่านเห็นว่าท่านคือใคร ท่านเป็นอะไร ท่านต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกบ้าง เหล่านี้คือสิ่งที่ท่านจำต้องทำด้วยตนเองโดยไม่มีใครทำให้

อาตมาใคร่ถามคำถามท่านข้อหนึ่งว่า ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านคือใคร ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านเป็นอะไร แต่ท่านก็รู้สิ่งต่าง ๆ มากมายมิใช่หรือ แล้วท่านก็สนใจสิ่งต่าง ๆ มากมายภายนอก เว้นตัวท่านเอง ท่านรู้ไหมว่าท่านกำลังเดินทางไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด

อาตมาขอให้ท่านลองนึกถึงวิทยาการคอมพิวเตอร์ ศาสตร์นี้มีที่สิ้นสุดหรือไม่...ไม่เลย...หากปราศจากประสบการณ์ตอนจบ เรานั่นแหละจบเสียเอง ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงปรารถนาให้ท่านทั้งหลายเดินทางอันมีที่สิ้นสุด นั่นคือการค้นพบตนเอง
ในการเดินทางสู่การค้นพบตนเอง ประการแรกท่านจำต้องรู้ว่าท่านคือใคร หากท่านไม่รู้ว่าท่านคือใคร แม้ท่านจะรู้เรื่องสิ่งต่าง ๆ มากมาย ท่านก็ไม่อาจที่จะทำประโยชน์ให้แก่ชีวิตได้

เราสนใจในสิ่งที่ดึงดูดใจ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงไขว่าคว้าหากามคุณอารมณ์อันเป็นที่ดึงดูดใจ เพราะกามคุณอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีสีสรร ที่ดึงดูดใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:35:58 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ท่านเคยปฏิบัติกรรมฐานหรือไม่  ใจของท่านอยากอยู่กับอารมณ์กรรมฐานนาน ๆ หรือเปล่า ท่านคงทราบเหตุผลข้อนี้ดี แม้อารมณ์กรรมฐานจะเป็นอารมณ์ที่เป็นกุศลหากแต่ไร้สีสรร  ไม่ดึงดูดใจ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่สนใจ แม้การปฏิบัติกรรมฐานคือประโยชน์ที่แท้จริงของท่านทั้งหลาย และถึงแม้ว่าท่านจะรู้ดีว่าการปฏิบัติกรรมฐานมีประโยชน์ แต่ท่านก็ไม่อยากทำอย่างต่อเนื่อง

อาตมามีคำถามอีกข้อหนึ่ง... ท่านคือบุคคลที่ต้องการทำประโยชน์ให้แก่ตนเองอย่างแท้จริงหรือเปล่า แน่นอน... อาตมาเชื่อว่าท่านทั้งหลายคือคนที่ต้องการทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง แต่โดยความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
“กรรมไม่ดี ทั้งไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำง่าย แต่กรรมดีและมีประโยชน์ ทำได้ยากยิ่ง”<!--[if !supportFootnotes]-->[๑]<!--[endif]-->

เป็นเพราะกิเลส ใจของเราจึงน้อมไปหากามคุณอารมณ์ตลอดเวลาที่เราทำในสิ่งที่ดี ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อาตมาใช้คำว่า “เพราะกิเลส” หากไม่ใช่เวลาที่เราทำดีแล้ว  กิเลสก็จะน้อมนำใจของเราไปในการทำชั่ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการเดินทางมากมายเพราะกิเลส จริงหรือไม่...  แล้วใครเป็นผู้นำทาง กิเลสต่างหากที่เป็นผู้นำชีวิตของท่าน ไม่ใช่ท่าน

อาตมานำเรื่องนี้มากล่าวแก่ท่านทั้งหลาย เพราะท่านจำต้องให้สติและปัญญาเป็นปัจจัยนำท่านไปสู่การเดินทางเพื่อการค้นพบตนเอง ท่านต้องการรู้จริง ๆ หรือว่าท่านคือใคร หากท่านต้องการ ท่านจำต้องอบรมสติและปัญญาให้เป็นปัจจัยในการนำท่านสู่การค้นพบตนเอง

แน่นอนว่าท่านจำรูปลักษณ์ของเพื่อนได้  แน่นอนว่าเพื่อนของท่านรู้จักท่านและรูปลักษณ์ของท่าน และแน่นอนว่าท่านเองก็รู้จักตัวเอง จำตัวเองตลอดจนรูปลักษณ์ตัวเองได้ แต่ทว่า แค่รู้ แค่จำ ท่านไม่อาจรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วท่านคือใคร

ท่านพึงทำสิ่งหนึ่งเพื่อรู้จักตนเอง อาตมาขอนำพุทธพจน์บทหนึ่งมากล่าวดังนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า  “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอพึงสำเหนียกว่า “เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน”<!--[if !supportFootnotes]-->[๒]<!--[endif]-->
ท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นหรือเปล่า ท่านสามารถพูดได้ว่าท่านรู้จักใจตนเองหรือเปล่า เป็นการง่ายหรือไม่ที่เราจะรู้ใจผู้อื่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นไปได้ไหมที่จะรู้ใจผู้อื่น... เป็นไปได้... หรือเป็นไปไม่ได้...  เป็นไปได้... แท้จริงแล้วเป็นไปได้สำหรับบุคคลที่ฝึกฝนอบรมจิตจนได้ฌานอภิญญา

ท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนเองหรือเปล่า เป็นความจริงว่าท่านยังไม่เป็นผู้ที่ฉลาดในวาระจิตของตน หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ไม่อาจรู้ได้ว่าท่านคือใคร ท่านเป็นอะไร  ท่านไม่สามารถเดินทางไปสู่การค้นพบตนเองได้ หากท่านต้องการทำประโยชน์ตนอย่างแท้จริง ประการแรก ท่านพึงฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน

ในวันหนึ่ง ๆ เรามีการกระทำกี่อย่าง... นับไม่ถ้วน... อาตมาถามหลายคนด้วยคำถามเดียวกันนี้  แล้วก็ได้คำตอบเดียวกัน คือ มีการกระทำหลายอย่างในวันหนึ่ง ๆ นับไม่ถ้วน แท้จริงแล้วมีไม่มาก มีการกระทำเพียงสามอย่าง คือ การกระทำทางกาย(กายกรรม) ทางวาจา(วจีกรรม)และทางใจ(มโนกรรม)  การกระทำทางกายและวาจามาทีหลังมโนกรรม ซึ่งเราสามารถกล่าวได้ว่า มโนกรรมเป็นผู้นำการกระทำต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“จิตฺเตน นียติ โลโก” แปลว่า “โลก อันจิตย่อมนำไป”<!--[if !supportFootnotes]-->[๓]<!--[endif]-->
โลก อันจิตย่อมนำไป ท่านคิดอะไรเมื่อท่านได้ยินคำว่า “โลก”  คิดถึงโลกที่เราอาศัยอยู่หรือเปล่า ท่านมีความเห็นประการใด พระพุทธองค์หมายถึงโลกไหน และโลกไหนที่ท่านคิด อาตมาเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะคำนึงถึง หรือคิดถึงโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ซึ่งเป็นคนละโลกกับพระพุทธองค์ “โลก” ในความหมายของพระพุทธองค์คือ กายกว้างศอก ยาววา หนาคืบ นี้เป็นโลกทั้งหมดของเรา ด้วยเหตุนี้ท่านพึงฝึกฝนอบรมจิตให้นำ “โลก”ไปในทิศทางหนึ่ง หาไม่แล้วจิตที่ขาดการอบรมจะนำ “โลก” ของท่านไปในทิศทางอื่น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:29:04 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
จิตที่ฝึกดีแล้วจะยังให้โลกของท่านสวยงาม ส่วนจิตที่ไม่ได้รับการอบรมย่อมให้สิ่งที่ตรงกันข้าม ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “โลก อันจิตย่อมนำไป” ดังนั้น ท่านพึงฝึกฝนอบรมจิตให้สามารถนำโลกของท่านไปสู่ทิศทางที่ดี

ตามที่อาตมาได้นำพุทธวจนของพระผู้มีพระภาคมากล่าวว่า

“ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอพึงสำเหนียกว่า “เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน””

ท่านคิดอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะรู้ใจตนเอง...  เป็นไปได้สำหรับบุคคลที่ใส่ใจ (มีสติ) แต่เป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคลที่ไม่ใส่ใจ (ขาดสติ)

หากท่านรู้ใจตนเองมากเพียงใด ท่านก็จะรู้ว่าท่านคือใครมากเพียงนั้น หากท่านรู้ใจตนเองมากเพียงใด ท่านก็จะรู้จุดด้อยของตนเองมากเพียงนั้น และหากท่านรู้ใจตนเองมากเพียงใด ท่านก็จะรู้จุดแข็งของตนเองมากขึ้นด้วย เพราะเหตุที่ไม่รู้จักการสั่งงานของจิต ท่านทั้งหลายจึงได้ทำ กำลังทำ และจะทำตามคำสั่งนั้นต่อไป เพราะเหตุที่ไม่รู้จักการสั่งงานของจิตท่านจึงทำตามคำสั่งของจิตดังที่เคยทำมา และจะทำต่อไป ดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้

ดังที่อาตมาบอกท่านทั้งหลายว่า กายกรรมและวจีกรรมเกิดหลังมโนกรรม ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุใดคนทั้งหลายจึงทำทุจริต เพราะเขาไม่รู้เท่าทันคำสั่งของจิต เพราะไม่ฉลาดในวาระจิตของตนเขาจึงเชื่อฟังคำสั่งของกิเลสแล้วประกอบกายทุจริตและวจีทุจริต หากท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน และหากท่านสามารถรู้เท่าทันคำสั่งของจิตทันทีที่มันเกิดขึ้นในใจ และหากท่านสามารถ ข่มกิเลสได้ ท่านจะไม่มีทางทำทุจริตใด ๆ แต่เป็นเพราะท่านยังไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจึงไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ท่านทำทุจริตทางกาย วาจาแล้วท่านจึงรู้สึกผิด

เพราะเหตุที่ท่านยังไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจึงทำทุจริตมากมายที่ทำให้ท่านรู้สึกผิด แต่ท่านก็ยังจะทำต่อไปในอนาคต ดังที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เช่นเดียวกัน เพราะท่านยังเป็นผู้ไม่ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจึงไม่รู้จุดด้อย และจุดแข็งของตนเอง ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหลายจึงหลอกตัวเองด้วยการทำดี ท่านเห็นด้วยหรือไม่...

หากท่านไม่รู้ใจตนเอง หากท่านเป็นผู้ไม่ฉลาดในวาระจิตของตนเอง ท่านก็ไม่สามารถพัฒนาความสัตย์ซื่อได้ และหากท่านไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ท่านจะพัฒนาชีวิตอย่างแท้จริงได้อย่างไร

คนในโลกส่วนมากพยายามและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจตน ท่านคิดว่าจริงหรือเปล่า... ถูกละ ท่านพยายามด้วยวิธีมากมาย คาดหวังความเข้าใจจากผู้อื่น  แต่ท่านไม่เพียรที่จะรู้จักตัวเองเลย เพราะท่านคาดหวังความเคารพจากผู้อื่น ท่านจึงหาวิธีการต่าง ๆ แม้กระทั่งการหลอกลวง

แต่มีคำถามหนึ่งที่ท่านพึงถามตัวเอง คือ  “เราเคารพตัวเองหรือเปล่า” แม้ว่าคนทั้งหลายจะได้รับการเคารพจากผู้อื่น แต่เขาก็ไม่สามารถเคารพตัวเอง เพราะว่าเขาใช้เวลาตลอดชีวิตฟังคำสั่งของกิเลส ท่านว่าการเคารพตนเอง กับการได้ความเคารพจากผู้อื่น อันไหนสำคัญกว่ากัน การเคารพตัวเองนั้นสำคัญมาก ต่อเมื่อท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจะหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ทำให้ท่านไม่สามารถเคารพตนเอง และท่านจะแต่ทำสิ่งที่จำเป็น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:31:13 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
แม้ในเช้าวันนี้ก่อนมาฟังธรรม มีการกระทำอะไรบ้างที่ทำให้ท่านเคารพตนเอง เพื่อความแน่ใจ อาตมาขอทวนคำถามอีกครั้ง ท่านคือบุคคลที่รู้ชัดจริง ๆ ว่าเราคือใครหรือไม่ ท่านคือบุคคลที่ทำประโยชน์ตนอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้าใช่ จะทำอย่างไร ต่อไปนี้อาตมาก็จะอธิบายให้ฟัง

สำหรับท่านที่ต้องการทำประโยชน์ตนจริง ๆ สำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาการนับถือตนเอง สำหรับท่านที่ต้องการทราบจริง ๆ ว่าตนคือใคร อาตมาจะอธิบายวิธีฝึกฝนอบรมให้ท่านเป็นผู้มีความฉลาดในวาระจิตของตน

ก่อนอื่น อาตมาใคร่กล่าวอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับความสำเร็จ คนทั้งหลายต่างเดินทางไปสู่ความสำเร็จ ความสำเร็จมีความสำคัญต่อชีวิตท่านมากใช่ไหม สมมุติว่าท่านเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ท่านจะทำอะไร คำตอบนี้ยากมาก

ความสำเร็จ คือการเดินทาง แต่ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง เพราะเหตุใด หากท่านประสบความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนา หวังได้เลยว่าจะไม่จบเพียงแค่นั้น กิเลสจะบงการให้ท่านเดินทางไปหาความสำเร็จอย่างอื่นอีก และหากความสำเร็จของท่านคือชื่อเสียงและชัยชนะที่เกี่ยวข้องกับกามคุณ นั่นก็คือการเดินทาง ไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง เพราะนี่เป็นการเดินทางอันหาที่สุดไม่ได้นั่นเอง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้” เพราะเราแสวงหา วิ่งตามกามคุณอันเป็นเป้าหมายของความสำเร็จอย่างไม่รู้จบ ท่านจึงไม่สามารถเห็นจุดสิ้นสุดได้

อะไรคือแรงผลักดันของการเดินทางไปสู่ความสำเร็จนี้ ตัวท่านเองหรือกิเลสที่ไม่บริสุทธิ์ อาตมาขอทวนอีกครั้ง อะไรคือแรงผลักดันของการเดินทางไหสู่ความสำเร็จนี้ อาตมารู้ดี เพราะอาตมาเคยเป็นคนที่เดินทางสู่ความสำเร็จนี้เช่นกัน และได้พบว่ากิเลสนั่นเองที่เป็นแรงขับให้อาตมาเดินบนทางสายนั้น ไม่ใช่ตัวอาตมา ท่านเข้าใจหรือไม่ อาตมาคิดว่าท่านคงยังไม่เข้าใจ

ท่านเห็นหรือไม่ว่ากิเลสเป็นแรงขับให้ท่านเดินทางเพื่อแสวงหาความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ตัณหา ความทะยานอยาก ความต้องการ ไม่เคยอิ่มกับสิ่งที่มันมีมันได้ แต่กลับเรียกร้องเอาอย่างอื่นใหม่อีกครั้งแล้ว ครั้งเล่า เพราะฉะนั้น กิเลสที่เป็นแรงขับนั้นคือสาเหตุของการเดินทางเพื่อแสวงหาความสำเร็จ และหากท่านเชื่อฟังคำสั่งของกิเลส การเดินทางนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด

ดังนั้น หลังจากที่เกิดเป็นมนุษย์ เราได้อัตภาพร่างกายนี้มา เราจึงต้องบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่ร่างกายต้องการ เพราะอาตมาปรารถนาให้ท่านทั้งหลายทำในสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น อาตมาจำต้องอธิบายถึงสิ่งที่ไม่สำคัญให้แก่ท่านทั้งหลายฟัง เหตุนี้อาตมาจะอธิบายเพิ่มอีก

ท่านรู้ว่าท่านต้องการเครื่องนุ่งห่ม ท่านรู้ว่าท่านต้องการที่อยู่อาศัย อาหาร และยารักษาโรค เหล่านั้นคือสิ่งที่ท่านต้องการจริงหรือ ท่านคิดว่าอย่างไร หลายคนบอกว่า ฉันต้องการอาหาร ฉันต้องการเสื้อผ้า ฉันต้องการบ้าน ฉันต้องการยา นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ หรือ นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการจริง ๆ หรือ หากท่านไม่มีร่างกายนี้ท่านจะต้องการอาหารหรือไม่ หากท่านไม่มีร่างกายนี้ท่านจะต้องการเครื่องนุ่งห่มหรือไม่ หากว่าท่านไม่มีร่างกายนี้ท่านจะยังต้องการที่อยู่อาศัยหรือไม่ หากท่านไม่มีร่างกายนี้ท่านจะต้องการยารักษาโรคหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ท่านทำเพื่อชีวิตหรือเพื่อกายนี้กันแน่

ท่านได้ทำทุจริตมากเพียงใดในระหว่างการดำเนินชีวิต ท่านปรนเปรอร่างกายด้วยอาหาร หาเสื้อผ้าให้ใส่ หาบ้านให้อยู่ และหายาให้ทาน โดยคิดผิดไปว่านั่นเป็นความต้องการของท่าน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความต้องการของร่างกาย ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายก็มัววุ่นอยู่กับสิ่งต่างๆมากมายเพื่อตนเองหรือเพื่อร่างกายกันแน่ ไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง แต่เพื่อร่างกายเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านเป็นนายหรือเป็นทาสของร่างกายกันแน่ ท่านเป็นทาส แน่นอน ท่านเป็นทาสของร่างกาย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าท่านไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีค่า แต่ท่านใช้ชีวิต ทำนั่น ทำนี่ เสียเวลาไปมากมายจนในที่สุดก็ตายไปเพียงเพื่อเป็นทาสของร่างกายเท่านั้น

ผู้คนทั้งหลายในโลก เกือบทั้งหมดทำอย่างนี้ เขาตายไปโดยไม่ได้ทำสิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์แก่ชีวิต นั่นคือชีวิตหรือ นั่นเป็นความหมายของชีวิตหรือ ไม่มีอะไรที่พึงทำกับชีวิตนอกไปจาก(การหา)อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคหรือ

อาตมาไม่ได้หมายว่าจะให้ท่านหยุดสิ่งเหล่านี้ อาตมาหมายความว่า ท่านพึงเข้าใจอย่างถูกต้องว่าท่านไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อตัวท่านเอง สิ่งที่ท่านทำคือการรับใช้ร่างกาย เพราะเรามีร่างกาย เราจำต้องรับใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง และทำในสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต

จริงอยู่ ใช่ว่าทุกคนจะเป็นแพทย์ ในทำนองเดียวกัน ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเศรษฐีและเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ บุคคลต้องได้รับการอุปถัมภ์สองอย่างจึงจะเป็นคนมั่งมีได้ อย่างหนึ่งจากอดีตและอีกอย่างในปัจจุบัน หากไม่ขาดกรรมเช่นนั้น คือ การสั่งสมกุศลกรรม เช่นการทำทานในอดีตชาติ  และในชาตินี้หากท่านมีความเพียร ท่านก็จะเป็นคนมั่งมีได้ แต่ทว่า หากปราศจากกรรม(ที่ทำไว้ดีแล้ว)ในอดีต ไม่ว่าท่านจะเพียรพยายามมากเพียงใด เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะเป็นคนมีทรัพย์ เมื่อวิบากส่งผล กรรมที่ทำในอดีตเป็นเหตุหลัก(ชนกกรรม) กรรมที่ทำในปัจจุบันเป็นเพียงอุปถัมภกกรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:31:53 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ดังที่กล่าวมาแล้ว อาตมามิได้หมายว่าจะให้ท่านหยุดทำทุกสิ่ง แต่ท่านพึงเพียรอย่างถูกต้องให้ถึงที่สุดในการสร้างหรือพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี และเมื่อท่านเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งแล้วละก็ เวลานั้นถ้าท่านจะรู้วิธีใช้ทรัพย์(อย่างถูกต้อง) แล้วท่านก็จะได้รับประโยชน์ (จากทรัพย์นั้น)

ถ้าเป็นนักเรียน นักเรียนก็ต้องพยายามเรียนให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับแพทย์ แพทย์จำต้องพยายามรักษาคนไข้ให้ดีที่สุด นี่คือวิธีที่การพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดีที่จะติดตามเราไปในอนาคต เมื่อเข้าใจแล้วว่าเรากำลังสนองความต้องการของร่างกาย ไม่ได้สนองความต้องการของตนเอง  ท่านพึงเพียรพยายาม(ในการพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี)

บัดนี้ ท่านก็ได้ทราบแล้วว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร นั่นไม่ใช่ความหมายของชีวิต แต่เป็นการสนองความต้องการของร่างกาย ดังนั้น เพื่อเข้าใจว่าท่านคือใคร และเพื่อความฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจำต้องเริ่มลงมือกระทำโดยปราศจากความกลัวนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ท่านอยากเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนหรือไม่ ถ้าใช่  ไม่ว่าท่านจะทำอะไรในระหว่างวัน นับตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ขอให้ท่านสังเกตดูใจของท่านไว้เสมอ

เวลาที่ท่านขับรถ ร่างกาย มือของท่านเคลื่อนไหว ท่านสามารถใส่ใจกับความคิดของท่านได้หรือไม่... ได้... และนั่นคือสิ่งที่ท่านพึงทำ มือของท่านขับรถอยู่แต่ใจของท่านทำอย่างอื่น คิดไปเรื่องนั้น คิดไปเรื่องนี้ ใช่หรือไม่... ท่านไม่รู้... ท่านต้องรู้.... ดังนั้น นับแต่วันนี้ไปขอให้ท่านสังเกตว่าใจของท่านกำลังคิดอะไร ท่านกำลังขับรถ แต่ใจไม่ได้ขับรถด้วย แต่คิดเรื่องนั้นต่อด้วยเรื่องนี้เรื่อยไป ทั้งเรื่องดีและไม่ดี ส่วนมากมักเป็นเรื่องไม่ดี

เวลาท่านทำอาหาร ใจท่านคิดอะไร เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้นใช่ไหมที่ท่านคิดว่า               “ฉันกำลังคิดถึงสิ่งที่กำลังทำ คิดถึงสิ่งที่จะทำ” ดังนั้น นับแต่วันนี้ ในขณะที่มือกำลังทำอาหาร ใจกำลังทำอย่างอื่นซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องไม่ดี ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงปรารถนาให้ท่านเป็นผู้มีความฉลาดในวาระจิตของตน ไม่มีวิธีอื่น วิธีนี้เป็นหนทางเดียว คือการมีสติ ตรวจสอบจิตใจ กำหนดรู้จิตของตนเอง หาไม่แล้วใจก็จะนำท่านไปในทางที่ผิด ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ตัวท่านเอง หากรู้เท่าทัน รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดี หากท่านปรารถนาจะทำประโยชน์แก่ตนอย่างแท้จริงละก็ ท่านต้องจำเปลี่ยนอารมณ์และใส่ใจในอารมณ์ที่เป็นกุศล

สมมุติว่าท่านมีเจตนาจะคุยโว เมื่อมีเจตนา ใจก็น้อมไปในการที่จะคุยโว การคุยโวนั้นดีหรือไม่ แต่ท่านไม่รู้(ใจ) ท่านจึงคุยโว เพราะไม่รู้ว่าใจสั่ง ท่านจึงเชื่อฟัง ท่านจึงทำ ได้ทำ กำลังทำ และจะทำอย่างนั้นอีกเมื่อใจสั่งให้พูดปด ท่านก็พูดปด คิดว่าท่านต้องการพูดปด เปล่าเลย แท้จริงแล้วกิเลสต่างหากที่สั่งให้ท่านพูดปด หากท่านเห็นว่ากิเลสกำลังบอกให้ท่านทำไม่ดี หากท่านรู้เท่าทันจิตในขณะนั้น หากเห็นว่าไม่ใช่ท่านหรอกที่ต้องการทำอย่างนั้น แต่ท่านถูกควบคุมโดยกิเลส ท่านจะต้องการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

การถือตัว ดีหรือไม่... ไม่ดี... ท่านชอบหรือที่เห็นคนบางคนมีมานะ  ท่านชอบหรือที่เห็นคนโกรธ แน่นอนว่าท่านไม่ชอบ แน่นอนอีกเช่นกันว่าท่านเองก็มักโกรธ เพราะอะไรหรือก็เพราะว่าท่านยังไม่ฉลาดในวาระจิตของตน

นี่เป็นเพียงคำอธิบายที่อาตมาชี้ให้เห็นกิเลสบางตัวที่บงการทุกท่านอยู่ทั้งไม่เป็นคุณแก่ท่านทั้งหลาย หากท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ในที่สุดท่านก็จะเข้าใจว่ากิเลสนั้นไม่ใช่ของท่าน กิเลสก็เป็นกิเลส เมื่อท่านเห็นว่ากิเลสเป็นกิเลส ท่านจะไม่ต้องการฟังคำสั่งของกิเลสอีกต่อไป

เพื่อช่วยให้ท่านเดินทางสู่การค้นพบตนเองได้ตลอดรอดฝั่ง อาตมาจำต้องอธิบายเพิ่มอีกประการหนึ่ง โทสะ เป็นของท่านหรือไม่... (มีเสียงตอบว่าไม่ใช่) จริงหรือ... ท่านเข้าใจจริง ๆ หรือว่าโทสะไม่ใช่ของท่าน โลภะเป็นของท่านหรือไม่... ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมท่านจึงโกรธ ดังนั้น อาตมาจึงปรารถนาให้ท่านเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าโทสะและโลภะจะเป็นของท่านหรือไม่ก็ตาม...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:32:44 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ท่านกำลังโกรธใครอยู่หรือเปล่า... เปล่า... ท่านไม่ได้โกรธ ท่านไม่ได้โกรธใครอยู่ในขณะนี้ ถ้าอย่างนั้นท่านไม่มีความโกรธใช่ไหม... มี... ท่านมีความโกรธ

ท่านกำลังโลภ (อยากได้อะไร) อยู่หรือเปล่า... เปล่า... ท่านไม่อยากได้อะไร

ท่านกำลังมีมานะ อยู่หรือเปล่า... เปล่า.... ท่านไม่มีมานะ แต่ท่านมี (ทั้งโลภะ และมานะ)

ถ้าเช่นนั้น ชี้ให้อาตมาเห็นได้ไหมว่าความโกรธของท่านอยู่ตรงไหน ท่านบอกได้ไหม จับให้ดูได้ไหมว่าอยู่ตรงไหน ชี้ให้อาตมาดูได้ไหม

ก่อนหน้านี้มีโยมถวายน้ำดื่มแก่อาตมา ในทางสมมุติบัญญัติอาตมาสามารถพูดได้ว่านี่เป็นแก้วน้ำของอาตมา อาตมาจับได้ ยกให้ท่านเห็นได้ และสามารถโยนใส่ท่านได้ด้วย แต่ท่านทั้งหลายบอกอาตมาว่า ท่านมีโทสะ แต่ไม่สามารถชี้ให้อาตมาดูได้ว่าอยู่ตรงไหน ท่านบอกว่าท่านมีโทสะแต่ท่านไม่สามารถจับมันมาแสดงได้ว่าอยู่ตรงไหน ถ้าโทสะเป็นของท่านจริง ๆ ท่านต้องบอกได้ จับได้ และทำอะไรที่ต้องการกับมันก็ได้

บัดนี้ ท่านทราบแล้วว่ามันไม่ใช่ของท่าน ถ้ามันเป็นของท่าน ท่านก็สามารถแสดงให้อาตมาเห็นได้ว่ามันอยู่ตรงไหน ท่านต้องจับได้ ชี้ได้ แต่มันไม่ใช่ของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่อาจทำอะไรได้อย่างใจ

สาเหตุหลักก็คือความเห็นว่าเป็นตัวของตน “สักกายทิฏฐิ” ท่านเข้าใจ(คำว่า) “สักกายทิฏฐิ” ความเห็นว่าเป็นตัวของตนหรือเปล่า เพราะสักกายทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด ทำให้ท่านคิดว่าโทสะเป็นโทสะของท่าน โลภะเป็นโลภะของท่าน มานะเป็นมานะของท่าน นั่นเป็นเพราะความเห็นผิดว่าเป็นตัวของตน

เมื่อผู้ปฏิบัติบรรลุมรรคญาณและผลญาณเป็นพระโสดาบัน พระอริยบุคคลขั้นแรก มรรคญาณแรกจะขจัดความเห็นผิดว่าเป็นตัวของตนออกไปจนหมดสิ้น ดังนั้น พระโสดาบันได้ขจัดความเห็นว่าเป็นตัวของตนออกไป และจะไม่มีความเห็นเรื่องตัวตนอีกต่อไป แต่สำหรับท่านทั้งหลาย เพราะท่านยังมีความเห็นผิดเรื่องตัวตนอยู่ ดังนั้นหากท่านขาดสติ ท่านอาจยึดเอาโลภะ โทสะ มานะ เป็นตัวท่าน แล้วก็ตกเป็นทาสของกิเลสเหล่านั้น

ดังที่อาตมาได้อธิบายข้างต้น โทสะ โลภะ มานะ ไม่ใช่ของท่าน แม้ว่าท่านจะรู้ตัวว่ามีโทสะ แต่ท่านก็ไม่สามารถชี้ว่ามันอยู่ตรงไหน เหตุผลเหมือนเมล็ดมะม่วง เวลาที่ท่านเห็นเมล็ดมะม่วง ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าเมล็ดนั้นเอามาปลูกเป็นต้นมะม่วงที่ให้ผลมะม่วงได้ เวลาที่ท่านเห็นเมล็ดมะม่วง ท่านทราบว่าเมล็ดนั้นเอามาปลูกเป็นต้นแล้วให้ผลได้ ทว่าท่านเห็นต้นและผลอยู่ตรงไหนของเมล็ดนั้น ท่านเห็นหรือเปล่า ไม่เห็นเลย แต่ท่านรู้ว่าเป็นไปได้เมล็ดนั้นจะเป็นต้นไม้และให้ผลหากมีสภาพที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีสภาพที่เหมาะสมเมล็ดนั้นสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นและให้ผลได้

สภาพที่เหมาะสมนั้นเป็นอย่างไร ดิน น้ำ แสงสว่าง แสงอาทิตย์ หากขาดสภาพเหล่านี้เมล็ดนั้นก็จะไม่เจริญเป็นต้นแล้วให้ผล นับแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา เมื่อมารดาตั้งครรภ์ กิเลสทั้งหลาย คือ โทสะ โลภะ มานะ ล้วนเป็นเพียงศักยภาพที่มีอยู่ในเรา กิเลสเหล่านั้นก็ต้องการเหตุปัจจัย เมื่อท่านเห็นสิ่งไม่น่าปรารถนา โทสะที่ท่านไม่รู้หนแห่งที่มันอาศัยจะแสดงตัวออกมาที่             ตัวท่าน ในใจท่าน แล้วบอกท่านว่า “ฉันโกรธนะ” แต่ท่านสำคัญผิดไปว่า “ฉันโกรธ” “ฉัน” เหมือนกัน แต่เป็นคนละ “ฉัน”

เพราะเหตุว่ากิเลสนั้นเป็นอนุสัย(ศักยภาพ)ที่นอนเนื่องอยู่ ท่านจึงมองไม่เห็น จับไม่ได้ ชี้ให้ใครดูไม่ได้ ต่อเมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมเท่านั้นมันจึงจะแสดงตัวออกมา มันนอนซ่อนอยู่ไม่รู้แห่งหน แล้วผุดขึ้นมาในใจทำหน้าที่ของมัน “โกรธ” “ฉันโกรธ” ตอนนั้นเองท่านก็สำคัญผิดไปว่า “ฉันโกรธ” แล้วท่านก็ตกเป็นทาสของมัน

สำหรับโลภะ ก็เป็นทำนองเดียวกัน เวลาที่ท่านเห็นสิ่งที่น่าพอใจ โลภะที่นอนแฝงอยู่ตรงไหนไม่รู้ผุดขึ้นมาในใจแล้วก็ทำหน้าที่ของมัน กระหาย อยาก ต้องการ อยากเป็นเจ้าของ            แต่ท่านก็พูดผิดไปว่า “ฉันอยากได้”  ท่านก็เป็นทาสอีกเหมือนกัน

ทีนี้ท่านคงพอเข้าใจบ้างแล้ว ดังนั้น เวลาที่ท่านเฝ้าดูใจตนเอง เวลาที่ท่านสังเกตใจตนเอง มีอีกสิ่งหนึ่งที่ท่านพึงกระทำ คือ ดูเหตุของการเกิดโทสะ  เหตุของการเกิดโลภะ เหตุของการเกิดมานะ สิ่ง(กิเลส)เหล่านี้เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เพราะท่าน

โทสะเกิดขึ้นเพราะท่าน หรือเพราะสิ่งไม่น่าปรารถนา หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็ผิดหากท่านฟังคำสั่งของโทสะ แท้จริงแล้วโทสะผุดขึ้นมาทำหน้าที่ตามลักษณะของมัน เพราะมีสิ่งไม่น่าปรารถนาและอคติในสิ่งนั้น หากท่านทำเช่นนั้น(เฝ้าสังเกตใจตนเอง) ท่านก็จะรู้ว่าโทสะเพียงทำหน้าที่ของมัน ท่านหาใช่คนที่โกรธไม่ แล้วท่านก็จะเห็นเหตุที่ทำให้โทสะเกิดขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ หากท่านไม่ให้ความร่วมมือโทสะนั้นก็จะไม่รุนแรง กิเลสนั้นจะไม่รุนแรงขึ้น เพราะการสังเกตทุกวัน ๆ จากเช้าถึงค่ำ ท่านจะรู้ว่ากิเลสตัวไหนมีอิทธิพลกับท่าน นั่นเป็นเพราะอดีตกรรมส่งผล

เราสามารถสังเกตสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ เพื่อนของท่านบางคนเป็นคนมักโกรธ และมีอาการฉุนเฉียวรุนแรง นั่นเป็นเพราะโทสจริตที่เขาได้สะสมมาในอดีต นั่นเป็นนิสัยพยาบาท  สำหรับบางคนมีความยึดติดกับสิ่งที่พอใจ นั่นเป็นเพราะอดีตกรรมและกรรมในปัจจุบันด้วยที่ทำให้ความอยากเข้ามาครอบงำ  ดังนั้นความต้องการจึงทวีมากขึ้น ๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 02, 2013, 04:33:20 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
อาตมาขอถามท่านข้อหนึ่งว่า ท่านชอบจิตที่เป็นอกุศลหรือไม่... ท่านจะตอบว่าไม่ชอบ แต่เหตุใด คนทั้งหลายจึงพูดว่า “อย่ามาแตะต้อง(ของฉัน)นะ”  “ฉันโกรธมากนะ” ท่านรู้ไหมเพราะเหตุใด เพราะเขายึดอยู่กับสภาวะที่เป็นอกุศลของจิต เพราะเขายังไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน

เพราะการสังเกตเหตุปัจจัยของโลภะ โทสะ มานะ และกิเลสทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาในใจ ท่านจะตระหนักว่ากิเลสคือกิเลส โทสะมีลักษณะเช่นนี้ ทำหน้าที่อย่างนี้ มานะมีลักษณะเช่นนี้ ทำกิจอย่างนี้ ดังนั้นท่านจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า โทสะไม่ใช่ของท่าน เมื่อท่านเฝ้าใส่ใจอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปตลอดชีวิต ท่านก็จะรู้ว่าท่านคือใคร ท่านเป็นอะไร อะไรเป็นจุดอ่อน อะไรเป็นจุดแข็ง แล้วท่านจะได้พัฒนาและปรับปรุงจากจุดนั้น

เมื่อท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจะตระหนักรู้และแยกแยะได้ว่ากิเลสเป็นกิเลส ท่านเป็นท่าน ท่านสามารถมองดูโทสะเหมือนคนแปลกหน้า ท่านสามารถมองดูโลภะได้เหมือนคนแปลกหน้า ในเวลานั้น ท่านก็จะไม่เข้าไปเข้าร่วมในความเห็นว่านี่ “ฉัน” นี่”ของฉัน” ในเวลานั้นท่านจะชัดแจ้งแก่ใจว่าไม่มีตัวไม่มีตน

ดังที่อาตมากล่าวมาแล้ว ว่านี่เป็นประสบการณ์ของบุคคลที่มีสติ ไม่ใช่สำหรับคนขาดสติ ค่าใช้จ่ายสำหรับการนี้คือสติ  ไม่ใช่อย่างอื่น ดังนั้นแม้ท่านจะเข้าใจ แต่หากท่านขาดสติ ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน ความเห็นว่าเป็น “ฉัน” “ของฉัน” จะจับยึดโทสะ และกิเลสว่าเป็นของท่านอีกครั้ง เพราะท่านยังไม่ได้กำจัดความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนด้วยมรรคญาณ ดังนั้นจึงยังไม่มั่นคง

อาตมาใคร่แบ่งปันกับท่านทั้งหลาย สิ่งที่อาตมาทำมาตั้งแต่ชั้นประถม แม้ในตอนนั้นอาตมายังไม่รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาสนใจเรื่องของจิต ได้ผ่านการปฏิบัติทางจิตมามากมาย อาตมาจึงรู้ว่าการปฏิบัตินั้นมีประโยชน์เพียงใด อาตมาจึงปรารถนาให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติอย่างจริงจังในเวลาที่เหลือของชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ขอให้มีความฉลาดในวาระจิตของตน เพราะความเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจะรู้จุดด้อยเช่นเดียวกับจุดแข็งของท่านเป็นอย่างดี ท่านจะสามารถแก้ใขจุดด้อยและพัฒนาจุดเด่น

ในขั้นต้น ใจท่านจะไม่ยอรับเมื่อท่านรู้จุดด้อยของตน ท่านจะปฏิเสธ “ไม่” “ฉันไม่ได้เป็นอย่างนี้” แต่เมื่อท่านใช้สติเฝ้าสังเกตตลอดเวลา ไม่มีทางที่ท่านจะปฏิเสธได้ ในที่สุดท่านก็จะยอมรับว่า “ฉันเป็นอย่างนี้” ในที่สุดท่านต้องยอมรับเพราะท่านเห็นกิเลสอยู่กับท่านตลอดเวลาเมื่อนั้นท่านไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ ท่านจะยอมรับ เมื่อนั้นเองท่านก็จะพัฒนา สามารถพัฒนาได้

ก่อนที่ท่านจะสำนึกถึงจุดด้อยจุดเด่นของตนเอง เมื่อท่านเห็นคนทำผิด เวลาที่ท่านเห็นจุดด้อยของคนอื่น ท่านจะเพ่งโทษ ตำหนิติเตียน แต่เมื่อท่านรู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเองเพราะท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจะไม่ตำหนิเขาเช่นที่เคยทำ แต่กลับคิดว่า

“โอ.. เมื่อก่อนฉันก็แย่อย่างนี้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนแล้ว”

ดังนั้นแทนที่จะตำหนิ เพ่งโทษ กล่าวหา ท่านกลับคิดว่าถ้าเขารู้ หรือถ้าเขารู้วิธีปรับปรุงตัวเอง รู้วิธีอบรมจิต ถ้าเขารู้ว่าจะเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนได้อย่างไรอย่างที่ฉันรู้ เขาก็จะพัฒนา ดังนั้น แทนที่กล่าวหา กล่าวโทษ ท่านจะหาโอกาสให้คำแนะนำ ใจของท่านเปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตของท่านเปลี่ยนไป เวลานั้น ท่านจะรู้ว่าการใช้ชีวิตที่สงบเป็นอย่างไร

เหตุใดเราไม่สามารถอยู่เป็นสุขได้.... เพราะการเข้าไปมีส่วนร่วมที่ไม่จำเป็น เหตุใดเราจึงมีส่วนร่วมที่ไม่จำเป็นมากมายในชีวิต... เพราะกิเลสของเรา เพราะท่านยังเป็นผู้ไม่ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านไม่รู้ว่ากำลังถูกบงการโดยกิเลส เพราะเมื่อกิเลสสั่งให้ท่านทำอย่างนี้ ท่านก็ทำ ดังนั้นการมีส่วนร่วมที่ไม่จำเป็นจึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ด้วยเหตุนี้เพราะความเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน เราสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราทำในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อท่านเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ท่านจะได้รับประโยชน์มหาศาล อาตมาไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ เราไม่มีเวลาพอ ดังนั้น ตามเส้นทางสู่การค้นพบตนเอง ท่านได้ค้นพบตัวเองว่าท่านเป็นใคร และค้นพบว่าตัวตนนั้นไม่มี แต่การค้นพบนี้ยังไม่ถาวร ยังมีการหวั่นไหว

ในการทำให้การเดินทางสู่การค้นพบตนเองนี้สำเร็จด้วยดี ท่านจำต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือการอบรมในไตรสิกขา กล่าวคือการอบรมศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นหนทางที่จะขจัดความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและการเดินทางในสังสารวัฏฏอันหาต้นไม่ได้

สิ่งที่อาตมาปรารถนาจะอธิบาย คือ การเจริญไตรสิกขา แต่อาตมาจะไม่บรรยายในคืนนี้ อาตมาปรารถนาเพียงให้ท่านทราบว่าเหตุใดเราจึงต้องเจริญไตรสิกขา

เมื่อท่านบรรลุมรรคญาณครั้งแรก ท่านจะขจัดความเห็น(ผิด)เกี่ยวกับตัวตนของตนและสังโยชน์อีกสองอย่าง เมื่อบุคคลสามารถขจัดความเห็น(ผิด)ว่าเป็นตัวตนของตน บุคคลนั้นคือผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางสู่การค้นพบตนเองอย่างแท้จริง ประการแรก เขารู้ว่าเขาคือใคร และในที่สุดเขารู้ว่า(ตัวของตน)เขานั้นไม่มี ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้สำคัญอย่างยิ่ง  เพราะเวลานั้นท่านจะไม่ยึดถือเอาความโกรธเป็นของท่าน ท่านจะไม่ยึดเอาโลภะเป็นของท่าน ท่านจะไม่ยึดถือเอาอย่างผิดๆว่ามานะเป็นของท่าน ท่านเห็นกิเลสเหล่านั้นเป็นกิเลส ท่านจะไม่ตกเป็นทาสของกิเลส คิดดูว่าท่านจะเป็นสุขสงบเพียงใด

พระโสดาบันบุคคลยังมีโทสะ มีโลภะ มีมานะ แต่มานะ โทสะ โลภะเหล่านั้นไม่สามารถทำให้ท่านตกไปสู่อบายภูมิทั้งสี่ได้ เพราะหากไม่มีแรงสนับสนุนจากความเห็น(ผิด)เรื่องตัวตน โทสะ โลภะ มานะ จะไม่เป็นเหตุให้ต้องรับทุกข์ในอบายภูมิ ดังนั้นสิ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ใช่มานะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่โลภะแต่เป็นความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนของตน

(ท่านจะเลือกอะไรระหว่าง)การเป็นคนมั่งด้วยทรัพย์สินเงินทองที่ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิ กับการเป็นคนมั่งมีทางปัญญา(จิตวิญญาณ) พระโสดาบันไม่ต้องรับทุกข์ในอบายภูมิอีกต่อไป เหตุใดเราจึงไม่พยายามพัฒนาตนให้เป็นคนมั่งมีทางปัญญา หรือมั่งมีด้วยทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ขอให้พยายามแต่หากเป็นไปได้ ขอให้ท่านพยายามพัฒนาตนเป็นคนมั่งมีด้วยปัญญา

เมื่อเราเดินทางสู่การค้นพบตัวเองเพราะเหตุที่เราเดินอยู่บนความถูกต้องในที่สุดเราก็จะพบว่าตัวตนนั้นไม่มี

อาตมายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสแบ่งปันธรรมบรรยายนี้แก่ท่าน อาตมายังไม่เคยพูดเรื่องนี้ที่ใดมาก่อน ขอให้ท่านทั้งหลายได้เริ่มเดินทางสู่การค้นพบตัวเองเพื่อพบว่าตัวตนนั้นไม่มี ขอให้ท่านทั้งหลายบรรลุธรรมอันเกษมในปัจจุบันชาตินี้โดยทั่วกัน เทอญ



------------------------------------
ผาณิตชา ณ ลำปาง ถอดความ
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖


พิมพ์เผยแผ่โดย ชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ 
โทร. ๐๒-๓๐๘๐๑๘๙


ที่มา : http://www.wdtmc.org/index/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2014, 10:19:25 am โดย ยาใจ »