ผู้เขียน หัวข้อ: มองตามความเป็นจริง - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ  (อ่าน 1907 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
มองตามความเป็นจริง - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

คนเรามักจะมองสิ่งต่างๆ ตามความเห็นของตน มากกว่าจะมอง
ตามความเป็นจริง ทำให้เรามีความเห็นต่อสิ่งนั้นๆ ไม่ตรงกับความ
เป็นจริง หรือแม้จะตรงบ้าง ก็ตรงเป็นบางส่วน ไม่ครบถ้วนรอบด้าน

     เป็นต้นว่า เมื่อเราชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเห็นสิ่งนั้นดีหรืองามไปหมด
ทั้งๆที่สิ่งนั้นก็มีข้อเสีย หาได้ดีงามไปเสียทุกอย่างตามที่เราเห็นไม่
ถึงแม้ว่าเราอาจจะเป็นว่าสิ่งนั้นมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่เรามักจะละเลย
ในข้อเสียนั้น ไม่หยิบยกเอาข้อเสียมาพิจารณา

     ในทางตรงข้าม หากเราไม่ชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะเห็นสิ่งนั้น
ไม่ดีไม่งาม และพยายามจะเพ่งโทษ หาความไม่ดีไม่งามของสิ่งนั้น
ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็มีความดีความงามอยู่ไม่มากก็น้อย แต่เราก็จะ
มองข้ามไปเสีย หรือไม่อยากจะให้คุณค่าต่อสิ่งนั้น

     การมองในแง่มุมดังกล่าว จึงมองด้วยความลำเอียง
หรือ มีอคติในทางที่ชอบและชัง

     เมื่อมองอย่างมีอคติ ขาดความเที่ยงธรรมเช่นนี้
เราก็จะใช้ท่าที หรือพฤติกรรม ที่ไม่เที่ยงธรรมต่อสิ่งนั้นตามไปด้วย
ทำให้พฤติกรรมที่เราแสดงออก มีหลายมาตรฐาน

     เป็นต้นว่า กับคนที่เรารัก กับพรรคพวกของเรา เราจะใช้มาตรการ
ที่เข้าข้าง สนับสนุน ปกป้อง คุ้มครอง ทำให้คนที่เรารักได้ใจ หลงลำพอง
มองไม่เห็นข้อบกพร่องของตน จึงไม่คิดที่จะแก้ไขข้อเสียของตน

     กับคนที่เราไม่ชอบ เราจะใช้มาตรการที่ไม่ให้ความร่วมมือ
ต่อต้านหาทางร้ายทำลายให้สิ้นไป สร้างความคับแค้นใจให้เขา
ตลอดจนพรรคพวกของเขา

     เมื่อเป็นเช่นนี้คนเราจึงมีหลายมาตรฐาน จะหาความเป็นธรรม
จากคนที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ไม่ได้เลย

     โดยปกติแล้วคนเราย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกัน จะให้มีความเห็น
เหมือนกันหมดได้อย่างไร

     ในสิ่งเดียวกัน คนบางคนหรือบางกลุ่มชอบ เพราะมองเห็นแต่ข้อดี
ของสิ่งนั้น แต่คนบางคนหรือบางกลุ่มไม่ชอบ เพราะมองเห็นแต่
ข้อเสียของสิ่งนั้น

     เมื่อฝ่ายชอบ พูดถึงความดีของพวกตน สนับสนุนพวกตน
ฝ่ายที่ไม่ชอบย่อมหมั่นไส้ มีความอิจฉาริษยา ออกมาโต้แย้ง
คัดค้าน ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สร้างความแตกแยก
ระหว่างกลุ่มคนในสังคม

     ยิ่งหากผู้มีอำนาจใช้อำนาจลำเอียงเข้าข้างฝ่ายที่ตนชอบ
และทำลายฝ่ายที่ตนชังด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความแตกแยกบาดหมาง
ให้ร้าวลึกระหว่างกลุ่มคนในสังคม

     สังคมที่มีความแตกแยกร้าวลึก จะหาความปกติสุขไม่ได้เลย
รังแต่จะกัดกร่อนทำลายสังคมและประเทศชาติให้เสื่อมทรามไปในที่สุด

     ทางที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว คนในสังคมจึงควรมองสิ่งทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างมีอคติ ตามความรู้สึกชอบ-ชัง

     เมื่อฝ่ายชอบพูดถึงความดีของพวกตน สนับสนุนพวกตน
ฝ่ายที่ไม่ชอบย่อมหมั่นไส้ มีความอิจฉาริษยา ออกมาโต้แย้งคัดค้าน
ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สร้างความแตกแยก
ระหว่างกลุ่มคนในสังคม

     ยิ่งหากผู้มีอำนาจ ใช้อำนาจลำเอียงเข้าข้างฝ่ายที่ตนชอบ
และทำลายฝ่ายที่ตนชังด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความแตกแยกบาดหมาง
ให้ร้าวลึกระหว่างกลุ่มคนในสังคม

     สังคมที่มีความแตกแยกร้าวลึก จะหาความปกติสุขไม่ได้เลย
รังแต่จะกัดกร่อนทำลายสังคม และประเทศชาติให้เสื่อมทรามไปในที่สุด

     ทางที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว คนในสังคมจึงควรมองสิ่งทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง ไมใช่มองอย่างมีอคติ ตามความรู้สึกชอบ-ชัง

     เมื่อเราจะพูดถึงใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เป็นประเด็น
ของความขัดแย้ง เราควรจะพูดถึงข้อดีและข้อเสียของเขา เป็นการ
เสนอข้อมูลทั้งสองด้านอย่างไม่มีอคติ เท่ากับว่าเป็นการให้ข้อมูล
ที่เป็นจริงต่อสาธารณะ ให้คนในสังคมได้ใช้วิจารณญาณตัดสินเอาเอง
ชั่งใจระหว่างข้อดีข้อเสียของเขา

    ในการนี้สื่อจึงมีบทบาทสำคัญยิ่ง เพราะสื่อเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ
หากสื่อเสนอข้อมูลอย่างมีอคติ จะมีผลให้ผู้รับสื่อที่ขาดวิจารณญาณ
พลอยมีอคติตามไปด้วย ยิ่งเป็นสื่อที่ใช้เงินจากภาษีอากรของประชาชน
หากเสนอข้อมูลอย่างมีอคติ เลือกที่รักผลักที่ชังแล้ว
ย่อมเป็นการทำร้ายสังคมอย่างไม่น่าให้อภัย

     เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลของบุคคลที่เป็นประเด็นของความขัดแย้ง
ทั้งในแง่บวกและแง่ลบตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ชอบเมื่อได้รับฟัง
ส่วนดีของเขาก็จะยินดีเปิดใจรับ และเมื่อพูดถึงส่วนเสียของเขา
ผู้ฟังก็จะรับฟัง แม้แรกๆ อาจจะไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่เป็นส่วนเสีย
ของเขา แต่เมื่อได้ยินได้ฟังข้อมูลที่มีเหตุผล ปราศจากอคติบ่อยเข้า
ก็จะรับเอาไปพิจารณาและใคร่ครวญดูว่า ข้อดี-ข้อเสียที่เขามีอยู่
ข้างใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน หากรู้ว่า ถึงร้ายก็รัก นั่นย่อมเป็น
เอกสิทธิ์ของผู้รับสื่อ จะไปประณามเขาไม่ได้เลย

     แต่ถ้าไปโจมตีให้ร้ายเขาอยู่เนืองๆ โดยนำข้อมูลด้านเดียว
มาเสนอหรือใช้อำนาจทีมีอยู่จ้องทำลายเขาฝ่ายเดียว พวกที่เห็น
ส่วนดีของเขาก็จะไม่รับฟังข้อมูลนั้น แม้ว่าข้อมูลบางส่วนอาจจะ
เป็นความจริง ตรงข้ามกลับให้ความเห็นใจเขามากขึ้น
และออกมาปกป้องเขา

     กรณีเช่นนี้จะแก้ปัญหาของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน
ในสังคมไม่ได้ มีแต่จะสร้างความเกลียดชังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ให้ร้าวลึกลงไปอีก

     โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนต้องการความเป็นธรรม
หากเห็นว่าตนหรือพรรคพวกของตนไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว
ก็จะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมถึงที่สุด

     อันที่จริงแล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่มีลักษณะพิเศษ
คือมีความยืดหยุ่นประนีประนอม ใช่ท่าทีที่ผ่อนปรนต่อกัน
แม้จะมีความขัดแย้งกันถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็ใช้ความ
ประนีประนอมคลี่คลายปัญหานั้นลงได้ ไม่ช้าบาดแผล
ของความขัดแย้งดังกล่าวก็เลือนหายไป
ดังเช่นในหลายๆ กรณีที่ผ่านมา

     แต่ถ้าจ้องที่จะห้ำหั่นทำลายกันชนิดขุดราดถอนโคนแล้ว
ไม่มีทางที่จะยุติปัญหาความขัดแย้งกันได้

     เราจับคนมาจองจำได้ ฆ่าคนที่มีความคิดต่างจากเราได้
แต่เราจองจำความผิดของคนไม่ได้ ฆ่าความคิดหรืออุดมการณ์
ของคนก็ไม่ได้ แม้คนหนึ่งจะถูกจองจำหรือถูกฆ่าตาย แต่ความคิด
หรืออุดมการณ์ของคนที่อยู่ข้างเขา จะแพร่กระจายขยายผลออกไป
อย่างรวดเร็วและมีพลัง

     ความแตกแยกของในสังคมฉุดประเทศของเราถอยหลังมา
ไกลมากแล้ว อย่าทำร้ายประเทศชาติไปยิ่งกว่านี้เลย

     ข้อเขียนนี้แม้จะไม่ทรงพลังพอ ที่จะร้องขอให้ทุกฝ่าย
ลดทิฐิและผลประโยชน์ของตนลงเพื่อหันมาร่วมสร้างสรรค์
ประเทศของเราให้ก้าวหน้าต่อไป แต่ก็ขอทำหน้าที่ในฐานะ
ที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ส่งเสียงมาให้สังคมได้รับรู้ แทนผู้คน
อีกไม่น้อยที่ต้องการจะส่งเสียงนี้   

มองตามความเป็นจริง - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ
เว็บชมรมกัลยาณธรรม