ผู้เขียน หัวข้อ: มนุษย์มี 4 ประเภท - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ  (อ่าน 2106 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
มนุษย์มี 4 ประเภท - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 06:42:11 am »
มนุษย์มี 4 ประเภท - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโ

มนุษย์มีหลายประเภท เช่น มนุสสเทโว ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์แต่ จิตใจเป็นเทวดา
เรียกว่ามนุษย์ใจบุญมีคุณธรรมประจำตัว เป็นผู้มีหิริความ ละอายในการทำชั่วทางกาย
และมีความละอายในการพูดชั่วเป็นนิสัย โอตตัปปะ เป็นผู้มีจิตใจกลัวในบาปอกุศล
และกลัวในผลของบาปจะตามสนอง เป็นผู้มีความ รักความสงสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน
และมีความรักความสงสารในหมู่สัตว์ทั่วไป เป็นผู้มีนิสัยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ
มนุสสมนุสสานัง ดูรูปร่างลักษณะเป็น มนุษย์และจิตใจก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
 เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ การ ทำการพูดจะมีสติปัญญารอบรู้รับผิดชอบในตัวเอง
 เป็นผู้ไม่อิจฉาพยาบาทจองเวร กับใคร ๆ เป็นผู้มีน้ำใจให้ความเป็นธรรมในมวลหมู่มนุษย์
และสัตว์ดิรัจฉานทั่ว ไป นิสัยของมนุษย์สมบัติจะพรรณนาให้จบในที่นี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องยาว
ให้ สังเกตดูได้ว่ามนุษย์สมบัติอยู่ที่ไหน จะเกิดความอบอุ่นใจเย็นใจกับผู้ได้สัมผัส
ความซื่อสัตย์สุจริตจะมีพร้อมอย่างสมบูรณ์ เป็นผู้รู้จักตอบบุญแทนคุณแก่ผู้มีพระคุณ
 เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือแก่ผู้อื่นสัตว์อื่นอยู่เป็นนิตย์
เป็น ผู้มีความเข้าใจในเรื่องหัวอกเขาหัวอกเราได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับพวกมนุสส เปโต
 
         มนุษย์พวกนี้ ดูรูปร่างจะเหมือนมนุษย์ทุกอย่างก็ตาม แต่จิตใจนั้นเป็น เปรต
ในลักษณะนิสัยของเปรตจะไม่อิ่มพอในความต้องการ มีความหิวกระหาย อยู่ตลอดเวลา
มีความตระหนี่ขี้เหนียวมิยอมเสียสละแบ่งปันสมบัติที่มีอยู่ให้แก่ ใคร ๆ จึงให้ชื่อว่า
ความโลภนั้นเอง โลภอะไรบ้างนั้นก็เป็นเรื่องยาว ขอให้ วิจัยวิจารณ์ดูเองก็แล้วกัน
มนุสสติรัจฉาโน ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์อยู่ก็ตาม แต่ใจเหมือนสัตว์ เดรัจฉาน
เป็นคนใจต่ำทราม ไม่มีความละอายในการกระทำของตัวเอง จะหาความสุขที่ไหน
ก็ทำตามใจตัวเอง จะมีคนอื่นเห็นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มี สติปัญญาความสำนึก
ว่าอะไรควรหรือไม่ควร เป็นผู้มีราคะ โทสะจัด ไม่มี ความอดทนทำอะไรไปตามความต้องการ
เป็นผู้มีนิสัยสวยจังมโหดก้าวร้าว ไม่พอ ใจไม่ชอบใจกับใคร ๆ ก็จะหาวิธีกลั่นแกล้ง
ให้คนอื่นเกิดความเสียหายอยู่เรื่อยไป ในลักษณะใจที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะพรรณนาให้จบลง
ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เช่น กัน ให้ทุกคนได้สังเกตดูตัวเองบ้าง ถ้าหากเรามีนิสัยอย่างนี้
จะมีวิธีแก้ไขตัวเอง ได้อย่างไร ในชาติที่เป็นมนุษย์นี้ดีอยู่แล้ว ในชาติหน้าต่อไป
เราจะรักษาชาติที่ เป็นมนุษย์นี้ได้อีกหรือไม่ จะมีสิ่งใดทำให้เราเปลี่ยนภพชาติของมนุษย์นี้
กลายเป็นภพชาติอื่นไป นั้นคือใจ ผู้จะไปเกิดในภพไหนชาติใด ใจจะวางทิศทางเอา ไว้ทั้งหมด
จึงเรียกว่า มโนกรรมเป็นตัวแปรที่สำคัญ
 
          ผู้ไปเกิดในภพของเทวดา อินทร์พรหม ก็คือใจเป็นกุศลกรรม ผู้จะไปเกิดในภพภูมิของเปรต
ไปเกิดใน หมู่สัตว์เดรัจฉาน หรือจะไปตกนรกทนทุกข์ทรมาน ก็คือใจเป็นอกุศล หรือจะ กลับมาเกิด
เป็นมนุษย์สมบัติอีกก็ต้องมีคุณธรรมหรือศีลห้าประจำใจ ถามว่าคน บาปมากเมื่อตายไปมีสิทธิ์มาเกิด
เป็นมนุษย์ในชาติต่อไปได้อีกหรือไม่ ตอบ มา เกิดไม่ได้ เพราะกรรมชั่วจะพาไปเกิดในอบายภูมิต่อไป
เว้นเสียแต่มนุษย์ที่มี บาปน้อยจึงจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ แต่เศษของกรรมนั้นก็ยังติดตามมา
ให้ผลใน ชาตินั้นอยู่ เรียกว่าวิบากกรรม ให้ผลแก่บุคคลที่เกิดมีความแตกต่างกันดังเห็นอยู่ในที่ทั่วไป
ใครมาจากภพอะไรนิสัยกิริยาและพฤติกรรมการแสดงออกทางกาย และวาจาจะเป็นสื่อให้รู้กันได้
โลกมนุษย์นี้อยู่ในท่ามกลางของจักรวาลอื่น เป็นจักรวาลหนึ่งในแสนโกฏิ
 
          จักรวาลมีจักรวาลเดียวเท่านี้ที่สัตว์มีชีวิตอยู่ได้ เป็นจักรวาลที่มีความสมบูรณ์
ในธาตุสี่ขันธ์ห้า มีอากาศธาตุที่เหมาะสมกับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้มีชีวิตอยู่
มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ เป็นไปในอุตุสัปปายะ มนุษย์และสัตว์ที่มีธาตุสี่
ก็อาศัยธาตุสี่ของโลกนี้เป็นอาหารเลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ โลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้เป็นศูนย์รวม
ให้แก่จักรวาลทั้งหลาย ส่วนจักรวาลอื่นมนุษย์ จะไปอยู่แบบถาวรเป็นครอบครัวสืบพันธุ์
เหมือนโลกนี้ไม่ได้ จักรวาลอื่นเพียง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจิตวิญญาณเท่านั้น
 แต่ก็อยู่อาศัยได้ชั่วคราว เมื่อถึงกาล เวลาก็กลับมาเกิดในโลกนี้ตามเดิม
จะไปเกิดในจักรวาลของเทวดา อินทร์ พรหม ก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็กลับมาเกิดในโลกนี้อีก
จะไปเกิดในภพของเปรต สัตว์เดรัจฉาน จะไปตกในนรกอเวจีที่มีอายุยาวนานก็ตาม
เมื่อหมดกรรมชั่วก็จะ กลับมาเกิดในโลกนี้อีกเช่นกัน ฉะนั้นโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้
จึงเป็นศูนย์รวมของ จิตวิญญาณของสัตว์โลกทั่วไป จิตวิญญาณจะไปเที่ยวในจักรวาลใด
จะไปเที่ยว วัฏจักรใด ก็ต้องมาสร้างกรรมในโลกนี้ทั้งนั้น ใครสร้างกรรมอะไรไว้ดีหรือชั่ อย่างไร
ก็จะได้ไปตามกรรมที่ทำไว้นั้นเอง เช่นครอบครัวเดียวกันอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข
แต่กรรมทำคนละอย่าง คนหนึ่งทำกรรมชั่ว คนหนึ่งทำกรรมดี เมื่อชีวิตหมดไป
ก็จะแยกทางไปตามกรรมใครกรรมมัน เว้นเสียผู้มีศีลเสมอกัน มีความเห็นเหมือนกัน
และได้ทำกรรมอย่างเดียวกัน พวกนี้ไปไหนไปด้วยกัน เกิด ที่ไหนไปเกิดด้วยกันได้


มนุษย์มี 4 ประเภท
หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2014, 06:43:52 am โดย นายเสรี ลพยิ้ม »