ผู้เขียน หัวข้อ: รักแท้ อยู่เหนือการต่อรอง - ท่าน ว.วชิรเมธี  (อ่าน 1923 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
รักแท้ อยู่เหนือการต่อรอง - ท่าน ว.วชิรเมธี

ปุจฉา   เพื่อนชายของดิฉันมีหญิงสาวมาติดพัน ถึงขั้นลุ่มหลงอย่างหนัก
เขาตอบปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวลเพื่อถนอมน้ำใจเธอ เพราะเขามีคนรักอยู่แล้ว
แต่ฝ่ายหญิงทำใจไม่ได้ โทษว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมาน
และถ้าหากเขาไม่ตอบรับรัก เธอก็จะฆ่าตัวตายเป็นการประชด
 
ฝ่ายเพื่อนชายของดิฉันเกรงว่าหากเธอฆ่าตัวตายจริง ๆ เขาก็จะบาป
เลยไม่กล้าตัดความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า
ตัวเองกำลังทำผิดต่อคนรักอยู่
การที่เราไม่ทำตามกิเลสหรือความต้องการของผู้อื่น
 
และอาจเป็นสาเหตุให้เขาต้องจบชีวิตลงนั้น เราจะผิดบาปไหมคะ
และเราควรจะหาทางออกให้ปัญหานี้อย่างไรจึงจะดีที่สุด

วิสัชชนา   สมมติว่าเราสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง
เป็นบ้านที่สวยงามมาก และเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้
กับสมาชิกในครอบครัวอีกหลายคนอย่างมีความสุข
แต่อยู่มาวันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านมาแถวนั้น
แล้วเห็นว่าบ้านของเราสวยมาก จึงอยากจะเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย
แต่พอเจ้าของบ้านไม่ยอม นักท่องเที่ยวคนนั้นก็ประกาศว่า
ถ้าไม่ยอมให้เขาเข้าไปอยู่ในบ้าน เขาจะฆ่าตัวตาย
เจ้าของบ้านกลัวเขาจะฆ่าตัวตาย
 
จึงตัดสินใจรับนักท่องเที่ยวคนนั้นมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านด้วย
ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักมักคุ้น ไม่มีความผูกพัน ไม่มีความเต็มใจ ไม่มีความสุข
มีเพียงอย่างเดียว ไม่อยากให้เขาต้องตายเพราะ "บ้าน" ของตนเองเป็นเหตุ

กับอีกกรณีหนึ่ง เจ้าของบ้านตัดสินใจเด็ดขาดว่า
บ้านหลังนี้เป็นบ้านของตน คนอื่นจะมาตู่เพื่อเข้ามาอยู่ง่าย ๆ ได้อย่างไร
แม้ว่าเขายื่นข้อเสนอว่าจะฆ่าตัวตาย เจ้าของบ้านก็ยืนกรานว่า
นี่เป็นบ้านของตน ตนมีสิทธิเต็มที่ ที่จะให้ใครอยู่หรือไม่อยู่
ในบ้านหลังนี้ก็ได้ทั้งนั้น ใครจะตายหรือไม่ตาย เขาไม่รับรู้ด้วย
เพราะเขาสร้างบ้านขึ้นมาเพื่ออยู่เอง
ไม่ใช่เพื่อให้ใครมายื่นเงื่อนไขว่า จะตายหรือจะอยู่เพราะบ้านหลังนี้
บ้านของเขาเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่ใช่สมบัติสาธารณะ
ที่ใครจะมาอ้างสิทธิ์ เพื่อครอบครองกันอย่างง่าย ๆ
ดังนั้น เจ้าของบ้านในกรณีที่สอง จึงยืนหยัดหัวเด็ดตีนขาด
ไม่ยอมให้ใครมาตั้งเงื่อนไขกับตน แม้จะอ้างอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

ในกรณีตัวอย่างที่กล่าวมานี้ การตัดสินใจของเจ้าของบ้านคนไหน
จะมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ การ
ตัดสินใจในแบบที่สอง เพราะบ้านของเราเราย่อมมีสิทธิ์
ที่จะอนุญาตให้ใครก็ได้ทั้งนั้นที่เรา "ยินยอม" ให้เขามาอาศัยอยู่ด้วย
ส่วนคนที่เราไม่ยินยอม จะให้เขาเข้ามาอยู่ในฐานะอะไร
ซึ่งถ้าใครยอมก็คงประหลาด

ถ้าคุณตามใจคนที่มารักคุณ คนที่มารักคุณเขาก็สมหวัง
แต่คุณคงผิดหวังและมีปัญหาเพิ่มเติมมาเป็นของแถม

ถ้าคุณไม่ตามใจคนที่มารักคุณ เธอก็ผิดหวัง
(ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมาก ที่เมื่อรักเขาแล้วเขาไม่รักตอบ
ก็ควรจะเดินกันไปคนละเส้นทาง)
แต่คุณยังคงสมหวังกับความรักที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

ชีวิตเป็นของเรา เราควรมีสิทธิ์ในการออกแบบชีวิตของเราด้วยตนเอง
ไม่ใช่ปล่อยให้ใคร มาอ้างสิทธิ์บางอย่างเหนือชีวิตของเรา
แล้วก็ปล่อยให้เขาริบเอา "อิสรภาพ" ในการใช้ชีวิตนั้น ไปจากเราตลอดชีวิต

ส่วนคนที่ไปรักคนอื่น แล้วคนอื่นเขาไม่รัก ก็ควรจะทำใจให้กว้างว่า
ความรักนั้นเป็นเรื่องที่คนสองคน ต้องเห็นพ้องต้องกัน
ไม่ใช่เรื่องที่จะมาต่อรองกัน ด้วยเล่ห์เพทุบายเหมือนต่อราคา
กับแม่ค้าแม่ขายในตลาด

ความรัก ไม่ใช่เรื่องของการวางเงื่อนไข ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำตามใจตนฝ่ายเดียว
พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลง เป็นความเห็นแก่ตัว
คิดถึงตนเป็นศูนย์กลาง จึงไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

ความรักที่แท้นั้น ต้องลอยอยู่เหนือความเห็นแก่ตัว
ต้องไม่กลัวที่คนอื่น เขาจะไม่รักตน
แต่ขอแค่ได้เป็นคนที่รักคนอื่น อย่างซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเอง ก็น่าจะใช้ได้แล้ว
ความรัก ที่มาพร้อมกับการวางเงื่อนไข ข่มขู่นั้น
เป็นความรักในลักษณะ จับเอาตัวคนรักมาเป็นตัวประกัน
เชื่อเถอะว่า ต่อให้ได้คนที่คุณรักมาครอบครอง แต่ในเมื่อเขาไม่รักมาแต่ต้น
สิ่งที่คุณได้มาก็คือกาย ไม่ใช่ใจ ความสมหวังนั้น ก็เป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

ความรักแท้นั้น วัดกันที่ใจสองดวง ที่เต้นอยู่ในทรวงเดียวกัน
ถ้าใจเราใจเขาไม่ได้เต้นอยู่ในทรวงเดียวกันเสียแล้ว
ขืนพยายามไป ก็เป็นความเหนื่อยเปล่า
ปล่อยวางเสียยังจะดีกว่า พยายามทำในสิ่งซึ่ง ฝืนความจริง

เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้กันคนละไม่กี่ปี
เลือกทำในสิ่งที่มีความเป็นไปได้
และไม่ทำให้ใครเขาเดือดร้อนดีกว่า


รักแท้ อยู่เหนือการต่อรอง - ท่าน ว.วชิรเมธี