ผู้เขียน หัวข้อ: ระวัง ! ปิดไฟเล่นสมาร์ทโฟน เสี่ยง " ต้อหิน " และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับตา  (อ่าน 16987 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 25, 2015, 10:55:38 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
คอมพิวเตอร์ทำให้นัยน์ตาแห้ง
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2014, 07:12:41 am »



ผู้ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้องค์ประกอบของของเหลวในตาเปลี่ยนแปลงไป แบบเดียวกับผู้ที่เป็นโรคตาแห้งได้
ของเหลวนั้นเป็นแผ่นใสของน้ำตา ซึ่งทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ผู้ที่เป็นโรคตาแห้งเกิดเพราะตาผลิตน้ำตาได้น้อยหรือไม่ก็เพราะน้ำตาระเหยออกไปรวดเร็วมาก


          หมอยูอิชิ ยูชิโน ได้รายงานผลการศึกษาว่า คนที่จ้องมองอยู่หน้าจอโดยทั่วไปมักจะเบิกตาโตกว่าปกติ ประกอบกับกะพริบตาน้อยด้วย ทำให้น้ำตาระเหยแห้งไปเร็วขึ้น เป็นเหตุให้ตาแห้ง “เมื่อเราจ้องมองดูจอ เราจะกะพริบตาน้อยกว่าเมื่อตอนอ่านหนังสือ”

          จักษุแพทย์ยูชิโน กล่าวแนะนำว่า “ผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาจจะแก้ได้ด้วยการตั้งจออย่าให้อยู่สูงเกินไปนัก หงายจอขึ้นเล็กน้อยและควรกะพริบตาให้ถี่ขึ้น”





ทีมา : Feckbook สสส.
Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ดวงตาบอกโรค
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2014, 10:23:22 am »



ขอบคุณที่มาและแหล่งข้อมูล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 22, 2014, 09:40:43 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
5 โรคร้ายภัยติดจอ
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 02:53:28 pm »



ขอบคุณทีมา : Feckbook สสส.
Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2014, 02:55:52 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
6 วิกฤตสุขภาพจากเทคโนโลยี
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2014, 07:25:55 am »



ขอบคุณ infographic move
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2014, 08:25:45 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ถนอมสายตาด้วยการนวด
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2014, 07:53:56 am »



วิธีถนอมสายตาด้วยการนวด 7 ท่าง่ายๆ

ท่าที่ 1 ท่าเสยผม : ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอควร ทำทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กัน ค่อยๆ ดันนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 2 ท่าประแป้ง : ใช้นิ้วกลางทั้งสอง กดตรงหัวตา (โดนสันจมูก) แน่นพอควรดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมด (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) แตะหน้าผากโดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 3 ท่าเช็ดปาก : ใช้ฝ่ามือขวาทาบบนปากลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอสมควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกันนับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 4 ท่าเช็ดคาง : ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวาให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง

ท่าที่ 5 ท่ากดใต้คาง : ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควรและกดนานพอควร (นาน 10 วินาที หรือนับ 1-10 อย่างช้าๆ) เลื่อนจุดกดให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า ทำ 5-10 ครั้ง

ท่าที่ 6 ท่าถูหน้าและหลังหู : ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 20-30 ครั้ง

ท่าที่ 7 ท่าตบท้ายทอย : ใช้ฝ่ามือปิดหู (มือซ้ายปิดหูซ้าย มือขวาปิดหูขวา) ใช้นิ้วทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอสมควร ทำ 20-30 ครั้ง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://thearokaya.co.th/web/?p=3376
----------------------------
"มาช่วยกันทำให้คนป่วยน้อยลง"
www.thearokaya.co.th

ขอบคุณข้อมูล: หมอชาวบ้าน
Feckbook ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2014, 08:07:38 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
7 วิธีดูแลสุขภาพดวงตา
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2014, 08:45:27 am »



ขอบคุณข้อมูลและแหล่งที่มาค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2014, 08:47:56 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ถนอมตาด้วยโยคะ
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 12:42:23 pm »



ขอบคุณข้อมูลค่ะ

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
4 โรคตาภัยใกล้ตัวมนุษย์ออฟฟิศ
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 01:09:22 pm »




ขอบคุณที่มา :  Feckbook Dealsmood Thailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2014, 01:14:46 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เคล็ดลับถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2014, 08:06:42 pm »



ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2014, 08:08:18 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2014, 08:35:56 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
แชทหน้าคอมพิวเตอร์ มือถือนาน เสี่ยงโรคซีวีเอส
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2014, 07:04:01 am »



        กรมการแพทย์ เตือนประชาชนใช้งานโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหนึ่งในโรคที่อาจส่งกระทบต่อสุขภาพ คือ "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) หรือ "โรคซีวีเอส"

         นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากมีความทันสมัยและสะดวกรวดเร็ว แต่การใช้งานที่มากเกินความจำเป็น  อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหนึ่งในโรคที่อาจส่งกระทบต่อสุขภาพ คือ "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) หรือ "โรคซีวีเอส" คนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่น เกินสองถึงสามชั่วโมง มักจะมีอาการปวดตา แสบตา ตามัว และบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย อาการทางสายตาเหล่านี้เกิดจากการจ้องดูข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาการเหล่านี้พบได้ถึงร้อยละ 75  ของบุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า40 ปี อาการในบางคนอาจเป็นเล็กๆ น้อยๆ ไม่บั่นทอนการทำงาน หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์สักครู่ก็หายไป บางคนอาจต้องว่างเว้นการใช้เป็นวันก็หายไป บางรายอาจต้องใช้ยาระงับอาการ

         สาเหตุของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมเกิดจาก การใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนานๆ และไม่ค่อยกระพริบตา  หากเราอ่านหนังสือหรือนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบจะลดลง ประกอบกับแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์  ทำให้ตาเมื่อยล้า  ทั้งแสงจ้าและแสงสะท้อนมายังจอภาพ อาจเกิดจากแสงสว่างไม่พอเหมาะ มีไฟส่องเข้าหน้าหรือหลังจอภาพโดยตรง หรือแม้แต่แสงสว่างจากหน้าต่างปะทะหน้าจอภาพโดยตรง ก่อให้เกิดแสงจ้าและแสงสะท้อนเข้าตาผู้ใช้ ทำให้เมื่อยล้าตาง่าย ระยะทำงานที่ห่างจากจอภาพไม่เหมาะสม   มีสายตาผิดปกติ เช่น สายตายาวไม่มากโดยการทำงานตามปกติไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ถ้ามาทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์จะก่ออาการเมื่อยล้าตาได้ โรคตาบางอย่างประจำตัวอยู่ เช่น ต้อหินเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ตลอดจนโรคทางกาย เช่น ไซนัสอักเสบ โรคหวัด ภูมิแพ้เรื้อรัง หรือ ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อต้องปรับสายตามากเวลาใช้คอมพิวเตอร์ จึงก่อให้เกิดอาการเมื่อยตาได้ง่าย การทำงานจ้องจอภาพนานเกินไป ย่อมเกิดอาการทางตาได้ง่ายจากการเกร็งกล้ามเนื้อตาตลอดเวลาบางรายมี

        สำหรับการแก้ไขกันและป้องกันคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือโรคซีวีเอส คือ ฝึกกระพริบบ่อยๆ ตาขณะทำงานหน้าจอ และหากแสบตามาก อาจใช้น้ำตาเทียมช่วย ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ ควรปรับห้องและบริเวณทำงาน อย่าให้มีแสงสะท้อนจากหน้าต่าง หลอดไฟบริเวณเพดานห้อง ไม่ควรให้แสงสะท้อนเข้าตา และไม่หันจอภาพเข้าหน้าต่าง ควรใช้แผ่นกรองแสงวางหน้าจอหรือใส่แว่นกรองแสง จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม  ในระยะที่ตามองได้สบายๆ ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ  โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้แว่นตา 2ชั้น จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับตา เพื่อจะได้ตรงกับเลนส์แว่นตาส่วนที่ใช้มองใกล้   ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์นานๆต่อเนื่อง ควรปรึกษาจักษุแพทย์  ใช้แว่นตาเฉพาะดูได้ทั้งระยะอ่านหนังสือ  ระยะจอภาพ และระยะไกล เป็นกรณีพิเศษ

      หากมีสายตาผิดปกติหรือโรคตาบางอย่างอยู่ ควรแก้ไขและรักษาโรคตาที่เป็นอยู่ควบคู่ไปด้วย และหากงานในหน้าที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทุก1–2ชม.ควรมีการพักสายตาโดยละสายตาจากหน้าจอแล้วมองออกไปไกลๆหรือหลับตาสักระยะหนึ่งแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่

 


ขอบคุณที่มา :  Feckbook  Thai Health Pomotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth
สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 12, 2014, 07:11:39 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
คลิปวิดีโอ " 3 นาที ออกกำลังกายหน้าจอ "
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2014, 01:48:24 pm »




คลิปวิดีโอ "3 นาที ออกกำลังกายหน้าจอ"

ง่ายๆ เพียง 3 นาที กับท่าออกกำลังกายที่ช่วยผ่อนคลายอาการปวด? เมื่อยจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

อาทิ ปวดตา ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ฯลฯ บรรเทาความเจ็บปวด ลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย





ที่มา : Feckbook หมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2014, 01:56:40 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
การออกกำลังสำหรับคนทำงานคอมพิวเตอร์
« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2014, 06:46:55 pm »



ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ช่วยให้คนทำงานได้เร็วและมากขึ้น เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงใช้พลังงานเพียงน้อยนิดแต่ได้ผลงานออกมามาก การเคลื่อนนิ้วไปมาระหว่างแป้นพิมพ์หรือการใช้เมาส์ การเคลื่อนของศีรษะ ไปมาขณะทำงานใช้พลังงานน้อยมาก แต่ในแง่ของระบบร่างกายนั้น มนุษย์ต้องมีการเคลื่อนไหวไม่ใช่อยู่นิ่งเหมือนขณะใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งถ้ามีความเครียดมาประกอบกับงานที่ทำแล้ว อาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องอยู่นิ่งเกือบตลอดทั้งวันจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย


อาการปวดที่พบบ่อย

อาการที่พบบ่อยในคนทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ คืออาการปวดต้นคอ บ่า ศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ บางคนอาจมีปวดหลังร่วมด้วย สาเหตุที่เกิดขึ้นคือคนทำงานจะพยายามให้ศีรษะอยู่นิ่ง เพื่อช่วยในการมองเห็นจอ แป้นพิมพ์ และต้นฉบับ การทำเช่นนี้แม้จะไม่ใช่งานที่หนักของกล้ามเนื้อบริเวณคอและเอ็นของข้อกระดูกสันหลัง แต่เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบคงที่ มีผลทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อที่คอและบ่าลดลง ส่วนของเอ็นที่อยู่ด้านหลังของคอจะถูกยืดทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นน้อยลง ดังนั้นการก้มคออยู่เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนน้อยมากย่อมทำให้เกิดอาการปวดของกล้ามเนื้อบ่า และด้านหลังคอ บางท่านอาจมีอาการปวดศีรษะ ยิ่งถ้าเครียดอาการเหล่านี้จะมากขึ้น


การป้องกันอาการปวดด้วยการจัดสภาพงาน

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก ด้วยการจัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น ความสูงของขอบจอด้านบนควรอยู่ในระดับสายตา การวางต้นฉบับอยู่ตรงหน้าไม่วางอยู่ด้านข้าง เพื่อลดการเอียงหรือก้มคอที่มากเกินไป การพักการทำงานทุก ๑ ชั่วโมง เหล่านี้เป็นการจัดการทางกายศาสตร์ หรือการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับตัวคนทำงาน เมื่อจัดสภาพงานให้เหมาะสมแล้ว การออกกำลังกายที่นำเสนอนี้จะมีส่วนส่งเสริมป้องกันไม่ให้มีอาการปวดที่ได้ อย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยแต่เพียงบางส่วน ถ้าคอของท่านยังก้มมากเกินไป เอียงคอตลอดการทำงานและไม่หยุดพักเมื่อปวด ไม่ว่าจะออกกำลังกายอย่างไร ท่านมีโอกาสปวดคอ บ่า ศอก นิ้ว ได้มากกว่าคนทำงานที่จัดสภาพงานที่เหมาะสมกับตัวเอง


การพักและการออกกำลังกายแบบแอโรบิก

ควรพักเมื่อเริ่มรู้สึกปวดหรือเมื่อยบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หรือถ้าไม่มีอาการปวดเลยควรพักทุก ๑ ชั่วโมง ขณะพักควรทำการออกกำลัง ในท่าที่นำเสนอมานี้ ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกท่าในแต่ละช่วงการพัก เพียงแต่ทำให้ครบทุกท่าใน ๑ วัน บางท่านที่มีอาการปวดเมื่อย คอ บ่า ให้เน้นทำในท่าที่ ๑-๓ ข้อมือและศอก ใช้ท่าที่ ๔ นิ้วมือให้ใช้ท่าที่ ๕-๗ เป็นต้น สำหรับท่านที่มีอาการปวดเมื่อยหลัง ลองเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการยืนแอ่นหลัง ๕ วินาที ๒-๓ ครั้ง




อ่านเพิ่มเติมได้ที่ =>  http://bit.ly/1q8RwmW





ขอบคุณที่มา : Feckbook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=photo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2014, 06:59:06 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เตือนคนที่ชอบเล่นมือถือก่อนนอน
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2015, 10:57:52 am »



เตือนคนที่ชอบเล่นมือถือก่อนนอน

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟนกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ทำให้ส่งผลไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ซึ่งวันนี้เราก็ได้หยิบเอาอีกหนึ่งตัวอย่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ คุณ lolonoar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่เกิดเหตุการณ์กับตัวเองมาฝากกัน

เราต้องตื่นเช้า เลยต้องรีบนอนทุกวัน ก่อนนอนก็ชอบเอามือถือมาเช็คนู่นนี่นั่น แต่เราจะเช็คตอนปิดไฟแล้ว เพราะจะได้ดูๆ ละก็หลับไปเลย แล้วก็ชอบนอนตะแคงเล่นมือถือตาข้างนึงก็ดีจะแนบ ไปกับหมอน ก็คือใช้ตาข้างเดียวดูมือถือมืดๆนั่นแหละ


ผลก็คือพักหลังๆเรามองอะไรภาพก็จะเบลอๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะเราเป็นคนสายตาสั้นอยู่แล้ว 100 กับ 125 แต่พักหลังๆ มันเป็นหนักขึ้นเล่นมือถือตอนกลางคืนดูพร้อมกันสองข้างไม่ได้ ต้องดูทีละข้าง

ถ้าปิดตาข้างขวาจะมองอะไรเบลอมาก แต่เราก็ยังใจเย็นเพราะครึ่งปีที่ผ่านมาเพิ่งไปตรวจก็ไม่ต่างจากเดิมเท่า ไหร่ก็คิดว่าคงสั้นเพิ่มแหละเลยเบลอๆ จนกระทั่งเราเปลี่ยนงานใหม่ต้องทำงานหน้าคอม อ่านข้อมูล

เราอ่านแทบไม่ได้เลยมันซ้อนๆ กันมาก ตอนเย็นเลยไปตัดแว่น ผลออกมาว่าเราสายตาสั้น 475 125 ช็อกมาก แค่ครึ่งปี กับแค่พฤติกรรมแค่นี้ ทำให้เรากลายเป็นคนมีปัญหาเรื่องสายตาไปเลย

สรุปสั้นๆ ก็คือ อยากจะเตือนทุกคนว่า อย่าปิดไฟเล่นมือถือนะ มันสั้นจริงๆ นะ


ทางทีมงาน Sanook! Hitech เชื่อว่าหลายๆ คนมีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกันดังนั้นทางทีมงานเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อสนับสนุนว่า การเล่นมือถือตอนปิดไฟ อาจส่งผลต่อดวงตาได้จริงๆ

แพทย์ศิริราชเตือน อันตรายจากการเล่นแชทสมาร์ทโฟนตอนปิดไฟ อาจส่งผลต่อดวงตาได้ รศ.น.พ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะเลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตามากกว่า ร้อยละ 80 สาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวี (UV)400, ยูวีเอ(UVA) 1 และแสงสีฟ้าจากการจ้องมองคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นเวลานานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน


นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีทั้งผู้สูงอายุ วัยทำงาน และเด็ก พฤติกรรมที่พบส่วนใหญ่ คือ ช่วงเวลาก่อนนอนจะหยิบสมาร์ทโฟนมาเล่นในขณะที่ปิดไฟแล้ว ซึ่งเป็นส่วนที่เร่งให้มีอาการทางสายตาเพิ่มขึ้น อันตรายจากแสงยูวี แสงสีฟ้าที่อยู่ในจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต จะทำลายดวงตาเมื่อจ้องเป็นเวลานาน เนื่องจากการกะพริบตาจะน้อยลง

โดย ปกติคนเราจะกะพริบตาประมาณ 20 ครั้งต่อนาที เพื่อให้ตาได้รับความชุ่มชื้น การเพ่งมองเป็นเวลานานจะทำให้ตาแห้ง แสบตา ส่งผลให้การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน ภาพไม่ชัด พร่ามัว ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ ต้อลม และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อย ๆ และรักษาได้ยากจนอาจส่งผลทำให้ตาบอดได้

รู้แบบนี้แล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมการเล่นกันนะคะ  :)


ขอบคุณที่มา : Feckbook Be Healthy
https://www.facebook.com/behealthyonline?fref=photo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2015, 11:07:40 am โดย ยาใจ »