ผู้เขียน หัวข้อ: ระวัง ! ปิดไฟเล่นสมาร์ทโฟน เสี่ยง " ต้อหิน " และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับตา  (อ่าน 16993 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เล่นมือถือนาน...... ทำจอประสาทตาเสื่อมเร็ว
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 07, 2015, 08:56:35 am »


“แพทย์”เตือนใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ทำจอประสาทตาเสื่อมเร็ว ส่วนการเล่นโทรศัพท์ในที่มืดไม่ทำให้ตาบอด

นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะเลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันคนทุกกลุ่มวัยหันมาใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันมาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ แสงที่ออกมาจากสมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อดวงตาหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกังวลถึงรังสี หรือแสงสีฟ้า (Blue-Light) ที่ออกมากับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ว่าจะกระทบดวงตา แต่รู้หรือไม่ว่า แสงสีฟ้าไม่ใช่ปัญหาหนัก เนื่องจากแสงที่ออกมาจากโทรศัพท์ ยังมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งติดกับแสงสีฟ้า โดยรังสีนี้น่ากลัวกว่ามาก เนื่องจากหากกระทบกับดวงตามากๆ เป็นเวลานาน จะส่งผลให้จอตาเสื่อม กลายเป็นตาต้อกระจกได้

นพ.นริศ กล่าวว่า แสงสีฟ้าไม่ได้เกิดปัญหาโดยตรง แต่เป็นต้นกำเนิดของรังสีอัลตร้าไวโอเลต อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า จะห้ามใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือพวกแท็ปเลต แต่ให้รู้จักใช้อย่างเป็นเวลา โดยมากสุดให้พักใช้ทุกๆ 2 ชั่วโมง แต่ดีที่สุดคือ ทุก 1 ชั่วโมงควรพักสายตาสักพัก มองไปไกลๆ หรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ทั้งเล่นกีฬา ออกกำลังกาย

เลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยเฉพาะเด็กๆ พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นดูแล และกำหนดเวลาในการเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ หรือแท็ปเลตด้วย เพราะนอกจากรังสีดังกล่าวแล้ว การเพ่งมองโทรศัพท์มากๆ ยังส่งผลให้เกิดอาการปวดตา เนื่องจากกล้ามเนื้อตาถูกใช้งานมาก และยังเกิดสายตาสั้นเทียม ไปจนถึงอาจสายตาสั้นถาวรเร็วขึ้น รวมทั้งในผู้สูงอายุก็เช่นกัน เนื่องจากต้องเพ่งสายตามากๆ ก็จะทำให้ตาล้า ปวดตามากขึ้น

การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตในเวลากลางคืนจะทำให้มีโอกาสตาบอดหรือไม่ นพ.นริศ กล่าวว่า ไม่มี เพียงแต่ที่มีการห้ามเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในที่มืด เนื่องจากแสงน้อย และแสงจากโทรศัพท์จะส่งผลให้มีการใช้กล้ามเนื้อตามากขึ้น ทำให้ปวดตา แต่ไม่ถึงขนาดตาบอดแต่อย่างใด

 

ขอบคุณที่มา :  Feckbook สสส. Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts
เว็บไซต์มติชนออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2015, 09:10:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
โรคเมื่อยตา
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 13, 2015, 05:54:07 am »



"โรคเมื่อยตา"

เกิดจากการเพ่งใช้สายตามากเกินควร โดยการใช้สายตาต่อเนื่องยาวนาน หรือการใช้สายตาในที่มีแสงสว่างไม่พอ

ดังนั้นในผู้ที่จำเป็นต้องใช้สายตามากเป็นประจำ เช่น นักคอมพิวเตอร์ พนักงานพิมพ์ดีด ควรจัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ และเมื่อใช้สายตาต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที ควรมีการพักสายตาด้วยการมองออกไปที่ไกลๆ เช่น นอกหน้าต่างประมาณ 1 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา จะช่วยลดอาการตาลงได้มากค่ะ



ที่มา : ศูนย์ตาธรรมศาสตร์
สสส. Thai Health Promotion Foundation

https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2015, 05:57:31 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ภัยเงียบ`ต้อหิน` แนะตรวจป้องกันตาบอดถาวร
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 25, 2015, 10:56:24 am »
ภัยเงียบ`ต้อหิน` แนะตรวจป้องกันตาบอดถาวร


อธิบดีกรมการแพทย์แนะ  ภัยตาบอดจากโรคต้อหินเป็นได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ชี้ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงตาบอดถาวร

เนื่องในวันต้อหินโลก  เมื่อ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคต้อหินเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดหรือสายตาพิการอย่างถาวร หากเป็นแล้วจะรักษาให้เหมือนปกติไม่ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินมักจะมีความดันลูกตาสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของประสาทตา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาประสาทตาก็จะถูกทำลายลงเรื่อยๆ จนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร แต่ถ้าสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้ได้

อาการของโรคต้อหินในระยะแรก จะไม่มีอาการใดๆ ต่อมาเมื่อประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่า 40% ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการสูญเสียการมองเห็น โดยลานสายตาจะแคบลงเรื่อยๆ และถ้าไม่ได้รับการรักษา ประสาทตาก็จะสูญเสียไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งมองไม่เห็นในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน คือ อายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยชรา มีประวัติต้อหินในครอบครัว เคยมีอุบัติเหตุที่ตา หรือเคยได้รับการผ่าตัดตา มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ที่มีกระจกตาบางกว่าปกติ ทั้งนี้สามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มที่พบมากที่สุดคือผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้อง บิดามารดาเป็นต้อหิน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมากกว่าบุคคลอื่นๆ และผู้ที่มีระดับความดันตาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสูงมากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งในอนาคตจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหิน นอกจากนี้ยังพบคนที่สายตาสั้น หรือยาวมากๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหิน

สำหรับการรักษาโรคต้อหิน ทำเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการสูญเสียของชั้นประสาทตาจากโรคต้อหิน เนื่องจากประสาทตาส่วนที่เสียไปแล้วจะไม่สามารถกลับคืนมาได้ การรักษาในปัจจุบัน
ทำโดยการลดความดันลูกตาเพื่อควบคุมโรคต้อหิน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตา รับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด แต่ละวิธีมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน

ส่วนการป้องกันโรคต้อหิน  คือ แนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือดซึ่งเลือดไหลเวียนขึ้นไปประสาทตาไม่ดี และผู้ที่ใช้ยาหยอดตาจำพวกสเตียรอยด์โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์ ควรได้รับการตรวจคัดกรองความดันลูกตาและตรวจขั้วประสาทตา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และอาจตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากเกิดความผิดปกติกับดวงตาจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและสามารถใช้งานดวงตาได้ยาวนานมากขึ้น


 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Feckbook สสส.Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ”
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 04, 2015, 06:43:28 am »



“โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม”  อีกหนึ่งโรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไอที และส่งผลกระทบต่อสุขภาพหนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศ มาดูกันซิว่า เรามีพฤติกรรมใกล้เคียงกับโรคนี้หรือไม่ พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตากันดีกว่าค่ะ

หากจะกล่าวถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์ไอที ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงคิดถึง “โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” สำหรับอาการ สาเหตุ ตลอดจนแนวทางป้องกันโรคจะมีเคล็ดที่ไม่ลับอย่างไรนั้น ศุกร์สุขภาพสัปดาห์นี้มีคำตอบ


สาเหตุ

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไอที เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา ทำให้กล้ามเนื้อตาล้า แม้แต่การอ่านหนังสือหรือการนั่งอยู่ในท่วงท่าอิริยาบถหนึ่งนานๆ โดยไม่ขยับเขยื้อน และอีกหลายสาเหตุที่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมได้ เช่น ทิศทางการเป่าของแอร์ ความสว่างของหน้าจอ ระยะการมอง ท่าทางการนั่ง ตำแหน่งการวางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

อาการ

โรคนี้ส่วนมากมักพบในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเกือบตลอดเวลา ทั้งทำงาน แชต และเล่นเกม จนทำให้เกิดอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ปวดตา ตาพร่า เกิดภาพเบลอหรือภาพซ้อน ปวดศีรษะ เมื่อมีอาการมากๆ จึงจะมาพบแพทย์ ซึ่งการจะระบุว่าผู้ป่วยเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือไม่นั้น แพทย์จะต้องวินิจฉัยอาการอย่างละเอียด

อาการตาแห้ง เป็นอาการที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา แสบตา และอาจจะมีการแพ้แสงร่วมด้วยได้ เราสามารถปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อลดอาการได้ เช่น ปรับทิศทางการเป่าของแอร์หรือพัดลม โดยไม่ให้เป่าโดนตา หรือตรวจสอบว่าความชื้นในห้องเป็นอย่างไร ถ้าเราปรับสิ่งเหล่านี้แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องให้การรักษาโดยการใช้น้ำตาเทียม

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมดูแลรักษาได้โดยการปรับสภาพแวดล้อม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา จากนั้นอาการปวดศีรษะก็จะดีขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาก็เหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อใช้งานหนักหรือหักโหมมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการล้าและปวดตาได้ ดวงตาที่ผ่านการเพ่งมองสิ่งใดเป็นเวลานานก็ควรหยุดพักสายตาบ้าง เช่น ใช้สายตาไป 20 นาที ก็ควรพักสายตาสัก 20 วินาที โดยการมองไปไกลๆ จากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20 ฟุต บางทีเราลืมตัว ทำงานเป็นชั่วโมง พอเงยหน้ามองไปที่อื่น จุดโฟกัสสายตายังปรับค่าระยะสายตาอยู่ที่วัตถุใกล้ จึงทำให้ตาพร่ามัว มองภาพไม่ชัด เกิดภาพเบลอและภาพซ้อน แต่สักพักจะค่อยๆ กลับเป็นปกติตามพื้นฐานเดิมของสายตาเรา

ส่วนการรักษาด้วยการใช้น้ำตาเทียมนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำน้ำตาเทียม 2 ชนิด คือ น้ำตาเทียมแบบรายเดือน (1 ขวดใหญ่เมื่อเปิดแล้วใช้ได้ 1 เดือน) และน้ำตาเทียมรายวัน (ใช้ได้ 24 ชั่วโมงแล้วทิ้ง) สามารถใช้ได้ตามอาการ คือ หากตาแห้งไม่มากควรใช้แบบรายเดือน แต่ถ้าตาแห้งมากๆ ควรใช้แบบรายวัน เนื่องจากสามารถหยอดได้บ่อยและถี่ เมื่อหยอดน้ำตาเทียมจะรู้สึกสบายตามากขึ้นเหมือนมีน้ำหล่อลื่น ช่วงแรกที่มีอาการมากๆ ต้องใช้เป็นประจำต่อเนื่อง จนแผลเล็กๆ น้อยๆ ในตาสมานกันดีเสียก่อน พออาการค่อนข้างคงที่แล้วค่อยเว้นระยะการหยอดให้ห่างขึ้นเป็นลำดับ

ผลจากการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ ควรระมัดระวังการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้ อย่าลืมว่าทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในโลกนี้ เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษอย่างมหันต์ได้เช่นกัน หากเราใช้มันบนพื้นฐานของความพอดี เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะเป็นสิ่งที่เติมเต็มให้ชีวิตมีคุณค่า ทำให้เราทันสมัย ไม่ตกยุคอย่างแน่นอน

 
 

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ โดย แพทย์หญิงญาณินสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
Facebook สสส.Thai Health Promotion Foundation
=> http://goo.gl/xAb9Ow
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 04, 2015, 06:53:51 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




๗ สิ่งที่คุณทำขณะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
ส่งผลให้ดวงตาเมื่อยล้า


(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 175 กรกฎาคม 2558
Facebook Kanlayanatam
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2015, 04:19:18 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
สังคมก้มหน้าเสี่ยงโรคปวดศีรษะ
« ตอบ #20 เมื่อ: กันยายน 04, 2015, 09:58:11 am »




การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคน "สังคมก้มหน้า" คือ "อาการปวดศีรษะ"



อ่านเพิ่มเติม.. สังคมก้มหน้าเสี่ยงโรคปวดศีรษะ ===>  http://goo.gl/wSSHPd



ขอขอบคุณ สสส.Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2015, 10:03:19 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ที่มา : แพทย์เฉพาะทางบาทเดียวและสสส.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 22, 2015, 07:03:14 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
4 โรคตาภัยเงียบมนุษย์ออฟฟิศ
« ตอบ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2016, 07:12:07 am »



ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 24, 2016, 07:13:40 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ต้อกระจก
« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2017, 07:13:49 am »








ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร หมอชาวบ้าน

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เรื่องของ " น้ำตา "
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2017, 07:16:16 am »












ขอบคุณข้อมูลจากBetter Health