ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352966 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #390 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:17:40 am »



คำสอนเพื่อชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข

วันมาฆบูชาเตือนใจให้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธศาสนาเมื่อ ๒,๖๐๔ ปีที่แล้ว นั่นคือ จาตุรงคสันนิบาต หรือการประชุมที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ๑)เป็นวันเพ็ญเดือนสาม ๒)พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ๓)พระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖ ๔)พระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือ ภิกษุที่ได้รับการบวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้า

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าในวันนั้น คือโอวาทปาฏิโมกข์ ยังใหม่เสมอ เหมาะกับยุคปัจจุบัน เพราะชี้แนะหนทางสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข คือ นอกจากไม่ทำบาป และทำกุศลให้ถึงพร้อมแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือ การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ พูดง่าย ๆ คือ ละชั่ว ทำดี ยังไม่พอ ต้องฝึกจิตให้กิเลสเบาบาง หาไม่ก็จะยังเศร้าโศกคับแค้นใจเมื่อพลัดพรากสูญเสีย เจ็บป่วย ถูกต่อว่าด่าทอ หรืออิจฉาริษยาเมื่อเห็นคนอื่นร่ำรวย มีหน้ามีตากว่าตน รวมทั้งน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อตนไม่ได้รับการยกย่องชื่นชมทั้ง ๆ ที่ทำดี ต่อเมื่อฝึกจิตไว้ดี อะไรเกิดขึ้นก็ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ได้

พระไพศาล วิสาโล



----------------------------------------------------------------------------   

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

บรรยายหลังทำวัตรเย็นที่วัดป่าสุคะโต


  ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 03:05:15 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #391 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:21:15 am »



ไม่เป็นอะไรกับอะไร

ตำแหน่งหน้าที่หรือยศถาบรรดาศักดิ์อันสูงส่ง ให้ความสุขแก่เราก็จริง แต่มันก็สามารถสร้างความทุกข์ให้แก่เราได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเรายึดติดหวงแหนมัน เช่นเดียวกับหัวโขน มันเป็นสิ่งสมมติและเป็นของชั่วคราว ยิ่งยึดติดถือมั่นในมัน เราก็ยิ่งเป็นทุกข์เมื่อต้องสูญเสียมันไป เมื่อใดที่พอใจในความเป็นตัวเราโดยไม่แคร์หัวโขนใด ๆ เมื่อนั้นจึงจะเป็นสุขอย่างแท้จริง

พระไพศาล วิสาโล


----------------------------------------------------------------------------   

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

บรรยายหลังทำวัตรเย็นที่วัดป่าสุคะโต


  ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:24:23 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #392 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:26:43 am »



คุณธรรมในจิตใจ

“มโนธรรมทำให้เราได้สัมผัสกับความสุขทางจิตใจ เป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพิงทรัพย์ ยศ อำนาจ แต่สุขเพราะได้ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น หรือเห็นผู้อื่นมีความสุข ตรงข้ามกับความเห็นแก่ตัว ซึ่งแม้จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนแสวงหาทรัพย์สมบัติและอำนาจ แต่แม้จะครอบครองสิ่งเหล่านั้นมากมายเพียงใด ใช่หรือไม่ว่าเขาเหล่านั้นก็ยังเป็นทุกข์ รู้สึกชีวิตไม่มีความหมาย เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ หรือสร้างสรรค์สิ่งดีงามแก่ส่วนรวม”

พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2017, 10:58:07 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #393 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:35:33 am »



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเคยกล่าวว่า “ธรรมะนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา” คำพูดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) สงสัยว่าหลวงปู่มั่นเรียนปริยัติธรรมน้อย เอาแต่อยู่ป่า แต่ทำไมจึงรู้ธรรมได้ลึกซึ้ง

สมเด็จองค์นี้สมัยที่ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี ท่านเห็นว่าปริยัติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่พระต้องเรียน ตัวท่านเองก็เรียนถึงประโยค ๕ ตอนนั้นท่านไม่ชอบพระป่าเอามาก ๆ โดยเฉพาะพระป่าสายหลวงปู่มั่น หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพราะพระเหล่านี้ไม่ยอมเรียนหนังสือ และไม่อยู่วัดเป็นหลักเป็นแหล่ง ธุดงค์จาริกในป่าเป็นอาจิณ คราวหนึ่งหลวงปู่สิงห์กับคณะธุดงค์มาถึงอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าคณะมณฑลจึงสั่งเจ้าคณะอำเภอ ให้บอกชาวบ้านว่า ขับไล่คณะพระธุดงค์กลุ่มนี้ออกไปจากอำเภอ แต่ชาวบ้านไม่ทำ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์แต่เดิมท่านไม่เห็นว่าการทำสมาธิภาวนามีประโยชน์อะไร กระทั่งวันหนึ่งท่านล้มป่วย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ต่อมาพระอาจารย์ลี ธัมมธโร และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ช่วยรักษาท่านให้หายจากโรค โดยใช้สมาธิภาวนาและสมุนไพร ปรากฏว่าท่านหายอย่างอัศจรรย์ จึงแปลกใจและประทับใจมาก ท่านถึงกับกล่าวว่า

“ตลอดชีวิตของเรา เราไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สมาธิภาวนาจะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้"

น่าคิดนะ สมเด็จพระมหาวีรวงค์ เป็นพระผู้ใหญ่ มีความรู้สูงด้านปริยัติธรรม แต่ไม่เคยเชื่อเลยว่า สมาธิภาวนาจะมีคุณค่ามาก เมื่อเห็นประโยชน์ของสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ท่านจึงเริ่มทำสมาธิภาวนา และมีศรัทธาในหลวงปู่มั่น ต่อมาเมื่อได้เจอหลวงปู่มั่น ท่านจึงถามว่าหลวงปู่มั่นว่า ในเมื่อหลวงปู่มั่นไม่ได้เรียนหนังสือมามาก ทำไมจึงสอนธรรมะได้ลึกซึ้ง

หลวงปู่มั่นจึงตอบพูดว่า
“ธรรมะนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา”

เราสามารถเห็นธรรมได้จากทุกสิ่ง เมื่อเราเปิดใจรับรู้ทุกสิ่งอย่างมีโยนิโสมนสิการ ถ้าเราครองตนด้วยสติ ก็จะเห็นกายและใจตามที่เป็นจริง และเมื่อเรามองโลก เราก็จะเกิดปัญญาเห็นธรรม

เราจะเห็นกายและใจตามจริงได้อย่างไร ก็เริ่มจากการปฏิบัติ ซึ่งมีหลายวิธี หลักใหญ่ ๆ คือ เจริญสติปัฏฐาน 4 ได้แก่

กายานุปัสสนา คือ เห็นกายในกาย
เวทนานุปัสสนา คือ เห็นเวทนาในเวทนา
จิตตานุปัสสนา คือ เห็นจิตในจิต
ธัมมานุปัสสนา คือ เห็นธรรมในธรรม

อธิบายสั้น ๆ คือ เห็นกายว่าเป็นกาย ไม่ใช่เห็นกายว่าเป็นเรา เวลาเราเดิน หากเดินอย่างมีสติจะเห็นว่ากายเดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดินเวทนาเกิด ก็เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็นว่าฉันปวด คนเราเวลาปวดก็จะรู้สึกว่าฉันปวด ๆ แต่ที่จริงเมื่อเจริญสติก็จะเห็นว่า การปวดเป็นอาการปวด ไม่ใช่ฉันปวด เวลาโกรธก็เห็นว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ไม่ใช่ฉันโกรธ

ปฏิบัติธรรมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเห็นสีหรือแสงข้างนอก ถ้าเป็นการภาวนาที่แท้จริงเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ วิธีการก็คือเห็นกายและใจตามที่เป็นจริง ด้วยการเจริญสติ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดปัญญา ถ้าเราเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก ตาดู หูฟัง เมื่อเกิดโยนิโสมนสิการ ก็เกิดปัญญา

การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถทำได้หลายวิธี มีรูปแบบการปฏิบัติ เช่น ตามลมหายใจ เดินจงกรม ยกมือเคลื่อนไหว ดูท้องพองยุบ หรือไม่มีรูปแบบก็ได้ เป็นการปฏิบัติที่กลืนกับชีวิตประจำวัน เป็นการเกี่ยวข้องโลกภายนอกอย่างมีสติ มีปัญญา ทั้งสองวิธีล้วนมีความสำคัญ บางคนไปเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมหมายถึงการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตามลมหายใจ เท่านั้น ทำอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด

หลวงพ่อชาเล่าว่า ท่านเคยไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กินรี หลวงพ่อชาตั้งใจปฏิบัติมาก เดินจงกรม และนั่งสมาธิทั้งวัน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า หลวงปู่กินรีวัน ๆ ไม่ค่อยเดินจงกรม ไม่ค่อยนั่งสมาธิเลย ทำโน่นทำนี่ เกือบตลอดเวลา แล้วท่านจะเห็นอะไร แต่หลังจากที่ได้อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่นาน ๆ และได้ฟังธรรมอันลุ่มลึกจากท่าน หลวงพ่อชาก็รู้ว่าเป็นความเขลาของท่านเองที่คิดเช่นนั้น ท่านพูดถึงบทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์ครั้งนั้นว่า

“เรามันคิดผิด หลวงปู่ท่านรู้อะไร ๆ มากกว่าเราเสียอีก คำเตือนของท่านสั้น ๆ และไม่ค่อยมีให้ฟังบ่อยนัก เป็นสิ่งที่ลุ่มลึก แฝงไว้ด้วยปัญญาอันแยบคาย ความคิดของครูบาอาจารย์กว้างไกลเกินปัญญาเราเป็นไหน ๆ ตัวแท้ของการปฏิบัติคือความพากเพียร กำจัดอาสวกิเลสภายในใจ ไม่ใช่ถือเอากิริยาอาการภายนอกของครูบาอาจารย์เป็นเกณฑ์”

ท่านมาได้ตระหนักชัดอีกครั้งว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่การวางใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าทำอะไร ก็สามารถเป็นการภาวนาได้

คราวหนึ่งท่านนั่งปะชุนจีวรที่ขาดวิ่น ใจนั้นนึกถึงการภาวนาอยู่ตลอดเวลา อยากรีบปะชุนให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อจะได้ไปภาวนาต่อ ขณะนั้นเองหลวงปู่กินรีเดินผ่านมา สังเกตเห็นอาการของพระหนุ่ม จึงพูดขึ้นมาว่า

“ท่านชา จะรีบร้อนไปทำไมเล่า”
“ผมอยากให้เสร็จเร็ว ๆ ครับหลวงปู่”
“เสร็จแล้วท่านจะทำอะไรล่ะ”
“จะไปทำอันนั้นอีก”
“ถ้าเสร็จอันนั้นแล้ว ท่านจะทำอะไรอีกล่ะ”
“ผมก็จะทำอย่างอื่นอีก”
“เมื่อทำอย่างอื่นเสร็จแล้ว ท่านจะไปทำอะไรอีกเล่า”

เมื่อเห็นว่าใจของหลวงพ่อชาไม่ได้อยู่กับงานที่กำลังทำ แต่คิดถึงงานชิ้นอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้า และรีบร้อนจะทำให้เสร็จไว ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปภาวนาต่อ หลวงปู่กินรีจึงเตือนว่า

“ท่านชา ท่านรู้ไหม นั่งเย็บผ้าผืนนี้ก็ภาวนาได้ ท่านดูจิตตัวเองสิว่าเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขมัน ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทำอย่างนี้เสียหายหมด ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านยังไม่รู้เรื่องของตนอีก”

คำพูดของหลวงปู่กินรีกระตุกใจของหลวงพ่อชาอย่างแรง ทำให้ท่านได้สติ และเกิดความเข้าใจชัดเจนว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ภาวนาได้ทั้งนั้น ขอให้หมั่นดูใจของตนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นี้เป็นบทเรียนที่ประทับใจท่านมาก และถือเป็นหลักปฏิบัติของท่านตลอดมา

เมื่อท่านไปตั้งสำนักปฏิบัติธรรมที่หนองป่าพง จึงทำให้มีกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง และมีเรื่องเล่าว่า ตอนนั้นหลวงพ่อชาอายุมากแล้ว มีเด็กหนุ่มมาถามท่านว่า

“ทำไมพระจึงไม่นั่งสมาธิ”

พอหลวงพ่อชาได้ฟังน้ำเสียงแล้วรู้ว่า ไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบที่แท้จริง ท่านจึงตอบว่า

“นั่งอย่างเดียวมันถ่ายไม่ออกว่ะ จะนั่งอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องปฏิบัติกับการทำงานด้วย” และท่านก็บอกว่า

“การปฏิบัติธรรมมันต้องมาดูกายและใจ”

ไม่ว่าทำอะไร ต้องให้รู้ทันกายและใจ ทำงานก่อสร้างก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ อันนี้สำคัญมาก เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคิดอย่างเดียวว่า เวลาปฏิบัติธรรมจะต้องเข้าวัด จะต้องหลบลี้หนี้หน้าผู้คน โดยไม่คิดว่า การอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมได้

อยู่บนท้องถนน รถติดก็กำหนดลมหายใจไปด้วย หรือเวลาเจอไฟแดง หงุดหงิดขึ้นมาก็ปฏิบัติธรรมได้ ถามว่าเวลารถติดทำไมถึงหงุดหงิด นั่นก็เพราะใจมันไปอยู่ที่จุดหมายปลายทางแล้ว ใจมันอยู่ข้างหน้าแล้ว ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน จึงกลัวไปไม่ทัน กลัวไม่ทันประชุม เป็นต้น ดังนั้นให้พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน จะตามลมหายใจด้วยก็ได้

การปฏิบัติธรรมก็คือ ติดไฟแดงทำอย่างไรจะไม่หงุดหงิด ทำอย่างไรเวลาถูกต่อว่าจะไม่หงุดหงิด เวลาเสียเงินจะไม่โมโห เวลาเงินหายก็หายแต่เงิน แต่ใจไม่หาย ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 16, 2017, 08:10:54 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #394 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:41:11 am »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #395 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:43:48 am »



รักที่แท้ในพุทธศาสนา

คือ เมตตา กรุณา หมายถึงการปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี มีความสุข และอยากให้เขาพ้นทุกข์ ทั้งหมดนี้อยู่ที่การเอาผู้อื่นเป็นตัวตั้ง แต่ความรักอีกแบบหนึ่งที่พุทธศาสนาไม่ส่งเสริม เรียกว่า "สิเนหา" หรือที่เราเรียก "เสน่หา" เพราะมันเป็นความรักที่เอาตัวกูหรืออัตตาเป็นตัวตั้ง...

การรักคนอื่นในทางพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ คือ การคลายความยึดติดถือมั่นในตัวตน ส่งผลให้ความเห็นแก่ตัวลดลง จิตใจจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ใจที่มีเมตตากรุณานั้นทำให้สามารถรักคนอื่นได้โดยบริสุทธิ์ใจ ปราศจากความอยากครอบครองหรือเอามาสนองตัวตน เรียกว่าเป็นจิตที่ไร้เขตแดน

อาตมาคิดว่าความรักแบบนี้ต่างจากความรักของฆราวาสหรือของปุถุชนทั่วไป เพราะรักของฆราวาสนั้นเป็นความรักที่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นของเรา เช่น ถ้าแต่งงานกับใคร คนนั้นก็ต้องเป็นของฉันทั้งๆ ที่เขาไม่มีทางเป็นของเราได้

ความรักแบบที่มี “ตัวกูของกูเป็นศูนย์กลาง” เป็นความรู้สึกที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า “สิเนหะ” หรือ เสน่หา ไม่ใช่ความเมตตาหรือกรุณา การได้มาศึกษาและบวชในพุทธศาสนา ทำให้อาตมาเรียนรู้เรื่องนี้ ได้เห็นความแตกต่างระหว่างความรักทั้ง 2 อย่างนี้

แต่การที่ปุถุชนจะมีความรู้สึกผูกพัน หรือมีความยึดมั่นในตัวกูของกู ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสิเนหะที่มีเฉพาะกับเพศตรงข้าม หรือสิเนหะของแม่ที่มีต่อลูก ล้วนเป็นความรักที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่ยึดโยงกับตัวตนทั้งสิ้น เช่นคาดหวังว่าลูกจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ หรือว่าลูกจะต้องเรียนเก่ง เรียนในคณะที่แม่ชอบ ปุถุชนมักมีความรู้สึกแบบนี้ เพียงแต่ว่าจะทำยังไงให้ความรักของเรา เป็นความรักที่ขยายวงกว้าง หมายถึงไม่ว่าเราจะรักเพื่อน หรือว่ารักพ่อแม่ก็ตาม ก็ขอให้เป็นความรักที่ไม่ใช่เพื่อปรนเปรอตัวเอง แต่เป็นรักด้วยความเมตตากรุณา มีความปรารถนาดีต่อเขา โดยไม่ได้มุ่งประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:46:57 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #396 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:49:16 am »


ปุจฉา - นมัสการหลวงพ่อคะ วันนี้เพื่อนต่างชาติถามว่า ทำไมศาสนาเราไม่มีพระเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าท่านอธิบายเรื่อง การสร้างโลกอย่างไร ดิฉันตอบเพื่อนไปคร่าวๆว่า มีการอธิบายไว้เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่แก่นที่ทำให้พ้นทุกข์ เราจึงไม่เอามาใส่ใจมากนัก เราเน้นปฏิบัติทำสมาธิ และให้พ้นทุกข์มากกว่า ไม่ทราบว่า ตอบแบบนี้ถูกต้องหรือไม่คะ แล้วจะอธิบายเรื่องพระเจ้า กับการสร้างโลกให้เค้าฟังอย่างไรดีคะหลวงพ่อ

อีกคำถามหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับคำถามที่ดิฉันเคยถามไปแล้ว เรื่องการเกิด เพื่อนถามว่า ถ้าการเกิดนั้นใหม่เสมอ ไม่มีอะไรเป็นของเรา ทำไมดาไล ลามะ ถึงกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ แล้วจำสิ่งต่างๆ ในชาติก่อนได้ แล้วถ้าหากบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่เกิดใหม่ในโลกมนุษย์นี้แล้ว ท่านไปเกิดใหม่ที่ไหนคะ
รบกวนหลวงพ่อช่วยตอบคำถามด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - พุทธศาสนาไม่เชื่อว่ามีใครหรือบุคคลใดเป็นผู้สร้างโลก แต่เห็นว่าโลกนี้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ซึ่งวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดลออ แม้วันหน้าอาจมีการค้นพบหลักฐานมากมายที่ทำให้อรรถาธิบายดังกล่าวแปรเปลี่ยนไป แต่ก็หนีไม่พ้นกรอบความจริงที่ว่าโลกนี้เกิดจากกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยที่สลับซับซ้อน อย่างไรก็ตามพุทธศาสนาไม่เห็นความสำคัญของการอธิบายเรื่องนี้ เพราะถึงรู้ก็ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ อีกทั้งเป็นเรื่องอจินไตย หาข้อยุติได้ยาก

พุทธศาสนาไม่เชื่อว่ามีวิญญาณอมตะ ที่ไปเกิดในร่างกายใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะวิญญาณนั้นไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนเป็นนิจ ดังนั้นจึงไม่มีใครที่เกิดใหม่ (กล่าวอย่างถึงที่สุด หรือพูดในแง่ปรมัตถธรรม ไม่มีแม้กระทั่ง “ใคร”ที่เกิดหรือตายด้วยซ้ำ) การพูดว่าทะไลลามะไปเกิดใหม่นั้นเป็นการพูดอย่างชาวบ้านหรือพูดให้เข้าใจง่าย ทะไลลามะองค์ที่ ๑๔ หรือองค์ปัจจุบัน เป็นคนละองค์กับทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ แต่อาจมีความเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ จิตของพระองค์อาจมีคุณสมบัติบางอย่างที่สืบทอดจากจิตของทะไลลามะองค์ที่ ๑๓ รวมทั้งความจำได้หมายรู้ในบางเรื่อง (เปรียบเหมือนกับยีนของลูกที่สืบทอดคุณสมบัติบางอย่างจากยีนของพ่อและแม่)

สำหรับพระพุทธเจ้านั้น เนื่องจากพระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรจนหมดกิเลสสิ้นกรรมแล้ว จึงไม่มีเหตุปัจจัยให้ไปเกิดอีก เหมือนกับไฟที่หมดเชื้อ ย่อมมอดดับลง หากถามว่าไฟดับแล้ว หายไปไหน คุณคงตอบไม่ได้ และอดคิดไม่ได้ว่าเป็นคำถามที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นหากถามว่าพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วไปเกิดที่ไหน อาตมาก็ตอบอย่างเดียวกัน





ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 02:55:58 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #397 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2017, 06:51:53 am »





ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #398 เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 10:23:16 am »



 
 
"เพียงคำว่า...แค่"


ชายผู้หนึ่งมาหาหมอด้วยอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องมานานหลายเดือน รูปร่างผอมซีดเพราะน้ำหนักตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ หมอซักถามอาการได้สักพักก็สั่งเจาะเลือด

เมื่อผลตรวจเลือดมาถึง หมอก็แจ้งแก่คนไข้ว่า เขาเป็นเบาหวาน ทันทีที่รู้ผล เขายิ้มหน้าบานจนเกือบจะลิงโลดด้วยซ้ำ หมอแปลกใจจึงถามเขาว่า

“ทำไมลุงถึงดีใจล่ะครับ เป็นเบาหวานต้องกินยาตลอดชีวิตนะครับ”
“ทีแรกผมนึกว่าจะเป็นเอดส์ แต่พอรู้ว่าเป็นแค่เบาหวาน ก็เลยดีใจมาก”

เบาหวานเป็นโรคร้าย ใครเป็นก็ถือว่าโชคร้าย แต่ชายผู้นี้กลับดีใจที่เป็นเพราะเขาคิดว่าจะต้องเจอหนักกว่านั้น

สุขหรือทุกข์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเจออะไร แต่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของเรา ได้รางวัลเป็นเงินแสนแต่คาดหวังเงินล้าน ก็ย่อมเป็นทุกข์ ในทางตรงข้ามแม้เป็นเบาหวานแต่ใจคาดว่าจะเป็นเอดส์ ก็กลับทำให้ยิ้มได้

โรคร้ายกลายเป็นเบาเมื่อเทียบกับโรคที่ร้ายกว่า เด็กหญิงผู้หนึ่งเป็นมะเร็งสมอง ผมร่วงทั้งศีรษะเพราะผ่านการฉายแสง แต่เธอมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จนคนมาเยี่ยมแปลกใจ คุยกันได้สักพักเธอก็บอกว่า เธอโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก ญาติของเธอคนหนึ่งเป็นมะเร็งชนิดนั้น เจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก เธอจึงรู้สึกว่าโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่มุมมองเป็นสำคัญ มุมมอง(รวมทั้งความคาดหวัง)เป็นตัวสำคัญที่บ่งชี้หรือตีค่าว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ดีหรือร้าย เบาหรือหนัก น้อยหรือมาก

เพียงคำว่า "แค่"คำเดียวก็ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดูเบาลงไปและบรรเทาความทุกข์ของเราไปได้เยอะ แต่บ่อยครั้งเรามักลืมคำ ๆ นี้ไปในยามที่ประสบเหตุร้ายหรือสิ่งที่ไม่สมหวัง แต่กลับนึกถึงคำ ๆ นี้เวลาประสบโชคหรือได้รับสิ่งที่น่าพอใจ เช่น

"เขาชมฉันแค่นี้เอง"
"ฉันได้โบนัสแค่ ๔ แสนเท่านั้น"
"ฉันได้เป็นแค่ผู้จัดการฝ่าย" ผลที่ตามมาคือความทุกข์เกาะกินใจ

ชายผู้หนึ่งได้ทราบว่ามิตรอาวุโสขายหุ้นได้กำไร ๑๐ ล้านบาทเมื่อ ๒-๓ วันก่อน เขาจึงแสดงความยินดีกับเธอด้วย แต่คุณป้าผู้นั้นกลับตอบว่า "ยินดีอะไรกันล่ะ ถ้าฉันขายหุ้นวันนี้ ฉันก็ได้กำไรแล้ว ๒๐ ล้าน" วันรุ่งขึ้นคุณป้าผู้นี้ไม่มาตลาดหุ้นเหมือนเคย ชายผู้นี้จึงไปสอบถามโบรคเกอร์ซึ่งคุ้นเคยกับเธอ ก็ได้ความว่าเธอเข้าโรงพยาบาลไปแล้วเมื่อเช้า สาเหตุก็เพราะเธอเครียดมาก

คุณป้าเครียดก็เพราะเป็นทุกข์ที่ได้กำไร "แค่" ๑๐ ล้านบาทเท่านั้น จะว่าไปเงินก้อนนี้มิใช่จำนวนน้อย ๆ พอ ๆ กับถูกลอตเตอรี่รางวัลที ๑ โชคลาภอย่างนี้ใครได้ไปก็น่าจะมีความสุข แต่พอมองไม่ถูก วางใจไม่เป็น เห็นว่ามันเป็น "แค่" ๑๐ ล้านบาทเท่านั้น ก็เป็นทุกข์ทันที

คำว่า "แค่" คำนี้มีอิทธิพลต่อจิตใจของเรามาก มันสามารถสร้างทุกข์หรือปัดเป่าความกลัดกลุ้มไปจากจิตใจของเราได้ อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไร หากใช้ให้เป็น เราก็สามารถรับมือกับเหตุร้ายได้โดยใจไม่ทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการพลัดพรากสูญเสียของรัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

เมื่อเจอเหตุร้ายคราวหน้า อย่าลืมนึกถึงคำนี้ เพียงเติมคำว่า "แค่" ไว้ข้างหน้าเหตุร้ายเหล่านั้น เรื่องร้ายก็จะกลายเป็นเบาไปได้ในความรู้สึกของเรา


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2017, 10:27:30 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #399 เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 11:01:00 am »



สุขจากการให้

"คนเราเมื่อเรามีน้ำใจต่อผู้อื่นแล้ว

ไม่ใช่เขาเท่านั้นที่มีความสุข เราก็พลอย

ได้รับความสุขด้วย ความสุขที่เราให้แก่เขา
 
ย้อนกลับมาสู่จิตใจของเรา เพราะฉะนั้นการ

ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น หากมองอย่างเห็นแก่ตัว

มันก็เป็นการเกื้อกูลช่วยตัวเราเองด้วย"


พระไพศาล วิสาโล


------------------------------------------------------------------------------------

ใจรู้สึกอย่างไร?

“คนเราจะทุกข์หรือไม่....ไม่ได้

อยู่ที่ว่ามีอะไรมากระทบกับเรา

แต่อยู่ตรงที่เรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งนั้น

หรือทำอย่างไรกับมันต่างหาก

แม้จะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเรา

แต่ถ้าเราทำใจรับได้ ความทุกข์

ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม

แม้มีเงินทองไหลมาเทมา

แต่ถ้าเราคิดว่ามันน้อยเกินไป

ทำให้รวยไม่พอหรือไม่เท่าคนอื่น

เมื่อนั้นใจเราก็เป็นทุกข์ทันที”


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 02:55:33 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #400 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 02:53:57 pm »



อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง แดดร้อน แต่ปัญหาคือใจที่ผลักไส ใจที่ไม่ชอบต่างหาก

หลายคนบอกว่า ไม่อยากทำสมาธิ ไม่อยากเจริญสติ เพราะทำแล้วมันฟุ้งไปหมดเลย ฟุ้งตลอดเวลา บางคนนั่งสมาธิ ๕ นาทีก็ไม่ไหวแล้ว เพราะใจฟุ้ง ที่จริงความฟุ้งเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่ปัญหาด้วย แต่ปัญหาเกิดเมื่อใจเราไม่ชอบความฟุ้ง เมื่อใจเราไม่ชอบ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที

เพราะเมื่อไม่ชอบ จิตก็จะดิ้นรน ผลักไส อยากให้สิ่งนั้นหายไป แต่เมื่อมันไม่หาย ยังอยู่ ก็เกิดความผิดหวัง ไม่พอใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เราทุกข์เพราะเราอยากผลักไส แต่มันไม่ไป มันไม่หาย

แม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บ มันทำได้อย่างมากคือ ทำให้เกิดความทุกข์กาย แต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจไม่ได้ แต่ความทุกข์ใจจะเกิดขึ้นทันทีที่เราไม่ชอบ ผลักไส ยอมรับมันไม่ได้ ตีโพยตีพาย หรือโอดครวญ ยิ่งเรายอมรับมันไม่ได้ ก็ยิ่งเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาเล่นงานจิตใจเราได้มากขึ้น

บางคนเป็นมะเร็ง แต่สามารถอยู่กับมะเร็งได้ด้วยใจปกติ เพราะเขายอมรับ ไม่รังเกียจ ไม่ผลักไสมัน บางคนกลับมีเมตตาต่อมันด้วย มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็ง ปวดมาก แต่ว่าเธอไม่ค่อยกินยาระงับปวด เธอใช้วิธีคุยกับมะเร็ง เช่นพูดว่า

“มะเร็ง ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้วนะ ฉันจะนอนแล้ว เธอก็ควรนอนด้วยเหมือนกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

แล้วเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็ง ทำนองเดียวกับกล่อมลูก แล้วก็หลับไปด้วยกัน ทั้งเธอทั้งมะเร็ง เธออยู่กับมะเร็งโดยไม่ต้องใช้ยาระงับปวด แล้วก็อยู่ได้นานด้วย

แต่บางคนพอรู้ว่าเป็นมะเร็งได้ไม่กี่วันก็แย่เลย มีคุณป้าคนหนึ่งเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งหมอบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือนนะ” แกตกใจมาก กลุ้มอกกลุ้มใจ ยอมรับไม่ได้ รู้สึกวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีเรี่ยวแรง หมดอาลัยตายอยาก ปรากฏว่าอยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย

ถามว่ามะเร็งลุกลามอย่างรวดเร็วจนทำให้คุณป้าตายหรือเปล่า มันไม่ลุกลามเร็วขนาดนั้นหรอก แต่ที่เธอตายเป็นเพราะใจของเธอมากกว่า ใจเธอยอมรับไม่ได้ พยายามต่อต้าน ผลักไส เกิดความกลัววิตก ยิ่งกลัวยิ่งวิตกก็ยิ่งครุ่นคิดถึงมัน ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด ยิ่งยึดติด กายและใจก็ยิ่งแย่ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว

ปัญหาของคุณป้าคนนี้อยู่ที่ใจไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะโรคมะเร็ง พอใจไม่ยอมรับก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที แต่ถ้าใจยอมรับได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใจก็สามารถสงบได้

เพื่อนอาตมาคนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เชียงใหม่ วันหนึ่งมีธุระต้องบินมาที่กรุงเทพ ฯ ปกติก็นั่งเครื่องบิน บังเอิญเจอเพื่อนซึ่งมีเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก เขากำลังจะเข้ากรุงเทพ ฯ วันเดียวกัน เลยชวนอาจารย์นั่งเครื่องบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกัน

ก่อนบินมีฝนตกหนัก พอฝนหยุดก็ออกเดินทาง เครื่องบินขึ้นไปได้แค่ ๕ นาที ปรากฏว่าเครื่องดับ นักบินพยายามสตาร์ท แต่ทำอย่างไรก็ไม่ติด เลยคิดว่าเครื่องบินต้องตกแน่ ๆ ถึงตอนนั้นอย่างเดียวที่ทำได้ คือ ทำอย่างไรให้เครื่องบินไม่ตกในเขตชุมชนหรือหมู่บ้าน นักบินจึงพยายามบังคับเครื่องให้ร่อนไปยังภูเขา เพื่อให้เครื่องบินตกในป่า ตอนนั้นอาจารย์ทำใจแล้วว่าถ้าเครื่องบินตกก็ตายแน่

อาจารย์เล่าว่าตอนนั้นบรรยากาศรอบตัวสงบมาก เครื่องบินที่เคยส่งเสียงดังก็เงียบสนิท มองไปข้างบนเป็นท้องฟ้าสีคราม ข้างล่างเป็นภูเขา เป็นป่าเขียวขจี บรรยากาศทั้งสวยงามและเงียบสงบ

ในช่วงนั้นเขาทำใจได้แล้วว่าจะต้องตายแน่ ๆ พร้อมยอมรับความตายที่จะเกิดขึ้น จิตใจก็เลยสงบ เป็นความสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีความทุกข์ใจ ไม่มีความวิตกกังวลอะไรเลย ทุกอย่างรอบตัวสงบและสวยงามไปหมด

สักพักปรากฏว่าเครื่องยนต์สตาร์ทติด เครื่องต้องติดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจารย์คงไม่สามารถกลับมาเล่าให้ฟังได้ เมื่อเครื่องติดทั้งสองคนก็ปรึกษากันว่าจะบินต่อหรือกลับเชียงใหม่ ได้ข้อสรุปว่ากลับดีกว่า ไปตรวจสภาพเครื่องบินให้เรียบร้อย ตอนที่เครื่องบินกลับไปที่สนามบินเชียงใหม่ รถดับเพลิงมารอกันหลายคัน เพื่อเตรียมรับเหตุร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อเช็คเครื่องยนต์ก็พบว่ามีน้ำฝนเข้าไปในเครื่อง หลังจากแก้ไขเรียบร้อย เจ้าของเครื่องบินก็ถามอาจารย์ว่า ยังคิดจะบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกันอยู่หรือเปล่า อาจารย์ตอบตกลง ในใจตอนนั้นไม่มีความรู้สึกกลัวเลย

เห็นได้ชัดว่า ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนหวาดกลัว แต่หากทำใจยอมรับได้ ความสงบก็เกิดขึ้นทันที เพราะฉะนั้น ความตายจะน่ากลัวหรือไม่ อยู่ที่ใจ ถ้าใจยอมรับได้ ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว หลายคนพบว่า พอทำใจยอมรับความตายได้ ความสงบก็เกิดขึ้นกับจิตใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 02:58:51 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #401 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 02:57:44 pm »



ตอนที่สวนโมกข์เริ่มมีการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โรงมหรสพทางวิญญาณ หรืออาคารต่าง ๆ ก็ดี อาคารแต่ละแห่ง ใช้เวลานานหลายปี เพราะว่าอาศัยกำลังพระเณรช่วยกันสร้าง ไม่มีการจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาทำ พระเณรก็ทำกันวันละนิด วันละหน่อย

คราวหนึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสสร้างอาคารชื่อว่า “ธรรมนาวา” เรียกสั้น ๆ ว่า “เรือ” เพราะมีรูปร่างคล้ายเรือ คราวหนึ่งมีลูกศิษย์มาเยี่ยมสวนโมกข์ เมื่อไปกราบท่านอาจารย์พุทธทาส ถามท่านว่าเรือสร้างถึงไหนแล้ว เสร็จหรือยัง อาจารย์พุทธทาสตอบว่าเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็แปลกใจ เพราะว่ามาสวนโมกข์เมื่อ ๒ เดือนก่อนก็เห็นว่ายังสร้างไปไม่ได้มากเท่าไร ทำไมเสร็จเร็วจัง จึงเดินไปดู ปรากฏว่าคืบหน้าไปได้ไม่มาก เขาจึงกลับมาหาท่านอาจารย์พุทธทาสและถามว่า เรือยังสร้างไปไม่ถึงไหนเลย ทำไมอาจารย์ถึงว่าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสตอบว่า “เสร็จแล้ว เสร็จจริง ๆ วันนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ มะรืนนี้ก็เสร็จ เสร็จทุกวัน”

ชายคนนั้นคงงง เพราะตามความเข้าใจของเขา คำว่าเสร็จก็คือเรียบร้อยสมบูรณ์ แต่สำหรับท่านอาจารย์พุทธทาส เสร็จในความหมายของท่าน คือ วางลงจากใจแล้ว ไม่เอามาเป็นเครื่องกังวลใจ หมายความว่า เวลาจะทำอะไรก็ตาม ก็ทำเต็มที่ แต่พอเลิกงาน ก็วางมันลง อย่างนี้เรียกว่าเสร็จ คนเราเวลาทำอะไรสำเร็จเสร็จสิ้น จะรู้สึกว่ามันเบา ไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป ท่านอาจารย์พุทธทาสก็มีความรู้สึกอย่างนั้นทุกครั้งที่เลิกงาน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น พอเลิกงานก็วางงานลงจากใจ ไม่ใช่แค่วางค้อน วางเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ใจก็วางด้วย เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว ถึงเวลาไปทำสมาธิ ภาวนา ทำวัตรสวดมนต์ หรือพักผ่อน ก็ไม่เอางานมาครุ่นคิดให้หนักอกหนักใจ แม้จะยังไม่เสร็จสมบรูณ์ เวลาเข้านอนก็นอนด้วยใจที่ปลอดโปร่ง เพราะว่าวางทุกอย่าง เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว อันนี้คือความหมายหนึ่งของการทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง

พวกเราหลายคนพอมาปฏิบัติธรรม ก็นึกในใจว่า เมื่อไรคอร์สจะจบสักที อาจจะคิดอย่างนี้ทุกวันเลย ลองเอาคำสอนหรือคำแนะนำของท่านอาจารย์พุทธทาสไปใช้ก็ได้ คือว่า คอร์สนี้เสร็จทุกวัน ไม่ต้องไปคิดว่าอีกกี่วันถึงจะได้กลับบ้าน การคิดแบบนั้นมีแต่จะทำให้ทุกข์ และไม่ได้ช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้นกว่าเดิม

มิใช่แต่การปฏิบัติธรรมเท่านั้น ทำงานอย่างอื่นก็เช่นกัน เวลาเราทำงานก็ให้ลองนึกว่า เสร็จทุกวัน เลิกงานแล้วก็กลับบ้านไปหาลูก พ่อแม่ หรือคนรัก ด้วยใจที่ปลอดโปร่งเสมือนกับว่างานเสร็จแล้ว

แต่คนจำนวนมากทำอย่างนั้นไม่เป็น เวลากลับไปบ้านก็แบกเอางานไปด้วย ไม่ได้ถือแฟ้มแบกกลับไป แต่ว่าแบกที่ใจ เวลาอยู่กับลูก ก็นึกถึงงาน ใจไม่ได้อยู่กับลูกเต็มร้อย เวลานึกถึงงานก็รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้ลูกเห็น ลูกก็จะรู้สึกเครียดเวลาอยู่กับเรา เพราะใจเรายังแบกงานไว้เต็มที่ ให้เรานึกว่ามันเสร็จแล้ว วางมันลงเสีย เราจะได้กลับบ้าน จะได้อยู่กับลูก กับคนรัก หรืออยู่กับตัวเองด้วยใจที่ปลอดโปร่ง และทำสิ่งที่ควรทำเมื่ออยู่บ้าน เช่น พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ หลายคนแบกงานกลับบ้าน เอาเข้าห้องนอน แม้กระทั่งจะนอนก็ยังไม่ยอมวาง เลยนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาก็เลยไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2017, 03:47:24 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #402 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 03:04:37 pm »



ยินดีเมื่อเขาได้ดี


“เวลาใครได้ดีหรือได้มากกว่า

เราไม่ควรอิจฉาเขาแต่ควรชื่นชม

ยินดีกับเขา เพราะความอิจฉา

จะทำให้จิตใจร้อนรุ่มเป็นทุกข์

ในทำนองเดียวกันเวลาใคร

เขาทำดีก็อย่าไปเขม่น

หรืออิจฉาเขา ควรชื่นชมยินดี

เพราะสิ่งนี้จะทำให้ ความดี

ในใจเราเจริญงอกงามขึ้นด้วย

และทำให้ใจเราเป็นบุญ”


พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2017, 04:15:13 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #403 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 04:14:51 pm »



ชีวิตไม่ได้แย่เสียทั้งหมด


“ลองถามตัวเองว่า แต่ละวันเราเสียเวลาและพลังงานไปกับการคร่ำครวญ หรือวิตกกังวลมากมายเพียงใด บางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึง ขณะที่บางเรื่องก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรากลับตีโพยตีพายไปล่วงหน้าแล้ว แม้แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็เถอะ ลองตั้งสติและมองให้รอบด้านอาจพบว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหนักหนาเลย เป็นแต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่านั้น ลองปล่อยวางความคาดหวังนั้น ก็จะพบว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหลือบ่ากว่าแรง อีกทั้งอาจมีแง่ดีบางอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนก็ได้ ที่สำคัญก็คือ อย่ามัวจดจ่อปักใจอยู่กับสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่าชีวิตนี้ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่รอการชื่นชมจากเรา”




ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2017, 04:09:17 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #404 เมื่อ: มีนาคม 13, 2017, 03:49:01 pm »



ทำงานอย่างปล่อยวาง


เวลาเราทำงานก็ให้ลองนึกว่า เสร็จทุกวัน เลิกงานแล้วก็กลับบ้านไปหาลูก พ่อแม่ หรือคนรัก ด้วยใจที่ปลอดโปร่งเสมือนกับว่างานเสร็จแล้ว

แต่คนจำนวนมากทำอย่างนั้นไม่เป็น เวลากลับไปบ้านก็แบกเอางานไปด้วย ไม่ได้ถือแฟ้มแบกกลับไป แต่ว่าแบกที่ใจ เวลาอยู่กับลูก ก็นึกถึงงาน ใจไม่ได้อยู่กับลูกเต็มร้อย เวลานึกถึงงานก็รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้ลูกเห็น ลูกก็จะรู้สึกเครียดเวลาอยู่กับเรา เพราะใจเรายังแบกงานไว้เต็มที่

ให้เรานึกว่ามันเสร็จแล้ว วางมันลงเสีย เราจะได้กลับบ้าน จะได้อยู่กับลูก กับคนรัก หรืออยู่กับตัวเองด้วยใจที่ปลอดโปร่ง และทำสิ่งที่ควรทำเมื่ออยู่บ้าน เช่น พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ หลายคนแบกงานกลับบ้าน เอาเข้าห้องนอน แม้กระทั่งจะนอนก็ยังไม่ยอมวาง เลยนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาก็เลยไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน

ที่จริงงานไม่ใช่ปัญหา หลายคนมักจะบ่นว่างานเยอะ มีภาระมาก จริง ๆ แล้วงานไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่าเราแบกมันเอาไว้ไม่ยอมวางต่างหาก

เวลาทำงานใจก็ไม่ได้อยู่กับงานจริง ๆ มัวแต่จดจ่ออยู่กับผลของงาน ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ เจ้านายจะพอใจไหม เพื่อนร่วมงานจะว่าอย่างไร หรือไม่ก็เอาแต่คิดว่า เมื่อไรจะเสร็จ เวลามาปฏิบัติธรรมก็คิดว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เวลาเดินทางกลับบ้านก็เอาแต่คิดว่าเมื่อไรจะถึง อันที่จริงมันถึงทุกขณะอยู่แล้ว มันถึงทุกเวลา มันถึงทุกวินาที ให้ลองคิดแบบนี้ดูบ้าง

การที่ใจเรามัวคิดถึงจุดหมายปลายทางว่าเมื่อไรจะเสร็จ เมื่อไรจะถึง เมื่อไรไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียว วิธีคิดแบบนี้สร้างความทุกข์ให้กับจิตใจมาก ทำให้เครียด วิตกกังวล จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการแบกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราลองวางมันลงบ้าง อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ให้นึกถึงคำของหลวงพ่อคำเขียนก็ได้ ท่านเคยพูดไว้ว่า “ถึงต่อเมื่อมันถึง”

เวลาเดินทางก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะถึง ถึงต่อเมื่อมันถึง หรือจะมองอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้ว่า มันเสร็จทุกเวลาอยู่แล้ว เสร็จทุกวัน เสร็จทุกชั่วโมง เสร็จทุกนาที สิ่งสำคัญก็คือ ใจอยู่กับปัจจุบัน

ใจอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำงานก็ทำด้วยใจที่ปล่อยวาง คือปล่อยวางอดีต ปล่อยวางอนาคต เหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน งานการล้มเหลวอย่างไร มีอุปสรรคอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอดีต ปล่อยมันไป ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ใจอยู่กับปัจจุบันก็พอ

เมื่อใดก็ตามเราทำงานตรงหน้าด้วยใจเต็มร้อย ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจปล่อยวาง ยิ่งถ้าเราทำใจถึงขั้นที่ว่า มันไม่ใช่งานของเรา ถึงแม้ไม่ใช่งานของเรา เราก็ทำเต็มที่ หากว่ามันมีประโยชน์ เราก็ทำ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นงานของเรา เราถึงจะทำ และเมื่องานเสร็จก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นผลงานของเรา

ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า “ยกผลงานให้เป็นของความว่าง” ทำงานเสร็จก็ยกผลงานให้เป็นของความว่าง หรือยกให้เป็นของส่วนรวมก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ทำให้งานสำเร็จ มีคนอีกมากมายที่ร่วมกันทำให้สำเร็จ ทั้งที่ทำด้วยกัน ทั้งที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็นแม่ครัว คนที่เป็นนักการภารโรง แม้กระทั่งพ่อแม่ของเราที่บ้าน ก็มีส่วนช่วยทำให้งานสำเร็จ เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านั้น ก็คงไม่มีเรา หรือเราก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรง กำลัง หรือสติปัญญาที่จะทำให้งานสำเร็จได้ งานแต่ละชิ้นจึงเป็นผลงานร่วมของผู้คนมากมายด้วย การวางใจอย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2017, 03:57:30 pm โดย ยาใจ »