ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 115610 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #615 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:15:52 AM »




ในมุมมองของพุทธศาสนา ชีวิตมีจุดมุ่งหมายก็เพื่อการพัฒนาตน การเรียนรู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนเพื่อทำให้เกิดความเจริญงอกงามเเละทำให้ศักยภาพได้ปรากฏออกมา ศักยภาพนี้เมื่อได้รับการพัฒนาเเล้วก็ออกมาเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของตนและท่าน

ในมุมมองของพุทธศาสนา ประโยชน์ตนขั้นสูงสุดคือความพ้นทุกข์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งในสัจธรรม ปัญญาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นที่สุดของการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในความจริงของชีวิต

การเรียนรู้จึงเป็นทั้งจุดหมายเเละเครื่องมือของการทำให้ชีวิตมีคุณค่า การเรียนรู้เเละการพัฒนาตนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ประการ คือ Head Hand และ Heart ที่จริงมันยังต้องอาศัยร่างกาย คือ สุขภาพ ด้วย สุขภาพต้องดี เพราะการมีสุขภาพดีก็เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ Head Hand และ Heart ทำงานได้ดีขึ้น

Head คือ ความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ไม่ว่าสิ่งที่ทำจะเป็นอาชีพการงาน ศิลปะ หรือเเม้แต่การเล่นกีฬา ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้น นักดนตรีก็ต้องมีความเข้าใจในเพลงที่ตัวเองจะบรรเลง เเละต้องมีความรู้หรือ background เกี่ยวกับประวัติหรือพัฒนาการของดนตรีในสาขาที่ตัวเองเล่นหรือบรรเลง มันจึงต้องมี academy นักดนตรีทุกคนจะมีพื้นฐานดีได้ก็ต้องไปเรียนใน academy หรือในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อจะได้แม่นยำและฉลาดในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมีความรู้เเล้วก็ต้องฝึกให้เชี่ยวชาญจัดเจน นี้เป็นเรื่องของ Hand นักดนตรีก็ต้องฝึกฝน หมอก็เหมือนกัน คุณจะเรียนรู้เเต่เรื่องกายวิภาคไม่ได้ ถึงแม้จะจดจำกายวิภาคได้อย่างละเอียด เเต่จะเป็นหมอที่เก่งได้ คุณก็ต้องฝึกทำหัตถการ ตั้งเเต่การฉีดยาจนถึงการผ่าตัด เรียกว่าต้องมีศิลปะ คนที่จะเป็นหมอรักษาคนได้จำเป็นต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ คือไม่ใช่มีความรู้หรือใช้หัวสมองอย่างเดียว แต่ต้องมีการพัฒนาด้านทักษะหรือใช้มือให้คล่องด้วย Hand นั้นหมายถึง ทักษะ หรือจะเรียกว่าเป็นศิลปะก็ได้

คุณจะทำอะไรให้ดีได้ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่เท่านั้นไม่พอ คุณภาพใจก็สำคัญด้วย การลงมือทำอะไรให้ได้ดีนั้นใจมีส่วนสำคัญมาก เช่น หมอมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรค มีทักษะในการรักษา เท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีใจด้วย เช่น ใจที่เมตตากรุณา รวมทั้งใจที่นิ่ง

นักดนตรีก็เช่นกัน แม้คุณรู้เรื่องดนตรี และมีทักษะจัดเจนเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่คุณขึ้นเวที ใจของคุณก็ต้องมีสมาธิด้วย ถ้าคุณไม่มีสมาธิ เพลงที่คุณเล่นก็ล่มใช่ไหม ตรงนี้คือความสำคัญของ Heart คือใจที่นิ่ง ใจที่มีสมาธิ หรือแม้กระทั่งใจที่เข้าถึงจิตวิญญาณของเพลงนั้น ๆ นักดนตรี แม้จะมีความรู้เรื่องดนตรีและมีทักษะดี เเต่ถ้าใจเข้าไม่ถึงแก่นของดนตรี ก็เล่นได้ไม่ไพเราะ

เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ทำอาชีพอะไรก็ตาม คุณจะต้องมีทั้ง Head Hand และ Heart ผสมผสานกัน จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ปัญหาคือปัจจุบันนี้เราไปเน้น Head มาก บางที Hand ก็ไม่ค่อยได้เน้น เเต่สิ่งที่ขาดไปเลยคือ Heart เราไม่ได้ฝึกฝนจิตใจเพียงพอ ยิ่งการเป็นมนุษย์ด้วยแล้ว เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ก็ต้องมี Head Hand และ Heart อย่างครบถ้วน

Head ในที่นี้คือ ความเข้าใจเรื่องชีวิต ความเข้าใจเรื่องโลก เช่น เข้าใจว่าชีวิตที่ดีงามที่ประเสริฐนั้นหมายถึงอะไร เข้าใจเรื่องความสุข ว่าความสุขที่เเท้นั้นคืออะไร เกิดจากอะไร เเต่เท่านี้ไม่พอ คุณต้องมี

Heart ก็คือจิตใจที่งอกงามด้วย นี้เป็นสิ่งที่คุณต้องพัฒนาด้วย รู้เยอะเเต่ว่าใจฟุ้งซ่าน รู้เยอะเเต่ว่าเป็นคนขี้โกรธ รู้เยอะเเต่ว่ายังมีโลภ โกรธ หลง ก็ไม่สามารถพัฒนาชีวิตให้งอกงามได้ หลายคนรู้เยอะเเต่จิตใจอ่อนเเอ มีคำพูดว่า “ดีชั่วรู้หมด เเต่ว่าอดใจไม่ได้”

คุณเคยได้ยินไหม เเม้เป็นพระ รู้ปริยัติหรือรู้คำสอนของพระพุทธเจ้ามากมาย เเต่ถ้าไม่ฝึกจิตก็อาจจะพลาดท่าเสียทีกิเลสหรือตัณหาก็ได้ ฉะนั้นเราจึงมีการพัฒนาจิต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความรู้หรือพัฒนาสมอง แล้วก็ฝึกทักษะ ซึ่งก็แล้วเเต่ว่าเป็นทักษะเรื่องอะไร ถ้าเป็นฆราวาสก็ต้องมีทักษะในการทำมาหากิน ถ้าเป็นพระก็ต้องมีทักษะในการเผยแผ่สอนธรรม ในการสื่อให้ผู้คนเข้าใจธรรมะ เหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:01:48 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #616 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:18:32 AM »



เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีมาแล้ว มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งขับเครื่องบินใบพัด แล้วเกิดอุบัติเหตุเครื่องตกบนเทือกเขาแอนดิส ในทวีปอเมริกาใต้ เทือกเขานี้สูงมาก มีแต่หิมะทั้งนั้น เครื่องตกลงมาพังยับเยิน แต่ตัวเขาไม่ตาย ต้องกระเสือกกระสน เดินฝ่าหิมะไปขอความช่วยเหลือจากผู้คน แต่เทือกเขานั้นกว้างใหญ่มาก เดินฝ่าหิมะ ๓ วันก็ยังไม่เห็นวี่แววของผู้คน อากาศก็หนาวเหน็บ จนกระทั่งเขาหมดแรง แต่เขารู้ว่าถ้าล้มฟุบตรงนั้นก็จะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกเลย เขาจึงพยายามลุกขึ้นมาเดินต่อ เดินลุยหิมะไปได้สักพักก็หมดแรง

ตอนนั้นเขาคิดว่าต้องตายแน่นอน จึงร่ำลาลูกเมียและเตรียมตัวตาย แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าตายตรงนั้นคงไม่มีใครพบศพเขา เมียก็จะลำบาก เพราะประเทศฝรั่งเศส ถ้าไม่พบศพ ต้องใช้เวลาถึง ๔ ปี ศาลจึงจะประกาศว่าเป็นบุคคลสูญหาย บริษัทประกันภัยถึงจะจ่ายเงินให้เมียหรือทายาท เขาจึงคิดว่าจะตายตรงนั้นไม่ได้ แล้วเขาเหลือบไปมองเห็นหินก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากหิมะ อยู่ห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร เขาคิดว่าถ้าทิ้งร่างกายไว้บนหินก้อนนั้น คงมีโอกาสที่คนอื่นจะมาพบศพเขาได้ เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรง เดินกระเสือกกระสนไปจนถึงหินก้อนนั้น แต่ปรากฏเขาไม่ได้หยุดแค่ตรงหินก้อนนั้น เขายังมีแรงเดินต่อไปอีก ๑๐๐ กิโลเมตร จนกระทั่งไปถึงหมู่บ้าน แล้วมีคนช่วยชีวิตเขาไว้ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก คนซึ่งไม่มีเรี่ยวแรง กำลังจะตายอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก อยากให้ลูกเมียได้รับเงินประกันชีวิต จะได้ไม่ต้องลำบาก ทำให้เขามีเรี่ยวแรง ทีแรกคิดว่าเดินไปอีก ๑๐๐ เมตรก็แย่แล้ว แต่ก็กัดฟันเดินด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก สุดท้ายกลับมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาอีก จนกระทั่งสามารถเดินไปได้ไกลกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ใจของคนเรามีพลังมาก และสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังให้กับคนเราได้คือความรัก ความห่วงใย

คนเรานั้นมีทั้งพลังบวกและพลังลบในตัว พลังลบ ได้แก่ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท พลังบวก ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความรัก ความห่วงใย ทำให้เราสามารถที่จะทำในสิ่งที่ยามปกติทำได้ยาก

ข้อธรรมคำสอน พระไพศาล วิสาโล






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:03:26 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #617 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:20:51 AM »



มีคุณลุงคนหนึ่ง เป็นคนที่ธัมมะธัมโมมาก ชอบชักชวนเพื่อน ๆ ไปทำบุญ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เพื่อสร้างโบสถ์ สร้างวิหารให้แก่วัดในชนบท ยิ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารมากเท่าไร แกก็ยิ่งใส่ใจมากเท่านั้น ทำอย่างนี้ติดต่อมานานนับสิบปี วันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แล้วมะเร็งก็ลุกลามเร็วมาก จนกระทั่งแกอยู่ในระยะสุดท้าย เมื่อใกล้ตาย แกมีอาการกระสับกระส่าย ลูกหลานเห็นว่าแกเป็นคนธัมมะธัมโม ถ้าได้ฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์คงจะสงบ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล แกยังมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนเดิม ลูกหลานแปลกใจว่าทำไมคนธัมมะธัมโมฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์แล้วยังไม่สงบ

จนกระทั่งเพื่อนสนิทของลุงคนนี้มาถึง พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็ไปพูดกับคนไข้ว่า “โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ” พูดจบคนไข้ก็สงบ หายกระสับกระส่ายทันที แสดงว่าคำพูดนี้โดนใจแก ที่แกกระสับกระส่ายคงเป็นเพราะมีห่วงว่ายังสร้างโบสถ์ไม่เสร็จ จึงยังตายไม่ได้ ใจต่อต้านความตาย แต่พอได้ยินเพื่อนพูดแบบนี้ ก็สบายใจ และปล่อยวางได้ ในที่สุดก็ตายอย่างสงบ ไม่มีอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย

เรื่องนี้เตือนใจว่า การทำบุญทำกุศล เช่น การสร้างโบสถ์ แม้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตาย ก็ต้องวาง ถ้ายังยึดติด แม้เป็นเรื่องบุญกุศล ก็ทำให้ทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาใกล้ตายก็ต้องรู้จักวาง อะไรที่ยังทำไม่เสร็จก็ต้องวางให้ได้

ลุงคนนี้ทำใจไม่ได้ แต่ยังดีที่มีเพื่อนมาช่วยพูดให้ปล่อยวางได้ แต่เมื่อถึงคราวของเรา อาจไม่มีใครมาพูดแนะนำให้ปล่อยวางได้ เมื่อหวังพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางด้วยตัวเอง

เมตตากรุณามีประโยชน์ แต่ก็ต้องรู้จักความพอดี และต้องรู้จักวางด้วยเหมือนกัน การทำความดี การทำบุญทำกุศล การสร้างวัดวานั้นดี มีประโยชน์ เป็นบุญกุศลมาก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องวาง เพราะถ้าไม่วาง ยังยึดติดอยู่ ก็สามารถก่อโทษแก่ตัวเราได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเตือนว่า ระวังอย่าให้ความดีกัดเจ้าของ

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า ธรรมะของพระองค์นั้นเหมือนกับแพ มีไว้เพื่อให้เราข้ามฟาก เมื่อถึงฝั่งแล้วเราก็เดินขึ้นฝั่ง ไม่ต้องแบกเอาแพติดตัวไปด้วย นั่นคือ ต้องรู้จักปล่อย รู้จักวาง ขนาดกุศลธรรมซึ่งมีประโยชน์ เรายังต้องรู้จักวาง นับประสาอะไรกับอกุศลธรรม ยิ่งมิอาจยึดติดได้เลย






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:03:42 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #618 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:23:39 AM »




มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้เรียนรู้ และเกิดปัญญาเพราะความทุกข์ “แพรว” เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เจอทุกข์ทางกายอย่างหนัก เธอเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ปลายประสาท โรคนี้หายยากกว่าโรคทั่ว ๆ ไป ใครเป็นโรคนี้แล้วในที่สุดก็ขยับตัวไม่ได้

เธอเริ่มเป็นตอนอายุไม่มาก เวลาไปโรงเรียนคุณพ่อก็ต้องอุ้มไปส่ง พอโตขึ้นคุณพ่อก็ต้องเอาขี่หลังไปโรงเรียน ตอนหลังคุณพ่อแบกเธอไม่ไหว เพราะคุณพ่อเองก็เริ่มแก่ชราลง ลูกก็โตขึ้นทุกวัน สุดท้ายเธอก็ได้แต่นอนอยู่ที่บ้านไม่สามารถไปโรงเรียนได้ จะขยับอะไรก็ทำได้ยาก จะยกมือยกแขนก็ลำบาก กลายเป็นภาระของครอบครัวเพราะต้องมีคนมาดูแลเธออยู่ตลอดเวลา

เธอเคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม นอนนิ่งยิ่งกว่าคนที่ป่วยเป็นอัมพาตเสียอีก คนที่เป็นอัมพาตยังพอขยับอะไรได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังหายใจได้สะดวก แต่คนที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นอย่างเธอ นอกจากขยับเขยื้อนไม่ได้ แล้วก็ยังหายใจลำบากด้วย เพราะปอดทำงานได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ช่วงหนึ่งเธอไม่มีความหวังกับชีวิตเลย

แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เธอมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้น มีคนอ่านนิยายให้เธอฟัง เธอจึงอยากเขียนนิยายบ้าง เธอไม่สามารถพิมพ์ด้วยนิ้วอย่างคนปกติ ต้องงอนิ้วแล้วใช้ส่วนที่งอนั้นกดแป้นพิมพ์ในโทรศัพท์มือถือ เธอทำวันแล้ววันเล่าจนเขียนนิยายจบเล่ม เมื่อเธอเขียนเสร็จ ก็มีสำนักพิมพ์ซื้อไปพิมพ์ ทำให้เธอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว

จนถึงตอนนี้เธอเขียนนิยายมาแล้ว ๑๔ เล่ม กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว รายได้จากนิยายของเธอสามารถจุนเจือได้ทั้งครอบครัว นอกจากส่งเสียค่าเล่าเรียนของน้องแล้ว ยังช่วยแม่ด้วย เพราะแม่ตกงาน ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ แต่กลับสามารถดูแลครอบครัวได้ โดยอาศัยจินตนาการสรรค์สร้างนิยายขึ้นมาจากปลายนิ้ว

ทั้ง ๆ ที่เธอมีความทุกข์มาก แต่ก็ทุกข์กายมากกว่าทุกข์ใจ เธอพูดให้ข้อคิดที่ดีมากว่า “ความทุกข์ได้ให้อะไรเรามากกว่าความสุขเสียอีก ความสุขจะทำให้เราฟุ้ง ล่องลอย แต่การที่เรามีความทุกข์จะช่วยให้เราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับความเป็นจริง ซึ่งมันดีกว่าการล่องลอยมาก”

หากใคร่ครวญดี ๆ จะพบว่าความทุกข์ใจนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก มันเกิดจากใจของเรา ใจที่วางผิด ใจที่หลง ใจที่ไม่เห็นความจริง หรือใจที่ลืมตัว หลงจมอยู่กับความทุกข์ คนเราทุกข์เพราะหลง แต่ความทุกข์นั้นเองทำให้เราเห็นความจริงได้ เพราะอะไร ก็เพราะเราหันมาพิจารณาความทุกข์ เมื่อเราพิจารณาความทุกข์ก็ทำให้เราเห็นความจริง

เป็นเพราะเหตุนี้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสอนอริยสัจ ๔ จึงทรงยกเอาทุกข์เป็นอริยสัจข้อแรก พระองค์ตรัสว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ให้รอบ ให้ทั่วถึง ท่านทรงใช้คำว่าปริญญา คือ รู้รอบรู้ทั่ว หมายความว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน จะทำให้เกิดปัญญาที่ทำให้ออกจากทุกข์ได้ แต่การที่เราจะเห็นความจริงอย่างรอบด้านก็ต้องเจอทุกข์ด้วยตัวเองก่อน เมื่อเราเห็นทุกข์ พิจารณาทุกข์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น

คนเราเมื่อเกิดทุกข์ ก็มักหลงเข้าไปเป็นผู้ทุกข์ แต่ถ้ามีสติ จิตก็จะออกจากทุกข์ มาเป็นผู้เห็นทุกข์ พิจารณาทุกข์อย่างรอบด้านทั่วถึง ความทุกข์ที่พิจารณานั้นไม่ใช่ความทุกข์ที่ไหน ก็เป็นความทุกข์ที่เกิดจากความหลงนั่นเอง เมื่อเราหันกลับมาใคร่ครวญ ก็จะรู้ว่าเราทุกข์เพราะหลง ไม่ใช่ทุกข์เพราะอากาศหนาว ไม่ใช่ทุกข์เพราะอากาศร้อน ไม่ใช่ทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น ไม่ใช่ทุกข์เพราะเกิดโรคร้ายกับตน แต่เกิดจากความหลง ไม่รู้ตัว หรือวางใจผิด

ดังนั้นเราจะต้องหมั่นมองตนด้วยสติ พิจารณาตัวเรา ดูร่างกายไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นความจริงว่ากายและใจมันไม่จีรังยั่งยืน เกิดแล้วก็ดับไป มีแล้วก็เสื่อมไป เพราะมันเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น ลองใช้ความทุกข์มาเป็นแบบฝึกหัดในการใคร่ครวญด้วยปัญญา โดยเริ่มจากสติ ดูว่าความโศกเศร้า ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจนั้นเกิดจากอะไร ดูเพื่อให้เรารู้ว่าเรากำลังคับแค้นอยู่ กำลังทุกข์อยู่ โดยไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่รู้แค่นั้นพอ

ถ้าหากยังไม่รู้ใจ ก็ขอให้รู้กายก่อน แล้วค่อยตามรู้ใจทีหลัง โดยหมั่นฝึกฝนเรื่อย ๆ ก็จะเห็นว่าเราทุกข์เพราะความคิด ไม่ได้ทุกข์เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ใช่เพราะมีสิ่งภายนอกมากระทบเรา ไม่ใช่เพราะแดด ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว ไม่ใช่เพราะรถติด ไม่ใช่เพราะคำพูดของคนอื่น แต่เป็นเพราะใจที่หลงต่างหากทำให้เป็นทุกข์

เราจะพ้นจากความหลง เห็นความจริงได้ ก็ด้วยการหมั่นรู้ตัวอยู่บ่อย ๆ เห็นความจริงบ่อย ๆ ปัญญาก็จะเกิด ตอนแรกจะเห็นด้วยสติ ตอนหลังเราจะเห็นด้วยปัญญา การเห็นด้วยสติ คือ การรู้ตัว ส่วนการเห็นด้วยปัญญา คือรู้ความจริง ทำให้หลุดจากความหลงซึ่งเป็นรากเหง้าของความทุกข์

ดังนั้นเราขอให้หมั่นเจริญสติ สร้างความรู้สึกตัวบ่อย ๆ เพื่อรับมือความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น จนสามารถเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวงได้

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล





  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:04:00 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #619 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:25:04 AM »




“ฉันทำผิดอะไร ถึงต้องมาเป็นอย่างนี้ ?” หญิงชราวัย ๗๕ ตัดพ้อกับหลวงพ่อที่เธอเคารพนับถือหญิงชราผู้นี้จัดว่าเป็นผู้หญิงเก่ง ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จ สร้างความร่ำรวยให้แก่เธออย่างรวดเร็ว แต่แม้อายุล่วงเลยมาถึงปานนี้แล้ว เธอก็ยังคงคร่ำเคร่งกับงาน ทั้ง ๆ ที่ลูกทุกคนขอร้องให้วางมือเสียที อันที่จริงเธอไม่มีภาระใด ๆ ที่ต้องเป็นห่วงเลย ลูกทั้งห้าของเธอล้วนเจริญก้าวหน้าในการงาน มีฐานะดีกันทั้งนั้น หลาน ๆ ก็น่ารักทุกคน เธอมีทุกอย่างที่ใคร ๆ ปรารถนา ยกเว้นอย่างเดียวคือสุขภาพ เธอเป็นโรคพาร์คินสันมาได้ ๕ ปีแล้ว ทุกวันนี้ต้องนั่งรถเข็น พูดไม่ถนัด มือสั่นเกือบตลอดเวลา สร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอมาก เธอเฝ้าแต่ถามตนเองว่า เธอทำผิดอะไร ทำไมจึงเจอเคราะห์กรรมแบบนี้ อดคิดไม่ได้ถึงบาปกรรมที่เคยทำในอดีตชาติ

“ผิดแน่นอน” หลวงพ่อตอบ “โยมผิดที่ไม่ยอมฟังคำเตือนของร่างกาย ก่อนที่โยมจะป่วยเพราะโรคพาร์คินสัน ร่างกายเขาเตือนโยมมาเป็นปี ๆ แล้วว่า ‘หยุดพักบ้าง ฉันเหนื่อยเต็มที’ แต่โยมก็ไม่ฟัง ยังทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ถึงเวลาพักผ่อน โยมก็ยังหมกมุ่นงาน ไม่ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนเลย ก่อนหน้านี้โยมคงป่วยด้วยโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นคือสัญญาณเตือนของร่างกายที่ส่งเสียงดังขึ้น แต่โยมก็ไม่ฟังอีก พอหายป่วยก็โหมงานอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่โยมไม่ฟังเสียงเตือนของร่างกาย ในที่สุดจึงเป็นโรคพาร์คินสัน ที่จริงนี้เป็นคำเตือนอีกระลอกหนึ่งของร่างกาย หากโยมยังดื้อดึง ต่อไปก็จะเจอหนักกว่านี้”

“โยมรู้ไหมว่า ตอนนี้โยมไม่ได้ป่วยกายเท่านั้น แต่ป่วยใจด้วย” หลวงพ่อพูดต่อ “ที่จริงป่วยกายแล้ว ไม่ป่วยใจก็ได้ แต่น้ำเสียงและสีหน้าของโยมบ่งบอกว่าโยมป่วยทั้งกาย ป่วยทั้งใจ และสาเหตุที่โยมป่วยใจก็เพราะทำผิดอีกข้อหนึ่ง นั่นคือไปยึดมั่นในร่างกายนี้”

“หมายความว่าอย่างไร ?” หญิงชราสงสัย

“โยมยึดมั่นในร่างกายนี้ว่ามันต้องเที่ยง ต้องเป็นสุข เคยมีสุขภาพดีอย่างไร ก็ต้องมีสุขภาพดีอย่างนั้นไปตลอด โยมรู้ไหมว่าความคาดหวังของโยมสวนทางกับความจริง เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน ร่างกายนี้ในที่สุดก็ต้องแก่และเจ็บป่วย แต่เนื่องจากโยมวางใจผิด ไม่สอดคล้องกับความจริง โยมจึงทุกข์ใจมากเมื่อร่างกายเจ็บป่วย”

หญิงชรามีสีหน้าครุ่นคิด เธอสงสัยมาตลอดว่าเธอทำกรรมอะไรในชาติที่แล้วหรือ ชาตินี้จึงล้มป่วยแบบนี้ แต่คำอธิบายของหลวงพ่อ เป็นสิ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อน และเถียงได้ยากเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

“โยมคงสงสัยด้วยใช่ไหมว่า โยมทำดีมาตลอด บุญก็ทำเป็นนิจ ทำไมจึงมาเจอเคราะห์กรรมแบบนี้” หลวงพ่อถามเหมือนจะรู้ใจหญิงชรา

“โยมคิดว่าโยมเป็นคนโชคร้ายที่มาล้มป่วยแบบนี้ แต่นั่นเป็นเพราะโยมมองเห็นแต่ด้านลบ ชีวิตของโยมทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งดี ๆ มากมาย เช่น มีฐานะร่ำรวย กินอิ่มนอนอุ่น ลูกทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครล้มหายตายจาก หรือล้มป่วยด้วยโรคร้าย เป็นคนดีทุกคน การงานก็มั่นคง ไม่ทำอะไรให้โยมเดือดเนื้อร้อนใจ สามีโยมก็ยังอยู่ โยมอยากไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ไปมาแล้วทั้งนั้น ถ้าสิ่งดี ๆ ในชีวิตมี ๑๐ อย่าง โยมก็ได้มา ๙ อย่างแล้ว ขาดอย่างเดียวคือ สุขภาพดี ถ้าชีวิตของโยมเปรียบกับการสอบ คะแนนเต็ม ๑๐๐ โยมก็สอบได้ ๙๐ คะแนน ชีวิตอย่างนี้ไม่น่าพอใจอีกหรือ”
หลวงพ่อมองหน้าหญิงชรา ก่อนจะพูดต่อ

“สมัยที่โยมเรียนหนังสือ ถ้าโยมสอบได้ ๘๐% โยมก็พอใจแล้วใช่ไหม นี่โยมสอบได้ถึง ๙๐% ทำไมจึงเสียใจ เป็นเพราะโยมมัวเป็นทุกข์กับ ๑๐ คะแนนที่หายไปใช่ไหม อย่าลืมว่าข้อสอบวิชาชีวิตนั้น ไม่มีใครที่สอบได้ ๑๐๐% หรอก ชีวิตนี้ไม่มีใครที่ได้สมปรารถนาในทุกเรื่อง สิ่งสำคัญก็คือ ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ อย่ามัวหมกมุ่นกับสิ่งที่หายไป”

หญิงชราเริ่มยิ้มได้ เธอเพิ่งตระหนักว่าที่จริงเธอเป็นคนโชคดีมาก แต่เพราะมองไม่เป็น จึงเห็นแต่ทุกข์ คำพูดของหลวงพ่อทำให้เธอได้คิด จากนี้ไปเธอต้องวางใจให้ถูก รวมทั้งรู้จักวางงานลงบ้าง ให้กายและใจได้พักผ่อนจริง ๆ เสียที

“ขอบคุณหลวงพ่อมาก” หญิงชรากล่าวก่อนที่จะลากลับบ้าน

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:04:15 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #620 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:26:53 AM »
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:04:22 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #621 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:30:02 AM »



สำหรับคนที่ยังไกลโรคไกลความตาย แม้จะ “รู้” ว่าชีวิตนั้นมีระยะที่จำกัด แต่นั่นก็เป็นแค่ “ความคิด” ยังไม่ “รู้สึก” หรือรู้ซึ้งถึงใจ และบ่อยครั้งก็อาจจะหลงลืมเพราะมัวเพลิดเพลินกับความสุขสนุกสนาน หาไม่ก็ง่วนอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และอำนาจ เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ต่อเมื่อใกล้ตายจึงรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ คนที่ใกล้ตายนั้นไม่มีใครเลยสักคนที่ร้องว่า “ขอให้ฉันเป็นผู้จัดการ(หรือรัฐมนตรี)นานกว่านี้” หรือ “ขอให้ฉันถูกรางวัลที่ ๑ สักครั้งเถิด”

เรามักคิดว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนได้ อีกทั้งยังฝากความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้ว่าฉันจะมีความสุขกว่านี้แน่ถ้ามีเงินมากกว่านี้หรือมีบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม แต่คนใกล้ตายนั้นรู้ดีว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนไม่ได้อีกแล้ว และไม่สามารถฝากความหวังไว้กับอนาคต ถ้าต้องการความสุขและชีวิตที่ไพบูลย์ก็ต้องหาจากปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และตรงนี้ นั่นหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจนเห็นแง่งามหรือคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ ซึ่งแต่เดิมถูกมองข้ามไปเพราะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งนอกตัว หรือคอยคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า

ความตายนอกจากจะบังคับให้เราหยุดไล่ล่าอนาคต และหันมาเผชิญหน้ากับปัจจุบันแล้ว ยังอาจทำให้เราตื่นจากความหลง และพบว่าสิ่งพื้น ๆ สามัญนั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เช่น ความดี ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งการรู้จักตัวเอง เมื่อภาวะแตกดับใกล้มาถึง สิ่งเหล่านี้สามารถนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ให้พบกับความสุข และประคองใจให้ไปถึงที่สุดอย่างสงบ

ไม่มีอะไรที่ทำให้คนเราประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมได้ดีกว่าความตายและความพลัดพรากสูญเสีย ดังผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าชีวิต หลักสูตรสำคัญที่สุดก็คือความพลัดพรากสูญเสีย ผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้ได้ย่อมเรียกว่า “บัณฑิต” ได้โดยแท้ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านหลักสูตรนี้ได้เพราะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเลยจากความพลัดพรากสูญเสีย ต่อเมื่อความตายมาประชิดตัวจึงค่อยเห็นสัจธรรมและเข้าใจบทเรียนชีวิต

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ความตายมาถึงตัวจึงค่อยเกิดปัญญา เราสามารถเรียนรู้สัจธรรมและบทเรียนชีวิตโดยหมั่นสดับฟังคำสอนจากผู้รู้ หนึ่งในบรรดาผู้รู้ก็คีอผู้ใกล้ตายนั่นเอง เขาเหล่านั้นเป็นครูที่สอนบทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดแก่เรา และบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งก็คือความจริงที่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราสามารถค้นพบสิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา สิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่า สติ ปัญญา สมาธิ เมตตา นี้แหละที่สามารถนำพาเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตนั้นจะหมายถึงที่สุดของความพลัดพรากอันได้แก่ความตายก็ตาม

ความตายและความพลัดพรากสูญเสียจึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว หากเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจตามความเป็นจริง และรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แน่นอนว่าด่านแรกที่ต้องเอาชนะให้ได้คือความกลัว แม้แต่ความตายก็ไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย เรากลัวเพราะเราไม่รู้ และเราไม่รู้ก็เพราะเราไม่กล้าออกไปเผชิญ การออกไปเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวคือการเอาชนะความกลัว ชนะเพราะรู้ มิใช่ชนะเพราะขจัดสิ่งที่เรากลัวออกไป ความตายและความพลัดพรากไม่มีใครหนีพ้น แต่เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการกล้าเผชิญจนรู้และเข้าใจตามความจริง ไม่กลัวและไม่ทุกข์เพราะมันอีกต่อไป

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ส่วนหนึ่งจาก คำนำจากหนังสือ Life Lessons ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง
http://www.visalo.org/prefaces/lifeLessons.html





  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:08:24 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #622 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:32:32 AM »





การช่วยผู้อื่นเป็นการเติมเต็มความสุขในจิตใจของเรา เป็นการฝึกฝนพัฒนาตนได้เหมือนกัน ไม่ว่าคนเราจะมีความพรั่งพร้อมในวัตถุ มีความสุขสบายเพียงใด ถ้าขาดส่วนนี้ไปก็แสดงว่าจิตใจยังพร่องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเอาวัตถุอะไรมาเติมก็ไม่มีทางเต็มได้

มีหญิงสาวผู้หนึ่ง ร่ำรวยและสวย ใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่ว่าหน้าตาหม่นหมอง เธอมีความทุกข์ใจมากจนต้องไปหาจิตแพทย์ เธอเล่าว่า เธอไม่มีความสุขเลย รู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ไร้คุณค่า จนเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย จิตแพทย์คนนี้แทนที่จะให้ยาเหมือนกับหมอทั่ว ๆ ไป เขากลับบอกผู้หญิงคนนี้ว่า อยากจะให้คุณฟังเรื่องราวของคนคนหนึ่ง คุณสนใจไหม เธอก็พยักหน้า

หมอจึงเรียกคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังทำความสะอาดอยู่ บอกว่าคุณป้าช่วยมาเล่าเรื่องของคุณป้าให้คุณผู้หญิงคนนี้ฟังหน่อย คุณป้าจึงวางไม้กวาดแล้วเล่าว่า เมื่อปีที่แล้วเธอสูญเสียสามี เขาตายด้วยโรคมาลาเรีย หลังจากนั้น ๓ เดือนลูกชายคนเดียวของเธอก็ตายเพราะถูกรถชน เธอไม่เหลือใครแล้ว เธอรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เธอกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และไม่สามารถยิ้มได้อีกต่อไป แล้ววันหนึ่งเธอก็คิดถึงการฆ่าตัวตาย

แต่เย็นวันหนึ่งขณะที่เธอเดินกลับจากที่ทำงาน มีลูกแมวผอมโซตัวหนึ่งตามเธอมาจนถึงบ้านของเธอ เธอเห็นว่าข้างนอกหนาว สงสารแมว จึงอุ้มมันมันเข้ามาในบ้าน แล้วก็เอานมให้กิน แมวเลียนมจนหมดจาน มันมีความสุขมาก เข้ามานัวเนีย พันแข้งพันขาเธอ เธอเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เป็นยิ้มแรกของเธอในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นเองที่เธอฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้าการช่วยลูกแมวทำให้ฉันยิ้มได้ การช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนก็น่าจะทำให้ฉันมีความสุขได้

วันรุ่งขึ้นเธอก็อบขนมปังไปให้เพื่อนบ้านของเธอที่กำลังป่วย เพื่อนบ้านมีความสุข เธอก็พลอยมีความสุขไปด้วย นับแต่นั้นมาทุกวันเธอพยายามทำสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากเดือดร้อน เธอรู้สึกมีความสุขมากขึ้น เพราะเห็นคนอื่นมีความสุข เดี๋ยวนี้เธอกินได้นอนหลับและยิ้มได้

เธอถึงกับบอกว่า คนที่จะมีความสุขเท่าฉันคงจะมีไม่มากหรอกนะ จากคนที่บอกว่าชีวิตไม่เหลืออะไรจนอยากฆ่าตัวตาย ตอนนี้กลับมีความสุขอย่างมาก เธอมีความสุขเพราะอะไร เธอมีความสุขเพราะช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข

การช่วยผู้อื่นเป็นวิธีเยียวยาความโศกเศร้าที่ดีมาก เพราะเมื่อเราลงมือหรือแม้แต่คิดช่วยผู้อื่น เมตตากรุณาก็ถูกปลุกขึ้นในใจเรา เมตตากรุณาเมื่อเกิดขึ้น มันช่วยขับไล่ความเศร้า ความหดหู่ออกไปจากใจได้ นอกจากนั้นการออกไปช่วยคนที่เดือดร้อน ทำให้เราได้คิดว่า คนอื่นที่ลำบากกว่าเรามีอีกเยอะ เวลาเรามีความทุกข์ เรามักคิดว่าความทุกข์ของฉันมันยิ่งใหญ่ร้ายแรงเหลือเกิน ไม่มีใครทุกข์เท่าฉัน แต่พอเราออกไปเจอผู้เจอคนที่เดือดร้อน เราจะพบว่าคนที่ทุกข์กว่าฉันมีอีกเยอะ ความทุกข์ของฉันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่ไม่ทุกข์มากเหมือนคนอื่น

เรื่องนี้ยังไม่จบ หลังจากที่ได้ฟังคุณป้าเล่าเรื่องของเธอ หญิงสาวคนนั้นก็ร้องไห้ เธอบอกว่าเธอมีทุกอย่างที่เงินซื้อได้ แต่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ เธอไม่มีเลยสักอย่าง

ที่เธอพูดว่าเธอไม่มีเลยสักอย่างที่เงินซื้อไม่ได้ เธอหมายถึงความสุขด้วย เงินซื้อความสุขไม่ได้ มันแค่เช่าได้เท่านั้น เงินแค่เช่าความสุข แต่อะไรที่เราเช่ามาล้วนอยู่กับเราเพียงชั่วคราว ไม่นานก็ต้องคืนเขาไป อย่างผู้หญิงคนนี้มีเงินเยอะ ความสุขก็มีชั่วคราว แต่ไม่นานความสุขก็จางไป เพราะว่าเบื่อสิ่งที่มี

ความสุขจากวัตถุนั้น เสน่ห์ของมันคือเกิดขึ้นเร็ว แต่ข้อเสียคือจืดจางเร็ว พอหายไป ชีวิตก็รู้สึกว่างเปล่า แต่พอได้ไปช่วยผู้อื่น ความสุขก็จะเกิดขึ้น เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เป็นความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น ซึ่งต่างจากความสุขจากการเสพ ความสุขแบบนี้คนไม่เคยตระหนักว่าสามารถจะเกิดขึ้นได้จากการไปช่วยผู้อื่น

พระไพศาล วิสาโล
หอจดหมายเหตุพุทธทาส BIA






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:09:22 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #623 เมื่อ: ?ՉҤ? 31, 2019, 08:34:33 AM »



  "เพียงคำว่า...แค่" 

ชายผู้หนึ่งมาหาหมอด้วยอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องมานานหลายเดือน รูปร่างผอมซีดเพราะน้ำหนักตัวลดลงอย่างฮวบฮาบ หมอซักถามอาการได้สักพักก็สั่งเจาะเลือด

เมื่อผลตรวจเลือดมาถึง หมอก็แจ้งแก่คนไข้ว่า เขาเป็นเบาหวาน ทันทีที่รู้ผล เขายิ้มหน้าบานจนเกือบจะลิงโลดด้วยซ้ำ หมอแปลกใจจึงถามเขาว่า

“ทำไมลุงถึงดีใจล่ะครับ เป็นเบาหวานต้องกินยาตลอดชีวิตนะครับ”
“ทีแรกผมนึกว่าจะเป็นเอดส์ แต่พอรู้ว่าเป็นแค่เบาหวาน ก็เลยดีใจมาก”

เบาหวานเป็นโรคร้าย ใครเป็นก็ถือว่าโชคร้าย แต่ชายผู้นี้กลับดีใจที่เป็นเพราะเขาคิดว่าจะต้องเจอหนักกว่านั้น

สุขหรือทุกข์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเจออะไร แต่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของเรา ได้รางวัลเป็นเงินแสนแต่คาดหวังเงินล้าน ก็ย่อมเป็นทุกข์ ในทางตรงข้ามแม้เป็นเบาหวานแต่ใจคาดว่าจะเป็นเอดส์ ก็กลับทำให้ยิ้มได้

โรคร้ายกลายเป็นเบาเมื่อเทียบกับโรคที่ร้ายกว่า เด็กหญิงผู้หนึ่งเป็นมะเร็งสมอง ผมร่วงทั้งศีรษะเพราะผ่านการฉายแสง แต่เธอมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จนคนมาเยี่ยมแปลกใจ คุยกันได้สักพักเธอก็บอกว่า เธอโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก ญาติของเธอคนหนึ่งเป็นมะเร็งชนิดนั้น เจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก เธอจึงรู้สึกว่าโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่มุมมองเป็นสำคัญ มุมมอง(รวมทั้งความคาดหวัง)เป็นตัวสำคัญที่บ่งชี้หรือตีค่าว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ดีหรือร้าย เบาหรือหนัก น้อยหรือมาก

เพียงคำว่า "แค่"คำเดียวก็ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดูเบาลงไปและบรรเทาความทุกข์ของเราไปได้เยอะ แต่บ่อยครั้งเรามักลืมคำ ๆ นี้ไปในยามที่ประสบเหตุร้ายหรือสิ่งที่ไม่สมหวัง แต่กลับนึกถึงคำ ๆ นี้เวลาประสบโชคหรือได้รับสิ่งที่น่าพอใจ เช่น

"เขาชมฉันแค่นี้เอง"
"ฉันได้โบนัสแค่ ๔ แสนเท่านั้น"
"ฉันได้เป็นแค่ผู้จัดการฝ่าย" ผลที่ตามมาคือความทุกข์เกาะกินใจ

ชายผู้หนึ่งได้ทราบว่ามิตรอาวุโสขายหุ้นได้กำไร ๑๐ ล้านบาทเมื่อ ๒-๓ วันก่อน เขาจึงแสดงความยินดีกับเธอด้วย แต่คุณป้าผู้นั้นกลับตอบว่า "ยินดีอะไรกันล่ะ ถ้าฉันขายหุ้นวันนี้ ฉันก็ได้กำไรแล้ว ๒๐ ล้าน" วันรุ่งขึ้นคุณป้าผู้นี้ไม่มาตลาดหุ้นเหมือนเคย ชายผู้นี้จึงไปสอบถามโบรคเกอร์ซึ่งคุ้นเคยกับเธอ ก็ได้ความว่าเธอเข้าโรงพยาบาลไปแล้วเมื่อเช้า สาเหตุก็เพราะเธอเครียดมาก

คุณป้าเครียดก็เพราะเป็นทุกข์ที่ได้กำไร "แค่" ๑๐ ล้านบาทเท่านั้น จะว่าไปเงินก้อนนี้มิใช่จำนวนน้อย ๆ พอ ๆ กับถูกลอตเตอรี่รางวัลที ๑ โชคลาภอย่างนี้ใครได้ไปก็น่าจะมีความสุข แต่พอมองไม่ถูก วางใจไม่เป็น เห็นว่ามันเป็น "แค่" ๑๐ ล้านบาทเท่านั้น ก็เป็นทุกข์ทันที

คำว่า "แค่" คำนี้มีอิทธิพลต่อจิตใจของเรามาก มันสามารถสร้างทุกข์หรือปัดเป่าความกลัดกลุ้มไปจากจิตใจของเราได้ อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไร หากใช้ให้เป็น เราก็สามารถรับมือกับเหตุร้ายได้โดยใจไม่ทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการพลัดพรากสูญเสียของรัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

เมื่อเจอเหตุร้ายคราวหน้า อย่าลืมนึกถึงคำนี้ เพียงเติมคำว่า "แค่" ไว้ข้างหน้าเหตุร้ายเหล่านั้น เรื่องร้ายก็จะกลายเป็นเบาไปได้ในความรู้สึกของเรา

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 31, 2019, 09:14:54 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #624 เมื่อ: ????¹ 04, 2019, 07:57:48 AM »




คนไทยทะเลาะกัน ส่วนหนึ่งก็เกิดจากอัตตารวมหมู่ ไม่ใช่อัตตาเฉพาะคน มันเป็นอัตตาที่ซับซ้อน อิงอุดมการณ์ หรือผลประโยชน์

ในทางพุทธศาสนาก็สอนไว้ ว่ามีเหตุปัจจัย 3 ประการที่ทำให้คนเราทะเลาะกัน คือ ตัณหา มานะ และทิฐิ

ตัณหาคือความยึดติดในผลประโยชน์
มานะก็คือความถือตัว ความรู้สึกว่ากูแน่
ส่วนทิฐิคือการยึดติดในความเชื่อหรืออุดมการณ์

เรื่องพวกนี้สัมพันธ์กับอัตตาแทบทั้งนั้น ถ้าเป็นในระดับกลุ่ม มันจะยิ่งทวีความซับซ้อน...

อาตมาพยายามเตือนให้คนอย่าสร้างความกลัว เกลียด โกรธ ให้แก่กัน ตอนนี้ Hate Speech เกิดขึ้นมาก แต่ไม่ใช่ hate speech ที่กระทำกับคนเฉพาะกลุ่ม แต่มุ่งเจาะจงมาที่ตัวบุคคล

เดี๋ยวนี้คนสนใจเรื่องความถูกต้องน้อย แต่สนใจเรื่องความถูกใจมากกว่า แสวงหาเรียกร้องแต่สิ่งที่ถูกใจ สะใจ ดูในเฟซบุ๊คสิ มีแต่ปุ่มกด Like หรือ “ชอบใจ” ที่จริงไม่ได้เสียหายอะไรหรอก เพียงแต่ความชอบใจ ความถูกใจมันยังไม่พอ ต้องมีความถูกต้องด้วย

ความถูกต้องเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อใช้เหตุผลไตร่ตรอง ตอนนี้สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เขาจะไม่ถามว่าคุณคิดอะไร แต่จะถามก่อนเลยว่าคุณฝ่ายไหน สิ่งที่คุณพูดไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณเป็นฝ่ายไหน

เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวด้วย ว่าสิ่งที่เราคิดและทำ อาจจะยังไม่ดีที่สุด ยังไม่แท้ที่สุด ต้องเปิดใจรับฟัง พร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ การที่จะไปสร้างความทุกข์ให้แก่คนอื่น ไปประณามเขา ไปไล่ล่าเขา ก็จะมีน้อยลง เราจะหันมาเคี่ยวกรำหรือตั้งคำถามกับความเชื่อของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะไปเรียกร้องเอาจากคนอื่น

การพยายามเข้าถึงความจริงแท้ เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเรายึดติดถือมั่นว่าความเชื่อของเราเป็นความจริงแท้ เป็นคำตอบหนึ่งเดียว มันจะกลายเป็นโทษแก่ตัวเราเอง ทำให้อัตตาพองโตหรือกิเลสฟูฟ่องได้ง่าย กลับกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวเอง ทำให้เราหลงตัวลืมตน นอกจากสร้างความทุกข์แก่ผู้อื่นแล้ว ยังสร้างความทุกข์แก่ตัวเองด้วย ทางพุทธศาสนามองว่า ถ้าลุ่มหลงในอัตตา เรากำลังเบียดเบียนตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าไม่เป็นมิตรกับตัวเองเท่านั้นนะ แต่เรากำลังเบียดเบียนตัวเองเลยล่ะ

พุทธศาสนาสอนให้เราไม่เบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตนเอง หมายถึงทั้งในทางกายและทางจิตใจด้วย ซึ่งก็สัมพันธ์กับอัตตา


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ????¹ 04, 2019, 08:13:37 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด



  อยู่อย่างไร ตายอย่างนั้น 

บทความเตือนสติจาก พระไพศาล วิสาโล



ครูเบญจา เป็นครูที่ดุและเข้มงวดมาก ใช่แต่เท่านั้น ยังมักอารมณ์เสียใส่นักเรียนบ่อยๆ มีเรื่องตำหนินักเรียนไม่เว้นแต่ละวัน การลงโทษด้วยไม้เรียวเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ จนนักเรียนทั้งชั้นกลัวเกรงมาก เวลาอยู่นอกห้องเรียนหากเห็นครูเบญจาเดินมาแต่ไกล นักเรียนจะเลี่ยงไปอีกทางทันที อยู่อย่างไร ตายอย่างนั้น

ปีแล้วปีเล่าที่ครูเบญจาสอนหนังสือโดยใช้พระเดชเป็นที่ตั้ง จนเกษียณอายุแล้ว ครูเบญจาก็ยังคิดว่าตนเป็นครูอยู่ จึงชอบเคี่ยวเข็ญสั่งการหรือต่อว่าคนรอบข้างเป็นอาจิณ จนกลายเป็นเผด็จการในสายตาของลูกหลาน ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรืออยากพูดคุยด้วย

แล้ววันหนึ่งครูเบญจาก็พบว่าตนเป็นมะเร็งเต้านม เมื่ออาการลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย ครูเบญจาถูกส่งมารักษาที่โรงพยาบาล แม้ป่วยหนัก ครูเบญจายังไม่ทิ้งนิสัยเดิม ใครที่อยู่ใกล้เป็นต้องถูกตำหนิติเตียนหรือถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ไม่เว้นกระทั่งแพทย์และพยาบาล ซ้ำยังถูกต่อว่า นินทาลับหลัง จนเป็นที่เอือมระอาของผู้คน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากไปข้องแวะกับครูเบญจา

เป็นที่สังเกตว่า ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล มีคนมาเยี่ยมครูเบญจาน้อยมาก ลูกหลานนานๆ จะมาสักครั้ง ครูเบญจาจึงนอนซมอยู่บนเตียงผู้เดียวเป็นส่วนใหญ่ ดูเหงาหงอย ไม่มีความสุข ขณะเดียวกันจิตใจก็ว้าวุ่น เพราะไม่เคยรู้สึกพอใจกับอะไรเลยสักอย่าง

เมื่ออาการทรุดหนักครูเบญจาก็มีสติฟั่นเฟือนถึงกับเพ้อ เวลาแพทย์และพยาบาลมาข้างเตียง ครูเบญจาจะจ้องตา ชี้นิ้ว พร้อมกับสั่งแกมตะคอกว่า “เริ่ม….เริ่ม” ซึ่งเป็นคำพูดติดปากเวลาสั่งให้นักเรียนเริ่มต้นท่องหรืออ่านหนังสือหน้าชั้น

คืนที่ครูเบญจาเสียชีวิตนั้น ไม่มีลูกหลานหรือญาติมิตรอยู่ดูใจสักคน แม้แต่คนที่แพทย์จะขอคำปรึกษาเพื่อตัดสินใจช่วยชีวิตหากหัวใจหยุดเต้นก็ใช้เวลานานกว่าจะติดต่อได้ ในที่สุดครูเบญจาก็สิ้นใจคามือบุรุษพยาบาลที่พยายามปั๊มหัวใจอย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่ครูเบญจาเคยแสดงเจตจำนงว่าขอปฏิเสธวิธีดังกล่าวก็ตาม

เช้าวันรุ่งขึ้น ลูกหลานครูเบญจามารับศพอย่างพร้อมหน้า แต่ทุกคนยืนอออยู่หน้าห้องดับจิต ไม่มีใครยอมเข้าไปดูหน้าครูเบญจายามสิ้นลม เมื่อศพเคลื่อนออกจากห้อง ลูกหลานก็ถอยห่างและใช้ลิฟต์คนละตัวกับครูเบญจา ต่อเมื่อบรรจุศพในโลงเรียบร้อยแล้วลูกหลานจึงมาขอขมาข้างโลง

แม้ครูเบญจามีลูกหลาน ญาติมิตรมากมาย แต่วาระสุดท้ายของครูเบญจาไม่ต่างจากคนไร้ญาติขาดมิตร ครูเบญจาสิ้นลมโดยไม่มีใครสักคนมาดูใจ กระทั่งเป็นศพแล้วก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ชีวิตบั้นปลายของครูเบญจาอยู่อย่างหงอยเหงาและตายอย่างโดดเดี่ยว

ใช่หรือไม่ว่า เราอยู่อย่างไรก็ตายอย่างนั้น หากอยู่อย่างกราดเกรี้ยวก็จะตายอย่างกราดเกรี้ยว หากอยู่อย่างว้าวุ่นใจ จ้องจับผิดคนอื่นตลอดเวลา ความรู้สึกลบก็จะตามไปรบกวนจิตใจจนสิ้นลม ในยามที่มีชีวิตอยู่หากใช้อำนาจหรือทำตามอำเภอใจจนใครๆ ไม่อยากอยู่ใกล้ เมื่อถึงคราวจะตายก็ยากที่จะมีคนมาห้อมล้อมให้กำลังใจ

ในทำนองเดียวกัน คนที่อยู่อย่างตระหนี่ เห็นแก่เงินทองมาก เมื่อจวนสิ้นลมก็จะทุรนทุรายเพราะเงินทอง จนตายไม่สงบ…ป้าหยิบมีอาชีพปล่อยเงินกู้และเรียกดอกเบี้ยแพง ต่อมาล้มป่วยจนต้องเข้าห้องไอซียู สัญญาณชีพต่ำลงเรื่อยๆ สุดจะช่วยให้ดีขึ้นได้ เมื่อเห็นว่าป้าหยิบใกล้จะเสียชีวิต แพทย์จึงพูดแนะนำให้แกเตรียมใจและพร้อมปล่อยวาง แต่พอพูดถึงการปล่อยวางทรัพย์สินเงินทอง ป้าหยิบทำหน้านิ่วคิ้วขมวดทันทีราวกับจะต่อต้าน ผ่านไปหนึ่งวันแกก็ยังไม่เสียชีวิต

วันรุ่งขึ้น เพื่อนบ้านคนหนึ่งมาหาแกด้วยอาการลุกลี้ลุกลน เขาเล่าว่าได้ยืมเงินป้าหยิบนานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสคืนสักที เมื่อเช้าเห็นแกมาทวงเงินที่บ้านเลยตกใจรีบมาหาป้าหยิบและรับปากว่าจะคืนเงินให้ ป้าหยิบสิ้นลมวันนั้นหลังจากกระสับกระส่ายอยู่พักใหญ่

ยึดติดอะไรในยามที่มีชีวิตอยู่ สิ่งนั้นก็จะตามไปรบกวนจิตใจจนสิ้นลม ในทางตรงข้าม หากอยู่อย่างปล่อยวาง เมื่อจะตายก็พร้อมปล่อยวางและจากไปอย่างสงบ

หากมีชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น เมื่อล้มป่วยก็จะมีผู้คนมาช่วยเหลือดูแลอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยจนวาระสุดท้าย…สุภาพรเป็นคนหนึ่งที่มีน้ำใจต่อมิตรสหายมาก ไม่เคยปฏิเสธเมื่อเพื่อนขอความช่วยเหลือ และพร้อมยื่นมือเมื่อเห็นเพื่อนเดือดร้อน เมื่อเธอล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่บ้านโดยปฏิเสธการรักษาทุกชนิด

ตลอดสองเดือนที่เธอนอนแบ็บบนเตียง เพื่อนๆ ผลัดกันมาดูแลเธอ 24 ชั่วโมง บ้างก็ช่วยเช็ดตัว บ้างก็นวดคลายปวด บ้างก็ตีขิมเป่าขลุ่ยให้เธอฟัง หาไม่ก็ชวนเธอสวดมนต์ นั่งสมาธิ ตอนที่เธอสิ้นลมนั้น เพื่อนๆ มาดูใจอยู่รอบเตียงและส่งเธอสู่สุคติอย่างสงบ

เราอยากตายอย่างไรก็ควรเตรียมตัวเสียแต่บัดนี้ ด้วยการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่อยากประสบพบเห็นในวาระสุดท้าย ถ้าอยากตายดีก็ต้องใช้ชีวิตให้ดีมีคุณภาพนับแต่วันนี้ไป

 



  ขอบคุณข้อมูลจาก  นิตยสาร Secret

Photo by Teymur Gahramanov on Unsplash
Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ????¹ 04, 2019, 08:14:32 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9269
    • ดูรายละเอียด
จิตประภัสสร - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #626 เมื่อ: ????¹ 10, 2019, 08:30:18 PM »





  จิตประภัสสร 


ดวงอาทิตย์นั้นสุกสว่างตลอดเวลา แต่สาเหตุที่อากาศมืดครึ้ม มิใช่เพราะอาทิตย์อับแสง หากเป็นเพราะมีเมฆมาบดบัง แต่ก็เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเมฆเลือนหาย ความสว่างกระจ่างตาก็ปรากฏ ในทำนองเดียวกัน ไม่มีสุริยุปราคาครั้งใดยืนยาวเลย แม้ความมืดดูเหมือนจะกลืนกินอาทิตย์ทั้งดวง แต่แท้จริงดวงอาทิตย์ยังส่องสว่างดังเดิม เป็นแต่สายตาของเราต่างหากที่ถูกดวงจันทร์บดบัง

จิตของเราก็เช่นกัน สุกสว่างประภัสสรอยู่ตลอด แต่ที่ดูเหมือนเศร้าหมองนั้นเป็นเพราะมีกิเลสมาบดบัง เมื่อกิเลสจรหายไป ความแจ่มกระจ่างก็กลับมา กิเลสนั้นหาได้อยู่ประจำจิต หรือเป็นส่วนหนึ่งของจิตไม่ แม้มันจะเกิดกับจิตก็ตาม เฉกเช่นเปลวไฟที่เกิดกับเนื้อไม้ แต่หาได้แฝงอยู่ในเนื้อไม้ไม่

เมฆเลือนหายเพราะแรงลมฉันใด กิเลสเลือนหายก็เพราะความตื่นรู้ เมื่อมีสติเกิดขึ้น ความหลงลืมก็หายไป พร้อมกับ“ตัวกู”ที่ถูกปรุงเพราะความหลง กิเลสจึงไม่มีที่ตั้ง ไม่สามารถบดบังหรือเคลือบคลุมจิตได้อีกต่อไป

เมื่อจิตหมองมัว ไม่ต้องทำอะไรกับจิต เพราะจิตสว่างไสวใสเย็นอยู่แล้ว กับกิเลสก็เช่นกัน ไม่ต้องทำอะไรกับมัน แค่มีสติรู้ตัว กิเลสก็หายไป เช่นเดียวกับความมืดที่ปลาสนาการไปทันทีที่ต้องแสงสว่าง

ยามชีวิตตกอับ จิตใจ เต็มไปด้วยความทุกข์ ราวกับดาวอับแสง พึงระลึกไว้เสมอว่าความมืดมัวนั้นเป็นของชั่วคราว ไม่นานชีวิตและจิตใจก็จะกลับเป็นปกติ เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกทดท้อเพราะความดีของเราไม่เป็นที่รับรู้ของผู้คน ขอให้มั่นใจว่าแม้บางคนจะมองไม่เห็น แต่ยังมีอีกมากมายที่เห็นประกายแห่งความดีของเรา เฉกเช่นผู้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกดวงจันทร์บดบังจนมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ยามเกิดสุริยุปราคา แต่ในสายตาของผู้คนค่อนโลก ดวงอาทิตย์ยังเจิดจ้าไม่แปรเปลี่ยน


พระไพศาล วิสาโล





  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ????¹ 10, 2019, 08:36:55 PM โดย ยาใจ »