น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
คติธรรม-คำกลอน
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า:
1
...
32
33
[
34
]
35
36
...
55
ผู้เขียน
หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล (อ่าน 352896 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #495 เมื่อ:
พฤศจิกายน 06, 2017, 03:41:27 pm »
คุณป้าคนหนึ่งไม่สบายไปหาหมอหลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร วันหนึ่งหมอบอกว่าป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ป้าตกใจมาก กลับบ้านก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งตื่นตระหนกและหมดอาลัยตายอยากในชีวิต อยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย อย่างนี้เรียกว่าตายเร็วเพราะวิตกกังวลสารพัด บางคนป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ ๓ เดือน แต่อยู่ได้ ๓-๕ ปีก็มี ดังนั้นความเจ็บป่วยนั้นมันไม่ใช่เรื่องของกายอย่างเดียว ใจก็สำคัญด้วย หากวิตกกังวลแทนที่จะมีสติ ปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา ก็จะตายเร็ว ถ้าไม่อยากตายเร็ว ก็ควรหันมาปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรม ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝึกจิตเพื่อให้มีสติและปัญญา ปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาจิต ดูแลใจไม่ให้ปรุงแต่ง ไม่เผลอรับคำเชิญของสิ่งต่าง ๆ ที่มาชวนให้เป็นทุกข์ กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ทรัพย์สมบัติสูญเสียไป ใจไม่เสียศูนย์ก็ได้ คนรักตายจากไปแต่ใจเป็นปกติก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา แม้มีสิ่งร้าย ๆ มากระทบ เราไม่เพียงปกติเท่านั้น แต่กลับจะเข้มแข็งกว่าเดิมด้วย
มีคุณแม่ท่านหนึ่งเล่าว่า หลายปีก่อน ลูกชายขอไปเรียนต่อที่อินเดีย เขาเป็นเด็กดี มีความรับผิดชอบสูง แม่จึงอนุญาตให้ไป แต่ไปอินเดียได้ไม่กี่เดือนลูกก็เกิดอุบัติเหตุจมน้ำตาย แม่เศร้าโศกเสียใจมาก และรู้สึกผิดด้วย เอาแต่โทษตนเองว่าทำให้ลูกตาย เธอเสียศูนย์มาก ทำการทำงานไม่ได้เลย แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ต่อมามีคนชวนให้เธอไปปฏิบัติธรรม เมื่อได้มีโอกาสฟังธรรม จึงเข้าใจว่า แต่ละคนมีกรรมเป็นของตน และได้ตระหนักว่า ความตายและการสูญเสียพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้คลายความเศร้า ขณะเดียวกันเมื่อได้เจริญสติ เวลามีความรู้สึกผิดเกิดขึ้น ก็ดูมัน ไม่กดข่มผลักไสมัน ในที่สุดความรู้สึกผิดก็ไม่มารบกวนจิตใจต่อไป ทำให้จิตใจมีความสงบเย็น เป็นความสุขที่ไม่เคยประสบมาก่อน
การปฏิบัติธรรมทำให้คุณแม่ท่านนี้กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เข้มแข็งและมีความสุขกว่าเดิม เธอบอกว่าขอบคุณความตายของลูกที่ทำให้แม่เห็นธรรมะ อย่างนี้เรียกว่าเปลี่ยนร้ายกลายมาเป็นดี จะทำอย่างนั้นได้ต้องอาศัยธรรมะ หลายคนเข้าหาธรรมะเพราะเป็นมะเร็ง เพราะกลัวตาย แต่พอมาสนใจธรรมะ จึงรู้ว่าความเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป อีกทั้งสมาธิภาวนายังทำให้พบความสุขสงบเย็นอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน
การปฏิบัติธรรมหรือการทำบุญ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่เจอความพลัดพราก สูญเสีย บางคนทำบุญสม่ำเสมอมาตลอด วันหนึ่งเป็นมะเร็ง ก็ตัดพ้อต่อว่า ทำไมฉันเป็นมะเร็ง ทั้งที่ทำบุญมาตลอดชีวิต ?
การรักษาศีลและทำบุญ ทำให้เกิดสุขก็จริง แต่ก็ป้องกันความทุกข์ได้ระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับป้องกันได้ทั้งหมด ถ้าเราถือศีล ๕ ไม่กินเหล้า เรามีสติสัมปะชัญญะ ก็จะไม่เกิดอุบัติเหตุกับเราง่าย ๆ โอกาสที่จะขับรถชนต้นไม้หรือแหกโค้งจนพิการมีน้อยมาก แต่บางครั้งอาจจะมีรถคันอื่นแล่นมาชนรถเราได้เหมือนกัน
ประมาณ ๔๐ ปีก่อน เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่กลางเมืองสุรินทร์ ผู้คนสิ้นเนื้อประดานับพัน บางคนตัดพ้อว่าทำบุญมามาก ทำไมบุญไม่รักษา ธรรมไม่คุ้มครอง บางคนเสื่อมศรัทธาในการทำบุญทำทานไปเลย ถึงกับบอกว่าจะไม่เข้าวัดแล้ว หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ซึ่งอยู่กลางเมืองสุรินทร์ ได้ยิน จึงพูดเตือนสติว่า “ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น”
คนที่ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมจะไม่คาดหวังว่าเหตุร้ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับตน เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขาจะสนใจว่า ว่าทำอย่างไรใจจึงจะไม่เป็นทุกข์เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2017, 04:06:46 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #496 เมื่อ:
พฤศจิกายน 06, 2017, 03:49:27 pm »
ความสุขไม่ใช่มีให้หา แต่ต้องมองให้เห็น
มันไม่ต้องดิ้นรนหา ดิ้นรนแล้วมันเหนื่อย ม้นทุกข์
มันมีอยู่รอบตัวเราแล้ว บางทีมันอยู่ต่อหน้า
แต่เราไม่เห็นเพราะมัวแต่มองพื้น
เพียงถ้าเราเงยหน้าขึ้นมานิดเดียวก็จะมองเห็น
เมื่อแม่ชีและนักเรียนไปเดินธรรมยาตรา
เดินตากแดดทั้งวัน นอนกลางดิน กินกลางทราย
หลายคนทั้งชีวิตไม่เคยเดิน ๑๐ กม.ในหนึ่งวัน
การเดินบนลูกรัง เหนื่อย
รอบตัวแห้งแล้ง ต้นไม้เขรอะด้วยฝุ่น
ถ้ามัวแต่เดินก้มหน้าอย่างเดียว ก็จะทุกข์
แต่หากมองไปข้างหน้า เงยนิดหน่อย จะเห็นฟ้า เห็นเมฆ
มันต่างกันมาก จากที่เห็นแต่พื้นแตกระแหง ใจหม่นหมอง
พอเงยหน้าเห็นเมฆเบาๆ ความรู้สึกก็เบาไปด้วย
กลายเป็นคนที่มีความสุขง่าย
เดินพบร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว
เจอลมพัดมาเบาๆ ก็มีความสุขแล้ว
จะพบว่าความสุขมันหาง่าย
แม้แดดร้อนก็มีความสุขเพราะได้เดินกับเพื่อน
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 06, 2017, 03:51:14 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #497 เมื่อ:
พฤศจิกายน 06, 2017, 03:52:53 pm »
ชั่วชีวิตของคนเรา มีวิชามากมายที่ต้องเรียนรู้ มิใช่เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังเพื่อความเจริญก้าวหน้าและผาสุก วิชาเหล่านี้เปิดสอนทั้งในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย โดยมีการวัดผลอย่างจริงจัง แต่มีวิชาหนึ่งที่มักถูกละเลย และแทบไม่มีสอนในสถาบันการศึกษาใด ๆ นั่นคือ วิชาชีวิต
มีวิชามากมายที่เรียนอย่างหน้าดำคร่ำเครียดในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ครั้นสอบผ่านแล้วหลายคนแทบไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์เลย แต่วิชาชีวิตนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตลอดเวลา วิชามากมายเรียนแล้วช่วยให้ร่ำรวยมีสถานภาพทางสังคม แต่ไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์ได้เลย ไม่ว่ายามเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกต่อว่าด่าทอ สูญเสียคนรัก หรือล้มป่วย ในขณะที่วิชาชีวิตนั้นช่วยให้เราก้าวข้ามปัญหาชีวิตไปได้ด้วยดี แม้ประสบกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต จิตก็ยังเป็นปกติสุขอยู่ได้
วิชาชีวิตช่วยให้เราไม่จมทุกข์ หรือซ้ำเติมตนเองยามประสบปัญหา ขณะเดียวกันก็ไม่หลงระเริงในลาภยศและความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันรักษาใจไม่ให้อารมณ์อกุศลครอบงำ และสามารถเป็นสุขได้ในทุกหนแห่ง เมื่อพลัดพรากก็ไม่เศร้าโศกเสียใจ เมื่อสูญเสียก็ไม่ตีอกชกหัว เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่คร่ำครวญ และเมื่อจะตายก็ไม่พรั่นพรึง
วิชาชีวิตนั้นเรียนได้จากประสบการณ์ชีวิต โดยมีปัญหาต่าง ๆ เป็นทั้งการบ้านและบททดสอบ โดยมีความตายเป็นการสอบไล่ ชนิดที่ไม่มีการแก้ตัว หากสอบตกก็ทุรนทุรายก่อนตายโดยมีอบายเป็นที่หมาย หากสอบได้ก็จากไปอย่างสงบและเข้าถึงสุคติ น่าเสียดายที่คนจำนวนไม่น้อยพากันสอบตก เพราะไม่คิดว่าจะมีการสอบไล่ชนิดนี้รออยู่ จึงมิได้เตรียมตัวแม้แต่น้อย หรือหนักกว่านั้นคือไม่คิดว่ามีวิชาชีวิตที่ต้องเรียนเลยด้วยซ้ำ ทั้งชีวิตจึงปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป แต่ผู้มีปัญญานั้นย่อมตระหนักเสมอว่า ชีวิตนี้มีขึ้นเพื่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้ที่สำคัญคือวิชาชีวิต ดังนั้นจึงหมั่นศึกษาหาบทเรียนจากวิชานี้อยู่เสมอ รางวัลที่ได้คือเมื่อยังมีลมหายใจก็เป็นสุขในทุกที่ ครั้นวาระสุดท้ายมาถึงก็พร้อมรับความตายด้วยใจสงบ
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #498 เมื่อ:
พฤศจิกายน 08, 2017, 03:28:45 pm »
มองเป็น ก็เห็นสุข
เรารู้จักพอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้
ความสุขจะบังเกิดขึ้นทันที แทนที่จะเฝ้ามองสมบัติของคนอื่นว่าดีกว่าอย่างไร เราลองหันมาชื่นชมสิ่งที่เรามี เห็นข้อดีหรือประโยชน์ของสิ่งที่มีอยู่ ความพอใจก็จะเกิดขึ้น ความรุ่มร้อนก็จะหายไป แทนที่จะเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่เราไม่มี ทำไมไม่หาความสุขจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วในขณะนี้
ถ้าวางใจได้อย่างนี้
แม้จะมีเพื่อนที่รวยกว่า เก่งกว่า ดังกว่า หรือสวยกว่า เราก็ไม่มีความทุกข์เลย ไม่มีทั้งความรู้สึกด้อยหรืออิจฉา กลับรู้สึกยินดีมีมุทาจิตด้วยซ้ำ อันที่จริงแล้วเมื่อหันมาใส่ใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ เราก็จะพบว่าเรายังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่น่าชื่นชม ซึ่งบางอย่างคนอื่นอาจไม่มีหรือมีไม่เท่าก็ได้ เช่น แม้จะมีเงินน้อยกว่า ตำแหน่งต่ำกว่า แต่เราก็มีสุขภาพดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชีวิตที่ราบรื่น เพียงเท่านี้ก็น่าจะมีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ ความสุขมีอยู่กับเราอยู่แล้วทุกขณะ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้น
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
การทำบุญที่ถูกต้อง
“การทำบุญนั้นจุดหมายสำคัญก็เพื่อลดความตระหนี่ บรรเทาความเห็นแก่ตัว หรือลดความยึดติดถือมั่น หากเราทำบุญเพื่อจะได้นั่นได้นี่เพื่อตัวเอง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางวัตถุ ความโลภหรือความเห็นแก่ตัวจะลดลงได้อย่างไร การทำเพราะนึกถึงผู้อื่น อยากช่วยเหลือผู้อื่น โดยนึกถึงตัวเองแต่น้อย หรือไม่นึกถึงเลยต่างหาก เป็นการทำบุญอย่างแท้จริง”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
ทุกข์ลดลงเมื่อนึกถึงผู้อื่น
“หากเราเปิดใจมองเห็นความทุกข์ของคนอื่น
เราจะมีความเห็นใจกันมากขึ้น เราจะรู้สึกว่า
ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ ความรู้สึกว่าทุกคนเป็น
เพื่อนทุกข์ จะทำให้เราเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
ช่องว่างระหว่างกันจะน้อยลง ความเห็นใจจะมีเพิ่มขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราต่างร่วมชะตากรรมเดียวกัน
การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อเยียวยาความเจ็บปวด จะเกิดขึ้น ตรงนี้เองที่จะทำให้เมตตากรุณาเบ่งบานขึ้น"
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
ทำงานอย่างปล่อยวาง
“ทำงานอะไรก็ตาม พึงทำด้วยความใส่ใจและรับผิดชอบ โดยไม่ถือว่างานนั้นเป็นตัวกูของกู ทำเสร็จแล้วก็มอบผลงานให้เป็นของธรรมชาติไป ไม่ยึดว่าเป็นเราหรือของเรา คำสรรเสริญเยินยอและชื่อเสียงเกียรติยศที่เกิดขึ้นก็มอบให้แก่ธรรมชาติ หรือมอบให้แก่ผู้คนที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นของเรา ใครสรรเสริญก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม ใครมาตำหนินินทาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อน เพราะไม่ได้ยึดว่าเป็นของเราตั้งแต่ต้น ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเวลาทำงานเรามักคาดหวังผล แถมยังไปยึดติดกับคำสรรเสริญเยินยอและคำนินทาว่ากล่าว จึงทำงานอย่างไม่มีความสุข”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
มองเป็นมีประโยชน์
คำตำหนิหรือคำต่อว่า
ถ้ารู้จักมองก็มีประโยชน์
ถึงแม้คนพูดจะมีเจตนาร้ายก็ตาม
ลองพิจารณาดูเถอะ ที่เขาว่าเรานั้น
อาจจะมีส่วนจริง หรือมีส่วนที่เป็น
ประโยชน์อยู่บ้าง อาจมีสักห้าเปอร์เซนต์
แต่ถ้าเรารู้จักใช้ห้าเปอร์เซนต์นั้น
เราก็ได้กำไร แต่ถ้าเราทุกข์
หรือโกรธขึ้นมา แสดงว่าเราขาดทุนแล้ว
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
ชนะใจด้วยไมตรี
ในส่วนลึกของใจทุกดวงที่แข็งกระด้าง ก็คือความรักและความอ่อนโยน ที่ยังหลับใหลอยู่ แต่มันจะตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อได้สัมผัสกระแสแห่งความเป็นมิตรจากผู้อื่น ความรักและความอ่อนโยนที่ถูกปลุกขึ้นมานี้หากมีพลังมากพอก็สามารถเอาชนะความแข็งกระด้าง และเปลี่ยนใจของผู้นั้น ให้หันมาเป็นมิตรกับผู้อื่น และทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้
อย่างไรก็ตามก่อนที่คิดจะชนะใจผู้อื่น อย่างแรกที่ต้องทำคือชนะใจตนเอง นั่นคือ รู้จักให้อภัย ไม่ปล่อยใจไปตามอำนาจของความโกรธเกลียด หรือผูกใจเจ็บไม่เลิกรา
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------------*
บุญที่แท้จริง
การทำบุญนั้นจุดหมายสำคัญก็เพื่อลดความตระหนี่ บรรเทาความเห็นแก่ตัว หรือลดความยึดติดถือมั่น หากเราทำบุญเพื่อจะได้นั่นได้นี่เพื่อตัวเอง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางวัตถุ ความโลภหรือความเห็นแก่ตัวจะลดลงได้อย่างไร การทำเพราะนึกถึงผู้อื่น อยากช่วยเหลือผู้อื่น โดยนึกถึงตัวเองแต่น้อย หรือไม่นึกถึงเลยต่างหาก เป็นการทำบุญอย่างแท้จริง
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2018, 04:05:22 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #499 เมื่อ:
พฤศจิกายน 08, 2017, 04:06:27 pm »
การเดินตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่สำคัญ คือใจ การบำเพ็ญตามพระกรณีกิจแม้เพียงแค่หนึ่งในร้อยของพระองค์ ต้องอาศัยใจเป็นสำคัญ
อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จได้ด้วยใจ” จะทำได้อย่างในหลวงเพียงเศษเสี้ยว ก็ต้องมีใจอย่างพระองค์ หรือว่าพูดอีกอย่างว่า มีธรรมะในใจอย่างที่พระองค์มี ถ้ามีธรรมะดังกล่าวในใจแล้ว การพูดการกระทำก็ออกมาได้ง่ายขึ้น
ธรรมะหรือความดีงามของพระองค์มีมากมาย แต่ถ้าสรุปอย่างสั้น ๆ ก็รวมลงที่ธรรมะ ๑๐ ข้อ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม แม้เป็นธรรมะสำหรับผู้ปกครอง แต่ก็เป็นธรรมะที่เราควรน้อมนำมาใส่จิตใจของเราด้วย
...ข้อที่ ๓ ปริจจาคะ คือบริจาค ไม่ใช่บริจาคเงินทอง แต่มากกว่านั้น คือ สละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันนี้เราเห็นได้ชัดจากพระกรณียกิจของพระองค์ ว่าที่จริงพระองค์สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระราชามหากษัตริย์ แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่เปิดงานอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงชนบท ถิ่นทุรกันดาร สมัยก่อนเส้นทางลำบากมาก บางแห่งมีถนน แต่หลายแห่งก็ไม่มีถนน เต็มไปด้วยภูเขา เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน พระองค์ก็เสด็จไป ทรงพระดำเนินด้วยเท้าก็บ่อย อันนี้เราเห็นตัวอย่างได้จากภาพยนต์หรือวิดีโอ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงโดดเด่นในคุณธรรมข้อนี้ ทรงเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพสกนิกร
หลายคนตั้งใจรักษาศีล แต่ถ้าหากต้องละทิ้งความสุขส่วนตัว เช่นมาอยู่วัด ก็กลัวลำบาก เลยปฏิเสธ ไม่ยอมมา จะให้ทานหรือรักษาศีลที่บ้านก็ยังไหว แต่จะให้มาวัดไม่เอา เพราะมันลำบาก บางคนอยากช่วยเหลือคนชนบท แต่พอรู้ว่ามีความลำบากรออยู่ ก็ปฏิเสธทันที อย่างนี้เรียกว่ายังไม่มีปริจจาคะ ยังหวงแหนความสุขส่วนตัว ซึ่งในหลวงของเราไม่มีอันนี้
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2017, 05:47:23 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #500 เมื่อ:
พฤศจิกายน 10, 2017, 03:22:34 pm »
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #501 เมื่อ:
พฤศจิกายน 15, 2017, 05:46:57 am »
รู้ใจตัวเอง
เวลาเรามีเพื่อนเราก็อยากได้เพื่อนที่รู้ใจ
เวลาเราทำงาน ก็อยากได้ลูกน้องที่รู้ใจ
รวมทั้งเวลาเรามีแฟนมีคู่ครอง ก็อยากได้แฟนหรือคู่ครองที่รู้ใจ
เวลาเรามีความทุกข์ เราก็อยากให้คนเห็นใจเรา
แต่ว่าเราเคยถามตัวเราเองหรือเปล่าว่า
ที่เรียกร้องให้ใครมารู้ใจ ให้ใครมาเห็นใจ
แล้วตัวเราเอง เคยคิดจะรู้ใจตัวเองบ้างไหม
เคยคิดจะเห็นใจตัวเองบ้างหรือเปล่า
มันยากนะ ไม่รู้ใจตัวเอง แต่ว่าจะไปเรียกร้อง แสวงหา
หรือว่าไปกะเกณฑ์ให้ใครต่อใครมารู้ใจหรือเห็นใจเรา
อะไรที่ยากกว่ากัน ระหว่างคนข้างนอกที่มารู้ใจเรา
หรือตัวเราเองที่รู้ใจตัวเอง อะไรที่มันเป็นไปได้ง่ายกว่ากัน
ส่วนใหญ่เวลาบอกว่าอยากให้คนอื่นมารู้ใจเรา
ก็มักจะหมายความว่า เค้ารู้ความต้องการของเรา
รู้ว่าจะปรนเปรอตอบสนองความต้องการของเราอย่างไร
อันนั้นก็ดีอยู่
แต่สิ่งที่เราควรทำให้ได้ เวลารู้ใจตัวเอง
รู้ทันความรู้สึกนึกคิดของตัว
เวลาเราโกรธ เราเคยรู้ใจตัวเองไหมว่ากำลังโกรธ
เวลาเราเกลียดเรารู้ทันความเกลียดในใจเราไหม
เวลาเราเบื่อ เราเศร้า เราเคยรู้ทัน ความเบื่อ ความเศร้า
ทั้ง ๆ ที่มันเกิดขึ้นอยู่กลางใจเราหรือเปล่า
รู้ใจแบบนี้ที่สำคัญกว่าการกะเกณฑ์ให้ใครมารู้ใจเรา
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2017, 01:22:05 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #502 เมื่อ:
พฤศจิกายน 29, 2017, 01:08:09 pm »
ครั้งหนึ่งเคยมีความคิดในหมู่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำว่า
มนุษย์สามารถเอาชนะเชื้อโรคทั้งหลายได้ สักวันหนึ่งจะไม่มีใครล้มป่วยเพราะโรคติดเชื้ออีกต่อไป แต่มาถึงทุกวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นั่นเป็นความฝัน เชื้อโรคจะต้องอยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดกาล มิใช่อยู่รอบตัวเราเท่านั้น หากยังอยู่ในตัวเราด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อป้องกันมิให้ล้มป่วยก็คือ การสร้างภูมิคุ้มกันโรค
ภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นได้อย่างไร
ก็มาจากการที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อโรคจากภายนอก หากเป็นเชื้อโรคที่ไม่แรงถึงกับทำให้ตาย ร่างกายเราจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ทำให้ไม่ป่วยหากเชื้อโรคนั้นเข้ามาในร่างกายอีก การฉีดวัคซีนมิใช่อะไรอื่น หากเป็นการฉีดเชื้อโรคอ่อน ๆ หรือเชื้อที่ตายแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรานั่นเอง
เชื้อโรคฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น
มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่ไม่อาจหนีพ้นได้ ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้า มีความมั่งคั่งและอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องเจอความทุกข์อยู่นั่นเอง ดังนั้นแทนที่จะคิดหนีความทุกข์ (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) เราจึงควรหาทางรับมือกับความทุกข์ วิธีหนึ่งก็คือ สร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ
ชีวิตที่มีแต่ความสะดวกสบาย
ได้ทุกอย่างที่ปรารถนา ไม่รู้จักความผิดหวังนั้น ดูเหมือนเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา แต่แท้จริงเป็นชีวิตที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะขาดภูมิคุ้มกันความทุกข์ หากวันใดพบกับความผิดหวังหนัก ๆ ก็อาจเสียศูนย์ หรือถึงกับฆ่าตัวตาย เคยมีมาแล้วที่คนเรียนดีตั้งแต่เล็กจนโตแต่สุดท้ายกลับฆ่าตัวตายเพราะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกไม่สำเร็จ หรือลูกที่พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างประคบประหงมกลับฆ่าตัวตายเมื่ออกหัก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือคอขาดบาดตาย แต่เป็นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์มาก่อน จึงโดนความทุกข์ท่วมทับจนไม่เห็นทางออกอย่างอื่นนอกจากความตาย
ดังนั้นใครที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ
มีชีวิตราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงไม่ควรด่วนดีใจว่าเป็นคนมีโชค เพราะนั่นอาจเป็นเคราะห์ที่แฝงมาในรูปของโชคก็ได้ ส่วนคนที่เจออุปสรรคและความยากลำบากเป็นนิจ ก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ลองสำรวจให้ดีก็จะพบว่าความทุกข์ให้สิ่งดี ๆ แก่คุณ อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณอดทนมากขึ้น และไม่กลัวความยากลำบาก
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2017, 01:24:57 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #503 เมื่อ:
พฤศจิกายน 29, 2017, 01:13:09 pm »
นักธุรกิจคนหนึ่งเป็นผู้ที่กลัวความล้มเหลวอย่างมาก
ไม่ว่าลงทุนอะไร จะเลือกแต่กิจการที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แม้เป็นกิจการที่ตนไม่ชอบก็ตาม จึงทำงานอย่างไม่ค่อยมีความสุข แล้ววันหนึ่งกิจการของตนก็ประสบปัญหา ขาดทุนอย่างหนัก จนต้องเลิกกิจการ แม้เขาจะเสียใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบก็คือ ความล้มเหลวนั้นไม่ได้เลวร้ายน่ากลัวอย่างที่เขาคิด ฟ้ายังไม่ถล่ม แผ่นดินยังไม่ทลาย นับแต่นั้นเขาก็ไม่กลัวความล้มเหลวอีกเลย เขากล้าเสี่ยงกล้าลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความสนุกกับการทำงานอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ความล้มเหลวนั้นมีประโยชน์อย่างหนึ่ง
ก็คือ ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันความล้มเหลว ไม่เสียศูนย์ง่าย ๆ เมื่อเจอมันอีก สามารถปรับใจรับมือกับมันได้ดีขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ทำให้มันมีอิทธิพลในทางลบต่อเราน้อยลง นี้ก็เช่นเดียวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบกับเรา แม้ไม่น่าพึงพอใจ แต่การที่ได้เจอมันบ่อย ๆ หรือเจอมันนาน ๆ ก็ทำให้เราเป็นทุกข์กับมันน้อยลง
เคยมีการทดลองแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกให้นั่งอยู่ในห้องซึ่งมีเครื่องดูดฝุ่นส่งเสียงดังนาน ๔๕ วินาที อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในห้องที่ดังก้องด้วยเสียงเครื่องดูดฝุ่นเช่นกัน แต่เสียงดังแค่ ๕ วินาที จากนั้นผู้ทดลองขอให้ทุกคนตอบคำถามว่ารู้สึกรำคาญมากน้อยเพียงใดในช่วง ๕ วินาทีสุดท้าย ปรากฏว่ากลุ่มที่รู้สึกรำคาญมากที่สุดคือ กลุ่มที่สอง ส่วนกลุ่มแรกนั้นไม่รู้สึกรำคาญเท่าใดเพราะหลังจากที่ฟังมาตลอด ๔๕ วินาทีก็รู้สึกทนกับเสียงนั้นได้
กลุ่มที่สองนั้นดูเผิน ๆ เหมือนโชคดีที่มีเสียงรบกวนแค่ ๕ วินาที
แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทุกข์มากกว่า ทั้งนี้เพราะยังไม่คุ้นกับเสียงนั้นนั่นเอง ตรงข้ามกับกลุ่มแรกซึ่งเจอเสียงนั้นมาก่อนแล้วจึงมีภูมิคุ้มกันเสียงนั้น
ใครที่ไม่เคยเจอน้ำท่วมบ้าน
ย่อมเป็นทุกข์อย่างมากเมื่อเจอมันเป็นครั้งแรก แต่ถ้าคุณเจอมันเป็นครั้งที่สอง เชื่อได้ว่าคุณจะรู้สึกเป็นทุกข์น้อยลง นี้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ มีการวิจัยพบว่า เมื่อเกิดเหตุร้าย ผู้คนจะมีความรู้สึกเป็นบวกมากขึ้น หรือเป็นลบน้อยลงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว หากว่าเคยประสบมันมาแล้วในอดีต ไม่ว่าเหตุร้ายนั้นจะได้แก่ความสูญเสีย ความล้มเหลว หรือความเจ็บป่วยก็ตาม ในทำนองเดียวกันคนที่เคยประสบกับความเจ็บปวดที่รุนแรงมาก่อน (เช่น จากอุบัติเหตุ) จะสามารถทนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในภายหลังได้มากขึ้น
ภูมิคุ้มกันความทุกข์นั้น
ในเบื้องต้นเกิดจากความเคยชินและความสามารถในการปรับตัวปรับใจของมนุษย์ แต่ยังมีภูมิคุ้มกันความทุกข์อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเกิดจากปัญญาที่เข้าใจความทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง จนตระหนักว่ามันเป็นธรรมดา ที่ไม่มีใครหนีพ้น อีกทั้งยังเห็นความจริงต่อไปด้วยว่า ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความล้มเหลว ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ได้เลย หากไม่ยึดติดถือมั่นกับสิ่งต่าง ๆ ว่าต้องเป็นไปดั่งใจ เมื่อรู้เช่นนี้ก็ปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัยมากกว่าตามความอยากของตน
ภูมิคุ้มกันความทุกข์ประเภทหลังนี้แหละที่คุ้มกันใจให้ปลอดพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง แม้มีเหตุร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่เว้นแม้กระทั่งความตาย
แต่ภูมิต้านทานประเภทหลังนี้ใช่ว่าจะเกิดได้ง่าย ๆ ไม่อาจได้มาจากการคิดเอา แต่ต้องเกิดจากการเจอความทุกข์บ่อย ๆ จนเกิดปัญญา เพราะมีแต่เจอทุกข์เท่านั้นจึงจะเห็นธรรม
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2017, 01:31:27 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #504 เมื่อ:
พฤศจิกายน 29, 2017, 01:24:27 pm »
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเคยกล่าวว่า
“ธรรมะนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา” คำพูดนี้เกิดขึ้น
เนื่องจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)
สงสัยว่าหลวงปู่มั่นเรียนปริยัติธรรมน้อย เอาแต่อยู่ป่า แต่ทำไมจึงรู้ธรรมได้ลึกซึ้ง
สมเด็จองค์นี้สมัยที่ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี
ท่านเห็นว่าปริยัติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่พระต้องเรียน ตัวท่านเองก็เรียนถึงประโยค ๕ ตอนนั้นท่านไม่ชอบพระป่าเอามาก ๆ โดยเฉพาะพระป่าสายหลวงปู่มั่น หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพราะพระเหล่านี้ไม่ยอมเรียนหนังสือ และไม่อยู่วัดเป็นหลักเป็นแหล่ง ธุดงค์จาริกในป่าเป็นอาจิณ คราวหนึ่งหลวงปู่สิงห์กับคณะธุดงค์มาถึงอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าคณะมณฑลจึงสั่งเจ้าคณะอำเภอ ให้บอกชาวบ้านว่า ขับไล่คณะพระธุดงค์กลุ่มนี้ออกไปจากอำเภอ แต่ชาวบ้านไม่ทำ
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
แต่เดิมท่านไม่เห็นว่าการทำสมาธิภาวนามีประโยชน์อะไร กระทั่งวันหนึ่งท่านล้มป่วย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ต่อมาพระอาจารย์ลี ธัมมธโร และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ช่วยรักษาท่านให้หายจากโรค โดยใช้สมาธิภาวนาและสมุนไพร ปรากฏว่าท่านหายอย่างอัศจรรย์ จึงแปลกใจและประทับใจมาก ท่านถึงกับกล่าวว่า “ตลอดชีวิตของเรา เราไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สมาธิภาวนาจะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้
น่าคิดนะ
สมเด็จพระมหาวีรวงค์
เป็นพระผู้ใหญ่ มีความรู้สูงด้านปริยัติธรรม แต่ไม่เคยเชื่อเลยว่า สมาธิภาวนาจะมีคุณค่ามาก เมื่อเห็นประโยชน์ของสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ท่านจึงเริ่มทำสมาธิภาวนา และมีศรัทธาในหลวงปู่มั่น ต่อมาเมื่อได้เจอหลวงปู่มั่น ท่านจึงถามว่าหลวงปู่มั่นว่า ในเมื่อหลวงปู่มั่นไม่ได้เรียนหนังสือมามาก ทำไมจึงสอนธรรมะได้ลึกซึ้ง หลวงปู่มั่นจึงตอบพูดว่า “ธรรมะนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา”
เราสามารถเห็นธรรมได้จากทุกสิ่ง เมื่อเราเปิดใจรับรู้ทุกสิ่งอย่างมีโยนิโสมนสิการ ถ้าเราครองตนด้วยสติ ก็จะเห็นกายและใจตามที่เป็นจริง และเมื่อเรามองโลก เราก็จะเกิดปัญญาเห็นธรรม
เราจะเห็นกายและใจตามจริงได้อย่างไร ก็เริ่มจากการปฏิบัติ ซึ่งมีหลายวิธี หลักใหญ่ ๆ คือ เจริญสติปัฏฐาน 4 ได้แก่
กายานุปัสสนา คือ เห็นกายในกาย
เวทนานุปัสสนา คือ เห็นเวทนาในเวทนา
จิตตานุปัสสนา คือ เห็นจิตในจิต
ธัมมานุปัสสนา คือ เห็นธรรมในธรรม
อธิบายสั้น ๆ คือ
เห็นกายว่าเป็นกาย ไม่ใช่เห็นกายว่าเป็นเรา เวลาเราเดิน หากเดินอย่างมีสติจะเห็นว่ากายเดิน ไม่ใช่ “ฉัน” เดินเวทนาเกิด ก็เห็นเป็นเวทนา ไม่ใช่เห็นว่าฉันปวด คนเราเวลาปวดก็จะรู้สึกว่าฉันปวด ๆ แต่ที่จริงเมื่อเจริญสติก็จะเห็นว่า การปวดเป็นอาการปวด ไม่ใช่ฉันปวด เวลาโกรธก็เห็นว่ามีความโกรธเกิดขึ้น ไม่ใช่ฉันโกรธ
ปฏิบัติธรรมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเห็นสีหรือแสงข้างนอก
ถ้าเป็นการภาวนาที่แท้จริงเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ วิธีการก็คือเห็นกายและใจตามที่เป็นจริง ด้วยการเจริญสติ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดปัญญา ถ้าเราเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก ตาดู หูฟัง เมื่อเกิดโยนิโสมนสิการ ก็เกิดปัญญา
การปฏิบัติธรรมนั้นสามารถทำได้หลายวิธี
มีรูปแบบการปฏิบัติ เช่น ตามลมหายใจ เดินจงกรม ยกมือเคลื่อนไหว ดูท้องพองยุบ หรือไม่มีรูปแบบก็ได้ เป็นการปฏิบัติที่กลืนกับชีวิตประจำวัน เป็นการเกี่ยวข้องโลกภายนอกอย่างมีสติ มีปัญญา ทั้งสองวิธีล้วนมีความสำคัญ บางคนไปเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมหมายถึงการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตามลมหายใจ เท่านั้น ทำอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด
หลวงพ่อชาเล่าว่า
ท่านเคยไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กินรี หลวงพ่อชาตั้งใจปฏิบัติมาก เดินจงกรม และนั่งสมาธิทั้งวัน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า หลวงปู่กินรีวัน ๆ ไม่ค่อยเดินจงกรม ไม่ค่อยนั่งสมาธิเลย ทำโน่นทำนี่ เกือบตลอดเวลา แล้วท่านจะเห็นอะไร แต่หลังจากที่ได้อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่นาน ๆ และได้ฟังธรรมอันลุ่มลึกจากท่าน หลวงพ่อชาก็รู้ว่าเป็นความเขลาของท่านเองที่คิดเช่นนั้น ท่านพูดถึงบทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์ครั้งนั้นว่า
“เรามันคิดผิด หลวงปู่ท่านรู้อะไร ๆ มากกว่าเราเสียอีก
คำเตือนของท่านสั้น ๆ และไม่ค่อยมีให้ฟังบ่อยนัก เป็นสิ่งที่ลุ่มลึก แฝงไว้ด้วยปัญญาอันแยบคาย ความคิดของครูบาอาจารย์กว้างไกลเกินปัญญาเราเป็นไหน ๆ ตัวแท้ของการปฏิบัติคือความพากเพียร กำจัดอาสวกิเลสภายในใจ ไม่ใช่ถือเอากิริยาอาการภายนอกของครูบาอาจารย์เป็นเกณฑ์”
ท่านมาได้ตระหนักชัดอีกครั้งว่า
การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่การวางใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าทำอะไร ก็สามารถเป็นการภาวนาได้
คราวหนึ่งท่านนั่งปะชุนจีวรที่ขาดวิ่น ใจนั้นนึกถึงการภาวนาอยู่ตลอดเวลา อยากรีบปะชุนให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อจะได้ไปภาวนาต่อ ขณะนั้นเองหลวงปู่กินรีเดินผ่านมา สังเกตเห็นอาการของพระหนุ่ม จึงพูดขึ้นมาว่า
“ท่านชา จะรีบร้อนไปทำไมเล่า”
“ผมอยากให้เสร็จเร็ว ๆ ครับหลวงปู่”
“เสร็จแล้วท่านจะทำอะไรล่ะ”
“จะไปทำอันนั้นอีก”
“ถ้าเสร็จอันนั้นแล้ว ท่านจะทำอะไรอีกล่ะ”
“ผมก็จะทำอย่างอื่นอีก”
“เมื่อทำอย่างอื่นเสร็จแล้ว ท่านจะไปทำอะไรอีกเล่า”
เมื่อเห็นว่าใจของหลวงพ่อชาไม่ได้อยู่กับงานที่กำลังทำ แต่คิดถึงงานชิ้นอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้า และรีบร้อนจะทำให้เสร็จไว ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปภาวนาต่อ หลวงปู่กินรีจึงเตือนว่า
“ท่านชา ท่านรู้ไหม
นั่งเย็บผ้าผืนนี้ก็ภาวนาได้ ท่านดูจิตตัวเองสิว่าเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขมัน ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทำอย่างนี้เสียหายหมด ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านยังไม่รู้เรื่องของตนอีก”
คำพูดของหลวงปู่กินรีกระตุกใจของหลวงพ่อชาอย่างแรง ทำให้ท่านได้สติ และเกิดความเข้าใจชัดเจนว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ภาวนาได้ทั้งนั้น ขอให้หมั่นดูใจของตนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นี้เป็นบทเรียนที่ประทับใจท่านมาก และถือเป็นหลักปฏิบัติของท่านตลอดมา
เมื่อท่านไปตั้งสำนักปฏิบัติธรรมที่หนองป่าพง จึงทำให้มีกิจกรรมหลาย ๆ
อย่าง และมีเรื่องเล่าว่า ตอนนั้นหลวงพ่อชาอายุมากแล้ว มีเด็กหนุ่มมาถามท่านว่า “ทำไมพระจึงไม่นั่งสมาธิ” พอหลวงพ่อชาได้ฟังน้ำเสียงแล้วรู้ว่า ไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบที่แท้จริง ท่านจึงตอบว่า “นั่งอย่างเดียวมันถ่ายไม่ออกว่ะ จะนั่งอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องปฏิบัติกับการทำงานด้วย” และท่านก็บอกว่า
“การปฏิบัติธรรมมันต้องมาดูกายและใจ”
ไม่ว่าทำอะไร ต้องให้รู้ทันกายและใจ ทำงานก่อสร้างก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ อันนี้สำคัญมาก เดี๋ยวนี้นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคิดอย่างเดียวว่า เวลาปฏิบัติธรรมจะต้องเข้าวัด จะต้องหลบลี้หนี้หน้าผู้คน โดยไม่คิดว่า การอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติธรรมได้
อยู่บนท้องถนน รถติดก็กำหนดลมหายใจไปด้วย หรือเวลาเจอไฟแดง หงุดหงิดขึ้นมาก็ปฏิบัติธรรมได้ ถามว่าเวลารถติดทำไมถึงหงุดหงิด นั่นก็เพราะใจมันไปอยู่ที่จุดหมายปลายทางแล้ว ใจมันอยู่ข้างหน้าแล้ว ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน จึงกลัวไปไม่ทัน กลัวไม่ทันประชุม เป็นต้น ดังนั้นให้พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน จะตามลมหายใจด้วยก็ได้ การปฏิบัติธรรมก็คือ ติดไฟแดงทำอย่างไรจะไม่หงุดหงิด ทำอย่างไรเวลาถูกต่อว่าจะไม่หงุดหงิด เวลาเสียเงินจะไม่โมโห เวลาเงินหายก็หายแต่เงิน แต่ใจไม่หาย ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2018, 05:34:53 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #505 เมื่อ:
มกราคม 10, 2018, 03:56:04 pm »
อย่าร้องไห้เมื่ออาทิตย์ลับฟ้า
แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เสียไป เพียงแค่หันมาชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่รอบตัว ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ใช่หรือไม่ว่าผู้คนจำนวนมากทั้ง ๆ ที่มีอะไรต่ออะไรมากมาย แต่ก็ยังเป็นทุกข์ ก่นด่าชะตากรรม เพราะมัวแต่นึกถึงสิ่งที่หลุดลอยไป ใจที่เอาแต่เศร้าซึมเสียใจทำให้เขามองข้ามสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ต่อหน้าไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นว่าแทนที่จะเสียหนึ่ง ก็เสียสองหรือสามซ้ำเข้าไปอีก
มีคนหนึ่งกล่าวไว้น่าฟังมากว่า “อย่าร้องไห้เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้า เพราะน้ำตาจะทำให้เธอมองไม่เห็นดวงดาว” อะไรที่เสียไปแล้วป่วยการที่จะอาลัยอาวรณ์ หันมาใส่ใจกับสิ่งดี ๆ มีคุณค่า ตรงนี้และเดี๋ยวนี้ไม่ดีกว่าหรือ
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2018, 04:05:46 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #506 เมื่อ:
มกราคม 10, 2018, 03:59:20 pm »
ธุลีจักรวาล
เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวพราวพร่างฟ้าสามารถสะกดใจเราให้สงบได้ ในยามนั้นแหละที่เราจะระลึกได้ถึงตำแหน่งแห่งหนที่แท้จริงของเราในจักรวาล
ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน คุณจะรู้สึกถึงความกะจิริดของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าดวงดาวนับล้านและทางช้างเผือกที่พาดผ่านฟ้า ดวงดาวเหล่านี้มีขนาดมโหฬารเกินจินตนาการ บ้างก็เป็นดาราจักรที่กว้างหลายปีแสง แต่แล้วกลับกลายเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ระยิบระยับเบื้องหน้าเรา
ใช่หรือไม่ว่าแท้จริงเราไม่ต่างจากธุลีของจักรวาล การปรากฏตัวของเราบนพื้นโลกนั้นแม้จะเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ของใครบางคน แต่ก็ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของฝุ่นผงเม็ดหนึ่งในจักรวาล พันปีนั้นนานเกินกว่าที่ทุกคนใฝ่ฝันจะอยู่ในโลกนี้ แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับอายุหลายพันล้านปีของดวงดาวแต่ละดวงบนท้องฟ้า มิไยต้องเอ่ยถึงอายุของจักรวาล
เมื่อดาวดวงหนึ่งแตกดับ อาจเกิดแรงสั่นสะเทือนไปยังดวงดาวใกล้เคียง แต่แทบไม่มีความหมายเลยสำหรับจักรวาลที่มีดาวแสนล้านดวงเกลื่อนกล่นเต็มฟ้า เมื่อดาราจักรที่ไกลหลายร้อยปีแสงระเบิดกัมปนาท เราเคยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนหรือไม่ อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ที่เครื่องมืออันละเอียดอ่อนเท่านั้นสามารถดักจับได้ แล้วเหตุใดเราจึงคิดว่าการตายของเราเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ที่โลกจะไม่มีวันลืม
เป็นเพราะเราคิดว่าตัวเรานั้นเป็นคนสำคัญ จึงเห็นความปรารถนาของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ยิ่งคิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า ก็ยิ่งเป็นทุกข์อย่างยิ่งเมื่อไม่สมหวัง อดไม่ได้ที่จะกราดเกรี้ยวต่อโลกทั้งโลก และเมื่อถึงวันที่จะลาลับโลก เราอดสงสัยไม่ได้ว่าโลกจะขับเคลื่อนอย่างไรเมื่อไม่มีเรา แต่ความจริงก็คือการตายของเรานั้นไม่ได้ต่างอะไรเลยกับการหายวับของฝุ่นธุลีในอวกาศ โลกก็ยังหมุนอยู่ต่อไป และในที่สุดก็จะลืมเรา
ตราบใดที่ยังคิดถึงแต่ตัวเอง ก็ย่อมสำคัญผิดคิดว่าฉันคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นประหนึ่งศูนย์กลางของโลก ที่ทุกคนต้องหมุนรอบ แต่เมื่อเปิดตาเบิ่งมองท้องฟ้ายามดึก แสงระยิบระยับของดวงดาวเต็มฟ้าสามารถสาดส่องใจเราให้สว่างไสวและโปร่งเบา ความทุกข์จะลดลงและรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2018, 04:45:17 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #507 เมื่อ:
มกราคม 10, 2018, 04:01:36 pm »
รักษาใจให้เป็นปกติ
เมื่อมีความทุกข์ใจ คนส่วนใหญ่มักจะโทษปัจจัยภายนอก มองไม่เห็นสาเหตุที่ใจของตน ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไร ใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง ต่อเมื่อตระหนักว่าตัวการที่แท้นั้นอยู่ที่ภายใน มิใช่ภายนอก การทำใจให้กลับมาเป็นปกติจึงจะเกิดขึ้นได้
ใจจะเป็นอิสระจากทุกข์อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อละความเห็นผิดในตัวกูของกูได้อย่างสิ้นเชิง แต่ในขณะที่ยังละความเห็นผิดดังกล่าวไม่ได้ อีกทั้งยังลดไม่ได้มาก ทุกข์ใจก็ยังบรรเทาได้ ด้วยการรู้จักวางใจอย่างถูกต้องจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีสติรู้ทันอาการของใจเมื่อเกิดทุกข์หรือมีเหตุร้ายมากระทบ แม้เหตุร้ายยังแก้ไขไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ด้วยการรักษาใจให้เป็นปกติ
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ธรรมชาติ
ธรรมชาติมิใช่เป็นแค่ทรัพยากรสำหรับการดำรงชีวิตหรือสิ่งสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น หากยังสามารถน้อมใจให้สงบเย็น และเป็นสื่อนำพาเราให้เข้าถึงธรรมอันลุ่มลึก การได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่มีความหมายต่อจิตใจ ผู้ที่ปรารถนาความสุขและความเจริญงอกงามในจิตใจจึงมักแสวงหาอาศัยธรรมชาติเป็นวิหารธรรมอยู่เนืองนิตย์
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ยิ้มรับความทุกข์ ได้สุขเป็นรางวัล
ความสุขนั้นเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ไม่มีใครที่ไม่วาดหวังชีวิตอันผาสุก แต่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่กลับรู้จักความสุขน้อยมาก กล่าวคือ มักเห็นว่าความสุขเกิดจากวัตถุสิ่งเสพเท่านั้น ต่อเมื่อได้เสพได้ครอบครองจึงมีความสุข เงินจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิต แท้จริงแล้วยังมีความสุขที่ประเสริฐกว่านั้นอีก เช่น ความสุขที่เกิดจากใจอันสงบ ความสุขจากความภาคภูมิใจเมื่อได้ทำความดี รวมทั้งความสุขเมื่อได้ละวาง
ความสุขประเภทหลังนั้นเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุสิ่งเสพ แม้มีน้อย ไม่ร่ำรวย ก็มีความสุขได้ เป็นสุขที่พบได้กลางใจเรา เป็นเพราะมองไม่เห็นความสุขดังกล่าว ผู้คนจึงพากันดั้นด้นแสวงหาความสุขที่อยู่นอกตัว แต่ไม่ว่าจะมีหรือได้มากเท่าไร ก็ไม่พบความสุขที่แท้ ต่อเมื่อหยุดแสวงหาสิ่งภายนอก หันกลับมามองตน วางใจให้ถูก ดูแลใจให้ดี ก็จะพบความสุขอันประเสริฐได้ไม่ยาก เป็นความสุขที่สัมผัสได้แม้ประสบกับความเจ็บป่วย พลัดพราก หรือยากไร้
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ทำงานใจก็สงบได้
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
ไม่ว่าจะทำอาชีพการงาน หรือทำกิจวัตรประจำวัน ก็สามารถเป็นโอกาสปฏิบัติธรรมหรือฝึกฝนจิตใจได้เสมอ เช่น ฝึกให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ หรือลดละความเห็นแก่ตัว บ่มเพาะเมตตากรุณา รวมทั้งเสริมสร้างมโนธรรมให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน หากปล่อยวางสิ่งติดยึดได้มากและลึกเท่าใด โพธิจิตซึ่งอยู่แกนกลางของใจก็จะงอกงามและเปล่งประกายสุกสว่างมากเท่านั้น ทำให้ชีวิตปลอดโปร่งสงบเย็นอย่างยิ่ง
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ทุกปัญหามีทางออก
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แทนที่จะคร่ำครวญหรือตีอกชกหัว ลองใคร่ครวญดูให้ดี จะพบว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเรามองสัญญาณนี้ออก นั่นแสดงว่าปัญญาได้เกิดแก่เราแล้ว ขั้นต่อไปก็คือเปลี่ยนทัศนคติ พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เหมาะสม และชาญฉลาด
ไม่ควรมองว่าปัญหาคือ
“ทางตัน”
ถ้ามองให้ดี ในตัวปัญหานั้นก็มี
“ทางออก”
ด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่า สลักที่ล็อคประตูนั้นก็เป็นสลักอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู สวิตช์ที่ปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดไฟให้สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้นในคำถามก็มีคำตอบเฉลยอยู่
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ยิ้มรับเช้าวันใหม่
“เพราะเรายังโชคดี ที่ยังมีลมหายใจ
ยังมีเช้าวันใหม่ เพราะมีคนอีกมาก
ที่ไม่มีวันใหม่แล้ว แต่เรายังมีชีวิต
ที่จะได้ทำดี ได้พบเห็นคนที่
เรารักต่อไป...อย่าเพิ่งไปนึก
อะไรทั้งสิ้น ยิ้มรับเช้าวันใหม่ก่อน”
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ต้นไม้สูงต้องมีรากลึก
ต้นไม้สูงใหญ่ได้ มิใช่เพราะมัวแต่แทงยอดขึ้นฟ้าเท่านั้น หากยังหยั่งรากลึกลงไปในดินด้วย ยิ่งสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีรากลึกเท่านั้น จึงสามารถตั้งมั่นอยู่ได้ แม้ลมกล้าพายุฝนกระหน่ำก็ไม่หักโค่น
ผู้ที่มีฐานะสูงเด่น สามารถฝ่าฟันอุปสรรค ยืนหยัดมั่นคงได้ มิใช่เพราะมัวแต่สร้างผลงานให้ผู้คนประจักษ์ หากยังเพราะมีฐานใจที่หยั่งลึก จึงไม่หวั่นไหวกับความผันผวนปรวนแปรของโลกธรรม ยิ่งสามารถหยั่งลงไปถึงต้นธารแห่งความสุขภายใน จิตใจย่อมแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ แม้จะจนทรัพย์ ไร้เกียรติยศ ไม่มีผู้คนสรรเสริญ เช่นเดียวกับไม้ใหญ่ที่เขียวขจีตลอดปี แม้ในฤดูแล้งที่แห้งผากและร้อนผ่าวก็ตาม
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
มันไม่เที่ยง
“โลกนี้หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้
แปรเปลี่ยนเป็นนิจ สิ่งที่เรา...
ยกย่องเชิดชูว่าดีวิเศษในวันนี้
สามารถกลายเป็นอื่นในวันหน้า
นี้เป็นธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าสมมุติ
ใครที่ยึดติดถือมั่นกับสมมุติ
ปักใจเชื่อว่ามันต้องดีไปตลอด
ย่อมเป็นทุกข์เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลง”
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
เปิดใจเปลี่ยนมุมมอง
“เราลองใจกว้างซะหน่อย
อย่าตัดสินว่า ความคิดที่ต่าง
กับเรานั้นใช้ไม่ได้ ควรมองว่า
ความคิดต่างนั้นช่วยให้เรา
เห็นมุมที่แตกต่างจากเดิม
หากมองได้เช่นนี้เราจะมี
ความรู้สึกลบกับ คนที่เห็น
ต่างน้อยลง และมีความสุข
ในการทำงานง่ายขึ้น พูดง่ายๆ
คือถ้าเราคลายความยึดมั่น
ถือมั่นในความคิด ใจเราจะเปิด
รับความเห็นต่างได้ง่ายขึ้น”
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
โชคดีถ้ามีสติ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีสติ
ย่อมโชคดีทุกเมื่อจริงๆแล้ว
ถ้าเรามีสติไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น
กับเราแม้จะเป็นเหตุร้าย
เราก็สามารถมองเห็นข้อดีหรือ
เปลี่ยนให้มันกลายเป็นโชคได้
เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดีสามารถ
จะใช้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่อง
สอนธรรม ให้เกิดปัญญามากขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
วันดีหรือวันร้ายอยู่ที่เรา
“วันดีหรือวันร้าย สุขหรือทุกข์
จึงเป็นสิ่งที่เราเลือกได้
ถ้าเลือกวันดีหรือความสุข
ก็พึงมีสตินำหน้าเมื่อ
มีสิ่งต่าง ๆ มากระทบ
แต่ถ้าอยากเลือกวันร้าย
หรือความทุกข์ ก็ปล่อยให้
อารมณ์ครอบงำใจ แล้วปล่อยตัว
ไปตามเหตุการณ์ต่าง ๆ
สุดแท้แต่มันจะพาไป”
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ยารักษาใจ
ถ้าความเคียดแค้นพยาบาท
คือ
“พิษ”
ที่กัดแผลในใจให้เรื้อรัง
การให้อภัยและการมีเมตตาจิต
ก็คือ
“ยา”
ที่สมานแผลให้ดีดังเดิม
การให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา
เป็นเรื่องยาก แต่การที่จะมีชีวิต
อย่างผาสุก ตราบใดที่ยังมีความโกรธ
เกลียดสั่งสมในใจ กลับเป็นเรื่องที่ยากกว่า
พระไพศาล วิสาโล
*-------------------------------------------------------------------------------------*
ความสุขอยู่ที่มุมมอง
“หากมองเห็นแต่สิ่งที่มี
ไม่มองสิ่งที่ขาด นอกจาก
จะไม่ทุกข์เพราะยังไม่มีนั่นนี่แล้ว
เมื่อถึงคราวที่ต้องสูญเสีย
บางสิ่งบางอย่างไป ก็ไม่ทุกข์ง่าย ๆ
เพราะยังมีสิ่งของต่าง ๆ อีกมากมาย”
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2018, 07:08:33 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #508 เมื่อ:
มกราคม 10, 2018, 04:47:28 pm »
ใจใหม่รับปีใหม่
ปีใหม่มาแล้ว อย่าให้ใหม่แต่ปี ใจเราก็ควรจะใหม่ด้วย ถ้าปีใหม่มาแล้ว แต่ใจยังถูกล่ามกับอดีต หมกมุ่นอยู่กับความผิดหวัง ความพลัดพรากสูญเสีย หรือความเจ็บปวดในปีที่ผ่านมา นั่นแปลว่าใจเรายังเก่าอยู่ ถ้าตัวอยู่ปีใหม่ แต่ใจอยู่ปีเก่า เราจะไม่สามารถพาชีวิตไปข้างหน้าได้เลย
ชีวิตก็จะจมปลักอยู่กับอดีต ดังนั้นเราจึงควรปล่อยวางเรื่องร้าย ๆ ในอดีต อย่าปล่อยให้มันล่ามใจเรา มองไปข้างหน้าด้วยใจที่สดใส เบิกบาน และมีความหวัง จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเอาประสบการณ์จากอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อนำพาชีวิตให้ประสบความสุขความเจริญในปีใหม่นี้
พระไพศาล วิสาโล
*_________________________________________________*
พรปีใหม่
ขอให้ทุกท่านได้รับสิ่งนี้ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐ คำว่าพรแปลว่าสิ่งประเสริฐ สิ่งประเสริฐหรือสิริมงคลในพุทธศาสนา ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่คือธรรมะในจิตใจ ธรรมะในจิตใจไม่มีใครที่จะให้แก่เราได้ มีแต่เราต้องทำขึ้นมาเอง แต่ถ้าเราสามารถสร้างหรือทำขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นของขวัญอันประเสริฐที่สุด อยากให้เรามอบของขวัญอันประเสริฐนี้แก่ตัวเราเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาให้ ไม่ต้องรอพรจากพระสงฆ์องคเจ้า เราสามารถมอบของขวัญให้ตัวเอง สร้างสิ่งประเสริฐคือพรให้แก่ตัวเอง แล้วเราจะได้ชีวิตใหม่ ทำให้เป็นปีใหม่อย่างแท้จริง
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2018, 07:09:29 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #509 เมื่อ:
มกราคม 10, 2018, 04:55:28 pm »
แมวสอนธรรม
“เราช่วยเขาก็อย่าไปคิดว่าเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา อย่าไปคิดว่าเขาจะมาภักดีกับเรา หลายคนมีความทุกข์เพราะคาดหวังว่าเขาจะต้องสำนึกในบุญคุณของเรา เขาจะต้องดีกับเรา พอเขาไม่ดีกับเราหรือเพราะเขาอาจสำนึกบุญคุณแต่ไม่มากอย่างที่เราต้องการ เราก็มีความทุกข์ รู้สึกว่าทำไมเขาไม่ตอบแทนบุญคุณของเราเลย ให้เงินเขาไปหรือให้ยืมเงินแล้วเขาก็ไม่สนใจที่จะมาตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไม่ดีกับเราก็เลยเกิดความบาดหมาง เกิดความคับแค้นใจ กลายเป็นว่าทำความดีหรือแม้ช่วยเขาแล้ว เกิดความทุกข์ใจในภายหลัง
อันนี้เพราะไปคาดหวังให้เขาทำดีกับเราให้เขาภักดีกับเรา แต่ถ้าเราลองมานึกเออเขาก็เหมือนกับแมวนะ เราให้อาหาร เค้ากินอาหารแล้วเขาก็ไปไม่รู้สึกภักดีอะไรกับเรา ถ้าเราช่วยคนเหมือนกับเราเลี้ยงแมว ไม่ได้หวังความภักดีจากเค้า พอได้รับการช่วยเหลือ หมดทุกข์หายหิวแล้วเขาก็ไป นี่การเลี้ยงแมวก็สามารถจะสอนเราได้เหมือนกัน สอนให้เราทำดีกับผู้อื่นด้วยการวางใจเหมือนกับเลี้ยงแมว”
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2018, 04:58:05 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า:
1
...
32
33
[
34
]
35
36
...
55
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
คติธรรม-คำกลอน
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล