ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352711 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #705 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2020, 10:58:43 am »




ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ มันเป็นตัวร้ายก็จริง แต่ว่าถ้าเรารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ ทำให้มีสติมีปัญญาเพิ่มขึ้น มันก็กลายเป็นของดีขึ้นมาได้

เวลาเราโกรธ ถ้าเรามีสติสักหน่อย ถามตัวเองว่าโกรธเพราะอะไร แทนที่จะคิดแต่หาทางระบายโกรธ หรือว่าเล่นงานคนที่ทำให้เราโกรธ ลองพิจารณาดูว่าเราโกรธเพราะอะไร บางทีอาจจะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น

เราโกรธเพราะว่าอัตตาของเราถูกกระทบใช่ไหม

เราโกรธเพราะคำพูดหรือการกระทำของเขากระทบจุดอ่อนของเราใช่ไหม

ตรงนี้เองที่ทำให้เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน คนเรามักมองไม่เห็นจุดอ่อนของตัว บางคนยึดติดกับหน้าตาของตนเองมาก กระทบไม่ได้ เป็นจุดเปราะบางมาก ถ้ามีใครมาพูดแย้งตัวเองต่อหน้าคนอื่นจะโกรธ แต่พอได้หันมาพิจารณาจนมองเห็นว่าเราโกรธเพราะอะไร เป็นคนโกรธง่ายเพราะมีจุดอ่อนตรงนี้ ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขตนเองได้ถูกต้อง ทำให้มีความสุขมากขึ้น แต่ถ้าไม่แก้ไขก็จะทุกข์อยู่เรื่อยไป


พระไพศาล วิสาโล

เติมธรรมะลงในชีวิต ๑๐ปีสวนโมกข์กรุงเทพ







  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2020, 10:52:50 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #706 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2020, 11:49:34 am »



ความเจ็บป่วยมีประโยชน์ไม่น้อย เพราะมาทำให้เราตระหนักว่าตอนที่ไม่เจ็บป่วยนั้นเป็นช่วงที่วิเศษอย่างยิ่ง เป็นช่วงที่เรามีความสุขอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว แต่ตอนนั้นเราอาจไม่ตระหนักหรือไม่สนใจเอาเลย เพราะใจมัวไปสนใจเรื่องอื่น เช่น แข่งกันหาเงินหาทอง แสวงหาชื่อเสียง อะไรต่างๆ บางทีกลับจะเป็นทุกข์ด้วยซ้ำที่ไม่ได้สิ่งเหล่านั้นมาตามที่ต้องการ นี่แหละที่เรียกว่า มีสุขแต่ไม่เห็นสุข

แต่พอเจ็บป่วยขึ้นถึงจะรู้ว่าเงินทองชื่อเสียงมันไม่สำคัญเท่ากับการปลอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ตอนนั้นแหละเราจะเห็นคุณค่าของสุขภาพว่ามีความสำคัญอย่างไร และเราก็จะตระหนักว่าในยามที่มีสุขภาพดี ถึงจะมีเงินน้อย ไม่เด่นดังอะไร นั่นก็เป็นความสุขของชีวิตแล้ว เรีกว่าเป็นโชคของชีวิตก็ได้ นี่แหละคือประโยชน์ของความเจ็บไข้ได้ป่วย มันมาเตือนให้เราได้คิดว่าตอนที่เรายังมีสุขภาพดีนั้นมีค่าอย่างไรบ้าง

ที่จริงโรคภัยไข้เจ็บยังมีประโยชน์มากกว่านั้น มันเป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังดำเนินชีวิตอย่างไม่ถูกต้อง ชีวิตของเราอาจกำลังเสียสมดุลไป เช่น ทำงานหนักมากไป หรือพักผ่อนน้อยไป หรือว่าเราอาจเรากินอาหารไม่ถูกต้อง กินอาหารขยะหรือน้ำตาลมากไป โรคภัยไข้เจ็บมากระตุ้นให้เราหันมาทบทวนการบริโภคหรือการใช้ชีวิตของเราว่าผิดพลาดที่ตรงไหนบ้าง มันมากระตุ้นให้เราปรับชีวิตจิตใจให้ถูกต้องทั้งการกิน การนอน การทำงาน รวมทั้งการวางจิตวางใจให้ถูกต้อง

จิตใจก็สำคัญเพราะถ้าเครียดมากไป หรือเป็นคนเจ้าอารมณ์ ก็ทำให้ป่วยได้ แม้แต่คนที่ชอบเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ก็อาจเป็นโรคหัวใจได้ง่าย อันนี้เป็นข้อสรุปจากการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ เพราะคนที่ชอบเก็บตัวนั้นมีแนวโน้มที่จะเครียดหรือกังวลเรื้อรังจนป่วยในที่สุด เรื่องการกินการนอน การทำงานและจิตใจ ล้วนมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคภัยไข้เจ็บทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราล้มป่วยแล้ว อย่ามัวแต่ทุกข์ ให้รู้จักใช้ความเจ็บป่วยให้เกิดประโยชน์ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ก็เหมือนกับว่าเราได้กำไร เพราะสามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นโชคได้


พระไพศาล วิสาโล







  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 02, 2020, 05:49:53 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #707 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2020, 11:53:42 am »




เวลาเราทำงานล้มเหลวก็เหมือนกัน อย่ามัวแต่เสียใจ เสียใจก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น และที่เราเสียใจก็เพราะว่าเราไปอยู่กับอดีตมากไป แต่ว่าถ้าเรามีสติมีปัญญา เราก็ต้องเอาสิ่งที่ผ่านไปแล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับปัจจุบัน คือกลับไปมองดูว่าที่เราล้มเหลวนั้นเป็นเพราะอะไร มันสามารถบอกเราได้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ผิดพลาดที่ตรงไหน เราจะได้แก้ไขจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดนั้นได้ ขอให้เรามองว่าความล้มเหลวเป็นครูที่สำคัญของเรา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองตรงนี้เท่าไหร่ มักจะมองว่าความล้มเหลวเป็นศัตรู ไม่อยากนึกถึง ไม่อยากเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเรามองความล้มเหลวเป็นครู เราก็จะได้กำไร เพราะช่วยให้เราเกิดปัญญาขึ้นมา

คนเราจะสำเร็จได้บางทีก็ต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อน แม้แต่พระพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ได้เดินทางผิด ไปหลงบำเพ็ญทุกรกิริยามาถึงหกปีเต็ม บางทีพระองค์อาจจะไม่พบสัจธรรมเลยก็ได้ แต่เนื่องจากพระองค์เคยพลาดมาก่อน พลาดมาถึงหกปี เรียกว่าลงทุนลงแรงเต็มที่เลย อดอาหารจนกระทั่งร่างกายผ่ายผอม ทำทุกอย่างที่เป็นการทรมานตน แต่เมื่อพระองค์ไม่พบสัจธรรม ก็เลยได้คิดว่าเป็นเพราะพระองค์เข้าไปในทางสุดโต่งนั่นเอง พระองค์จึงนึกถึงทางสายกลาง

ทางสายกลางนี่พระพุทธองค์ค้นพบได้ก็เพราะประสบความล้มเหลวจากการถลำเข้าไปในทางสุดโต่งทั้งสองทาง ความผิดพลาดและความล้มเหลวจากการหมกมุ่นในกามสุขและการทรมานตนไม่ใช่เป็นสิ่งที่แย่ไปเสียหมด มันมีประโยชน์อย่างมากตรงที่ทำให้พระองค์ค้นพบทางสายกลาง อย่างนี้ก็เรียกว่ารู้จักเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี เอาความล้มเหลวเป็นครู

เราไม่ค่อยมองตรงนี้กันเท่าไหร่ อย่าคิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นยอดมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง ที่จริงไม่ใช่ พระองค์เคยพลาดอย่างหนักมาแล้ว แต่พลาดแล้วพระองค์ตั้งตัวใหม่ได้ และเกิดปัญญามากขึ้น พวกเราก็เหมือนกัน อย่าไปกลัวความล้มเหลว ข้อสำคัญก็คือล้มเหลวแล้วต้องฉลาดมากกว่าเดิมต้องรู้จักเรียนรู้จากความล้มเหลว ถึงจะเกิดปัญญา

พระไพศาล วิสาโล







  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2020, 11:57:51 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ตายได้อย่างสงบ - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #708 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2020, 06:19:50 pm »




    ตายได้อย่างสงบ  


การหมั่นพิจารณามรณสติ จะทำให้เรารู้จักใช้ประโยชน์จากการสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหน แทนที่จะเอาแต่ทุกข์ไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว ควรถือว่าความสูญเสียเหล่านั้นมิใช่อะไรอื่นหากคือสัญญาณเตือนภัยว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องประสบกับความสูญเสียที่ใหญ่หลวงกว่านั้น

ถ้าหากเรายังทำใจกับความสูญเสียสิ่งรักสิ่งหวงแหนไม่ได้ เราจะรับมือกับความตายได้อย่างไร เพราะถ้าวันนั้นมาถึงเราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ ครอบครัว คนรัก อำนาจ ตลอดจนชีวิตจิตใจและร่างกาย รวมทั้งโลกที่เรารู้จัก

นอกจากการระลึกถึงความตายอยู่เสมอแล้ว เรายังสามารถเตรียมตัวเผชิญความตายได้ด้วยการหมั่นทำความดีอยู่เสมอ เพราะความดีนั้นช่วยเสริมสร้างคุณภาพจิต ให้มีความสงบเย็น และเป็นปกติ ขณะเดียวกันการละเว้นความชั่วก็ทำให้จิตไร้สิ่งเศร้าหมอง คุณภาพจิตเหล่านี้มีความสำคัญมากในวาระสุดท้ายของชีวิตเพราะช่วยประคองใจไม่ให้อารมณ์อกุศลเข้ามาครอบงำจนเกิดความทุกข์ทรมาน ขณะเดียวกันความอิ่มเอิบปีติก็จะเกิดขึ้นเมื่อระลึกถึงบุญกุศลที่ได้เคยทำ ทำให้จากไปอย่างสงบ

ในทางตรงกันข้ามกับคนที่ทำความชั่วอยู่เป็นอาจิณ จิตจะเต็มไปด้วยอารมณอกุศล ในยามใกล้ตายบาปกรรมที่เคยกระทำจะมาปลุกเร้าอารมณ์อกุศลให้แผ่ซ่าน เช่น ความรู้สึกผิด ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก ความเคียดแค้นชิงชัง ซึ่งทำให้ทุรนทุรายและตายอย่างไม่สงบ

ควบคู่ไปกับการทำความดีหมั่นบำเพ็ญกุศล ก็คือฝึกจิตอย่างสม่ำเสมอให้มีสติที่เข็มแข็งฉับไวหรือมีความตื่นรู้อยู่เป็นนิจ ในยามที่ร่างกายใกล้แตกดับ จิตจะแปรปรวนและง่ายที่จะเข้าไปในอารมณ์ที่เป็นอกุศล ซึ่งทำให้ทุกข์และทุรนทุรายมากขึ้น สติที่ฝึกฝนไว้ดีแล้วจะเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้ถลำจมในอารมณ์อกุศลทั้งหลาย และช่วยให้จิตใจเกิดความสงบเย็นเป็นสมาธิได้ง่าย

ยิ่งศึกษาและปฏิบัติจนเกิดปัญญาคือความเข้าใจแจ่มชัดในความจริงของสิ่งทั้งปวง ก็จะปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ลงได้ง่ายดาย ไม่คิดเหนี่ยวรั้งสิ่งใด ๆ ไว้แม้กระทั่งร่างกายหรือชีวิต เพราะตระหนักชัดว่าสิ่งทั้งปวงล้วนไม่เที่ยงและไม่น่ายึดถือแต่อย่างใด ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป และดังนั้นจึงพร้อมรับความตายได้อย่างสงบ ไม่ต่างจากคนที่เมื่อได้ยินระฆังเลิกงานก็วางงานลงและกลับบ้านโดยไม่มีความรู้สึกอาลัยแต่อย่างใด


พระไพศาล วิสาโล







  ขอบคุณข้อมูลจาก Facebook Kanlayanatam
https://www.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2020, 06:25:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“มองไกลเห็นกว้าง” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #709 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2020, 05:37:31 am »




  มองไกลเห็นกว้าง 



ถ้าเรายกจิตให้อยู่เหนือโลกธรรม หรือเหนือความเป็นคู่ ก็จะเห็นโลกและชีวิตได้ไกลขึ้น เราจะไม่ติดอยู่กับการมีหรือการเสีย เพราะรู้ดีว่าวันนี้ถึงได้มา พรุ่งนี้ก็ต้องเสียไป วันนี้ได้รับคำสรรเสริญ พรุ่งนี้ก็หนีไม่พ้นคำนินทา วันนี้เขารักเรา พรุ่งนี้เขาอาจจะเกลียดเรา การยกจิตสู่ระดับโลกุตตระ จะช่วยทำให้เรารู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะรู้ดีว่าวันหน้าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เรียกว่ามองข้ามช็อตไปได้

พระไพศาล วิสาโล










  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2020, 07:32:05 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
พลังแห่งเมตตากรุณา - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #710 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2020, 05:44:22 am »




  พลังแห่งเมตตากรุณา 



ไม่เพียงกับสัตว์เท่านั้น แม้กระทั่งความผูกพันกับต้นไม้ก็มีผลต่อสุขภาพกายและใจมาก การวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เพียงแค่การดูแลต้นไม้ เช่น รดน้ำให้ทุกวัน ช่วยลดอัตราการตายของผู้เฒ่าในบ้านพักคนชราได้ถึงครึ่งหนึ่ง เมตตากรุณา ไม่เพียงกับคน แม้กระทั่งกับสัตว์และต้นไม้ มีอานุภาพต่อกายและใจของเราอย่างคาดไม่ถึง เป็นธรรมโอสถที่หาได้ง่ายเพราะมีอยู่แล้วในใจเรา ขอเพียงแต่เปิดใจนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นเท่านั้น เมตตากรุณาก็จะเบ่งบานขึ้นในใจเรา”

พระไพศาล วิสาโล










  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 02, 2020, 06:04:01 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์ 


การยอมรับความจริง มิได้หมายถึงการยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ที่จริงแล้วมันกลับช่วยให้เราสามารถรับมือกับเหตุร้ายได้ดีขึ้น คนที่ยอมรับความเจ็บป่วยได้ นอกจากใจจะทุกข์น้อยลงแล้ว ยังมีเวลาใคร่ครวญหาทางเยียวยารักษา สามารถใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ ไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ผิดกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง จะมัวแต่ตีโพยตีพาย คร่ำครวญวิตกกังวล จนไม่เป็นอันทำอะไร สิ่งที่ควรทำจึงไม่ได้ทำ ปัญหาที่ควรแก้จึงไม่ได้แก้

ลองถามตัวเองว่าแต่ละวันเราเสียเวลาและพลังงานไปกับการคร่ำครวญหรือวิตกกังวลมากมายเพียงใด บางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึง ขณะที่บางเรื่องก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรากลับตีโพยตีพายไปล่วงหน้าแล้ว แม้แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็เถอะ ลองตั้งสติและมองให้รอบด้านอาจพบว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหนักหนาเลย เป็นแต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่านั้น ลองปล่อยวางความคาดหวังนั้น ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหลือบ่ากว่าแรง อีกทั้งอาจมีแง่ดีบางอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนก็ได้ ที่สำคัญก็คือ อย่ามัวจดจ่อปักใจอยู่กับสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่าชีวิตนี้ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่รอการชื่นชมจากเรา


ความทุกข์บางอย่างเราหนีไม่พ้นก็จริง แต่หากเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้เป็น ใจก็ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

พระไพศาล วิสาโล








  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2020, 10:46:00 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม คติธรรม-คำกลอน - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #712 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2020, 06:06:08 am »




    วิธีแห่งอิสรภาพ 

อิสรภาพที่ผู้คนเรียกร้องแล้วก็เชื่อว่าตัวเองมีแล้ว แต่จริงๆแล้วชีวิตของเขาเหล่านั้นยังไม่ได้มีอิสระอย่างแท้จริง เพราะว่ายังต้องถูกกำหนดบงการหรือกำกับโดยสิ่งต่างๆมากมาย แค่เจอเสียงดังก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว เมื่อมีคนนินทาต่อว่าก็โกรธ เมื่อเจ้านายแค่ตำหนิ ตัวเองก็เป็นทุกข์ขึ้นมา หรือว่าก็ถูกตัดเงินเดือนก็หัวเสีย ชีวิตของเราจิตใจของเราในแต่ละวันไม่ได้สะท้อนเลยว่ามีอิสระ เราปล่อยให้ชีวิตของเราจิตใจของเราถูกกำหนดถูกบงการด้วยสิ่งต่างๆมากมาย แม้ว่าในยุคที่ที่เราถือว่ามีเสรีภาพแล้ว แต่ชีวิตของผู้คนนี้ก็ยังถูกบงการถูกกำหนดด้วยสิ่งต่างๆมากมาย ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เจอลูกที่ไม่พอใจ เจอข้อความที่ไม่ถูกใจก็หงุดหงิด กินอาหารที่ไม่อร่อยก็ไม่พอใจ อันนี้แสดงให้เห็นว่าชีวิตจิตใจของเราไม่ได้มีอิสระเลย มันถูกกำหนดบงการด้วยสิ่งต่างๆ

ยิ่งถ้าเกิดสูญเสียสิ่งที่เราครอบครองหรือของรักคนรัก ยิ่งเป็นทุกข์เข้าไปใหญ่ เงินหาย ทรัพย์สมบัติถูกโกง ก็กลุ้มอกกลุ้มใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ คนรักตีจากก็คับแค้น หรือว่าถ้าเกิดคนรักล้มหายตายจากไปก็เศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ อดอาลัยตายอยากกับชีวิต อันนี้แสดงว่าเราไม่ได้มีอิสระจริง เพราะชีวิตจิตใจของเราก็ยังถูกกำหนดถูกบงการถูกกำกับด้วยสิ่งต่างๆมากมาย รวมทั้งเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นโลกธรรมฝ่ายบวก หรือโลกธรรมฝ่ายลบ มันมาเป็นสิ่งที่มากำหนดกฎเกณฑ์ตัวเรา อยากได้ลาภ อยากได้ยศ อยากได้คำสรรเสริญ ก็ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีต้องยอมทำชั่ว ต้องยอมโกหก ต้องยอมคดโกง เพื่อจะได้ลาภได้ยศได้ตำแหน่งหรือบางทีก็ต้องยอมสร้างภาพให้ดูดีเพื่อจะได้คำสรรเสริญ อันนี้มันก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีอิสรภาพเลย ทุกอย่างหรือหลายๆอย่างมันเข้ามามีอำนาจบงการชีวิตเรา

พระไพศาล  วิสาโล



  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=sV2gcHw5xrA&t=6s



*_________________________________________________________________________________________*



  อธิษฐานเพื่อชีวิตที่ดีงาม

สิ่งที่เราควรมี ต้องใส่ใจคือจิตใจต้องหนักแน่น โดยเฉพาะเวลาการกระทำและคำพูดที่มากระทบ ก็ตึงขึ้น เราก็ควบคุมการกระทำของใครไม่ได้ แต่เราควรจะควบคุมความรู้สึกนึกคิดจิตใจของเราได้บ้าง ไม่ว่าเขาจะพูดเขาจะทำอะไร ขอให้จิตใจเราเข้มแข็งมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ใช่ว่าพอเขากระทบเรา ใจเราก็กระเทือนเกิดความโกรธความขุ่นมัว เท่านั้นไม่พอหลุดปากก็ว่าออกไป อันนั้นไม่ใช่วิสัยของชาวพุทธ ของนักปฏิบัติธรรมใครเขาจะพูดหรือทำอย่างไรกับเรา สิ่งที่เราควรทำก็คือมีจิตใจที่มั่นคง ไม่ปล่อยให้ความโกรธความเกลียดครองใจ อย่าไปคิดว่าเขาพูดไม่ดีกับเรา เพราะฉะนั้นเราก็มีสิทธิ์ที่จะพูดไม่ดีกับเขา

พระพุทธเจ้าสอน พึงชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เขาจะโกรธเราอย่างไร เขาจะไม่พอใจเราอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของเขา หน้าที่ของเราคือรักษาใจของเราไม่ให้โกรธไม่ให้เกลียด พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดโกรธตอบต่อผู้โกรธ ผู้นั้นเลวยิ่งกว่าผู้โกรธ หมายความว่าใครโกรธเรา เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเราโกรธต่อ ไม่ใช่ด้วยความคิด ความรู้สึก แต่ด้วยคำพูดการกระทำก็ถือว่า เราแย่กว่าเขา เพราะเรากำลังบั่นทอนประโยชน์ตน เพราะฉะนั้นให้เราเตือนใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเจอการกระทำหรือคำพูดของคนวัดหรือคนนอกวัดที่ไม่ถูกใจเรา ขอให้จิตใจเรามั่นคงเข้มแข็ง รู้จักมีสติ รู้ทันความคิดและอารมณ์ ทำให้ดีกว่านี้นั้นก็คือมีเมตตา

พระไพศาล  วิสาโล


  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=ZcTnO7lbUDM



*_________________________________________________________________________________________*



  กินบำรุงใจ 

ถ้าเรากินอย่างมีสติ ดีทั้งกับจิตใจ ดีทั้งกับร่างกายของเรา ที่จริงที่นี่ควรจะมีสติตั้งแต่เดินไปตักอาหาร ขณะที่เราเดินไปตักอาหารก็เดินไปด้วยความรู้ตัว พอเดินไปถึงโต๊ะก็ไม่ได้ตักทันทีต้องเข้าคิว เวลาเข้าคิวคอยเพื่อนก็ขอให้มีสติรู้กายไป มีสติรู้ลมหายใจเข้าออก หรือว่าเอามือคลึงจานคลึงภาชนะ ถ้าเป็นพระก็คลึงบาตรระหว่างที่คอย คราวของเรา คิวของเรา บางทีเห็นอาหารอร่อยเกิดความพอใจขึ้นมา ก็รู้ อาหารบางอย่างมีน้อย เราก็หมายตาเอาไว้ ปรากฏว่าเพื่อนทั้งหน้าตักไปเรียบร้อยแล้ว เกิดความไม่พอใจก็เห็นมัน เห็นความหงุดหงิด ที่จริงมันอาจจะเริ่มหงุดหงิดตั้งแต่คอยแล้ว แถวยาวขยับช้า

โดยเฉพาะช่วงนี้ช่วงโควิดก็จะมีมาตรการหลายอย่างที่ทำให้อะไร ๆก็ช้าลง เห็นความหงุดหงิดเกิดขึ้นอันนี้ได้กำไรแล้วแทนที่จะหงุดหงิดฟรีก็กลายเป็นว่ามันมาฝึกสติให้เรา ความหงุดหงิดถ้าเกิดขึ้นแล้วเห็นมันรู้ทันมีประโยชน์ แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ทำให้ใจเราเป็นทุกข์มากขึ้นเกิดการร้อนรุ่ม เจออาหารที่ชอบก็ให้มีสติตักพอประมาณ คำนึงถึงสุขภาพของเราว่าถ้ากินมากไปจะเกิดอะไรขึ้น และที่สำคัญก็คำนึงถึงคนข้างหลังด้วย มันเป็นของชอบ แล้วอยากกินปล่อยให้ความอยากให้มาครองใจก็ตักเยอะ บางทีตักเยอะๆแล้วก็กินไม่หมดทิ้ง เสียดายกลายเป็นขยะ เกิดปัญหาขึ้นมาอีก และที่สำคัญคนข้างหลังไม่ได้กิน อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมที่เราต้องใส่ใจแล้ว ที่จริงก็เป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าทีเดียวระหว่างที่เราคอยระหว่างที่เราเข้าคิว แทนที่จะหงุดหงิดไป เราก็ได้จะเติมสติทีละนิดๆ ทีละขณะๆ ถึงเวลากลับมาที่นั่งของเรา เราก็คอยจนกว่าคนอื่นเขาจะตักครบ จนกระทั่งทุกคนพร้อมแล้ว ถึงค่อยกินระหว่างที่รอก็อย่าปล่อยให้ใจลอย ให้มีสติให้รู้ที่ลมหายใจเข้าออก รู้ที่มือที่คลึงไปคลึงมา

จะเห็นได้ว่าเวลาครึ่งชั่วโมงที่เรามานั่ง ที่ศาลานี้ทั้งก่อนและระหว่างฉันและระหว่างกิน และกินเสร็จก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าไม่มีเวลาไม่ได้แล้ว ที่จริงการกินข้าวกับการเจริญสติการปฏิบัติธรรมก็เป็นเรื่องเดียวกัน เช่นเดียวกับกิจวัตรประจำวันต่างๆตลอดทั้งวันมันก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้


พระไพศาล  วิสาโล

  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=v7UYXlfahws&t=5s



*_________________________________________________________________________________________*


  ออกกำลังกาย  เติมกำลังใจ 

เราก็ต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายให้มากขึ้น กำลังกายยังมีผลต่อจิตใจ การออกกำลังกายสม่ำเสมอก็คือการเติมกำลังให้กับจิตใจ ออกกำลังกาย ใจก็มีกำลัง สมัยนี้จิตใจคนอ่อนแอ รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ว่าไม่สามารถบังคับให้ทำสิ่งที่ดีๆ หลีกเลี่ยงทำสิ่งที่ไม่ดีได้ อย่างที่เขาพูดว่า ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้ อดใจไม่ได้คือว่าจิตใจมันไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงในการต้านทานสิ่งล่อเร้าเย้ายวน อาหารที่มีน้ำตาล ช็อกโกแลต ไอติมอร่อยๆ ห้ามใจไม่อยู่ ทั้งๆที่รู้ว่ากินมากไม่ได้นะรวมทั้งเหล้าบุหรี่รู้ว่าไม่ดีแล้ว แต่ห้ามใจไม่ได้ ทำให้จิตใจไม่มีกำลัง

ถ้าเกิดว่าเรากำลังกายบ่อยๆ ไม่ใช่ร่างกายจะเข้มแข็งอย่างเดียว จิตใจก็เข้มแข็งด้วย มันก็ทำให้มีกำลังต้านทานสิ่งเร้าเย้ายวน ที่เป็นโทษต่อชีวิต ต่อร่างกาย ต่อจิตใจ และที่จริงแล้ว มันก็กลับกัน จิตใจดีก็ทำให้มีกำลังในการที่จะเคี่ยวเข็ญตนเองให้มาออกกำลังกาย คนเราถ้ามีจิตใจเข้มแข็ง มันก็เอาชนะกิเลสก็สามารถจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายตื่นแต่เช้า ขยับแข้งขยับขา ออกกำลังกายทำให้เกิดกำลังใจและกำลังใจก็ส่งเสริมกำลังกาย


พระไพศาล  วิสาโล

  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=dz8p5pPEbyI&t=6s




*_________________________________________________________________________________________*


  ความสุขอันประเสริฐ 


มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาความสุข แต่น่าสงสัยว่าเรารู้จักความสุขที่กำลังแสวงหาดีแล้วหรือ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนที่ใฝ่หาแต่ความสุขจากวัตถุเป็นหลัก และทำทุกอย่างเพื่อความสุขดังกล่าว โดยหาได้ตระหนักไม่ว่ามีความสุขที่ประเสริฐกว่านั้น ใช่แต่เท่านั้นบ่อยครั้งการไล่ล่าหาความสุขทางวัตถุ กลับทำให้เราต้องสูญเสียความสุขที่ประเสริฐกว่าไป ดังนั้นเราจึงพบว่ามีผู้คนเป็นอันมากแม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ในใจนั้นหาความสุขไม่ได้เลย แม้เขาจะมีเกือบทุกอย่างที่ชีวิตต้องการ แต่มีอย่างหนึ่งที่ขาดหายไป นั่นคือ ความสุขอันประณีต

ความสุขอันประณีตนั้นไม่ได้เกิดจากการเสพหรือเอาเข้าตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่เกิดจากการสละออกไปจนจิตใจโปร่งเบา ไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งเร้าจิตกระตุ้นใจ แต่เกิดจากใจที่สงบรำงับ ความสุขชนิดนี้นอกจากทำให้เรารู้จักพอและไม่ตกเป็นทาสของวัตถุแล้ว ยังประสานใจเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้คนรอบข้างและธรรมชาติแวดล้อม ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ทำให้เราเป็นมิตรกับตนเองได้อย่างสนิทแนบแน่น ก่อให้เกิดสันติภาพทั้งภายในและภายนอก

พระไพศาล  วิสาโล

  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=aGCeBLpuJvg&t=1s




*_________________________________________________________________________________________*


  สงบเพราะรู้ 


ความสงบใจมี ๒ อย่าง อย่างแรกคือสงบเพราะไม่รู้ หรือตัดการรับรู้ เช่น บังคับไม่ให้มีเสียงดัง หรือมาอยู่วัดก็ไม่เปิดวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ไม่พูดคุยกันเอง หรือแม้จะมีเสียงแต่เราตัดการรับรู้ เช่น หลับตา พยายามบังคับจิตให้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น อยู่กับลมหายใจ หรือเอาจิตมาเพ่งที่เท้าขณะเดิน แม้เสียงรอบตัวจะดังแค่ไหน แต่จิตไม่รับรู้ เพราะจดจ่ออยู่กับอารมณ์เดียว อย่างนี้ใจก็สงบได้ ในทำนองเดียวกันบางคนก็สงบได้เมื่อเก็บตัวอยู่ในห้องพระ ห้องแอร์ อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว มีการตัดเสียงรบกวนและไม่ให้คนเข้ามายุ่มย่าม จึงไม่มีการรับรู้ที่จะทำให้จิตใจกระเพื่อมได้ ไม่ต้องรับรู้ข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมือง อย่างนี้เรียกว่าสงบเพราะไม่รู้ หรือตัดการรับรู้ เกิดจากการควบคุมสิ่งแวดล้อม หรือควบคุมจิตใจให้แน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความสงบใจอย่างที่ ๒ คือสงบเพราะรู้ หมายความว่าแม้หูได้ยินเสียง ตาเห็นรูป แต่ใจก็สงบได้ บางครั้งอาจจะกระเพื่อมเพราะเห็นรูปหรือได้ยินเสียง แต่เมื่อใจกระเพื่อมแล้วมีสติรู้ รู้แล้ววาง ก็ทำให้สงบต่อไปได้ ความสงบชนิดนี้อาศัยสติเป็นพื้นฐาน เสียงดังแต่ใจยังสงบได้ อย่างที่เคยเล่าเรื่องหลวงปู่บุดดาว่า มีเสียงเกี๊ยะดังเข้ามาในห้องที่ท่านจำวัดอยู่ ลูกศิษย์รู้สึกรำคาญ แต่ท่านไม่รู้สึกรำคาญ ใจยังสงบได้เพราะไม่เอาหูไปรองเสียงเกี๊ยะ ทำอย่างไรจึงจะไม่เอาหูไปรองเสียงเกี๊ยะได้ ก็ต้องมีสติกำกับใจ หูก็จะไม่หาเรื่อง เสียงดังแต่ใจไม่กระเพื่อมเพราะเสียงนั้น อย่างนี้เรียกว่าสงบเพราะรู้ สงบทั้ง ๆ ที่ได้ยินเสียง แต่สงบได้ เพราะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะมากระทบ

ความสงบที่ดีที่สุดคือ สงบเพราะรู้ เริ่มต้นด้วยการรู้เพราะสติ ต่อจากนั้นก็รู้ด้วยปัญญา จะทำเกิดสภาวะจิตอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวอยู่ในโลก แต่จิตอยู่พ้นโลก หรือจิตอยู่เหนือโลก เปรียบเหมือนกับดอกบัวที่เกิดในน้ำ โตในน้ำ แต่สามารถเจริญพ้นน้ำได้ นี้คือสภาพจิตของคนที่มีปัญญา เกิดในโลก โตในโลก แต่จิตอยู่เหนือโลกได้ น้ำไม่สามารถฉาบติดดอกบัวหรือใบบัวได้ฉันใด กิเลสหรือความทุกข์ก็ไม่อาจแปดเปื้อนจิตใจได้ฉันนั้น นี้แหละคือความสงบอันประเสริฐสุด ที่เราควรรู้จักและไปให้ถึง


พระไพศาล  วิสาโล

  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=qEe-S1_3Xbg




*_________________________________________________________________________________________*


  เปิดใจให้ตัวรู้


“รู้” ตรงข้ามกับ “หลง” เมื่อใดที่เราหลง ปัญหาและความทุกข์ก็มักจะตามมา เราไม่เพียงแต่หลงทางหรือหลงเชื่อคนอื่นเท่านั้น ที่สำคัญและเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็คือ “หลงความคิด” และ“หลงอารมณ์” ซึ่งทำให้เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนพลั้งเผลอหรือผิดพลาด เช่น พูดร้าย หรือทำร้ายผู้อื่น กระทั่งทำร้ายตนเอง แม้ไม่ถึงขั้นนั้น แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ จมอยู่ในความทุกข์ เพราะจิตหลงเข้าไปในอดีตอันเจ็บปวด หรือติดอยู่ในภาพอนาคตที่ปรุงแต่งในทางลบ จนเกิดความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ โกรธแค้น ขุ่นมัว หรือไม่ก็วิตกกังวล หนักอกหนักใจ

เพียงแค่กลับมารู้สึกตัว หรือรู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เผลอพลัดเข้าไปเท่านั้น จิตก็จะกลับมาเป็นปกติสุข หลุดพ้นจากอารมณ์เหล่านั้นได้ ทุกวันสามารถเป็นวันแห่งความสดชื่นเบิกบานได้ หากเรามีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีสติช่วยเตือนใจให้รู้ทัน ไม่หลงเข้าไปในความคิดและอารมณ์เหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว

ความรู้สึกตัวหรือความรู้ตัว เป็นพื้นฐานให้เกิด “รู้” อีกชนิดหนึ่ง คือ รู้ความจริง หรือเห็นธรรมชาติของกายและใจตามความเป็นจริง เห็นกระทั่งว่า มันไม่ใช่ “กู”หรือ “ของกู” ดังนั้นจึงช่วยไถ่ถอนจิตจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อใดที่รู้สึกตัว “ตัวกู”ก็หายไป แม้ปุถุชนยากที่จะรู้สึกตัวได้ต่อเนื่อง แต่ละวัน ๆ อาจหลงมากกว่ารู้ แต่ความรู้สึกตัวที่เพิ่มพูนขึ้น ย่อมช่วยลดความยึดติดถือมั่นในตัวตน ความทุกข์จึงบรรเทาเบาบางตามไปด้วย สิ่งที่มาแทนที่คือความปกติสุข สดชื่น เบิกบาน


พระไพศาล  วิสาโล

  คลิกฟังทั้งหมดได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=-6XbHGgXtdA










  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2020, 07:01:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
สะพานธรรม สะพานทุกข์ - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #713 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2020, 06:14:59 am »



  สะพานธรรม สะพานทุกข์ 

พระไพศาล วิสาโล

ถอดเสียงเป็นข้อขียนจาก คุณ Nonglak Trongselsat



พรรษานี้วัดป่าสุคะโตมีความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากพรรษาที่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นสังเกตได้ ถ้าหากมาวัดบ่อยๆ นั่นคือมีสะพานใหม่ สะพานเพิ่งสร้างใหม่แข็งแรงมั่นคง และเชื่อว่าทนทานกว่าสะพานเก่าๆที่เคยมีตลอด 50 ปีที่วัดป่าสุคะโตสร้างมา เป็นส่วนประกอบสำคัญของที่นี่ ใครไปใครมาก็มักจะมาสะพาน ที่ผ่านมาสะพานไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่โดยเฉพาะ 20-30 ปีแรก สมัยที่อาตมามาจำพรรษาที่นี่ก็เมื่อ 40 ปีที่แล้ว สะพานนี้ทำแบบง่ายๆ เอาปีกไม้มาพาดต่อๆกัน แล้วตีตะปู บางปีกไม่ได้ตีตะปู เวลาหน้าฝนระดับน้ำจะสูง ไม้บางปีกก็ลอย สะพานก็เริ่มระส่ำระสาย เวลาเหยียบย่ำต้องระวัง หลายคน แม้กระทั่งพระเวลาไปบิณฑบาต เดินข้ามสะพานพลัดตกสะพานก็มี ตอนหลังแม้จะดีขึ้นแต่ว่าสะพานก็ยังไม่ได้ข้ามง่ายเท่าไหร่หลายคนมาวัดป่าสุคะโตกลัวมาก กลัวสะพาน ตกใจ หรือว่ากลัวว่าจะพลัดตกลงสระ 10 ปีหลังดีขึ้นเยอะแต่ก็ยังไม่แข็งแรง ตอนนี้ก็แข็งแรงมั่นคงแล้ว แต่ว่าก็ทำให้ขาดรสชาติไปบางอย่าง

สมัยก่อนเวลาเดินข้ามสะพาน ก็ต้องเดินอย่างมีสติ เป็นการฝึกสติตั้งแต่ก่อนที่จะมาภาวนาในกุฏิ ที่จริงไม่ใช่สะพานสุคะโตที่ข้ามลำบาก สมัยก่อนสะพานปูนที่เราใช้ข้ามจากบ้านกุดโง้งมาวัดป่าสุคะโตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ยังไม่มีสะพานปูน แต่ที่เราเห็นที่เราใช้นี้เพิ่งสร้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นรถมาไม่ถึง ถึงยากมาก จะต้องลงที่บ้านกุดโง้ง แล้วเดินข้ามสะพานข้ามลำปะทาว สะพานข้ามลำปะทาวยิ่งกว่าสะพานข้ามสระวัดป่าสุคะโตเพราะว่าเป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งมาวางขวางลำปะทาวไว้แล้วก็เดินข้าม เดินก็ไม่สะดวกสบายเท่าไหร่ เพราะว่ามันเป็นต้นไม้ ลำต้น มันไม่ได้ราบเรียบ บางทีน้ำก็ซัดสะพานหรือต้นไม้หายไปเลย หน้าแล้งก็ดีหน่อย เดินลุยข้ามน้ำลำปะทาวจริงๆ ใครขนของเย่อะก็เดินลำบากมากเลย แต่เดี๋ยวนี้สบาย มีสัมภาระมากมายก็บรรทุกใส่รถมา แล้วก็มาที่นี่ มาเจอสะพานของวัดป่าสุคะโตที่ปีนี้เขาสร้างได้แข็งแรงแน่นหนา

ก็ขอถือโอกาสขอบคุณหลายท่านที่บริจาคเงิน แล้วก็ช่วยลงไม้ลงมือสร้างให้แข็งแรง ก็ทำให้การเดินจากส่วนนอกหรือศาลานอกไปข้างในได้สะดวกมากขึ้น มันเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างส่วนหน้ากับส่วนในส่วนหน้าหรือศาลาหน้า คนค่อนข้างพลุกพล่านมีกิจกรรมอะไรก็มาทำตรงนี้ ถวายผ้าป่าถวายกฐิน รวมทั้งฉันอาหาร คนจะเยอะหน่อย แต่ถ้าไปอีกฝั่งหนึ่งจะสงบและตรงนั้นเป็นที่ที่ผู้คนมาบำเพ็ญภาวนา ส่วนใหญ่เราไปบำเพ็ญภาวนาเจริญสติ ทำสมาธิ ก็อีกฝั่งหนึ่งไม่ว่าเป็นพระ โยม สงบสงัดชัดเจนกว่า ใครมาวัดป่าสุคะโต ถ้ามาแค่ศาลาหน้าก็ไม่เรียกว่าถึง จนกว่าจะเดินข้ามสะพานแล้วก็ได้ไปสัมผัสธรรมชาติหรือว่าได้ไปอยู่ในกุฏิได้เจริญสมาธิภาวนา มันเป็นเรียกว่าอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียวสำหรับการมาดูจิต มาพินิจชีวิต ขณะที่ข้างหน้าเป็นเรื่องของการทำกิจกรรมต่างๆทางสังคมจะเรียกว่าฝั่งนี้เป็นฝั่งโลกก็ได้ ส่วนข้างในเป็นฝ่ายธรรม ถ้าพูดแบบหยาบๆง่ายๆ ที่จริงมันไม่ได้แยกกันชัดเจน

เมื่อเรามาวัดป่าสุคะโตแล้ว ก็ขอบคุณสะพาน ผู้สร้างสะพานที่ทำให้เราได้สัมผัส หรือว่าได้ไปเจริญภาวนาสะดวกมากขึ้น ที่จริงนอกจากการอาศัยสะพานนำพาเราไปการทำสมาธิภาวนาตามกุฏิในในวัดป่าสุคะโตแล้ว เราก็ควรมาดูใจด้วยว่า ใจของเรา สิ่งที่เรียกว่าสะพานใจ มันมีความเข้มแข็งแข็งแรงหรือเปล่า สะพานใจที่ว่านี้คือสะพานที่พาใจเราไปสู่ความไม่ทุกข์ ใจเราโดยปกติมีความผันผวนปรวนแปร ทุกคนปรารถนาความไม่ทุกข์ ความสงบ เราจะไปถึงความสงบได้ก็ต้องอาศัยสะพาน สะพานในใจ สะพานนี้ก็คือธรรมะ ถ้าหากว่าสะพานธรรมในใจเราไม่แข็งแรง หรือว่าผุพังมันก็ยากที่จะพาใจเราไปสู่อีกฝั่งหนึ่งคือความสงบ คือความเย็น คือมีความสุขได้

ที่เรามีความทุกข์ทุกวันนี้ก็เพราะว่าสะพานใจของเราที่ชื่อว่าสะพานธรรมไม่แข็งแรง หรือบางทีไม่มีเอาเลย แต่พวกเรามาถึงที่นี้แล้ว คงไม่ถึงขั้นว่าไม่มีเอาเลย สะพานธรรมที่จะพาเราไปสู่ความไม่ทุกข์ อันนั้นมันไม่ค่อยแข็งแรง มันผุพัง หรือว่ามันยังสร้างได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่มาช่วยกันสร้างสะพานให้วัดป่าสุคะโตแล้วก็อย่าลืมสร้างสะพานใจให้กับตนเองด้วยให้มีความแข็งแรงมั่นคง ที่จะพาเราสู่ความอิสระ สู่ความสงบเย็น สู่ความไม่ทุกข์ที่เป็นยอดปรารถนาของทุกคน ที่จริงหลายคนทีเดียวขณะที่สะพานธรรมไม่แข็งแรง ง่อนแง่น อีกสะพานหนึ่งกลับแข็งแรง มันคืออะไร จะเรียกว่าสะพานกิเลสก็ได้ หรือสะพานทุกข์ สะพานนี้มันไม่ใช่แค่ว่าเป็นสื่อให้เราเดินไปสู่ที่ใดที่หนึ่งอย่างเดียว

สะพานนี้ยังเป็นการเปิดช่องให้คนอื่น สิ่งอื่น ทั้งที่เป็นมิตร เป็นศัตรู สามารถเข้ามาหาเราได้ง่าย แล้วคนส่วนใหญ่ สะพานใจที่เข้มแข็งมั่นคงก็คือสะพานที่เปิดโอกาสให้ความทุกข์เดินเข้ามาหาเรา เปิดโอกาสให้กิเลสเดินเข้ามาหาเราได้สะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่สะพานธรรมในใจเราอ่อนแอ ไม่สามารถพาจิตพาใจของเรานำไปสู่ความสงบได้ หรือความสุขได้ แต่ว่าสะพานกิเลสมันเข้มแข็งมากเลย เปิดช่องให้กิเลสเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาสู่จิตใจของเรา แล้วเดี๋ยวนี้สะพานกิเลส มีเยอะทีเดียว ไม่ใช่แค่ตาหูจมูกลิ้นกาย นำพาความทุกข์นำพากิเลสมาให้ เดี๋ยวนี้มีตัวช่วยที่มีอานุภาพมากเช่นโทรศัพท์มือถือโทรศัพท์มือถือเป็นสะพานที่สามารถชักนำความทุกข์ชักนำความโกรธความเกลียด ความเครียด รวมทั้งความโลภมาสู่ใจเขาโดนใจบีบคั้นใจเราได้สมัยก่อนที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือสะพานก็สะพานกิเลสก็แข็งแรงอยู่บิ่งมีโทรศัพท์มือถือยิ่งมีสื่อต่างๆเช่นโทรทัศน์ วิทยุคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือทั้งโทรเข้ามาสู่ใจเราได้ง่ายดายมาก สมัยก่อนเมืองทุกเมืองจะมีสะพานข้ามคูเอาไว้เดินทางเข้าออกเวลา ศัตรูมา ก็จะชักสะพานขึ้น ไม่ให้ศัตรูเข้ามา เราก็เหมือนกัน

ถ้าเราต้องการรักษาใจของเราให้มีความสงบมีสันติ มีความสุข ต้องรู้จักสะพานบ้างโดยเฉพาะสะพานกิเลสเพื่อให้กิเลสเข้ามาสู่ความมาสู่จิตใจก็หมายความว่าถ้าโทรศัพท์มือถือเป็น สะพาน แห่งความทุกข์ ที่นำพาอารมณ์อกุศลต่างๆมาสู่จิตใจเราต้องรู้จักทักสะพานนี้บ้างก็คือใช้มันให้น้อยลง หรือหยุดใช้มันบ้าง หรือยังอย่าไปใช้มันตลอดเวลา ใช้มันไปดู LINE ดู Facebook YouTube ส่วนใหญ่มันชักนำกิเลสชักนำความทุกข์ส่วนใววใใ แรกมันจะเป็นสิ่งเพลินน่าพอใจรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเรียกว่า กามสุข แต่ว่าสิ่งเหล่านี้สุดท้ายก็ไปปรุงไปส่งเสริมให้กิเลสตัณหาราคะรวมทั้ง โทสะ โมหะพวกนี้ให้มันงอกงามขึ้นในใจ

ในพรรษานี้ขอให้เรารู้จักชักสะพานบ้างสะพานนี้มากขึ้นใช้โทรศัพท์มือถือให้น้อยลงหรือว่าหยุดใช้เป็นครั้งเป็นคราวอันนี้เปนวิธีถักสะพานกิเลสครอบงำหรือมีอำนาจเหนือจิตเนื้อใจของเราขณะเดียวกันสร้างสะพานธรรมะให้เข้มแข็งมั่นคงมากขึ้นถ้ากิเลสมาสู่ใจเราน้อยลง ขณะเดียวกันใจก็เข้าหาธรรมะหรือเข้าหาความสงบด้วยการฝึกจิตฝึกใจเอาไว้ตามง.เติมสมาธปัญญาให้กับจิตใจของเราผ่านสะพานธรรมะเราก็จะมีความสุขเราก็จะมีอิสระเป็นอิสระจริงๆ คืออิสระจากความทุกข์อิสระจากกิเลสเพราะฉะนั้นใช้โอกาสนี้ ในพรรษานี้สร้างสะพานธรรมะให้เข้มแข็งมั่นคงแล้วก็รู้จักชักสะพานกิเลส ไม่ให้มาบั่นทอนรบกวนจิตใจของเรา






  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2020, 06:32:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




สร้างพลังใจในยามวิกฤต


นอกจากการหาเงินทองหรือหาความสุขสบายให้กายแล้ว เราควรให้เวลากับการแสวงหาหรือสร้างสิ่งบำรุงใจด้วย แม้ในยามที่เงินทองร่อยหรอ ความสบายกายลดลง ก็อย่าทิ้งสิ่งบำรุงใจ เพราะใจที่เบิกบาน แจ่มใส ย่อมมีกำลังและความหวังที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความทุกข์ยากได้ต่อไป

ในยามวิกฤต ชีวิตมีความทุกข์ อย่าลืมกลับมาที่ใจของตน รักษาใจอย่าให้ห่อเหี่ยวสิ้นหวัง หมั่นเติมพลังบวกให้ใจอยู่เป็นนิจ ไม่ว่าด้วยการคิดดี ทำสิ่งดีงาม ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่รอบตัว รวมทั้งน้อมใจให้สงบ เป็นสมาธิ แม้เพียงชั่วขณะ ก็จะทำให้จิตมีพลังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคจนก้าวข้ามไปได้ในที่สุด


พระไพศาล วิสาโล











ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2020, 11:07:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  ไม่เกลียดกลัวเมื่อเจอทุกข์

ความทุกข์ที่เราเกลียด มันก็เข้ามาหาเราไม่หยุดไม่หย่อน ถึงวันนี้ไม่เจอ วันหน้าก็ต้องเจอ อย่างที่เราสวดทุกเช้า เราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ถ้าความทุกข์มันอยู่เบื้องหน้าแล้วเราหนีพ้น อันนี้มันก็สมควรอยู่ แต่บางครั้งเราหนีเท่าไหร่ ๆก็ไม่พ้น เช่นความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก รวมทั้งความตายด้วย อย่างที่เราสวดบ่อยๆ เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ เราจะพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น แก่ก็ดี เจ็บก็ดี ตายก็ดี ความพลัดพรากก็ดี ล้วนแต่เป็นความทุกข์ที่เราเกลียดเรากลัว แต่ยิ่งเกลียดยิ่งกลัวเท่าไร พอเจอมันเข้า มันยิ่งทุกข์

เวลาเจ็บป่วยเราไม่ได้ทุกข์เพราะความป่วยกายอย่างเดียว แต่เราป่วยใจด้วย เรามีความทุกข์ใจ แล้วความทุกข์ใจเกิดจากอะไร ก็เกิดจากความเกลียด ความกลัวนั้นแหละเพราะเราเกลียด เรากลัว จิตก็เลยผลักไส ถ้ามันหนีได้มันก็หนีไปแล้ว แต่มันหนีไม่ได้มันก็ผลักไส มันก็โวยวาย ตีโพยตีพาย อันนี้แหละคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจกับเรา



ความทุกข์ใจมิได้เกิดขึ้นเพราะมีอะไรมากระทบ แต่เป็นเพราะใจเรารู้สึกลบกับมัน พยายามต่อต้านผลักไสมัน หรือรู้สึกโกรธเกลียดมันต่างหาก แม้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าใจไม่ยอมรับ มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเป็นทุกข์มากเพียงเพราะมีสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้า ในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ ๑๐ ของคนที่มีสิวถึงกับบอกว่า การเป็นสิวเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิต บางคนทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตาย

ในทางตรงข้าม ถึงแม้จะเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง แต่หากใจยอมรับมันได้ ไม่ต่อต้านผลักไสมัน ก็สามารถมีชีวิตอย่างปกติสุข จริงอยู่บางครั้งมันทำให้เจ็บปวด แต่หากใจไม่ไปต่อสู้กับมันหรือกับความเจ็บปวด ก็จะปวดแต่กาย ใจไม่ปวดด้วย ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนสามารถอยู่กับโรคนี้ได้ โดยกินยาระงับปวดน้อยมาก มีคนหนึ่งพบว่าความปวดมักกำเริบตอนกลางคืน ทำให้เธอนอนลำบาก เธอก็จะพูดกับมะเร็งดี ๆ ว่า “ตอนนี้ดึกแล้ว ได้เวลาเธอนอนแล้ว ฉันก็จะนอนด้วย” บางครั้งเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็ง ราวกับกล่อมลูก

อีกคนหนึ่งป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน อาการลุกลามมากจนเธอต้องนอนบนใบตอง แม้จะปวด แต่ก็ไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่พึ่งยาระงับปวดน้อยมาก สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเธอไม่รู้สึกโกรธเกลียดสะเก็ดเงิน กลับมีเมตตาให้ด้วยซ้ำ เธอจะพูดกับสะเก็ดเงินบ่อย ๆ ว่า “สะเก็ดเงิน ถ้าเธอจะไป ก็อย่าลืมเอาบุญกุศลของฉันไปด้วยนะ แต่ถ้าเธอจะอยู่ ก็ต้องระวังนะเพราะยาที่ฉันกินมันแรง”

เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา แต่อย่ารักษากายอย่างเดียว ใจก็ควรรักษาด้วย นั่นคือคอยดูแลอย่าปล่อยให้โทสะครอบงำใจ จนเอาแต่ผลักไสหรือต่อสู้ฟาดฟันกับทุกขเวทนาและโรคที่เกิดขึ้น หากยังรู้สึกบวกกับมันไม่ได้ ก็ลองทำใจยอมรับมัน หรือรู้สึกเฉยกับมัน จะพบว่าความทุกข์ใจลดลงไปมาก



พระ​ไพศาล​ วิส​า​โล



      คลิกชม  VDO  ได้ที่  ===> https://www.youtube.com/watch?v=lQk_PbcxSdc







ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 11, 2020, 06:29:06 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“มองงาน มองชีวิต” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #716 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2020, 10:52:02 pm »



  มองงาน มองชีวิต 



งานเป็นส่วนสำคัญของชีวิต มิใช่เพียงเพราะว่าเราจำเป็นต้องมีปัจจัยเลี้ยงชีพเท่านั้น ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ งานช่วยเติมเต็มจิตใจ ทำให้มีเป้าหมายในการดำรงอยู่ ช่วยให้ชีวิตมีคุณค่าขึ้น ผู้คนเป็นอันมากไม่มีความจำเป็นต้องหาเงินเลี้ยงชีพ แต่ก็ยังอยากทำงาน เพราะทำงานแล้วมีความสุขใจ โดยเฉพาะงานที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น

แต่ก็เช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ แม้งานจะมีประโยชน์ แต่ก็อาจเป็นโทษถึงขั้นบั่นทอนชีวิตและจิตใจของเราได้ รวมทั้งทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่น นั่นเป็นเพราะเราวางใจไม่ถูก มีทัศนคติที่ไม่ดีต่องาน หรือเอาจริงเอาจังกับงานจนละเลยสิ่งอื่น หรือถึงขั้นยอมแลกสิ่งอื่น ๆ ที่มีความหมายต่อชีวิตเพียงเพื่อให้งานสำเร็จ

งานนั้นจะเกื้อกูลชีวิตและจิตใจได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ปล่อยให้งานกลายเป็นทั้งหมดของชีวิต เพราะชีวิตเรามีสิ่งทรงคุณค่าอีกมากมายนอกจากงาน เช่น สุขภาพกาย สุขภาพใจ ครอบครัว และความสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นต้น หากคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ และสามารถจัดวางชีวิตให้มีความสมดุลระหว่างสิ่งเหล่านี้ งานจะไม่ใช่ตัวบั่นทอนชีวิต แต่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจ ทำให้ครอบครัวแน่นแฟ้น และความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากสมดุลระหว่างกายกับใจ ระหว่างการทำงานกับการพักผ่อน หรือ ระหว่างอาชีพการงานกับความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว ที่สำคัญอีกอย่างคือ สมดุลระหว่างงานภายนอกกับงานภายใน งานประเภทหลังหมายถึงการฝึกจิตพัฒนาใจ หากเราให้เวลาหรือใส่ใจกับงานภายใน งานภายนอก ไม่ว่า งานส่วนตัว หรืองานส่วนรวมก็จะเป็นไปด้วยดี นอกจากงานสำเร็จแล้ว เรายังมีความสุขด้วย หรือถึงแม้ล้มเหลว เราก็ไม่เป็นทุกข์ กลับจะได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น ได้บทเรียน มีประสบการณ์มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ฝึกจิตได้อีกด้วย เช่น ช่วยลดอัตตา ทำให้จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค

งานภายนอกกับงานภายในนั้นเกื้อกูลกัน “การทำกิจ” กับ “การทำจิต” จึงควรทำควบคู่กัน


พระไพศาล วิสาโล








  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 11, 2020, 06:28:42 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




  จิตไกลทุกข์ ...สุขใกล้ตัว



เมื่อพูดถึงใจ สุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรามีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งนั้น เริ่มตั้งแต่มองมันอย่างไร รู้สึกกับมันอย่างไร ไปจนถึงทำอย่างไรกับมัน แม้ถูกต่อว่าด่าทอ แต่หากมองว่ามันเป็นสิ่งสอนใจให้อดทน ฝึกสติ ช่วยลดอัตตา หรือเห็นว่าเป็นธรรมดาโลก เมื่อได้ยินแล้วก็ไม่ใส่ใจ เพราะไม่ใช่ความจริง ปล่อยวางมันเสีย ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยอมรับมันได้ ไม่ปฏิเสธผลักไสหรือตีโพยตีพาย มองว่ามันเป็นธรรมดาของสังขาร ช่วยเตือนใจไม่ให้ประมาทกับชีวิต ท่าทีเช่นนี้ย่อมช่วยให้ใจไม่เป็นทุกข์ แม้กายจะทุกข์ก็ตาม

ในทำนองเดียวกันหากวางใจถูก มองเป็น ก็เห็นความสุขได้ไม่ยาก เพียงแค่กินอิ่ม นอนอุ่น สุขภาพดี มีคนรักอยู่พร้อมหน้า รู้จักชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่รอบตัว เท่านี้ก็เป็นสุขได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีโชคลาภ ได้รถคันใหม่ บ้านหลังใหญ่ หรือยศศักดิ์อัครฐาน

หากดูแลจิตให้ดี มีธรรมรักษาใจ เช่น สติ สมาธิ เมตตา และปัญญา ความทุกข์ก็รบกวนรังควานจิตใจได้ยาก แม้เกิดขึ้นแล้วก็สามารถไถ่ถอนมันออกจากใจได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็จะพบว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสวงหา เพราะมีอยู่กับตัวเราและรอบตัวเราแล้วทุกขณะ แม้กระทั่งในยามประสบเหตุร้าย ก็ยังรักษาใจให้เป็นสุขได้ สมกับพุทธภาษิตว่า “ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ”


พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2020, 06:30:00 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“สุขในธรรม สุขในทำ” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #718 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2020, 05:49:18 am »



  สุขในธรรม สุขในทำ 



  ธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงความดีและความจริงเท่านั้น หากยังแนบแน่นกับความสุขเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทำความดี รักษาศีล ชีวิตย่อมราบรื่น ผาสุก ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ และเมื่อเข้าใจความจริงของชีวิต จิตย่อมสงบเย็น แม้มีอะไรมากระทบ ก็ไม่หวั่นไหว ครั้นเจ็บป่วยหรือพลัดพราก ก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะรู้ว่ามันเป็นธรรมดา ความสุขจากธรรมจึงเป็นความสุขที่ยั่งยืน และพบได้ทุกหนแห่ง

  นี้เป็นความสุขที่เราพึงรู้จักและเข้าถึงให้ได้ แม้ยังต้องพึ่งพาความสุขจากวัตถุและสิ่งเสพอยู่ก็ตาม อันที่จริงวัตถุและสิ่งเสพ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางกาย หากใช้เป็น กล่าวคือส่งเสริมการทำความดีและเข้าถึงความจริง ก็ช่วยให้เราพบกับความสุขจากธรรมได้ ขณะเดียวกันความสุขจากธรรมก็ช่วยให้เราไม่เป็นทาสของวัตถุและสิ่งเสพ ทำให้จิตเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงความสุขที่ประณีตอย่างยิ่ง

  ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงมิใช่เรื่องไกลตัว หรือสิ่งที่น่าเบื่อแห้งแล้ง เพียงแค่วางใจให้เป็น ก็จะพบสุขในธรรมได้ไม่ยาก และหากตั้งมั่นในธรรม ดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งความดีและความจริง จิตก็จะแจ่มใส แช่มชื่น เบิกบานเป็นนิจ 

พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2020, 06:40:01 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“ยิ้มให้ชีวิต” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #719 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2020, 05:59:52 am »



  ยิ้มให้ชีวิต  


ของขวัญล้ำค่าอย่างหนึ่งที่เรามีกันทุกคนก็คือ “ชีวิต” ชีวิตทำให้เรามีทุกอย่างที่ทรงคุณค่า ได้พบทุกคนที่มีความหมายต่อเรา มีโอกาสทำความดี ได้พบพระธรรม และได้สัมผัสกับความสุข ปราศจากชีวิต ทุกอย่างที่เรามี ทุกคนที่เราพบ และทุกสิ่งที่เราเป็น ก็จะสูญสิ้นไป แต่ในเวลาเดียวกัน ชีวิตก็ทำให้เราต้องเจอกับความเจ็บปวด ความพลัดพราก ความสูญเสีย ต้องพบกับสิ่งไม่พึงประสงค์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชีวิตนำมาซึ่งความทุกข์

แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยทุกข์ แต่ชีวิตก็สามารถให้สิ่งดี ๆ แก่เราได้มากมาย แม้กระทั่งความทุกข์ที่เราเจอะเจอ ก็สามารถเป็นประโยชน์แก่เรา หากเรารู้จักเรียนรู้จากชีวิตที่ผ่านมา ประสบการณ์ชีวิตสามารถสอนเราให้รู้จักเปลี่ยนทุกข์เป็นสุข อีกทั้งโอกาสต่าง ๆ ที่ชีวิตมอบให้แก่เรา ก็สามารถทำให้เราพบประโยชน์สูงสุดของชีวิต นั่นคือ อิสรภาพจากทุกข์ อันเป็นสุขที่ประเสริฐยิ่ง

ชีวิตเป็นมิตรที่ดีที่สุดของเรา จึงควรยิ้มให้กับชีวิต อย่าโกรธเกลียดเคียดแค้นชีวิตที่นำความทุกข์หรือความผิดหวังมาให้ อย่าคิดว่าทำไมชีวิตจึงโหดร้ายกับฉันนัก มองให้ดีนั่นอาจเป็นโชคที่มาในรูปของเคราะห์ มันคือสิ่งที่เตรียมเราให้พบกับสิ่งวิเศษสุดที่รอคอยอยู่ข้างหน้า


พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 20, 2020, 06:42:29 am โดย ยาใจ »