ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 159474 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #735 เมื่อ: ???Ҥ? 01, 2020, 06:33:40 PM »




  ความสงบเย็นในจิตใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการภาวนา สมาธิภาวนาช่วยให้เรารู้จักทำจิตได้อย่างถูกต้อง ทีแรกอาจจะต้องทำคนละช่วง แต่ถึงจุดหนึ่งเราก็สามารถทำจิตไปพร้อมกับการทำกิจได้ ระหว่างที่ทำกิจเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เราก็สามารถทำจิตเพื่อประโยชน์ตนได้ และใช้การทำจิตนั้นช่วยกำกับให้การทำกิจเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์อย่างที่ตั้งใจไว้

  ที่จริงสมาธิภาวนาไม่ได้เรื่องยากอะไร เราเพียงแต่น้อมใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องทำอะไรนอกจากดูกายดูใจ หรือเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริง ไม่ต้องใช้ความคิดให้มันยุ่งยาก บางทีเราคิดงานยังเครียดมากกว่า เพราะว่าโจทย์ยาก คิดไม่ออก

  แต่ภาวนานั้นไม่ต้องใช้ความคิด
เพียงแค่เห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็น ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ ไม่ต้องหาทางทะลุทะลวง จะว่าไปแล้วมันง่ายกว่ากันเยอะ เพราะภาวนาไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องแบกรับภาระของหน่วยงานหรือรับผิดชอบอะไร มันมีแต่เรื่องของเรา เรื่องที่เป็นปัจจุบัน เป็นเรื่องของกายและใจ ไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่ดูมันเฉย ๆ เหมือนเรานั่งดูสายน้ำที่ไหลผ่านหน้า การนั่งเฉยๆ อยู่เฉยๆ ไม่ยากและไม่เหน็ดเหนื่อยเลย

  แต่ปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะเราไม่ยอมดูเฉยๆ แต่มักจะเข้าไปมีปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับกายและใจ พยายามทำโน่นทำนี่กับกายและใจ เรื่องง่ายจึงกลายเป็นเรื่องยาก ทำให้เหนื่อยล้า แต่การปฏิบัติที่ถูกต้อง คือแค่ดูเฉยๆ เลิกวุ่นวายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจ เลิกมีปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆ ที่มันกลายเป็นนิสัยสะสมมา สิ่งที่จะตามมาคือความสงบเย็นในจิตใจ

  สมาธิภาวนามีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตจิตใจของเรา หากเราทำงานหนักมาทั้งปี เราควรให้รางวัลแก่ตัวเอง มิใช่ด้วยการไปเที่ยวเท่านั้น แต่ควรมีเวลาปลีกตัวมาภาวนาบ้าง จะได้สัมผัสกับความสงบเย็นในจิตใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทั้งความสุขส่วนตน และสามารถช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขได้ด้วย ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล


พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 01, 2020, 06:41:44 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #736 เมื่อ: ???Ҥ? 01, 2020, 06:38:57 PM »




พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จิตที่ฝึกฝนไว้ผิด ย่อมก่อความเสียหาย ยิ่งกว่าศัตรูหรือคนจองเวรจะพึงกระทำให้กันเสียอีก”

เวลาศัตรูห้ำหั่นทำลายกันนั้น ความวิบัติหรือความฉิบหายที่เกิดขึ้นก็ยังมากไม่เท่ากับจิตที่วางไว้ผิด แต่ในทางตรงข้าม จิตที่ฝึกไว้ดีนั้นสามารถก่อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งแม้แต่พ่อแม่ คนรักหรือเพื่อนก็ไม่สามารถทำให้ได้ ไม่ว่าจะมีความปรารถนาดีต่อเราเพียงใดก็ตาม

ใจนั้นฝึกได้ ฝึกให้เป็นมิตรแทนที่จะเป็นศัตรู แต่ใจจะเป็นมิตรกับเราได้ เราต้องเป็นมิตรกับใจเสียก่อน เป็นมิตรกับใจ ฟังดูเหมือนง่าย แต่คนส่วนใหญ่มักทำร้ายจิตใจของตัวเองโดยไม่รู้ตัว หรือปล่อยปละละเลย ทำให้จิตใจถูกทำร้ายด้วยกิเลส หรืออารมณ์ที่เป็นอกุศล เป็นเพราะเราปล่อยปละละเลยจิตใจ ปล่อยให้จิตใจถูกกระทำย่ำยีด้วยอารมณ์ต่างๆ ใจก็เลยย้อนกลับมาทำร้ายเรา กลายเป็นศัตรูกับเรา

สังเกตไหมเวลาเราอยู่คนเดียวตามลำพัง หรือนั่งทำสมาธิภาวนา เราจะรู้สึกกระสับกระส่าย อยากหนีออกจากตัวเองตลอดเวลา ตอนอยู่กับเพื่อน เราสามารถคุยได้เป็นชั่วโมง แต่พอเรากลับมาอยู่กับตัวเอง ทำสมาธิไม่ถึง ๑๐ นาทีก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว อยากจะหาเพื่อนคุย อยากไปทำนั่นทำนี่ หรือไม่ก็ปล่อยใจให้ฟุ้งไป นี่เป็นอาการที่บอกว่าเราทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ พยายามหนีจากตัวเอง

ความทุกข์พื้นฐานของมนุษย์ เกิดจากการที่เราไม่สามารถเป็นมิตรกับตัวเองได้ ทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ พยายามหนีออกจากตัวเอง ไปแสวงหาความสุขจากวัตถุสิ่งเสพ จากชื่อเสียง การยอมรับ ฐานะ ตำแหน่ง บริษัท บริวาร เพราะคิดหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะให้ความสุขแก่เราได้ แต่ถ้าคนเราเรียนรู้ที่จะเป็นมิตรกับตัวเอง ความสุขที่จะหล่อเลี้ยงใจก็หาได้ไม่ยาก ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขจากที่ไหนมาหล่อเลี้ยงตน แค่อาศัยความสุขที่มีอยู่แล้วในใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่เรารู้จักเป็นมิตรกับตัวเอง

การเป็นมิตรกับตัวเอง หมายถึงการเป็นมิตรกับกายและใจ เพราะคนเราประกอบด้วยกายกับใจ เป็นมิตรกับกาย ก็มีความปรารถนาดีกับกายของตน เป็นมิตรกับใจ ก็มีความปรารถนาดีกับใจของตน พยายามดูแลรักษากายและใจให้ดี

เรื่องกายเราใส่ใจมากอยู่แล้ว ถ้าหากไม่หลงใหลไปกับอบายมุข คนส่วนใหญ่ก็มักดูแลรักษากายให้มีความผาสุก แต่เรื่องใจกลับไม่ค่อยให้ความใส่ใจ

ในแต่ละวัน เราให้เวลากับกายมาก แต่ว่าให้เวลากับใจนิดเดียว เรามีเวลาหาอาหารมาเติมให้กายวันละสามมื้อ แต่อาหารใจเรากลับละเลย เราให้เวลาในการชำระร่างกายวันละหลายครั้ง แต่การชำระใจ เราทำบ้างหรือเปล่า เวลาของเราส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานเพื่อจะได้มีเงิน และเงินที่ได้มาส่วนใหญ่ก็ใช้ปรนเปรอร่างกาย ส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่จิตใจนั้นมีน้อยมาก เรามีเวลาสำหรับการพักกายมาก แต่เวลาพักใจไม่ค่อยมี

การหาโอกาสมาภาวนา นับเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูใจ ให้ใจได้พักผ่อน เป็นการให้อาหารหล่อเลี้ยงจิตใจให้เจริญงอกงาม ชำระจิตใจให้สะอาดผ่องใส ดังนั้นถ้าเรามอบสิ่งดีๆ ให้แก่จิตใจ ให้เวลาแก่จิตใจ พยายามเป็นมิตรกับใจ ใจก็จะกลับมาเป็นมิตรกับเรา ในยามที่ประสบทุกข์ทางกาย ใจก็จะคอยช่วยให้ไม่ทรมานมาก หรือช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้น กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย เมื่อใจสบายกายก็จะหายเร็วขึ้น ถึงแม้จะมีทุกขเวทนา ทุกขเวทนาก็ลดลงเมื่อใจสงบ มีสมาธิ

พระไพศาล วิสาโล

สวนโมกข์กรุงเทพ นำความสงบเย็นสู่ชีวิต

ภาพ: สวนปฏิจจสมุปบาท บริเวณ ชั้น ๒ สวนโมกข์กรุงเทพ พื้นที่สงบเหมาะสำหรับการภาวนา เดินจงกรม









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 02, 2020, 02:17:49 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #737 เมื่อ: ???Ҥ? 01, 2020, 06:46:32 PM »



ชีวิตของคนเรามักมีเรื่องกระทบใจหรือมีการกระทบกระทั่งกันเนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านเรือนเคียง ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาในที่ทำงาน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความรุ่มร้อนในจิตใจ เปรียบไปไม่ต่างจากการเดินอยู่ในที่โล่งกว้าง แดดแรงกล้า แต่เราคงไม่อยากถูกแดดแผดเผาจนเกรียมใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไร ก็ต้องหาร่มมาบังแดดหรือไม่ก็หลบมาอยู่ใต้ร่มไม้

กายหายร้อนได้เพราะร่มเงา ส่วนใจนั้น จะหายร้อนได้ก็ต้องอาศัยร่มธรรม อาทิ สติ สมาธิ สัมปชัญญะ สิ่งเหล่านี้สามารถปกป้องใจจากอารมณ์ที่ร้อนแรงได้ ร่มไม้นั้นมีอยู่เป็นที่ๆ ถ้าอยู่ในเมืองก็หาร่มไม้ยากสักหน่อย จะพบได้ง่ายก็ต้องเข้าสวนหรือเข้าป่า ส่วนร่มธรรมแม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่สามารถพบได้ในใจเรา เมื่อพบแล้วก็จะตามเราไปทุกที่

มีหลายคนที่ช่วยให้คนอื่นมีความสุข แต่ใจของตนกลับมีความทุกข์ เต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวล ความหนักอกหนักใจ เปรียบไปก็คล้ายๆ กับพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ พัดลมทำความเย็นให้กับผู้คนรอบตัว แต่ตัวมันเองกลับร้อน เมื่อร้อนแล้วก็ต้องระบายความร้อนใส่คนที่อยู่ใกล้ๆ

หลายคนพยายามให้ความสุขกับผู้คน แต่ตัวเองกลับทุกข์ร้อน เสร็จแล้วก็อดไม่ได้ที่จะระบายความทุกข์ใส่คนรอบข้าง จนนำไปสู่การกระทบกระทั่งกัน กระทบกระทั่งด้วยคำพูด อารมณ์ สายตา และท่าที การกลับมาทำให้ตัวเองมีความสุขใจมีความเย็นใจถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อทำประโยชน์ท่านมากแล้วก็ต้องรู้จักทำประโยชน์ตนด้วย ทำให้ผู้อื่นมีความสุขแล้วก็ควรทำให้ตัวเองมีความสุขด้วย สุขที่ว่านี้คือสุขใจ

เราสร้างความสุขให้กับผู้อื่นผ่านการงาน แต่สามารถสร้างความสุขให้กับตัวเองผ่านการภาวนา ถ้าทำได้ครบถ้วนก็จะเป็นชีวิตที่ประเสริฐ

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ “สงบเย็นและเป็นประโยชน์” สงบเย็นหมายถึงใจสงบเย็น เป็นประโยชน์หมายถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น สองอย่างนี้ควรไปด้วยกัน ขณะที่เราทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เราก็ควรพบความสงบเย็นในจิตใจด้วย ความสงบเย็นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการดูแลจิตใจของตนเอง นั่นก็คือนอกจากการทำกิจเพื่อผู้อื่นแล้ว เราก็ต้องทำจิตเพื่อตัวเองด้วย

ทำกิจกับทำจิตเป็นสิ่งที่ต้องทำคู่กัน การทำกิจคือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ส่วนการทำจิตคือการทำใจให้สงบเย็น หลายคนทำกิจแต่ลืมทำจิต แม้จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมาก แต่ตัวเองกลับรุ่มร้อน ไม่มีความสงบเย็น เมื่อมีความรุ่มร้อนเกิดขึ้น การทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นก็จะค่อยๆ ลดลงไป พอถึงจุดหนึ่งก็เกิดโทษขึ้นมาด้วยซ้ำ

หลายคนตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นจิตอาสา หรือเอ็นจีโอ พอทำไปนานๆ แทนที่จะเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เกิดโทษขึ้นมาแทนที่ เพราะไม่ได้รักษาจิตใจของตนให้สงบเย็น บางคนดูแลผู้ป่วย ทีแรกก็ดูแลด้วยความเอาใจใส่ ทำด้วยความรัก แต่พอต้องรับภาระดูแลนานเข้าก็เริ่มเครียด หงุดหงิด เวลาแนะนำคนป่วยแล้วเขาไม่ทำตาม คนดูแลก็ไม่พอใจ พอสะสมมากขึ้นถึงจุดหนึ่งก็สติแตก ต่อว่าด่าทอผู้ป่วย

มีผู้ดูแลบางคนรำคาญและหงุดหงิดพ่อที่ป่วย พ่อเรียกร้องตลอดเวลา กลางวันเรียกร้องเอาโน่นเอานี่ไม่ได้หยุดหย่อน กลางคืนก็ไม่ยอมนอน ปลุกลูกให้พลิกตัวแทบทั้งคืน พลิกตัวเสร็จไม่ทันไรก็เรียกให้หมุนเตียง เป็นอย่างนี้ทุกคืน จนลูกชายทนไม่ไหวลืมตัว สติแตก คว้าคอพ่อเขย่า ตวาดใส่ว่า “พ่อจะเอายังไงกันแน่ เรียกร้องโน่นนี่ไม่หยุดหย่อน ผมทนไม่ไหวแล้วนะ” นี่เป็นเพราะไม่รู้จักทำใจให้สงบเย็น ปล่อยให้ความเครียดความหงุดหงิดรุมเร้า พอความรุ่มร้อนเกิดขึ้นก็ส่งผลในทางกลับกัน แทนที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย กลับสร้างปัญหาหรือสร้างความทุกข์ให้เขา เมื่อคิดแต่จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แต่ไม่รู้จักทำความสงบเย็นให้แก่จิตใจตนเอง สุดท้ายประโยชน์ที่มุ่งหวังให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นก็กลายเป็นโทษไปในที่สุด

การทำจิตให้สงบเย็นเป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจ เราจะช่วยผู้อื่นหรือทำประโยชน์ให้แก่เขาได้ อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมีความสงบเย็นในจิตใจเป็นตัวรองรับสนับสนุน จะทำกิจให้ดีก็ต้องทำจิตด้วย ไม่อาจแยกจากกันได้


พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 01, 2020, 07:01:42 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #738 เมื่อ: ???Ҥ? 01, 2020, 06:52:53 PM »



คุกของใจนี่มองไม่เห็น มันสร้างความทุกข์ทรมานมาก มันได้แก่อะไร อารมณ์ ความโกรธ ความเคียดแค้นพยาบาท ความเศร้า ความรู้สึกผิด เป็นคุกของใจที่แน่นหนามาก มันทำให้คนเราไม่สามารถที่จะมองไปข้างหน้าได้ ไม่สามารถจะมีความสุขเหมือนคนอื่นได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่จิตไปหลงติดอยู่กับอดีต

อดีตอาจจะมีเหตุการณ์ทำให้เคียดแค้น ถูกทำร้าย ถูกโกง บางคนนี่ถูกโกงเงินไป ๓ หมื่น สิบปีแล้วยังไม่หายแค้น ไม่หายโกรธ เวลามาปรึกษาก็จะพูดแต่เรื่องนี้แหล่ะ ทั้งๆ ที่กินอิ่มนอนอุ่น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ป่วยอะไร ทั้งๆ ที่เงินที่หามาได้หลังจากนั้นมากกว่า ๓ หมื่นไม่รู้กี่เท่า แต่ใจเขาก็ยังจมอยู่กับความโกรธ เขาหารู้ไม่ว่า ความโกรธมันทำให้เขาทุกข์ ทำให้ความสุขเขาหายไป ถ้าตีค่าเป็นตัวเงิน มันก็คงเป็นแสนเป็นล้านแล้ว มากกว่าเงินที่เขาถูกโกงเสียอีก...

แม้แต่ความคิดอุดมการณ์ก็ขังใจเราได้ คือทำให้ความคิดคับแคบ ใครที่คิดต่างจากเรา ก็เห็นเขาเป็นศัตรู หรือเกลียดชังเขา ไม่เปิดรับสิ่งที่จะทำให้เรามีปัญญามากขึ้น อันนี้คือทุกข์ของใจที่เกิดกับทุกคนก็ว่าได้ เกิดกับพวกเรากันทั้งนั้น น่ากลัวมาก

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการมีความสุข ต้องการให้ใจมีอิสระก็ต้องพยายามรู้เท่าทันเสียก่อนว่ามันมีคุกชนิดนี้

คุกที่น่ากลัวคือคุกที่มองไม่เห็น คุกที่เราคิดว่ามันไม่มี คุกที่สร้างด้วยอิฐก่อด้วยปูนมันไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร เพราะว่ามันขังได้แต่ร่างกาย อีกอย่างหนึ่งเราก็รู้ว่ามันเป็นคุก เราก็พยายามที่จะมาปรับตัวปรับใจไม่ให้ทุกข์ แม้จะถูกขังอยู่ก็ตาม

แต่ถ้ามันมีคุกแล้วเราไม่รู้ว่ามันคือคุก ไม่รู้ว่ามันมีอยู่ อันนี้น่ากลัวกว่า เพราะว่ามันทำให้เราประมาท ทำให้เราตายใจ

พระไพศาล วิสาโล

อ่าน / ฟัง https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-05-03-16-21-56.html


คุกกิเลส เติมความสงบสุขลงในชีวิต สวนโมกข์กรุงเทพ









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 09:40:08 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #739 เมื่อ: ???Ҥ? 01, 2020, 07:01:08 PM »




  การที่คนเราผ่านโลกมามาก มันไม่ใช่แปลว่าจะปล่อยให้ร่างกายค่อยๆเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ว่าควรจะมีความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชีวิตมากขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตก็คือธรรมนั่นแหละ เพราะธรรมเป็นเรื่องชีวิต ธรรมเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจในชีวิต แล้วก็โลก คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น ก็ควรมีความฉลาดมากขึ้น ฉลาดในเรื่องของชีวิต เพราะว่าผ่านอะไรต่ออะไรมามากแล้ว เห็นโลกมามากมาย ปีแล้วปีเล่า แล้วความฉลาดจะช่วยให้เรามีความสุขใจได้มากขึ้น

  ร่างกายนี้พออายุมากเข้ามีแต่จะทุกข์ แต่ว่าจิตใจพอมันผ่านโลกมามากขึ้น ก็ควรจะมีความสุขมากขึ้น ๆด้วย เพราะว่ามีความฉลาด ไม่ใช่ฉลาดเกี่ยวกับเรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่ฉลาดเพราะว่ามีปริญญามาก มีปริญญาสูง แต่ว่าเพราะได้เห็นอะไรต่ออะไรมามากมาย เห็นความเจริญ เห็นความเสื่อม เห็นความแปรเปลี่ยน พูดง่ายๆ เห็นอนิจจัง เห็นความไม่แน่นอน ก็เป็นความฉลาดอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเรา ยิ่งแก่ตัวลงก็ยิ่งมีความสุขใจมากขึ้น ถ้าถามตัวเองว่าอายุมากขึ้น ๆ พอแก่ตัวลง สุขกายอาจจะน้อยลง แต่สุขใจควรจะมากขึ้น

พระไพศาล วิสาโล

อนิจจัง เติมธรรมะลงในชีวิต ๑๐ปีสวนโมกข์กรุงเทพ








  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 08, 2020, 07:15:00 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #740 เมื่อ: ???Ҥ? 08, 2020, 07:14:29 AM »




  ถ้าเรารักตัวของเราจริง ๆ ก็ต้องพยายามทำให้ ตัวรู้ เข้ามาสู่จิตใจของเรามาก ๆ บ่อย ๆ ถี่ ๆ ให้ชีวิตประจำวันของเรามัน รู้มากกว่าหลง 

สิ่งที่เราจะทำให้ตัวรู้นี้มันมีมากขึ้นในจิตใจของเรา และมีกำลังเอาชนะตัวหลงได้ ทำให้ความใฝ่ธรรมใฝ่ดีในใจเรามีกำลังจนเอาชนะกิเลสได้ สามารถรู้เท่าทันมันได้ ก็คือ สติ

สติเป็นสิ่งสำคัญ สติเปรียบเสมือนตาใน ที่ทำให้เรานี้รู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันความหลง ความหลงมันเกิดขึ้น มันก็จะครอบใจเรา

ภรรยาสูญเสียสามีซึ่งเป็นคนที่ดีมาก เป็นการสูญเสียอย่างกะทันหัน ทำใจไม่ได้เลย เขาป่วยแค่สามสี่เดือนแล้วเขาไป ไม่คิดว่าเขาจะตายด้วยซ้ำ คิดว่าเขาป่วยหนักธรรมดา ก็คิดถึงแต่สามี ทุกวันก็โทรศัพท์ไปหาเบอร์ของสามี อยากจะฟังเสียงที่อัดเอาไว้ ทุกเช้าก็ทำอาหารให้สามี เอาอาหารมาวางไว้บนโต๊ะที่สามีเคยนั่ง ใจมีแต่นึกถึงแต่สามี จนไม่สนใจลูกสาวอายุ ๑๒ เหมือนกับไม่มีลูกสาวอยู่ในบ้านเลย เพราะในใจมีแต่สามีคนเดียว อันนี้เรียกว่าถูกครอบ ถูกครอบด้วยความเศร้า จนกระทั่งไม่รับรู้บุคคล หรือสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเลย เปรียบไปเหมือนอยู่ในคุก เป็นคุกที่มีแต่กำแพงล้อมรอบ หรือถ้าเปรียบเป็นบ้าน ก็เป็นบ้านที่มืดทึบ

แต่สติ ช่วยทำให้เราได้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวตามความเป็นจริง ถ้าเป็นคุก สติก็เหมือนหน้าต่าง หน้าต่างที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว เห็นโลกกว้าง ไม่ถูกครอบด้วยอารมณ์ จนเหมือนกับถูกขังอยู่ในบ้านหรืออยู่ในคุก

คนเราถ้ามีสติมันจะรู้ตัว พอรู้ตัวปุ๊บจะรับรู้โลกที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่รู้ตัว หลง ความหลง หลงเพราะว่าถูกอารมณ์ครอบ เศร้าโศกเสียใจ อาลัย อาวรณ์ โกรธ เกลียด หรือแม้แต่ความฟุ้งซ่าน ใจลอยไหลไปอดีตบ้าง ลอยไปอนาคตบ้าง มันไม่เห็นอะไรเลย โลกทั้งโลกอยู่ข้างหน้าแต่ไม่รับรู้ คนอยู่ข้างหน้า แต่ว่าไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร หรืออย่างถ้าใจลอยตอนนี้ อาจไม่รู้ว่าอาตมาพูดว่าอะไรไป ทั้งๆที่พูดอยู่ต่อหน้า อันนี้เราเรียกว่ามันถูกครอบ แต่พอมีสติปุ๊บ หรือทำให้เกิดความรู้ตัวขึ้นมา เออ เรารับรู้โลกข้างหน้า คนที่อยู่ข้างหน้าเราได้

พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : อย่าปล่อยให้กิเลสฉวยโอกาส

ภาพ: สระมะพร้าวนาฬิเกร์ สวนโมกข์กรุงเทพ

อ่าน / ฟัง ได้ที่
https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-05-03-16-18-56.html


สวนโมกข์กรุงเทพ สงบเย็นเป็นประโยชน์







  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 09:52:26 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด




 
      ร่มไม้และเรือนใจ   




ทุกชีวิตย่อมปรารถนาความสงบเย็นทั้งจากภายนอกและภายใน ร่มไม้นั้นให้ความสงบเย็นภายนอก ส่วนความสงบเย็นภายในนั้นหาได้จากเรือนใจ ร่มไม้และเรือนใจจึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับเราทุกคน

ร่มไม้ยังปกป้องคุ้มภัยให้แก่สรรพชีวิต เช่นเดียวกับเรือนใจซึ่งเป็นที่พึ่งพิงภายในมิให้ความทุกข์คุกคาม ร่มไม้จะให้ความร่มเย็นเมื่อธรรมชาติอุดมไพบูลย์ฉันใด เรือนใจจะให้ความสุขแก่เราได้ต่อเมื่อเปี่ยมด้วยธรรมฉันนั้น

ธรรมชาติภายนอกและธรรมภายในนั้นแยกจากกันไม่ออก ธรรมชาติงอกงามได้ต่อเมื่อผู้คนมีธรรมฉันใด ธรรมภายในตั้งมั่นได้ก็เพราะธรรมชาติภายนอกกล่อมเกลาฉันนั้น

ถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติภายนอกก็คือส่วนหนึ่งของธรรม(ในความหมายที่เป็นกฎธรรมชาติ) ส่วนธรรมภายในก็คืออีกมิติหนึ่งของธรรมชาติ ที่ครอบคลุมทั้งรูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง ธรรมและธรรมชาติจึงเชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง ขณะที่ธรรมชาติสอนธรรมแก่เรานั้น ธรรมในใจก็สอนให้เรารักธรรมชาติด้วยเช่นกัน

ดังนั้นหากเราเปิดใจรับธรรมและเรียนรู้จากธรรมชาติ นอกจากจิตใจจะเป็นสุข ชีวิตจะงอกงามแล้ว โลกรอบตัวเรายังจะร่มรื่นและสงบเย็นด้วย


พระไพศาล วิสาโล











  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 09:22:38 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
โลกอนิจจัง - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #742 เมื่อ: ???Ҥ? 13, 2020, 09:15:10 AM »




          โลกอนิจจัง         


“โลกนี้หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ แปรเปลี่ยนเป็นนิจ สิ่งที่เรายกย่องเชิดชูว่าดีวิเศษในวันนี้ สามารถกลายเป็นอื่นในวันหน้านี้เป็นธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าสมมติ ใครที่ยึดติดถือมั่นกับสมมติ ปักใจเชื่อว่ามันต้องดีไปตลอด ย่อมเป็นทุกข์เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลง”


พระไพศาล วิสาโล






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 09:22:12 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด





คืนความสุขให้ชีวิต


ทุกวันนี้เรามัวแต่เลือกสิ่งที่ไม่เป็นสาระ

เลือกสิ่งที่ไม่สำคัญกับชีวิตมามากพอแล้ว

ถึงเวลาที่เราจะหันมาเลือกสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของชีวิต

อะไรจะสำคัญไปกว่าการเลือกว่าจะทุกข์หรือไม่ทุกข์

พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 09:40:48 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด



                                                              

ยิ้ม รับความตายด้วยใจสงบ 

                                                            


ในสายตาของคนทั่วไป ความตายเป็นสิ่งน่ากลัวและเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่ง เพราะมันหมายถึงการแตกดับของชีวิตและความพลัดพรากจากทุกสิ่งที่เคยรักและหวงแหน แต่แท้จริงแล้ว ความตายมิใช่วิกฤตเท่านั้น หากยังเป็นโอกาสสำหรับสิ่งดี ๆ หลายอย่าง ความตายของคน ๆ หนึ่งไม่เพียงสามารถช่วยให้อีกหลายชีวิตอยู่รอดด้วยอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายเท่านั้น หากยังสามารถกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก่อนที่ชีวิตจะจบสิ้น หลายคนได้มีโอกาสคืนดีกับคนรักหรือมิตรสหายหลังจากที่ร้าวฉานกันมานาน ขณะที่อีกไม่น้อยได้พบกับความสงบในจิตใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพราะได้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่เคยหลงยึดติดมานาน ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวเกี่ยวกับพระอรหันต์หลายท่านที่หลุดพ้นจากกิเลสขณะที่กำลังจะสิ้นลมเพราะได้ประจักษ์แก่ใจว่าสังขารนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่งและไม่น่ายึดถือเลยแม้แต่น้อย

ความตายนั้นเป็นทุกข์ก็จริง แต่ก็สามารถผลักดันให้จิตใจเป็นอิสระจากทุกข์ได้ ไม่มีใครหนีพ้นความตายได้ก็จริง แต่ก็สามารถพบกับความสงบในวาระสุดท้ายของชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงมิใช่ศัตรูที่น่ากลัวของเรา สิ่งที่น่ากลัวคือความกลัวในใจของเราต่างหาก ความกลัวดังกล่าวมิได้มาจากไหน หากเกิดจากความไม่รู้นั่นเอง มารี คูรี นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวโปแลนด์ เคยกล่าวว่า “ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ” ใช่หรือไม่ว่า เมื่อใดที่เรารู้จักหรือเข้าใจความตายดีพอ เมื่อนั้นความตายก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

แทนที่เราจะหนีความตาย ไม่รับรู้ใด ๆ เกี่ยวกับความตาย จนแม้แต่คำว่า “ความตาย”ก็ไม่อยากได้ยินหรือเอ่ยถึง ไม่ดีกว่าหรือหากเราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับความตาย เริ่มจากการยอมรับว่าความตายคือความจริงที่จะต้องเกิดขึ้นกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นแทนที่จะอยู่อย่างคนลืมตาย ก็หันมาเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับความตายอยู่เสมอ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะสามารถเผชิญความตายด้วยใจสงบ หรือเห็นความตายเป็นมิตรที่เราพร้อมอ้าแขนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม


พระไพศาล วิสาโล











  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 20, 2020, 06:44:13 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #745 เมื่อ: ???Ҥ? 13, 2020, 09:49:05 AM »




  ยอมรับได้ ใจคลายทุกข์ 

เรื่องโดย ทีมงานความสุขประเทศไทย

08 Oct 2020




มีเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกใจเราเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ใครที่อยู่ในเมืองก็ต้องเจอรถติด สังเกตไหมว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นขณะรถติด เกิดจากอะไร เป็นความทุกข์ชนิดใด มันไม่ใช่ทุกข์กายแต่เป็นทุกข์ใจ

ทั้งๆ ที่อยู่ในรถติดแอร์ เปิดเพลง มีขนมกินด้วยซ้ำ ไม่มีความทุกข์กาย แต่ทำไมคนจึงไม่ชอบรถติด นั่นเพราะมีความทุกข์ใจ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ทุกข์ใจไม่ได้เกิดจากรถติด แต่เกิดจากการไม่ยอมรับรถติด จิตจึงบ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ ใจสงบเลย



ชายคนหนึ่งเรียกรถแท็กซี่ไปวัดพระแก้วเพื่อจะไปทำบุญ เช้าวันนั้นรถติดมาก เขาต้องโทรศัพท์บอกพี่สาวหลายครั้งว่าจะไปสาย เขาหงุดหงิดรุ่มร้อน แต่สังเกตเห็นว่าคนขับรถแท็กซี่ไม่มีอาการรุ่มร้อนเลย เปิดวิทยุแถมฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข เขาจึงถามคนขับรถว่าพี่ไม่หงุดหงิดเหรอ คนขับรถตอบดี เขาตอบว่าผมไม่รู้จะหงุดหงิดไปทำไมครับ หงุดหงิดแล้วมันก็ติดเท่าเดิม



เขายังพูดต่ออีกว่า แต่ก่อนเขาทำงานบริษัท ตอนหลังเบื่อเลยลาออกมาขับแท็กซี่ มันอิสระดี ที่น่าสนใจคือเขาพูดว่า “ผมรู้ว่าผมเลือกทำอาชีพอะไร แล้วจะต้องเจอกับอะไร ถ้าเลือกขับแท็กซี่ก็ต้องยอมรับได้ว่าต้องเจอรถติด”



คนขับแท็กซี่ไม่หงุดหงิดเวลารถติดเพราะเขายอมรับมันได้ ส่วนคนที่ทุกข์ใจก็เพราะยอมรับมันไม่ได้ แถมยังคิดปรุงแต่งต่อไปว่าถ้ารถติดหนักกว่านี้จะไปทำงานสาย จะไปส่งลูกไม่ทัน จะตกเครื่องบิน ก็เลยกระสับกระส่าย



ไม่ว่าเจอทุกข์อะไรก็ตาม ถ้าเรายอมรับไม่ได้ ใจจะเป็นทุกข์มาก เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์อันแรกที่เจอ



หญิงสาวผู้หนึ่งพูดได้น่าสนใจมากว่า “มะเร็งไม่ได้ทำให้ยิ้มคุณหายไป ทุกข์ในใจต่างหากเป็นตัวทำ” ถามว่าทุกข์ใจเพราะอะไร คำตอบคือยอมรับความจริงไม่ได้ สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นสัจธรรมมาก เธอพูดว่า

“ในขณะที่เราคิดว่าความจริงมันโหดร้าย แต่การไม่ยอมรับความจริงนั้นโหดร้ายกว่า เพราะมันเปรียบเหมือนคุกที่ขังใจเราไว้”



ประโยคข้างต้นเธอพูดจากประสบการณ์ของตัวเอง เธอเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะตอนอายุ 30 ปี ขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ หมอเองทีแรกก็ยังไม่เชื่อ เพราะมะเร็งที่เกิดกับเธอนั้นมักเกิดขึ้นผู้สูงอายุหรือสูบบุหรี่จัด แต่เธอไม่เคยสูบบุหรี่ ตอนที่เธอรู้ว่าเป็นมะเร็ง เธอรู้สึกทุกข์มาก ทุกข์กายไม่เท่าไหร่แต่ทุกข์ใจมากเธอเอาแต่คร่ำครวญว่า ว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นมะเร็งชนิดนี้ มันไม่น่าจะเกิดกับฉัน ฉันอายุแค่ 30 ปีเท่านั้น พอเธอไม่ยอมรับความจริงนี้ ก็เครียด จนเหวี่ยงวีนใส่หมอ เหวี่ยงวีนแม้กระทั่งกับคนที่บ้าน



ภายหลังเธอหันมาสนใจการปฏิบัติธรรม เจริญสติ เมื่อสังเกตจิตใจของตนก็พบว่า สาเหตุของความทุกข์ใจคือการไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับโรคมะเร็ง แต่พอเธอยอมรับมันได้ ใจก็สงบ แม้ว่ามะเร็งจะลามไปเยอะแล้ว



คนเรามักจะมองข้ามความจริงว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราไม่ร้ายเท่ากับการไม่ยอมรับความทุกข์นั้น สิ่งที่เรากลัวเราเกลียด ไม่ร้ายเท่ากับความกลัวความเกลียดสิ่งนั้น ลองพิจารณาดูให้ดีว่า คนที่เป็นปัญหากับเรา ยังไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับความรู้สึกเกลียดชังหรือโกรธคนนั้น มะเร็งก็เหมือนกัน มันไม่ร้ายเท่ากับความกลัวความเกลียดและการไม่ยอมรับมะเร็ง

เมื่อเจอเหตุร้ายหรือสิ่งที่ไม่ปรารถนา ประการแรกที่เราควรทำคือ ยอมรับเพราะมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถปฏิเสธ ผลักไสไปได้



ประการที่สอง ให้ตระหนักว่า ยิ่งผลักไสก็ยิ่งทุกข์ เป็นการซ้ำเติมตัวเอง อย่างที่คนขับแท็กซี่พูด “ผมไม่รู้จะหงุดหงิดไปทำไม หงุดหงิดแล้วรถมันก็ติดเท่าเดิม” ความหงุดหงิดทำให้จิตใจรุ่มร้อน ส่วนปัญหาหรือความทุกข์เดิมก็ไม่ได้หายไปไหน



มีคนเปรียบเทียบชีวิตไว้ดีว่า เหมือนกับการเล่นไพ่ บางครั้งเราก็จั่วได้ไพ่ที่ไม่ดี แต่ป่วยการที่จะบ่น ตีโพยตีพายว่า ทำไมได้ไพ่ใบนี้ คนที่เล่นไพ่เก่งเขาไม่บ่นโวยวายอย่างนั้น แต่เขาจะพยายามใช้ปัญญาเพื่อเล่นให้ดีที่สุด บางครั้งเขาก็ชนะทั้งที่ไพ่ในมือเขาไม่ดีเลย ถ้าเขาโวยวาย ก็หัวเสีย ปัญญาก็ไม่เกิด สู้ตั้งสติให้ดีว่าจะใช้ไพ่ที่มีในมือให้เกิดประโยชน์อย่างไร



แม่ครัวซึ่งได้เครื่องเคราไม่ครบ เขาไม่มัวหัวเสียบ่นปอดแปดว่าว่าทำไมเครื่องไม่ครบ เขาจะคิดเพียงว่าทำอย่างไรจะปรุงอาหารให้อร่อยหรือดีที่สุดเท่าที่อุปกรณ์มีอยู่ ไม่มีเนื้อ มีแต่ผักก็ไม่เป็นไร ไม่มีน้ำตาล เอาอย่างอื่นแทนได้ไหม ในขณะที่แม่ครัวที่มีเครื่องครบแต่อาจปรุงอาหารไม่อร่อยก็ได้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าในมือมีอะไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้ของที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์แค่ไหน แต่เราไม่สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์ได้ดีที่สุดหากเรายังหัวเสียหงุดหงิด ไม่ยอมรับกับข้อจำกัดที่เกิดขึ้น



ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งกล่าวถึง พอทำใจยอมรับได้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว นอกจากเธอจะยิ้มได้แล้ว เธอยังมีสติปัญญาที่จะเยียวยาตัวเองต่อไป แต่ถ้าหัวเสียหงุดหงิด ก็คิดอะไรไม่ออก แทนที่จะทุกข์จะบรรเทาทุกข์กลายเป็นทุกข์หนักขึ้น ป่วยการที่จะบ่นโวยวายว่า ทำไมต้องเป็นฉัน มันไม่ยุติธรรม ฉันอายุแค่ 30 ปี เอง ไม่เคยสูบบุหรี่ ทำไมฉันต้องเป็นมะเร็งปอด ฉันทำดีตลอดชีวิต ทำไมฉันต้องมาป่วย ทำไมต้องเสียลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ หรือฉันออกกำลังกายเป็นปีทำไมต้องมาป่วย คิดแบบนี้เป็นการทำร้ายตัวเอง



ในเมื่อป่วยกายแล้ว ก็อย่าปล่อยให้ใจป่วยด้วย เมื่อมีความสูญเสียเกิดขึ้น ควรจำกัดความสูญเสียไม่ให้บานปลาย คือเสียแต่ทรัพย์ ส่วนใจไม่เสีย เพราะถ้าใจเสีย เครียด กลัดกลุ้ม ไม่นานก็จะเสียสุขภาพ และเสียงานเสียการ รวมทั้งเสียความสัมพันธ์ เพราะทะเลาะวิวาทกับใครต่อใครเนื่องจากอารมณ์ไม่ดี



ความสูญเสียจะไม่บานปลาย หากเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ผลักไส โอดครวญ หรือตีโพยตีพาย ส่วนจะทำอย่างไรต่อไป จะผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี เป็นเรื่องที่ควรตามมาทีหลัง




โดย พระไพศาล วิสาโล
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวันวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๓






  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


         ===> https://www.happinessisthailand.com/2020/10/08/accept-mild-suffering-visalo/?fbclid=IwAR3HqhWQnyOzSmAchOhoIm2VDH6hU6Ks9Sr-1bEliKMVec1Mkyf6oLMO9Qg

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 10:07:54 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #746 เมื่อ: ???Ҥ? 13, 2020, 10:02:38 AM »




ความเข้าใจว่าธรรมะจะเอามาใช้ก็ต่อเมื่อในยามที่ประสบทุกข์ หรือว่าจะนึกถึงธรรมะก็ในยามที่เจ็บป่วยใกล้ตาย จะใกล้ตายแล้วค่อยมาเอ่ยถึง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ...เวลาปกติแล้วก็ไม่นึกถึงพระธรรม ไม่นึกถึงคำสอนของพระเจ้าเลย ก็ไม่ถูกนะ

เพราะยิ่งเวลาปกติ ยิ่งเวลามีความสุข มีความสำเร็จ มีความเจริญ ยิ่งต้องนึกถึงธรรมะให้มากๆ เพราะว่าความสุข ความเจริญ ความสำเร็จ ยังไงก็ไม่เที่ยง สักวันหนึ่งต้องเสื่อมต้องสลายไป สุขภาพที่เราดีวันนี้ สักวันหนึ่งก็ต้องกลายเป็นเจ็บต้องป่วย ที่ยังหนุ่มยังสาวต่อไปก็ต้องแก่ต้องเหี่ยวย่น ที่ร่ำรวยก็อาจจะกลายเป็นตกอับยากจนก็ได้

นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกบางคนได้เงินมา 40 ล้านบาท วันดีคืนคืนดีผ่านไป 7-8 ปี กลายเป็นหนี้ซะแล้ว เป็นหนี้เป็นล้านเลย แถมบางคนติดเหล้าซะอีก เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้เฉลียวใจ ไม่ได้คิดว่าความสำเร็จ ความร่ำรวยเป็นของไม่เที่ยง

ถ้าเกิดตอนที่เราสำเร็จ มีความสุข ระลึกถึงธรรมะเอาไว้ จะได้เตือนใจว่าถึงเวลาเสื่อม ถึงเวลาขาลง จะได้ไม่ทุกข์ อย่าไปคิดว่าธรรมะเอาไว้ใช้หรือนึกถึงเฉพาะตอนที่มีทุกข์

หลายคนพออกหัก ตกงาน เจ็บป่วยถึงค่อยนึกถึงพระ นึกถึงวัด ก็ดีอยู่นะ ดีกว่าไปนึกถึงเหล้า ไปนึกถึงอบายมุข หรือคิดฆ่าตัวตาย แต่ว่าถ้าจะให้ดีในยามสุขก็ต้องคิดถึงธรรมะ คิดถึงวัด คิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ด้วย ไม่ใช่คิดถึงอย่างเดียว ปฏิบัติด้วย จะทำให้ได้รับประโยชน์ในฐานะที่เป็นชาวพุทธอย่างเต็มที่ หรือว่าได้รับประโยชน์แห่งความเป็นมนุษย์ เพราะคนเราเป็นมนุษย์ถ้าปราศจากธรรมะ ก็อาจจะกลายเป็นสัตว์หรือกลายเป็นเดรัจฉานได้ หรือถึงแม้ไม่ได้เป็นแบบนั้นก็อาจจะตกนรกเพราะความทุกข์


พระไพศาล วิสาโล

ที่มา : https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-05-03-16-07-35.html












  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 10:04:56 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #747 เมื่อ: ???Ҥ? 13, 2020, 10:06:35 AM »
       Detox ตะกอนอารมณ์       


อารมณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้วทิ้งตะกอนเอาไว้ เรียก ตะกอนอารมณ์ ตะกอนอารมณ์ที่สะสมมาก ๆ เข้าก็เป็นพิษกับร่าง เป็นพิษกับจิตใจ พอจิตใจย่ำแย่

ตะกอนอารมณ์ เช่น เราโกรธใครสักคนเพราะเขาว่าเรา เขานินทาเรา เราก็โมโหโกรธา หงุดหงิด จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือกว่าจะนอนได้ก็นาน รุ่งขึ้นดูเหมือนว่าอารมณ์เจือจางลงแล้ว ดูโทรทัศน์ ฟังเพลงก็หาย แต่พอเจอหน้าคนที่เขาว่าเราที่ทำงาน ความโกรธกลับพุ่งขึ้นมาใหม่...

คนธรรมดาเจออะไรไม่ปรี๊ดง่ายๆนะ แต่ที่ปรี๊ดแสดงว่าสะสมมาหลายวัน คืออาการของขยะอารมณ์ที่หมักหมม คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น

การเจริญสติ คือ การล้างพิษออกจากจิตใจ พิษที่เกิดจากการรับหรือเสพอารมณ์ ภาษาธรรมะเรียกว่าเสพอารมณ์ อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย

พระไพศาล วิสาโล



ฟังได้ธรรมะคัดสรรอื่น ๆ ได้ที่ Sound Cloud "เช่นนั้นเอง"

https://soundcloud.com/suan-mokkh

Spotify Podcast "เช่นนั้นเอง"

https://open.spotify.com/show/66X4XombcIY7aDDljxp4xv

https://soundcloud.com/suan-mokkh/5a06kfulmkyn










  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 13, 2020, 10:14:47 AM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #748 เมื่อ: ???Ҥ? 13, 2020, 10:14:20 AM »




เวลาเรามาวัดนี่มาปฏิบัติธรรมเนี่ย นักปฏิบัติธรรมบางคนนะปฏิบัติธรรมอยู่ดีๆ นะไปเหลียวเห็นคนข้างๆ เค้าไม่ปฏิบัติ ก็ไปว่าเค้าหรือบางทีก็เขม่นอยู่ในใจ นึกตำหนิอยู่ในใจว่าไม่มาปฏิบัติ

บางคนมาฟังคำบรรยายอยู่ในหอไตรก็ยกมือสร้างจังหวะ ส่วนคนข้างๆเนี่ยเค้าไม่สร้างจังหวะ ก็นึกตำหนิเค้าในใจว่าเค้าไม่ปฏิบัติ ที่จริงเค้าอาจจะปฏิบัติก็ได้นะ เค้าอาจจะมีสติอยู่กับการฟัง

แต่สมมุติว่าเค้าไม่ปฏิบัตินะ เราก็ควรจะถือว่ามันเป็นเรื่องของเค้าเค้าไม่ปฏิบัติเค้าก็ไม่ได้ประโยชน์จากการมาที่นี่ หน้าที่ของเราคือดูจิตดูใจของตัว แต่นักปฏิบัติหลายคนคอยไปเป็นทุกข์ คอยไปรำคาญคนอื่นที่เค้าไม่ปฏิบัติ ลืมทำหน้าที่ของตัวหน้าที่ของตัวคืออะไร คือดูจิตดูใจ คือปฏิบัติ

สับสนไปหมดนะหน้าที่ของตัวเองไม่ทำนะ ไปตำหนิว่าเค้าไม่ทำหน้าที่ของเค้า เค้าไม่ทำหน้าที่ไม่ปฏิบัติมันก็เป็นเรื่องของเค้า แต่เราอย่าลืมอย่าละเลยหน้าที่ของเรา นักปฏิบัติเป็นอย่างนี้มากเลยไปวุ่นวายกับคนอื่น ทั้งๆ ที่คนอื่นเค้าก็ไม่ได้มีอะไร การที่เค้าไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เดือดร้อนอะไรเราเลย เสร็จแล้วเป็นงัยล่ะก็เลยไม่ได้ปฏิบัติ เจอความหลงมันเล่นงาน เพราะว่าชอบไปมองคนอื่น อันนี้เรียกว่าไม่แยกแยะนะว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน

เรื่องของเค้าก็เป็นเรื่องของเค้า อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา

เวลาใครมีปัญหามาปรึกษาเรา ถ้าวางใจไม่เป็นก็ทุกข์นะ เค้าเอาเรื่องมาปรึกษาก็ทุกข์เพราะว่าความหวังดี ลืมตัวลืมสติเค้าเอาปัญหามาปรึกษาเราก็ทุกข์เอาความทุกข์ของเค้ามาเป็นความทุกข์ของเรา แต่คนฉลาดเนี่ยเค้าแยกแยะออกนะ...

เค้าทำไม่ดีอย่างไรก็เรื่องของเค้าเรายังทำดีต่อไป เค้าจะเบียดเบียนเราอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของเค้า แต่เราก็ยังทำความดีอยู่มีน้ำใจกับเค้าต่อไป เพราะว่าทำดีย่อมได้ดี

เพื่อนเราครูบาอาจารย์ของเรา พ่อแม่เราจะเมาเหล้าเล่นการพนันอย่างไรก็เป็นเรื่องของเค้า ถ้าเค้าเคยมีบุญคุณกับเรา หน้าที่ของเราคือกตัญญูรู้คุณเค้า ตอบแทนบุญคุณของเค้า

ทั้งหมดเนี่ยเป็นเรื่องเดียวกันหมดเลยนะ คือว่าอย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นเรื่องของเรา เรื่องของใครก็เรื่องของมันนะ เราไม่ลืมหน้าที่ของเราที่ควรทำ

แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าถ้ามันเป็นเรื่องของส่วนรวมแล้วเราละเลยนะ เพราะถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมเราละเลยไม่ได้ เราก็ต้องทำ ต้องรับผิดชอบ อันนี้ต้องแยกแยะให้ถูกนะ

ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่นเค้าจะทำตัวไม่ดีอย่างไรเป็นเรื่องของเค้า แต่ถ้าเค้ามีความทุกข์เราต้องช่วยเค้าเพราะนี่คือหน้าที่ของเรา หน้าที่ของมนุษย์ หน้าที่ของชาวพุทธ หน้าที่ของคนดี และถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมเราก็ต้องช่วยต้องดูแล...

เพราะฉะนั้นก็แยกแยะให้ดีนะ เพราะถ้าแยกแยะไม่ดีแล้วเราก็จะละเลยหน้าที่ของเรานะ หรือมิเช่นนั้นก็เอาความทุกข์ของคนอื่น มาเป็นความทุกข์ของเรา กลายเป็นทุกข์ไป


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล








  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11018
    • ดูรายละเอียด




    เติมเต็มชีวิตด้วยความรัก





“บางทีการขาดความรักอาจจะเกิดขึ้นกับเราเองก็ได้ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองพร่องหรือขาดสิ่งนี้ บางทีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมีอาการแบบนี้ เช่น ขี้อิจฉา ก้าวร้าว หงุดหงิด เครียด จนเป็นโรคนั้นโรคนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ถ้าเราขาดความรัก เราก็สามารถเติมเต็มความรักให้กับตัวเองได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอคอยหรือคาดหวังความรักจากคนอื่น เพราะว่าเขาอาจจะไม่รู้ หนทางหนึ่งที่จะเติมเต็มความรักให้ตัวเราคือการให้ความรักกับผู้อื่น ซึ่งจะย้อนกลับมาช่วยเติมเต็มความรักให้กับจิตใจของเราด้วย

ความสุขนั้น ถ้าเราอยากได้ความสุข เราต้องเริ่มด้วยการให้ความสุขแก่ผู้อื่น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข” ถ้าเป็นการให้ที่จริงใจ ด้วยใจบริสุทธิ์ ความสุขที่ให้เขาก็จะกลับมาสู่จิตใจของเรา ความรักก็เช่นกัน เมื่อเราให้ความรักแก่ผู้อื่นด้วยความจริงใจ ความรักนั้นก็จะกลับมาเติมเต็มจิตใจของเราในที่สุด"



พระไพศาล วิสาโล










  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ???Ҥ? 20, 2020, 06:45:45 AM โดย ยาใจ »