ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352639 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ธรรมรักษาใจ - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #750 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2020, 02:11:12 pm »



 
  ธรรมรักษาใจ     



เปรียบเหมือนชีวิตที่เดินอยู่ในที่โล่ง ต้องเจอแดดเจอฝน ถ้าไม่มีอะไรปกป้องคุ้มกัน เจอแดดก็ร้อน เจอฝนก็เปียก แต่ถ้าเรามีร่ม ถึงฝนตกแดดออกก็ไม่เป็นไร ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราต้องการคือร่มที่ปกป้องจิตใจไม่ให้ร้อนไปตามสิ่งแวดล้อม ไม่ให้ถูกกระทบจากสิ่งรอบตัว แดดจะร้อนอย่างไรแต่ใจสงบ ฝนจะตกอย่างไรแต่ใจปลอดโปร่ง ผู้คนจะร้อนรุ่มอย่างไร แต่ใจเย็นสบาย

ใจต้องมีสิ่งปกป้องคือธรรมะ ร่างกายไม่เปียกเพราะว่ามีร่ม ใจไม่ทุกข์ ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ฟูไม่แฟบ ก็เพราะมีธรรมะเป็นเครื่องรักษาใจ เราจึงควรช่วยกันน้อมนำธรรมะมาปกป้องจิตใจ เพื่อให้ชีวิตเกิดความสงบสุข ใช่แต่เท่านั้นธรรมะยังช่วยให้ความสงบเย็นภายในใจเราแผ่กระจายไปยังคนรอบตัว ทั้งลูกหลาน พ่อแม่ คนรัก ตลอดจนเพื่อนร่วมงาน และกระจายไปถึงผู้คนในสังคมได้ด้วย

พระไพศาล วิสาโล










  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:54:55 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





สุขใจเมื่อได้ทำความดี




  การคิดถึงผู้อื่นช่วยให้ตัวตนเล็กลง เห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขเพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งความสุขของเราย่อมไม่แยกจากความสุขของผู้อื่น

การคิดถึงผู้อื่นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเรามีคุณธรรมข้อนี้อยู่ในจิตใจอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่ที่เรามีพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ก็เพราะคุณธรรมภายในไม่ได้รับการส่งเสริม ในขณะที่ความเห็นแก่ตัวถูกกระตุ้นไม่หยุดหย่อน การหาโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นหรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม จะช่วยเสริมสร้างพลังให้แก่คุณธรรมภายใน จนสามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัวได้ พลังดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากความภูมิใจที่ได้ทำความดี เกิดความรู้สึกว่าชีวิตตนนั้นมีคุณค่า พลังอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความสุขที่ได้เห็นผู้ที่ทุกข์ยากกลับมามีความสุข รอยยิ้มของเขาทำให้เราอดยิ้มตามด้วยไม่ได้ หลายคนพบว่าความสุขดังกล่าวซาบซึ้งตรึงใจชนิดที่ความสุขทางวัตถุมิอาจเทียบได้ ทั้งความภาคภูมิใจและความสุขดังกล่าวทำให้เราอยากทำความดีมากขึ้น

การทำความดีหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ยังช่วยให้เราได้เห็นว่ายังมีผู้อื่นที่ทุกข์ยากลำบากกว่าตนมาก ในด้านหนึ่งความทุกข์ของเขาเหล่านั้นทำให้ความทุกข์ของเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปถนัดใจ หรืออาจทำให้ได้คิดว่าเรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกมาก ขณะเดียวกันการเห็นคนทุกข์อยู่ต่อหน้า สามารถปลุกเร้าคุณธรรมภายในใจเราให้แสดงตัวออกมา มิอาจทนนิ่งเฉยได้ต่อไป หลายคนได้พบว่าตนยังมีคุณงามความดีอยู่ในตัว มิใช่เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างที่เข้าใจ

การทำความดีหรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิด “จิตอาสา” คือจิตที่อยากทำความดีเพื่อผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นจิตที่มีอัตตาเล็กลง จึงเปิดรับความสุขได้มาก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นจิตที่มีความสุขได้ง่าย โดยไม่จำต้องพึ่งวัตถุสิ่งเสพ

ความสุขนั้นแยกไม่ออกจากความดี เช่นเดียวกับพืชที่ต้องพึ่งน้ำ ยิ่งได้สิ่งแวดล้อมที่ดีคือกัลยาณมิตร ความสุขย่อมหาได้ไม่ยาก เพราะแท้ที่จริงแล้วความสุขมิได้อยู่ที่ไหน หากเบ่งบานกลางใจเรานี้เอง


พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:58:40 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





        อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์       


ใคร ๆ ก็รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ไม่ว่าจะเกลียดทุกข์แค่ไหน ก็ไม่มีใครหนีทุกข์พ้น ถึงจะร่ำรวยและ ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องประสบกับความสูญเสียพลัดพรากทั้งของรักและคนรัก เก่งเพียงใด ก็ต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์ และความล้มเหลว แข็งแรงเพียงใด ในที่สุดก็ต้องล้มป่วย อายุยืนเพียงใด สุดท้ายก็ต้องตายกันทุกคน

ในเมื่อทุกข์เป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น เราจึงควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่จะหนีทุกข์ให้ไกลที่สุด หรือมุ่งควบคุมบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดั่งใจ จริงอยู่การเตรียมป้องกันและบรรเทาเหตุร้าย เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ แต่นอกจากการ “ทำกิจ”ดังกล่าวแล้ว การ “ทำจิต”ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะไม่ว่าพยายามป้องกันเพียงใด ในที่สุดเหตุร้ายก็ย่อมเกิดขึ้นจนได้ แม้พยายามดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังล้มป่วยจนได้ เพราะเป็นธรรมดาของสังขาร แต่ถึงเหตุร้ายจะเกิดขึ้น ยังมีอย่างหนึ่งที่เราทำได้และควรทำอย่างยิ่งนั่นคือ รักษาใจไม่ให้ทุกข์ กล่าวคือแม้ป่วยกายแต่ใจไม่ป่วย แม้สูญเสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสียศูนย์ แม้งานล้มเหลวแต่ใจยังตั้งมั่นเป็นปกติ

เมื่อเจอทุกข์ อย่างแรกที่ควรทำก็คือ การยอมรับ กล่าวคือ ไม่ผลักไส ปฏิเสธ หรือตีโพยตีพาย โวยวายคร่ำครวญ เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มทุกข์ให้แก่เรา นั่นคือทุกข์ใจ แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ หยุดบ่น หยุดโวยวาย ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ ทำให้สมองโล่ง สามารถนำปัญญามาใช้แก้ทุกข์ให้ลุล่วง หรือแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้

จะว่าไปแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกหรือมีท่าทีกับมันอย่างไร เจอเหตุร้าย แต่ใจยอมรับได้ หรือรู้จักมองบวก คือ หาประโยชน์จากมัน รวมทั้งมองว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตและโลก รู้จักปล่อยวางได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ในทางตรงข้ามแม้เจอโชคลาภ แต่ไม่รู้จักพอ อยากได้มากกว่านั้น หรือเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ได้มากกว่า ใจกลับเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ

พระไพศาล วิสาโล












  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:56:17 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“มองไกลเห็นกว้าง” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #753 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2020, 02:52:02 pm »




      มองไกลเห็นกว้าง     




ถ้าเรายกจิตให้อยู่เหนือโลกธรรม หรือเหนือความเป็นคู่ ก็จะเห็นโลกและชีวิตได้ไกลขึ้น เราจะไม่ติดอยู่กับการมีหรือการเสีย เพราะรู้ดีว่าวันนี้ถึงได้มา พรุ่งนี้ก็ต้องเสียไป วันนี้ได้รับคำสรรเสริญ พรุ่งนี้ก็หนีไม่พ้นคำนินทา วันนี้เขารักเรา พรุ่งนี้เขาอาจจะเกลียดเรา การยกจิตสู่ระดับโลกุตตระ จะช่วยทำให้เรารู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ไม่ติดอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะรู้ดีว่าวันหน้าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เรียกว่ามองข้ามช็อตไปได้

พระไพศาล วิสาโล











ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:57:19 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
 


  ท้อแค่ไหน... ต้องไม่อ่อนแอ


ความทุกข์มิได้เกิดขึ้นเพื่อบั่นทอนชีวิตจิตใจของเราอย่างเดียว หากยังช่วยให้เราเข้มแข็งมั่นคงและเจริญงอกงามได้ด้วย จะว่าไปแล้วความทุกข์เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดการพัฒนาของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน หากไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มีพระพุทธเจ้า หากไม่มีภัยคุกคามจากธรรมชาติ ก็ไม่มีเทคโนโลยี กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าไม่มีความทุกข์ ปัญญาก็ไม่เกิด

แต่ความทุกข์จะเป็นพลังในทางบวกได้ ต่อเมื่อเราไม่ยอมปล่อยให้ความทุกข์มากระทำย่ำยีอย่างเดียว แต่เข้าไปจัดการความทุกข์นั้นอย่างถูกต้อง ดังมีผู้กล่าวว่า “ทุกข์มิได้มีไว้กลุ้ม แต่มีไว้แก้” การเข้าไปจัดการกับความทุกข์นั้นต้องเริ่มต้นจากการตั้งสติและใช้ปัญญาพิจารณาหาสาเหตุและทางแก้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ทุกข์มิได้มีไว้ให้คร่ำครวญ แต่มีไว้ให้ใคร่ครวญ”


พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:57:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




  ชีวิตเปลี่ยนได้ ถ้าใจไม่ยอมแพ้ 

แม้ว่าเราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะต้องมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเราตลอดเวลา แต่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างไร รวมทั้งเลือกได้ว่าจะยอมให้มันมีอิทธิพลต่อเราได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีเหตุร้ายหรือสิ่งไม่สมหวังเกิดขึ้นกับเรา เราเลือกที่จะผ่อนร้ายให้กลายเป็นเบาได้ รวมทั้งเลือกที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราได้ และถึงแม้แทบจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยเราก็ยังเลือกที่จะทำใจไม่ให้ทุกข์ได้

“ทางเลือก” เหล่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเราอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความพากเพียรพยายามของเราเป็นสำคัญ กล่าวคือ มุ่งมั่นที่จะไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์อันเลวร้าย ไม่ปล่อยให้มันกระหน่ำโบยตีจิตใจของเราจนบอบช้ำและสิ้นหวัง แม้จะล้มก็ยังพยายามลุกและหยัดตัวยืนตรงอีกครั้ง แม้จะทดท้อแต่ก็ปลุกใจขึ้นมาใหม่ได้ ใจที่ไม่ยอมแพ้ให้มันกระทำกับเราฝ่ายเดียว แต่พร้อมที่จะเข้าไปแปรเปลี่ยนมัน หรือนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยใจอย่างนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงดีขึ้นและนำเราเข้าถึงความสุข แม้จะอยู่ท่ามกลาง “นรก” หรือถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บ ความป่วยหรือความตายก็ตาม

ความสุขนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ขอเพียงใจไม่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ เมื่อหยุดคร่ำครวญ แล้วหันมาใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งนอกตัวและในใจเรา หนทางสู่อิสรภาพจากความทุกข์ย่อมปรากฏแก่เราในที่สุด ในยามนั้นเหตุร้ายอาจยังไม่แปรเปลี่ยนก็จริง แต่ในใจนั้นสามารถสงบเย็นและเป็นสุขได้

ในยามที่ผู้คนพากันแสวงหา “ชัยชนะนอกตัว” อาทิ ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศ ความมั่งมี ผู้มีปัญญากลับเห็นคุณค่าของ “ชัยชนะภายใน” อันได้แก่ใจที่ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนปรวนแปรในชีวิต ไม่หวั่นไหวต่อเสียงนินทาและความต่ำต้อย ไม่หวั่นไหวต่อความยากไร้และความพลัดพรากสูญเสีย นี้คือชัยชนะเหนือความทุกข์ แม้จะพ่ายแพ้ในสายตาของชาวโลกก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่บรรลุชัยชนะเช่นนี้ ความสุขก็มีอยู่กับเราทุกขณะ แม้จะดูต่ำต้อยยากไร้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ชีวิตจึงเปลี่ยนจากทุกข์เป็นสุขได้เสมอ หากใจไม่ยอมแพ้


พระไพศาล วิสาโล








  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 07:59:41 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“สุขมีที่กลางทาง” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #756 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2020, 04:22:40 pm »




    สุขมีที่กลางทาง   

ผู้คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง จิตใจจดจ่ออยู่แต่การไปให้ถึง จึงมักเดินทางด้วยความทุกข์เพราะใจอยากให้ถึงจุดหมายไว ๆ ยิ่งมีอุปสรรคที่อาจทำให้ไม่ถึงเป้าหมายตามกำหนด ก็ยิ่งหงุดหงิดกระสับกระส่าย โดยลืมไปว่าหงุดหงิดหรือกังวลอย่างไร ก็ไม่ช่วยให้ถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด บางคนตั้งใจจะไปเที่ยว แต่แล้วกลับหัวเสียตลอดทางเพราะรถติดบ้าง เพื่อนร่วมคณะชักช้างุ่มง่ามบ้าง กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ผ่อนคลายจิตใจ การเที่ยวกลับทำให้เครียดตั้งแต่เริ่มเดินทางด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เพราะมีความคาดหวังเต็มที่กับจุดหมายปลายทาง

เรามักลืมไปว่า การเดินทางมีความสำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทาง แม้จะมีสิ่งสำคัญรออยู่ที่ปลายทาง แต่นั่นเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และจะมาถึงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางต่างหากที่เป็นของจริงและแน่นอน เราจึงควรเก็บเกี่ยวมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ยังไม่ถึงจุดหมาย เราก็ควรจะมีความสุขหรือทำใจให้สบายระหว่างการเดินทาง การละทิ้งความสุขระหว่างเดินทาง เพื่อหวังความสุขที่จุดหมายปลายทางนั้น เป็นการหวังน้ำบ่อหน้า แม้จุดหมายปลายทางคือรีสอร์ตหรือแหล่งท่องเที่ยว แต่ทำไมเราจึงรอคอยความสุขที่อยู่ข้างหน้า ในเมื่อเราสามารถมีความสุขตรงนี้เดี๋ยวนี้ได้เลย

ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางที่เป็นสถานที่เท่านั้น กับความสำเร็จก็เช่นกัน ทำไมเราจึงหวังว่าจะมีความสุขต่อเมื่อบรรลุความสำเร็จแล้ว ในเมื่อระหว่างที่ทำงานเราก็สามารถมีความสุขได้ ขอเพียงแต่วางใจให้เป็น คือ ไม่มัวจดจ่ออยู่กับความสำเร็จ แต่เอาใจมาอยู่กับการงานแทน เพียงแค่ไม่ยึดติดถือมั่นกับผลข้างหน้า ก็ช่วยลดความกังวลไปได้มากแล้ว

พระไพศาล วิสาโล










ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2022, 08:56:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




    บริหารชีวิตเพื่อจิตสดใส


ในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ และแต่ละเดือน จะมีกิจกรรมอยู่ ๔ ประเภทที่อาตมาพูดถึง คือ ๑.ด่วนและสำคัญ ๒. ด่วนแต่ไม่สำคัญ ๓.ไม่ด่วนแต่สำคัญ กับ ๔.ไม่ด่วนและไม่สำคัญ การดูละคร ทีวี ฟังเพลงจัดเป็นสิ่งที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ ยิ่งสมัยนี้สามารถดูทีวีย้อนหลังได้ คือไม่ต้องรีบดูก็ได้ ทุกวันนี้นอกจากการงานซึ่งเป็นสิ่งที่ด่วนและสำคัญแล้ว ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ แต่ก็ดึงเวลาเราไปไม่น้อย เพราะมันสนุก มันตื่นตาตื่นใจ อย่างการช็อปปิ้ง มันไม่ด่วนและไม่สำคัญเท่าไร แต่ผู้คนก็หมดเวลาไปกับเรื่องนี้เยอะ เพราะมันมีรสชาติ

การเล่นเฟสบุ๊ค เล่นไลน์ หรืออินสตาแกรม ก็เช่นกัน มันด่วนไหม? มันสำคัญไหม? ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องด่วน และไม่สำคัญด้วย แค่เป็นสิ่งที่ชวนให้เพลิดเพลิน แต่ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากหมดเวลาไปกับสิ่งนี้วันละหลายชั่วโมง ปากก็บอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลานั่งสมาธิ ไม่มีเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ แต่มีเวลาเล่นไลน์ เล่นเฟสบุ๊ควันละ ๕-๖ ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น อันนี้เป็นเพราะว่าขาดสติ จิตใจไม่เข้มแข็ง ขาดวินัย

มีคำพูดหนึ่งอาตมาชอบมาก “ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้” หลายคนรู้ทั้งรู้ว่าเฟสบุ๊คไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ก็หมดเวลาไปกับมัน ไม่ได้หมดเวลาไปกับการเสพ หรือการอ่านเท่านั้น แต่เสียเวลาไม่ใช่น้อยไปกับการเขียนคอมเมนต์ ต่อว่าด่าทอเรื่องการเมือง หรือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย แต่เราก็เสียเวลาและเสียอารมณ์ไปกับมันวันละหลายชั่วโมง ไม่ใช่แค่เสียเวลาและเสียอารมณ์ตอนที่มันอยู่ข้างหน้าเราเท่านั้น แม้เวลาจะนอนก็ยังหงุดหงิด เครียดเพราะคิดถึงข้อความที่ได้อ่านเมื่อเช้า

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะขาดจิตภาวนา ขาดปัญญาภาวนา เป็นเพราะวางแผนชีวิตไม่เป็น จัดเวลาและลำดับความสำคัญไม่ถูก ดังนั้น เมื่อเห็นความสำคัญก็ต้องวางแผน กำหนดเวลาให้แน่ชัดว่า จะให้เวลากับเรื่องนี้เท่าไร จะออกกำลังกายเช้ากี่โมง นั่งสมาธิกี่โมง ต้องทำขนาดนี้ ไม่เช่นนั้นเวลาจะหมดไปกับสิ่งที่ด่วน ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ รวมทั้งเรื่องที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญแต่มีเสน่ห์ มีรสชาติ เป็นสีสันของชีวิต”


พระไพศาล วิสาโล






  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2022, 08:56:34 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




      อยู่กับความทุกข์ให้เป็น    


“เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเหงาให้ได้ ด้วยการมีสติเห็นมัน สติทำให้เราเห็นว่า ใจเหงา ไม่ใช่ฉันเหงา การปรุงแต่งจะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีสติ แต่ถ้าเรามีสติ ก็จะไม่ปรุงว่าฉันเหงา ฉันปวด ฉันเศร้า ที่จริงไม่มีฉันผู้เหงา ผู้ปวด ผู้เศร้า มันมีแต่ความเหงา ความปวด ความเศร้าเท่านั้นที่เกิดขึ้น วิธีการอยู่กับความทุกข์ด้วยสติ ต้องเริ่มต้นจากความตระหนักว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะความเผลอ ความลืมตัว ความไม่มีสติ เมื่อใดที่เราลืมตัว ตัวตนก็เกิดขึ้น พูดอย่างนี้พอเข้าใจไหม ถ้าตอนนี้ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ให้ลองสังเกตดูว่าเมื่อใดที่ลืมตัว ตัวตนก็จะเกิดขึ้น เช่น เรารู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนก็เพราะลืมตัว ถ้าใจไม่มีสติ ก็จะปรุงแต่งตัวตนให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้เราหมั่นดูกาย ดูใจ ดูเวทนา ด้วยใจที่เป็นกลาง ๆ คือดูเฉย ๆ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ผลักไสไม่ไขว่คว้า ถ้าเราดูกาย ดูใจ ดูเวทนาเวลามันเกิดขึ้นโดยไม่ปรุงแต่งมัน หรือไม่มีปฏิกิริยาต่อมัน ก็จะเห็นว่ามันมีอยู่ แต่ทำอะไรใจเราไม่ได้ แม้กายจะทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ ต่อไปเราก็จะเป็นมิตรกับความทุกข์ ความเหงา ความเศร้าได้ เพราะต่างคนต่างอยู่ ไม่มารังควาญใจเรา

ถ้าเรารู้จักอยู่กับความทุกข์ได้ เมื่อถึงคราวที่เราจะตาย เราก็จะยอมรับมันได้ ความตายก็ทำอะไรเราไม่ได้ เราสามารถเป็นมิตรกับความตายได้ ถึงตอนนั้นความตายจะไม่ใช่สิ่งน่ากลัวต่อไป อันนี้เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิต อะไรก็ตามที่เราหนีไม่พ้น เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ นี้คือศิลปะการอยู่ในโลกนี้อย่างไม่ทุกข์”


พระไพศาล วิสาโล






ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2022, 08:57:27 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




อยากจะเปลี่ยนชีวิต ต้องเปลี่ยนวิธีคิด 


   พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ไม่มีอะไรทำร้ายเรามากเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด ในทางตรงข้าม ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเป็นสุขได้มากเท่ากับจิตที่วางไว้ถูก ดังนั้นเมื่อใดก็คามที่เป็นทุกข์ และรู้สึกว่าชีวิตตกต่ำลำเค็ญ ให้สำรวจตนเองดูก่อนว่า เราวางใจไว้ถูกแล้วหรือ ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราเอามาซ้ำเติมให้แก่ตัวเองหรือไม่ และแน่ใจหรือว่าชีวิตเรามีแต่สิ่งเลวร้าย ไม่มีสิ่งดีๆ อยู่เลยหรือชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะโดยไม่ต้องรอเทศกาลปีใหม่ หรือรอให้ใครเปลี่ยนแปลงเสียก่อน สิ่งสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด และสร้างคุณภาพใหม่ให้แก่จิต เพื่อให้มีความตื่นรู้และเท่าทันความเป็นจริงของชีวิต พร้อมกับมีน้ำใจเกื้อกูลผู้อื่น หากทำได้เช่นนี้ชีวิตจะไม่มีวันตกต่ำ และทุกข์ภัยใดๆ ก็ไม่อาจแผ้วพานได้

พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 17, 2022, 08:57:38 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ความงามแห่งรุ่งอรุณ - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #760 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2020, 01:37:55 pm »



  ความงามแห่งรุ่งอรุณ 

ท้องฟ้ายามอรุณรุ่งคือความงดงามที่ชื่นชมได้ไม่รู้เบื่อ แต่จะงามประทับจิตยิ่งขึ้นหากได้ตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง เมื่อท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยน จากมืดมิดแล้วค่อย ๆ เรื่อเรืองด้วยแสงเงินแสงทอง จิตใจของผู้ชมก็จะค่อย ๆ แจ่มใสและเบิกบาน จนรู้ตื่นเต็มที่เมื่อท้องฟ้าสว่างไสวไปทุกทิศ

แสงเงินแสงทองงามที่สุดเมื่อประชันกับความมืดมิด ความงามของธรรมชาติเบื้องหน้าจะจับใจเมื่อความมืดมนค่อย ๆ ละลายหายไป กลายเป็นความสว่างเรือง ใครที่ไม่ได้เห็นความมืดมิดของท้องฟ้ามาก่อน ไหนจะเลยประจักษ์ถึงความงามของอรุณรุ่งได้อย่างเต็มที่

รุ่งอรุณงดงามจับใจยิ่งสำหรับผู้ที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมาก่อน ในยามทดท้อสิ้นหวังกับชีวิต จนไม่อยากอยู่ต่อไปในโลกนี้ เพียงแค่เห็นแสงอรุณจับขอบฟ้า ไล่ความมืดมิดไปทีละน้อย ๆ จิตก็สว่างไสว และหลุดพ้นจากความมืดมน เกิดความหวังและกำลังใจที่จะสู้ทุกข์ต่อไป ใช่หรือไม่ว่าเมื่อถึงที่สุดแห่งรัตติกาล อรุณรุ่งก็ปรากฏ เมื่อมืดมิดอย่างที่สุด ความแจ่มกระจ่างก็บังเกิด

ผู้ที่ตกอยู่ในความมืดมิดย่อมซึ้งใจในคุณค่าของแสงสว่าง แม้เพียงประพิมประพาย ฉันใดก็ฉันนั้น น้ำใจแม้เพียงเล็กน้อย กลับเป็นสิ่งยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่จมอยู่ในความทุกข์ ที่อาจตราตรึงใจเขาอย่างมิรู้ลืม ปราศจากความทุกข์ ไยจะเห็นคุณค่าของความเอื้อเฟื้อและความอิ่มเอิบใจ หากสุขสบายไปทั้งชาติไหนเลยจะซาบซึ้งใจกับความดีที่ผู้อื่นกระทำแก่ตน บางครั้งความทุกข์ก็ทำให้เราเห็นน้ำใจที่งดงามของเพื่อนมนุษย์ได้ชัดเจน เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในความมืดเท่านั้นที่จะประจักษ์ถึงความงามยามอรุณรุ่งอย่างยากจะพรรณนา


พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 08:01:36 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #761 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:19:24 am »



ตัวหลงนี้มันเป็นนักฉวยโอกาสมากทีเดียว กิเลสนี้เราต้องระวัง และถ้าเราจะสู้กับความหลง เราจะเอาชนะความหลงได้เราจะต้องฉวยโอกาสเก่งกว่าตัวหลง

หลวงพ่อคำเขียนบอกว่านักภาวนาจะต้องเป็นนักฉวยโอกาส ถ้าเราไม่ฉวยโอกาส ความหลงก็จะฉวยโอกาสเล่นงานเรา

เราต้องฉวยโอกาสที่จะเปลี่ยนความหลงให้กลายเป็นความรู้ หลวงพ่อท่านพูดอยู่เสมอ เปลี่ยนหลงให้เป็นรู้ เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์ เปลี่ยนโกรธให้เป็นความไม่โกรธ

เวลาใครทำอะไรเรา ใครเขาด่าเราใครเขาต่อว่าเรา เขาทำด้วยความหลงเราก็อย่าไปหลงตามเขา ยิ่งเขาหลงมากเท่าไหร่เราก็ต้องตั้งสติ เอาตัวรู้มาเป็นหลักเป็นประธานให้ได้ แล้วก็ใช้ความหลงที่เขาระบายใส่เรา เปลี่ยนให้เป็นตัวรู้เสีย คือเป็นอุปกรณ์หรือเป็นวัตถุดิบในการสอนธรรม

อย่ามองว่ามันเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติ มันไม่ใช่อุปสรรคแต่มันเป็นอุปกรณ์ เป็นเครื่องฝึก เป็นการบ้าน เขาว่าเราด้วยความหลงด้วยความเมาในอารมณ์ เราต้องฉวยโอกาสเอาตอนนั้นแหละมาเป็นอุปกรณ์สอนธรรมให้กับเรา

อย่างที่หลวงพ่อท่านพูดว่า แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ ถ้าเป็นนักฉวยโอกาสเปลี่ยนหลงให้เป็นรู้ พอใครด่าเราเราก็เอามาใช้เป็นเครื่องเสริมสร้างปัญญาเสียเลย

พระไพศาล วิสาโล

เปลี่ยนหลงเป็นรู้ สงบเย็นเป็นประโยชน์ สวนโมกข์กรุงเทพ

  อ่าน / ฟัง ได้ที่
https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-06-14-14-08.html







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 08:02:00 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #762 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 06:46:17 pm »



ความทุกข์ใจเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่เกิดเพราะความคิด ไปนึกถึงอดีต นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไป นึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว นึกถึงเงินที่หาย โทรศัพท์ที่ถูกขโมย ผ่านไปหลายวันแล้วก็ยังทุกข์

หรือบางทีใจก็คิดถึงอะไรที่ยังมาไม่ถึง ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าจะได้หรือเปล่า ไปนึกถึงงานคอยอยู่ งานที่คาอยู่ ไปนึกถึงหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ นึกถึงพ่อที่ป่วย พอคิดแบบนี้เข้า ใจก็เป็นทุกข์ แต่อาจจะไม่ใช่เศร้า ไม่ใช่โศก ไม่ใช่เสียใจ แต่เป็นความกังวล ความวิตก เรื่องใจทั้งนั้น

เวลาทุกข์ใจแบบนี้ ขอให้นึกถึงคาถาของหลวงพ่อพุทธทาส คาถานี้บางคนอาจจะไม่เคยได้ยิน ส่วนใหญ่คงไม่เคยได้ยิน คาถานี้ให้จำไว้ในใจ “กูไม่ได้เกิดมาเป็นทุกข์โว้ย”

เด็กจำไว้ จำได้หรือเปล่า “กูไม่ได้เกิดมาเป็นทุกข์โว้ย” หรือหนูก็ได้ ถ้ากูไม่สุภาพ ไม่ได้เอาไว้พูดกับใคร เอาไว้พูดกับตัวเอง ตวาดใส่ตัวเอง ว่า ทำไมกูโง่แบบนี้ “กูไม่ได้เกิดมาเป็นทุกข์โว้ย” เวลาเราตวาดใส่ตัวเองด้วยคาถาแบบนี้ บางทีมันตื่น ได้คิด เกิดสติขึ้นมา กูจะบ้าอะไรอยู่ จะจมกับความทุกข์ทำไม

บางคนเห็นหน้าตัวเองในเฟซบุ๊กไม่สวย เป็นทุกข์ เมื่อเร็วๆนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งชาวออสเตรเลีย เขาคงไปลักเล็กขโมยน้อย ถูกตำรวจจับ ไปดัดสันดาน ไปอยู่บ้านที่ควบคุมพฤติกรรม เขาก็หนีมาได้ ตำรวจก็เอาภาพของเขาตอนที่ถ่ายอยู่ในบ้านดัดสันดาน เอาขึ้นเว็บไซต์ เพื่อประกาศตามตัว ปรากฏว่าหน้าตาดูไม่ได้เลย หน้าตาแบบไม่มีความสุขเลย ผู้หญิงคนนี้เขาทนไม่ได้ เขาก็เขียนจดหมาย เขาก็ส่งข้อความไปทางเว็บไซต์ บอกว่า เอารูปเขาทางเฟซบุ๊กดีกว่า รูปในเฟซบุ๊กของเขาสวยกว่า ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น ตำรวจก็จับเขาได้ เพราะว่าไปส่งข้อความไปทางเว็บไซต์ ตำรวจเลยรู้ว่า มาจากไหน ถ้าอยู่เฉยๆ ตำรวจคงจับไม่ได้ คงจะลอยนวล แต่ทนไม่ได้เห็นหน้าตัวเองไม่สวย อันนี้ไม่รู้โง่หรือฉลาด ตำรวจเลยจับได้เลย เพราะทนไม่ได้ที่เห็นหน้าตัวเองไม่สวย ไม่เท่เหมือนกับที่ในเฟซบุ๊ก

คนเดี๋ยวนี้ทุกข์เพราะเรื่องนี้ โดยเฉพาะหนุ่มสาว ให้บอกตัวเองว่า “กูไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์โว้ย”

แต่บางอย่างความทุกข์เป็นของจริง เช่น เจ็บป่วยเป็นของจริง คือ ไม่ใช่แค่คิดเอา แต่ก็มีส่วนแห่งความคิดด้วย ใจมีส่วนทำให้ทุกข์ด้วย คนเราเวลาเจ็บป่วย เราไม่ได้ป่วยกายแต่ป่วยใจ ป่วยใจเพราะอะไรรู้ไหม เพราะ ใจไม่ยอมรับ

คนเราใจไม่ยอมรับอะไร ก็กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที เสียงดัง แดดร้อน อากาศอ้าว พวกนี้ไม่ได้ทำให้ทุกข์ใจเลย แต่พอใจเราไม่ชอบ ใจเราผลักไส ใจเราต่อต้าน เป็นทุกข์เลย ลองทำใจเป็นปกติ เสียงดังก็ดังไป อากาศร้อนก็ร้อนไป ไม่ทุกข์

พระไพศาล วิสาโล

กูไม่ได้เกิดมาเป็นทุกข์โว้ย สงบเย็นเป็นประโยชน์ สวนโมกข์กรุงเทพ

อ่าน / ฟังได้ที่
https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-14-03-36-10.html







  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 08:02:22 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #763 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 06:51:21 pm »




เวลาการให้ทาน รักษาศีล ยิ่งทำไปยิ่งหลงก็เยอะ ให้ทานก็หลงอยากได้โน่นอยากได้นี่ กิเลสครอบงำ ให้ทานแต่ละทีกิเลสก็เล่นงานจิตใจ ถวายสิบอยากได้ร้อย ถวายร้อยอยากได้ล้าน หรือว่าอยากจะไปอวดโชว์คนนั้นคนนี้ว่าฉันเป็นคนมีใจบุญสุนทาน อันนี้ก็เรียกว่าหลงแล้ว...

ทำบุญแต่ว่าความหลงมันครอบงำจิตใจนี้เกิดขึ้นเยอะ นับประสาอะไรแม้ว่าการปฏิบัติธรรม ก็ทำด้วยความหลงมากทีเดียว ก็เยอะเหมือนกัน จึงต้องระวังต้องหมั่นมีสติรู้ตัวกลับมาดูจิตดูใจเสมอ เวลาทำความดี ใจฟูขึ้นมาก็ให้เห็นมัน อย่าเข้าไปเป็น เวลามีปีติเกิดขึ้นก็อย่าเข้าไปเป็นมัน เห็นมัน เห็นความปีติ เห็นความดีใจ เห็นใจที่มันฟู ไม่ใช่หลงเข้าไปเป็นมัน

ตัวหลงนี่เป็นนักฉวยโอกาสชั้นยอดเลย มันทำให้เราลืมตัวทำให้เราขาดสติ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือว่าเป็นเพราะขาดสตินี่แหละที่ทำให้หลง คนเราหลงด้วยหลายสาเหตุ หลงเพราะขาดสติก็มี หลงเพราะอวิชชาก็มี หลายคนถึงแม้ว่ายังมีสติดีแต่ว่าก็มีอวิชชานอนเนื่อง อันนี้เป็นการหลงที่รื้อถอนได้ยากมาก เฉพาะพระอริยเจ้าถึงจะรื้อถอนได้หมด ไม่มีอวิชชา ไม่มีความหลงอีกต่อไป ก็คือเห็นว่าทุกอย่างนั้นมันก็ไม่เที่ยงเป็นทุกขัง อนัตตา แต่ถ้ามีอวิชชาอยู่ ก็ยังมีความเห็นลึกๆว่าอะไรๆก็เที่ยง หรือว่ายึดอยากให้ตัวเองเที่ยง ไม่แก่ไม่ป่วย ยึดอยากจะให้สิ่งต่างๆนี้มันให้ความสุขกับเราไปนานๆ แล้วก็ยึดว่าเป็นตัวเป็นตน อันนี้ก็เป็นความหลงที่ละเอียดมาก

ถึงแม้เราจะยังรื้อถอนความหลงตัวนี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยความหลงเพราะขาดสติอันนี้ มันอยู่ในวิสัยที่เราจะจัดการได้ ก็คือพยายามทำให้มีสติมีความรู้ตัว ต้องฉลาดในการเปลี่ยนหลงให้เป็นรู้ เปลี่ยนโกรธให้เป็นความไม่โกรธ นี่ต้องอาศัยสติ สติมันจะทำให้เราสามารถที่จะเปลี่ยนลบให้เป็นบวกได้ แล้วถ้าเรามีสติเมื่อไหร่ความหลงก็เข้ามาเล่นงานจิตใจเราไม่ได้ เวลาทำอะไรแม้แต่เวลาทำความดีก็ต้องให้มีสติเอาไว้ ให้ทานก็ต้องมีสติมีความรู้สึกตัว รักษาศีลก็อย่าลืมอย่าทิ้งสติ อย่าทิ้งความรู้สึกตัวไป

ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน แต่ก็อย่างว่าหลายคนก็มาปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความรู้สึกตัว แต่ปฏิบัติไปปฏิบัติมา กลายเป็นหลงแทนอย่างที่เล่าไว้ตอนต้น หลงว่าตรัสรู้บ้าง หลงเอารองเท้าฟาดหัวบ้าง หรืออย่างต่ำๆก็หลงเครียด กลัดกลุ้ม แน่นหน้าอก นี้ต้องระมัดระวัง ไม่ว่าเราจะเป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นคนวัด หรือเป็นคนที่รักษาศีล ประมาทตัวหลงไม่ได้ มันสามารถจะเข้ามาจู่โจมเล่นงานเราได้ตลอดเวลา รวมทั้งเวลาเราทำความดี แม้แต่เวลาเราปฏิบัติธรรมเพื่อความรู้ตัว มันก็สามารถจะทำให้การปฏิบัติธรรมกลายเป็นการเพิ่มความหลงก็ได้ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะดีเสมอไป ยิ่งทำยิ่งหลงก็มีเยอะ

พระไพศาล วิสาโล







  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 08:02:43 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #764 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 06:58:50 pm »



วัดแห่งหนึ่งที่นครปฐมต้องการสร้างจุดขายด้วยการสร้างธูปที่สูงที่สุดในโลก วันดีคืนดีธูปยักษ์นั้นก็พังลงมา ดูเหมือนจะมีคนตายด้วย บาดเจ็บไม่ต้องพูดถึง ผู้คนก็พูดกันว่าเหตุเกิดเพราะสร้างธูปสูงเกินไป อาตมานึกแย้งในใจว่าไม่จริงหรอก

ธูปไม่ได้พังลงมาเพราะสูงเกินไป แต่เป็นเพราะฐานธูปลึกไม่พอต่างหาก

ในเมืองไทยมีตึกสูงเป็นสิบ ๆ ชั้นก็ยังตั้งอยู่ได้ ฉะนั้นธูปที่สูง ๒๐-๓๐ เมตร จึงไม่ถือว่าสูงเกินไป จะให้สูงกว่านั้นก็ได้ แต่ที่เป็นปัญหามากกว่าก็คือ เขาไม่ได้สร้างฐานธูปให้ลึกเพียงพอ เพราะฉะนั้นเมื่อเจอลมแรง ๆ ก็ล้มครืนลงมา

ฐานที่หยั่งลึกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธูป ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีฐานลึกเท่านั้น คนเราก็เช่นกัน ความสำเร็จของชีวิตหรือตำแหน่งหน้าที่การงานอันสูงเด่นนั้น จะตั้งอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าเรามีจิตใจหรือชีวิตด้านในที่ลุ่มลึกเพียงใด

ขอให้ดูต้นไม้ ต้นไม้ที่สูง ๒๐-๓๐ เมตรนั้นมีมากมาย แต่เวลาต้นไม้เหล่านี้เจอลมแรง ๆ ทำไมถึงไม่ล้มลงมาอย่างธูปยักษ์อันนั้น ก็เพราะต้นไม้มีรากที่หยั่งลึกและแข็งแรงนั่นเอง

ถ้าให้เลือกระหว่างธูปยักษ์กับต้นไม้ใหญ่เราอยากเป็นอันไหน

ถ้าอยากเป็นต้นไม้ ก็น่าจะถามตัวเองว่าจิตใจหรือชีวิตด้านในของเราลึกเพียงพอแล้วหรือยัง หรือว่ายังตื้น ๆ อยู่แค่พื้นผิว ชีวิตจิตใจของเรายังแสวงหาแต่ความสุขแบบผิว ๆ หรือไม่ ได้แก่ความสุขจาการเสพหรือบริโภควัตถุ ส่วนความสุขที่ลึกลงไปกว่านั้นไม่สามารถจะเข้าถึงได้ ชีวิตด้านในที่ลุ่มลึกยังหมายถึงการมีปัญญาที่หยั่งลึก มีความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้ง เรามีตรงนี้หรือไม่

หรือเข้าใจเพียงแค่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเท่านั้น แต่ไม่รู้ไปถึงว่าจะทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร อย่างที่เมื่อกี้นี้เราสวดมนต์บทโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งพูดถึงการละชั่วทำดี แต่ไม่ได้มีเท่านั้น พุทธศาสนาไม่ได้สอนแค่นั้น และชีวิตของเราก็ไม่ควรไปแค่นั้น พุทธศาสนายังแนะให้เรารู้จักทำจิตให้บริสุทธิ์ คือสะอาด สงบและสว่าง มีปัญญาเข้าใจลึกซึ้งถึงสัจธรรม เช่น ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย

ถ้าเรามองชีวิตแค่พื้นผิว และไม่รู้จักหาความสุขที่ลึกซึ้งกว่าการเสพวัตถุหรือการมีชื่อเสียงหน้าตาที่เรียกว่า “โลกธรรม” ชีวิตเราก็เหมือนกับธูปที่แม้จะสูงแต่มีฐานที่ตื้นมาก จึงพร้อมที่จะโค่นลงมาเมื่อมีลมแรง ๆ มาปะทะ

คนส่วนใหญ่ก็มีความสุขกับโลกธรรม โลกธรรมก็คือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ลาภหมายถึงเงินและวัตถุสิ่งเสพ ยศ ก็คือ ตำแหน่ง อำนาจ บริวาร

ความสุขก็คือ ความสะดวกสบายหรือความสุขแบบโลกๆ

สรรเสริญก็คือ คำชื่นชม ชื่อเสียง ความเด่นดัง ความนับหน้าถือตา ส่วนใหญ่คนก็หวังเท่านี้คือความเจริญทางโลกธรรม แต่ปัญหาก็คือโลกธรรมไม่ได้มีแค่สี่ คือ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สุข และได้สรรเสริญเท่านั้น ยังมีอีกสี่ คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสุข และนินทา โลกธรรมสองชุดนี้มาด้วยกัน แยกจากกันไม่ได้ เรียกว่าโลกธรรมแปด ก็คือว่าเมื่อมีลาภ ก็ต้องเสื่อมลาภ เมื่อมียศก็ต้องเสื่อมยศ เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา เราไม่สามารถเลือกโลกธรรมสี่ ข้อแรก และปฏิเสธโลกธรรมสี่ข้อหลังได้

แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรือยอมรับตรงนี้ พอได้ลาภ ก็ไม่ได้เตรียมใจรับมือกับความเสื่อมลาภ กลับเหลิงในความสุข แต่พอเหตุการณ์พลิกผันกลับ ตาลปัตร ลาภเกิดเสื่อม เช่น สูญหาย ถูกขโมย หรือเสียไป

ยศก็เช่นกัน เมื่อได้มาแล้ว สักวันหนึ่งมันก็จะต้องเสื่อมหรือผันแปรไป ไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้ บางทีตำแหน่งอาจจะยังคงที่ แต่ว่าอำนาจหรือบริวารลดน้อยถอยลงไป พอมันผันแปรไป เราไม่ได้เตรียมใจไว้เลยก็เลยเป็นทุกข์ เศร้าโศกคร่ำครวญ

เช่นเดียวกันมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังถูกนินทาหรือถูกต่อว่า ทีนี้พอเรารู้ว่าโลกธรรมฝ่ายบวกมันจะต้องผันแปรไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้างหรือไม่

เรามาศึกษาและปฏิบัติธรรมก็เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับมือกับความผันผวนดังกล่าว พูดอีกอย่างคือเป็นการช่วยให้ชีวิตด้านในหยั่งลึกมั่นคง เพื่อเป็นฐานให้แก่ชีวิตการงานหรือชีวิตภายนอก ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับผู้คนมาก

ยิ่งมีเพื่อนมาก ยิ่งมีทรัพย์มาก โอกาสที่จะทุกข์ก็มากตามไปด้วย

เราสุขเพราะอะไรมันก็ต้องทุกข์พราะสิ่งนั้น

สุขเพราะลูกก็ต้องทุกข์เพราะลูก สุขเพราะทรัพย์ก็ต้องทุกข์เพราะทรัพย์ สุขเพราะหน้าตาทรวดทรงที่สวยงาม สักวันหนึ่งก็ต้องทุกข์เพราะทรวดทรงหน้าตา เนื่องจากมันต้องแปรเปลี่ยนไปในที่สุด เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอกร่างกายหย่อนคล้อย

เราสุขเพราะอะไรก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้นนี้คือสัจธรรม

เพราะฉะนั้นถ้าคิดแต่จะสะสมเพิ่มพูนรักษาสิ่งเหล่านี้อย่างเดียว โดยไม่ได้ฝึกใจเอาไว้ ไม่มีการสร้างฐานภายในเพื่อรองรับไว้เลย ชีวิตเราก็ง่อนแง่นไม่ต่างจากตึกรอยัลพลาซ่า ที่เจ้าของมัวแต่สร้างเสริมเพิ่มเติมทีละชั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยที่ฐานตึกก็ยังเหมือนเดิม ถึงวันหนึ่งฐานก็รับน้ำหนักไม่ไหว ตึกทั้งตึกก็พังครืนลงมาเป็นข่าว

เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีเศรษฐีคนหนึ่ง ดูแลธุรกิจระดับพันล้าน เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ มากมาย วันดีคืนดีกิจการได้ล้มละลาย เพราะขยายตัวเร็วไป เจ้าตัวทำใจไม่ได้ เพระเคยแต่ประสบความสำเร็จมาตลอด พอมาเจอความล้มเหลวเข้าก็ทนไม่ไหว เพราะไม่ได้เตรียมใจรับความล้มเหลวหรือการล้มละลายไว้เลย จึงทุกข์มาก จนในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย

กรณีอย่างนี้มีเยอะมาก ไม่ใช่เพิ่งมีหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ก่อนหน้านั้นก็มีเยอะ และก็ยังจะมีต่อไป เพราะว่าคนเรามัวแต่สนใจกับเรื่องทรัพย์สมบัติ หมกมุ่นกับโลกธรรมฝ่ายบวก เนื่องจากมันเป็นค่านิยมของโลก คนที่รวยมีเงินร้อยล้านพันล้าน ผู้คนก็นับหน้าถือตา จึงเพลิดเพลินติดยึดกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ในทางตรงข้ามถ้ามีเงินในธนาคารน้อย รถก็คันเล็ก ผู้คนไม่ค่อยนับหน้าถือตา ก็เป็นทุกข์ เพราะผู้คนเอาความสุขไปผูกกับสิ่งเหล่านี้ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องภายนอก ก็เลยพากันแสวงหาและสะสมทรัพย์สมบัติ สร้างอาณาจักร ขยายกิจการต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ลืมไปอย่างสิ้นเชิง ก็คือเรื่องของชีวิตด้านใน หรือการสร้างฐานของชีวิต

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

ธรรมะคือรากฐานของชีวิต








  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2022, 08:03:07 pm โดย ยาใจ »