ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352649 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #765 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:01:39 pm »



แม้ว่ามันจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา เราก็ยังสามารถรักษาใจให้ปกติได้ เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำก็คือการยอมรับความจริง มันเกิดขึ้นแล้ว ป่วยการที่จะบ่น ตีโพยตีพาย โอดโอยหรือคร่ำครวญว่าทำไมต้องเป็นชั้น ทำไมต้องเกิดขึ้น ทำไมไม่เกิดกับคนอื่น ยิ่งเราโอดโอยแบบนี้ ยิ่งเราปฏิเสธผลักไสมัน เราก็ยิ่งเป็นทุกข์ เป็นการซ้ำเติมตัวเอง

เช่น ถ้าเกิดว่าเราพบว่าตัวเองป่วย แทนที่เราจะยอมรับว่า เออ..ฉันป่วยละ กลับปฏิเสธไม่ยอมรับ โอดโอย ทำไมต้องเป็นชั้น ทำไมต้องเป็นชั้น เราก็ไม่ใช่ป่วยกายเท่านั้นหรอก ป่วยใจด้วย

คนฉลาดในเมื่อเกิดอะไรเหตุร้ายขึ้นมาก็ต้องไม่ซ้ำเติมตัวเอง แต่ว่าผู้คนจำนวนมากซ้ำเติมตัวเอง เวลาป่วยก็เลยไม่ได้ป่วยแต่กาย ใจก็ป่วยด้วย

เวลาเงินหายก็ไม่ได้หายแต่เงิน ใจก็หาย สุขภาพก็เสียเพราะว่ากลุ้มใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเงินถูกโกง สมบัติถูกขโมย เสร็จแล้วพอกลุ้มใจมากๆไม่มีสมาธิทำงาน งานก็เสีย แล้วพอหงุดหงิด คุมอารมณ์ไม่อยู่ก็ระบายอารมณ์ใส่คนรัก ใส่เพื่อน ใส่ลูกหลาน ใส่พ่อแม่ สัมพันธภาพก็เลยเสียไปด้วย อันนี้เรียกว่าซ้ำเติมตัวเอง

คนอื่นเขาขโมยได้อย่างมากก็แค่ขโมยเงิน แต่เขาไม่สามารถจะขโมยความสุขไปจากเราได้ เขาไม่สามารถจะทำให้เราเสียงานเสียการหรือเสียสุขภาพได้ แต่เพราะใจที่ตั้งไว้ไม่ถูกนั่นแหละ ที่ให้เกิดความเสียหายต่างๆตามมาอีกหลายด้าน แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักวางใจ แทนที่จะบ่นตีโพยตีพาย เราก็ยอมรับว่าเกิดขึ้นแล้ว ใจที่ไม่ผลักไสนี่ มันก็จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้

ลองสังเกตุดู ว่าความทุกข์ ความทุกข์ใจมันก็เกิดขึ้นจากใจที่ปฏิเสธ ใจผลักไสสิ่งต่างๆไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ แม้แต่สิ่งเล็กน้อย ถ้าใจมันผลักไสแล้วก็เป็นทุกข์ หลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะว่าเป็นสิว ผิวตกกระ แต่บางคนทั้งที่เป็นมะเร็ง แต่ว่าเขาสามารถที่จะเป็นปกติได้ในจิตใจ

ความแตกต่างอยู่ตรงไหน ความแตกต่างอยู่ที่ว่าอันหนึ่งยอมรับไม่ได้ แต่อีกอันหนึ่งเขายอมรับได้ แม้มะเร็งมันจะเป็นโรคร้าย แต่ถ้ายอมรับได้ใจก็เป็นปกติ มันก็ป่วยแต่กาย ใจก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เมื่อเราสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ใจมันก็จะกลับมาเป็นปกติ

และยิ่งถ้าเราสามารถที่จะมองเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือว่ารู้จักมองในแง่บวก มันก็ทำให้เราได้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องร้าย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราแม้จะเป็นเรื่องร้าย มันมีประโยชน์กับเราทั้งนั้น ถ้ารู้จักมองหรือรู้จักใช้

มีเด็กคนหนึ่ง วัยรุ่น แกเป็นลูคีเมีย ตอนที่เป็นใหม่ๆ ก็ทุกข์ แต่ตอนหลังแกก็กลับมาเป็นปกติได้และแกก็บอกว่า โรคมะเร็งนี่มันนำสิ่งดีมาให้กับชีวิตแกหลายอย่าง เช่น

มันทำให้แกได้มีโอกาสรู้จักพระพุทธศาสนาเพราะว่าพอป่วยแล้วก็มีคนเอาหนังสือธรรมะมาให้อ่าน ความกลัวตายก็คงมีส่วนทำให้หันมาสนใจธรรมะและก็ได้รู้จักกับพระพุทธศาสนามากขึ้น

ข้อสองได้เห็นความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่ ตอนที่เป็นปกติธรรมดาก็อาจจะห่างเหินกับพ่อแม่ นอนหอพัก ไม่ได้ใกล้ชิดกัน แต่พอตัวเองป่วยแล้วพ่อแม่ก็เข้ามาดูแลใกล้ชิด เห็นความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่

ข้อสามทำให้เขาได้อ่านหนังสือมากขึ้น และก็ข้อที่สี่ทำให้เขาได้รู้จักคิดมากขึ้น เริ่มต้นจากการที่รู้จักหยุดคิด พอมาหยุดคิดแล้ว หยุดคิดในที่นี้ไม่ได้แปลว่าความคิดมันหยุด แต่หมายความว่าได้ตั้งหลักมาคิด ก็ทำให้ได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

เขาบอกถ้าเขาไม่เป็นมะเร็งก็คงเหมือนเด็กอายุ 21 ทั่วไป นอนหอพัก เข้านอนตีสาม ตื่นบ่ายสาม รอเพื่อนมาเรียก มาชวนไปกินเหล้า ใช้ชีวิตแบบประมาท ไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่ระมัดระวังอะไรเลย อันนี้เขาเรียกว่าเขารู้จักเห็นประโยชน์จากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแล้วก็รู้จักใช้ประโยชน์จากมัน

เพราะฉะนั้นถ้าเราวางใจแบบนี้ แม้ว่าจะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเรา กับร่างกายของเรา กับงานการของเรา เราก็ยังได้กำไร นอกจากจะไม่ทุกข์แล้ว ก็รู้จักวางใจให้เป็นปกติได้ ไม่ผลักไส ไม่ปฏิเสธ ยอมรับมัน แล้วยังได้กำไรด้วย คือได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:06:04 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #766 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:12:25 pm »




การปฏิบัติธรรมสาระของมันก็คือการเปลี่ยน การพลิก การทวนกระแส เปลี่ยนอะไร ก็เปลี่ยนชีวิต พลิกอะไร ก็พลิกมุมมอง ทวนอะไร ก็ทวนกระแส

ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตเราไม่เปลี่ยน มุมมองเราไม่พลิก หรือว่าเรายังเดินตามกระแสโลกหรือว่ากระแสกิเลสอันนี้ก็ไม่เรียกว่าได้ปฏิบัติธรรม

อาจจะปฏิบัติในรูปแบบเช่นเวียนเทียน ทอดผ้าป่า ใส่บาตร แต่ว่าเข้าไม่ถึงสาระของมัน

ต้องถามตัวเราเองว่าเราปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เล็ก หรือว่าบางคนก็เข้าวัดตอนหนุ่มสาวหรือว่าเมื่อมีอายุแล้วจะอย่างไรก็แล้วแต่ ถามตัวเองใคร่ครวญตัวเองว่าชีวิตเราเปลี่ยนบ้างไหม มุมมองเราได้พลิกบ้างหรือเปล่า หรือว่าเรายังเดินตามกระแสโลกอยู่

กระแสโลกกระแสกิเลสนี้มันก็อันเดียวกัน ทวนกระแสนี้ทวนกระแสโลกทวนกระแสกิเลสเป็นอย่างไร ก็อย่างเช่นว่าเอาความถูกใจเป็นหลัก ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วเราต้องเอาความถูกต้องเป็นหลัก

เอาความถูกใจเป็นหลักก็เช่นว่า เห็นของตามห้าง อยากได้ ถูกใจก็ไปคว้ามา บางคนก็คว้าด้วยการขโมย แต่ว่าถึงแม้จะคว้ามาด้วยการซื้อมันก็อาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ไม่ถูกต้องในแง่ที่ว่ามีของเยอะแล้ว ไม่มีที่เก็บแล้ว ถ้าเอาความถูกต้องเป็นหลักมันก็ไม่ซื้อเพราะว่ามันมีเยอะแล้ว แล้วก็ไม่ได้ใช้ เปลืองเงิน แต่ถ้าเอาความถูกใจ เห็นก็คว้ามาเลย มีเงินก็ซื้อ ไม่มีเงินก็ไปกู้มาหรือไม่ก็ใช้เครดิตการ์ดเอาเงินจากอนาคตมาซื้อ ถ้าทำอย่างนี้เรียกว่าเอาถูกใจเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงความถูกต้อง

เวลาใครพูดอะไร เขาวิจารณ์ แทนที่จะดูว่าเขาพูดถูกต้องไหม พูดถูกต้องก็ไปแก้ไข ก็เอาว่าถูกใจเราหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกใจเราก็ด่ากลับ ทั้ง ๆ ที่ที่เขาพูดมาอาจจะถูกต้องมีประโยชน์

คนที่ปฏิบัติกับไม่ปฏิบัติธรรมมันต้องต่างกันตรงนี้ ก็คือใครว่าอะไรมา ถ้าปฏิบัติธรรมก็จะไม่โกรธง่าย จะไม่ตอบโต้ไป แต่จะกลับมาพิจารณาว่าถูกต้องไหม ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมเขาว่ามาก็ด่ากลับ หรือว่าเวลาเขาพูดนินทาใส่ร้ายคนบางคนที่เป็นคู่แข่งของเรา หรือว่าเป็นคนที่เราอาจจะไม่ชอบ

ถ้าเอาความถูกต้องก็จะไม่เห็นดีเห็นงาม กับการพูดจาแบบนั้นเพราะว่าเป็นการใส่ร้าย แต่คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมนี่พูดอย่างนั้นได้ยินอย่างนั้นก็ถูกใจ เขาใส่ร้ายคนที่เราไม่ชอบเราก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ถูกใจเรา ถ้าคนที่มีความถูกต้องมีความเป็นธรรมก็จะไม่เห็นด้วย ก็จะทักท้วงว่าพูดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง มันใส่ร้ายเขา

หรือว่าใครทำความดีมากกว่าเรา เด่นกว่าเรา ถ้าคนที่คำนึงถึงความถูกต้องก็จะอนุโมทนาหรือมีมุทิตาจิต เขาได้ดีก็มุทิตาจิตให้เขา แต่ถ้าเอาความถูกใจเอากิเลสเป็นหลัก ก็จะอิจฉาหรือไม่ พอใจเขาเพราะว่าเขาเด่นกว่าเรา ดีเกินหน้าเกินตาเรา

นี่มันต่างกันระหว่างปฏิบัติธรรมกับไม่ปฏิบัติธรรม หรือว่าปฏิบัติธรรมแต่ในรูปแบบ แต่ไม่เข้าถึงสาระ คนที่ปฏิบัติธรรมก็จะเอาความถูกต้องเป็นหลัก คนที่เดินกระแสธรรมก็จะไม่เอาความถูกใจ แต่ถ้าเดินตามกระแสโลกก็จะเอาความถูกใจเป็นหลัก


พระไพศาล วิสาโล

ที่มา ทวนกระแส

https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-25-07-13-06.html







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:05:44 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #767 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:26:06 pm »




ถ้าใจเราเก่าค้างปี ปีใหม่ก็ไม่มีความหมาย ก็เป็นแค่เปลี่ยนตัวเลขของศักราชเท่านั้นเอง ใจเราต้องใหม่ตามไปด้วย

การที่ใจเราจะใหม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เราได้ทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล อย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ การสวดมนต์ การทำบุญใส่บาตรก็เป็นการชำระใจให้สะอาด แต่ถ้าเราสวดมนต์แล้ว เราทำบุญแล้ว ใจเรายังหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์เก่า ๆ ในปีที่เพิ่งผ่านไป หรือว่าเหตุการณ์ในปีก่อนหน้านั้น สองปีก่อนหน้านั้น หรือว่าสามปีที่แล้ว อันนี้ก็เรียกว่าใจไม่ได้ใหม่ตามไปด้วย...

หลายคนเป็นอย่างนั้น ตัวอยู่ปีใหม่แต่ใจยังอยู่ปีเก่า เพราะมันข้องมันติดขัดอยู่กับเหตุการณ์เก่า ๆ ที่ทำให้เจ็บปวด ผิดหวัง โกรธเคือง หรือบางทีถึงขั้นพยาบาทเคียดแค้นเลยก็มี หรือไม่ก็เศร้าโศกเสียใจ รู้สึกผิด ติดค้างใจ ถ้าตัวอยู่ปีใหม่ แต่ใจอยู่ปีเก่า มันก็ไม่เข้าท่าเหมือนกัน ต้องพาใจของเรานั้นกลับมา ออกจากปีเก่าไม่ว่าเก่าแค่ไหนก็ตาม มาอยู่ที่ พ.ศ. นี้


พระไพศาล วิสาโล

ฟัง / อ่านได้ที่ https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-05-03-15-43-58.html







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:05:29 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #768 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:32:41 pm »



ปีใหม่นี้ ให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตนเอง เพื่อจะได้มีใจที่ใหม่

"ความโกรธ ความเศร้า ความเคียดแค้น ต้องวางลงระบายถ่ายเทมันออกไปจากจิตใจ ซึ่งทำได้ด้วยการที่ใจเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับ พ.ศ. ศักราชใหม่

ถ้าใจเรายังไปวนเวียนข้องแวะติดขัดอยู่กับเรื่องเก่า ๆ อารมณ์หมักหมมก็เกิดขึ้นตามมา เพราะอารมณ์สัมพันธ์กับความคิด คิดเรื่องร้ายใจก็เป็นอกุศล เพราะมีอารมณ์โกรธ เสียใจ คับแค้น ขุ่นเคือง น้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้นมา สะสมวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่าทำให้ใจเราหม่นหมองเก่าคร่ำคร่า

เพียงแค่เราไม่ปล่อยใจให้ไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต ในลักษณะของการคร่ำครวญ หรือว่าเคียดแค้นอาลัย อารมณ์อกุศลก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในจิตใจเราได้ จะทำอย่างนี้ได้ต้องอาศัยสติ ต้องมีสติ ต้องมีความรู้สึกตัว เพราะถ้าไม่มีสติเมื่อไหร่ ใจก็ย้อนถอยหลังกลับไป ไปข้องแวะติดขัดอยู่กับเหตุการณ์ในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ใจเราจะอยู่ พ.ศ. นี้ ศักราชใหม่ ก็เพราะว่าเรามีสติกำกับรักษาใจเอาไว้ สตินี้จะทำให้เรารู้ทันอารมณ์ที่มันครอบงำใจ อารมณ์ที่เศร้าหมอง อารมณ์ที่โกรธแค้น อารมณ์เก่า ๆ ไม่มีสติมันก็วางไม่ได้ เพราะฉะนั้นใจเราจะใหม่ได้ก็ต้องมีสติ

สติเป็นเครื่องรักษาใจให้ปกติ ใจเรายังจะใหม่ได้ด้วยการรู้จักให้อภัย การให้อภัยนี้เป็นตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถปล่อยวางได้ ถ้าไม่ให้อภัย ใจมันก็ยังข้องแวะติดขัดอยู่กับอดีตซ้ำซาก ไปต่อไม่ได้ การให้อภัยเป็นสิ่งที่ช่วยปลดโซ่ ปลดล็อคให้ใจของเราได้หลุดออกจากเรื่องที่มันเจ็บป่วยซ้ำซาก

ถ้าไม่รู้จักการให้อภัย ใจมันก็สดใหม่ได้ยาก คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเก่า ๆ ผ่านไป 20 ปี 30 ปี มันก็ยังดูสดดูใหม่ แต่ที่จริงแล้วกลับทำให้จิตใจย่ำแย่ลง

ให้อภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะให้อภัยผู้อื่นเท่านั้น แต่รวมถึงให้อภัยตัวเองด้วย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต เราต้องตระหนักว่ามันเป็นธรรมดาของมนุษย์

คนอื่นเขาก็ผิดพลาดได้เพราะมนุษย์เราอ่อนแอ ความอ่อนแอทำให้บางคนทำร้ายเรา ทำร้ายจิตใจของเรา ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของเรา ทำให้เราเสื่อมศรัทธา

นั่นไม่ใช่แค่คนอื่นเท่านั้นที่อ่อนแอพลั้งพลาด เราเองก็เหมือนกัน เราก็อ่อนแอ บางทีเราก็เห็นแก่ความสนุกชั่วคราว หรือเห็นแต่ประโยชน์ระยะสั้น ทำให้เราละเลยสิ่งที่ควรทำ เช่น สิ่งที่ควรจะทำกับผู้มีพระคุณ ทำกับคนที่มีคุณค่า อาจเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของปุถุชน ทำให้เราได้ทำสิ่งที่น่าละอายน่ารังเกียจออกไป

แต่เพราะเราเป็นมนุษย์ ก็ต้องมีผิดมีพลาด ถ้าเรารู้จักเอาความผิดพลาดเป็นครู จะช่วยทำให้เรารู้จักปลดเปลื้องบาดแผล ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดติดค้างใจได้ สามารถช่วยเยียวยาจิตใจของเราได้เหมือนกัน การให้อภัยผู้อื่น การให้อภัยตัวเอง เพื่อทำให้เราสามารถเป็นอิสระจากอดีต อดีตจะขังเราไม่ได้อีกต่อไป ทำให้เราสามารถมองไปข้างหน้า และก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ด้วยใจที่โปร่งโล่งเบาสบาย

การทำใจให้ใหม่ ที่จริงมันควรจะทำได้ตลอดแวลา ไม่ต้องรอให้ปีใหม่ แต่ปีใหม่เหมือนกับเป็นตัวกระตุ้นเตือน หรือเป็นตัวตอกย้ำกับเราว่า เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ นี้คือประโยชน์ของวันปีใหม่หรือการเริ่มต้นปีใหม่ว่า ทุกอย่างเริ่มต้นได้ใหม่ เริ่มต้นใหม่ได้อีก ชีวิตเราก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีก

จิตใจเราก็สามารถทำให้มันใหม่ได้อีก ที่แล้วก็แล้วกันไปปล่อยให้มันเป็นอดีตไป กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ หรือว่าที่ทำดีอยู่แล้วก็ทำให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ใจเราใหม่อยู่เสมอ การที่ใจใหม่หมายถึงการมีคุณภาพใหม่ด้วย มีคุณภาพใหม่เพราะว่ามีสติ มีเมตตา มีการรู้จักให้อภัย"


พระไพศาล วิสาโล
ปัใหม่ สงบเย็นเป็นประโยชน์ สวนโมกข์







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:05:13 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #769 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:35:20 pm »



ปีใหม่นี้ ถ้าหากเราต้องการใจที่ใหม่ ก็ต้องมีจุดหมายชีวิตที่ถูกต้อง แล้วพยายามน้อมนำธรรมะ นำมาปฏิบัติขัดเกลาจิตใจของตัว มีสติเป็นเครื่องรักษา มีความรู้สึกตัวที่จะช่วยปกป้องใจไม่ให้หม่นหมอง เก่าคร่ำคร่า หรือว่าอ่อนล้า

แต่ละปี ๆ ร่างกายเราเก่าไปเรื่อย ๆ คือความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่ละปี ๆ ร่างกายเราก็เก่าลง ๆ แต่ว่าใจเราใหม่ได้เสมอ ในขณะที่กายมันเก่าลง แต่ใจสามารถที่จะใหม่ได้เสมอ ในทำนองเดียวกันปีใหม่ ชีวิตใหม่ก็เกิดขึ้นได้เสมอเหมือนกัน

ปล่อยใจของเราให้เป็นอิสระจากอดีต หยุดให้มันกลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับปีใหม่ รวมไปถึงการปลดเปลื้องอารมณ์เก่า ๆ ที่หมักหมมในจิตใจด้วย...ความโกรธ ความเศร้า ความเคียดแค้น ต้องวางลงระบายถ่ายเทมันออกไปจากจิตใจ ซึ่งทำได้ด้วยการที่ใจเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับ พ.ศ. ศักราชใหม่

สิ่งที่จะทำให้ใจเราใหม่อยู่เสมอ อย่างที่เมื่อกี้พูดไปแล้ว คือการมีสติ สติจะช่วยปลดเปลื้องอารมณ์ต่าง ๆ ยิ่งถ้าเรามีสติอยู่ต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทุกขณะ ใจเราจะใหม่อยู่เสมอ และทำให้เรามีพลังก้าวไปข้างหน้าต่อไป เรามุ่งหวังอะไรในชีวิต เราจะทำอะไรกับเวลาที่เหลืออยู่


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

  https://soundcloud.com/suan-mokkh/newyear








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:09:24 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #770 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:37:44 pm »




หลายคนคิดว่าการทำสมาธิภาวนาโดยเฉพาะการเจริญสติหมายถึง การควบคุมความคิดหรือควบคุมจิตใจ ยังไม่ถูก เจริญสติไม่ใช่เพื่อควบคุมความคิด แต่เพื่อไม่ยอมให้ความคิดมาควบคุมเราต่างหาก

บางคนเวลามาเจริญสติทำได้ยาก จะให้มันไม่มีความคิดฟุ้งซ่าน ไม่มีความคิดอะไรมารบกวนเลย อยากจะให้มีแต่ความรู้สึกดี ๆ ความคิดดี ๆ พอมาเจริญสติ โอ้ยความคิดฟุ้งซ่าน ก็มีความขุ่นมัว บางทีความหงุดหงิดก็เกิดขึ้นในใจ ก็สงสัยว่าทำไมมันถึงมีอาการแบบนี้ ยิ่งพยายามไปกดข่มความคิด ไปควบคุมความคิด ไม่ให้มันฟุ้งซ่าน ยิ่งเป็นทุกข์เข้าไปใหญ่

การเจริญสติไม่ใช่เพื่อควบคุมความคิด แต่เพื่อไม่ยอมหรือไม่ปล่อยให้ความคิดมาควบคุมเรา ก็คือว่า มันคิดก็คิดไป แต่ว่าเราไม่เชื่อมัน แค่ดูมันเฉย ๆ

ไม่ใช่ว่าทำแล้วจิตมันจะสงบ มันก็ฟุ้ง แต่ว่ามันฟุ้งก็ฟุ้งไป เราก็แค่ดูมันเฉย ๆ หลวงพ่อคำเขียนบอกว่ารู้ซื่อ ๆ หรือรู้เฉย ๆ เห็นอย่าเข้าไปเป็น

ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นแต่ว่ามันมี แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ แต่ก่อนนี้มันเกิดขึ้นทีไรนี่โอ้ยเราเชื่อมัน มันก็ลากลู่ถูกัง

บางทีมันมีอารมณ์เกิดขึ้นด้วย อารมณ์ก็มาควบคุมเรา ความโกรธพอเกิดขึ้นมันก็ควบคุมเรา มันสั่งให้เราด่า เราก็ด่า มันสั่งให้เราทำลายข้าวของ เราก็ทำลาย พอมีความอยากเกิดขึ้นมันสั่งให้เราขโมย เราก็ขโมย อันนี้เรียกว่ายอมให้ความคิดและอารมณ์มาควบคุมจิตใจของเรา มาควบคุมชีวิตของเรา

นักปฏิบัติไม่ได้แปลว่าไม่มีความโกรธ ไม่มีความโมโห ไม่มีความโลภ มันมี แต่ว่ามันทำอะไรเราไม่ได้ แต่ก่อนมันเคยควบคุมเรา จนกระทั่งเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือว่าจนกระทั่งเรากินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือว่าเกิดเรื่องเกิดราวกับคนอื่น แต่พอเรามาเจริญสติแล้วถ้าเราเจริญถูก มันเกิดขึ้นก็จริงในใจ แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราเห็นเราไม่เข้าไปเป็น เราไม่อยู่ในอำนาจของมัน

จริง ๆ แล้วคนเราไม่สามารถควบคุมความคิดได้ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เพราะว่าจิตใจมันเป็นอนัตตา มันไม่อยู่ในอำนาจบัญชาของเรา แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือว่าไม่ปล่อยให้มันมารบกวนจิตใจเรา ไม่ปล่อยให้มันมาบงการชีวิตของเรา

พระไพศาล วิสาโล
คำสอนเพื่อชีวิตดีงามและเป็นสุข

pagoda

  อ่าน / ฟัง ได้ที่ https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-22-10-54-39.html







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:04:39 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #771 เมื่อ: มกราคม 27, 2021, 07:42:11 pm »



เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้าราชการกลุ่มหนึ่งมาหาอาตมาแล้วก็ได้สนทนากันอยู่พักใหญ่ อาตมาดูจากหน้าตาก็คิดว่าน่าจะอายุมาก ก็เลยถามเขาว่าเมื่อไหร่เกษียณ ก็ได้คำตอบว่าจะเกษียณปีนี้

แล้วก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พอเกษียณแล้วก็จะวาง วางในที่นี้ก็คงจะหมายถึงวางภารกิจการงาน อาตมาก็เลยพูดเสริมไปเป็นการเตือนว่า ระวังนะที่ว่าวาง แล้วจะไปยึดอันอื่นแทน

เช่น วางเรื่องงานเรื่องการแล้วก็ไปยึดเอาหลาน ไปติดหลาน คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ วางเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไปยึดอีกอันหนึ่ง หรือไปแบกอีกอย่างหนึ่ง หรือไปแบกหลายอย่าง

อย่างเช่น ตอนเด็กๆไปยึดติดถือมั่นกับของเล่น หวงแหนของเล่น พอโตขึ้นเราก็วางของเล่น แล้วเป็นอย่างไร ก็ไปยึดอย่างอื่นแทน เช่น ถ้าเป็นวัยรุ่นก็ไปยึดมือถือ หรือไปยึดเสื้อผ้าหน้าผม กระเป๋า หรือว่าโตขึ้นมาหน่อยก็ไปยึดรถยนต์ บ้าน ทรัพย์สินศฤงคาร ธรรมดาคนก็เป็นอย่างนี้ วางอย่างหนึ่งแล้วก็ไปยึดอีกอย่างหนึ่ง หรือไปยึดหลายอย่าง

พระอริยเจ้าโดยเฉพาะพระอรหันต์ ท่านวางของหนักลงแล้ว ก็ไม่เอาอะไรขึ้นมาแบกอีก อย่างที่เราสวดกัน นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง, อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก

แต่ปุถุชนคนส่วนใหญ่แบกอะไรก็ตาม พอวางแล้วก็ไปยึดอีกอย่างแทน แล้วที่วางเพราะอะไร เพราะว่าเบื่อ หรือเพราะเห็นว่ามันไม่มีเสน่ห์แล้ว อย่างเด็กหวงแหนของเล่น หวงแหนผ้าห่ม พอโตขึ้น ก็รู้สึกว่ามันไม่มีอะไร ไปเอาอย่างอื่นดีกว่า

อันนี้ผู้สูงวัยอย่างพวกเราหลายคนก็เกษียณไปนานแล้ว ถามใจตัวเองว่า ที่วางอะไรต่ออะไรหลายอย่าง แล้วไปหยิบไปฉวยไปแบกอย่างอื่นขึ้นมาอีกหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องหลาน ตอนที่เป็นพ่อแม่ก็ห่วงลูก ยังทำอะไรไม่ได้ห่วงลูก กลัวลูกเรียนไม่จบ พอลูกเรียนจบก็ห่วงลูก ห่วงว่าลูกเมื่อไหร่จะแต่งงาน พอลูกแต่งงานก็ห่วงอยู่นั่นว่าเมื่อไหร่ลูกจะมีหลานให้ตาให้ยายให้พ่อให้แม่สักที พอมีหลานก็ห่วงอีก ห่วงหลานเรื่องการเรียน บางทีอาจจะพูดว่า ถ้าหลานเรียนจบแล้วก็หมดห่วงแล้ว พอหลานเรียนจบ อ้าว เมื่อไหร่หลานจะแต่งงานมีฝั่งมีฝาสักที ยึดไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น

ที่จริงยิ่งอายุมากยิ่งมีประสบการณ์มากยิ่งต้องวาง วางเยอะขึ้นๆ สิ่งที่มันจะเป็นเครื่องชี้วัดวุฒิภาวะหรือความเจริญงอกงามทางจิตใจทางปัญญาก็คือดูว่า วางได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าอายุมากแต่ว่ายังยึดติดถือมั่นกับอะไรต่ออะไรมากมาย ห่วงลูกห่วงหลานห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงงานการ อย่างนี้เรียกว่าจิตใจยังไม่โตเท่าไร

ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตไม่ได้สอนให้รู้เลยว่า ไม่มีอะไรที่มันยึดมั่นถือมั่นได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตไม่ได้สอนเลยว่า ยิ่งไปยึดมั่นถือมั่นมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้น


พระไพศาล วิสาโล







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:04:23 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



อุบายของลิง อำนาจกิเลส

สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ที่มีป่า มีภูเขา มีต้นไม้หนาแน่น หลายแห่งจะมีลิงเป็นฝูง ลิงเหล่านี้ถ้าหากว่าเราเผลอ มันก็จะแอบมาขโมยของจากตัวเรา หรือจากกระเป๋า หรือถุงที่เราถือ ที่น่าสนใจหลายแห่งมันไม่ได้ขโมยเอาของกิน เช่น ขนมหรือว่าหาร แต่มันเอาของใช้ที่เราพกพาหรือติดตัวอยู่ อาจจจะเป็นซองโทรศัพท์มือถือ แว่นตา กล้องหรือแม้กระทั่งกระเป๋าเงิน ทำไมมันไม่ขโมยเอาอาหาร ขนม เพราะว่ามันกินได้อยู่ ส่วนพวกกระเป๋าเงิน ซองโทรศัพท์มือถือ แว่นตาหรือว่ากล้อง มันกินไม่ได้ แล้วมันขโมยไปทำไม

มันขโมยเพราะว่ามันรู้ว่าคน เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นสำคัญ ถ้าของเหล่านั้นถูกขโมยไป คนก็ต้องหาทางเอากลับคืนมา แล้ววิธีที่จะได้ของคืนก็คือว่ามีสิ่งอื่นมาแลก จะเอาอะไรมาแลกกับของใช้เหล่านี้ ก็ขนมไง หรือว่าอาหาร หลายแห่งพอคนเอาอาหาร เอาขนมไปยื่นให้มัน มันก็จะคืนของที่ขโมยไป มันฉลาด ที่ฉลาดกว่านั้น มันรู้ว่าอะไรมีค่าสำหรับคน และของที่มีค่าสำหรับคนถ้ามันได้ไป มันก็ต้องการสิ่งตอบแทนที่เพิ่มขึ้นหรือมากๆ เช่น ถ้าเกิดว่าขโมยกล้องไปแล้วเราให้มันแค่ขนม 1 ชิ้นมันอาจจะไม่พอใจ มันจะไม่ยอมคืน ต้องให้มากกว่านั้น จะให้ขนมทั้งถุงเลย มันถึงจะยอมคืนกล้อง อันนี้เรียกว่ามันรู้จักการต่อรอง

วิธีการต่อรองของมันก็คือ ขโมยของที่มีค่า ไม่ใช่มีค่าในสายตาของมัน แต่มีค่าในสายตาของคน มันรู้ได้อย่างไร มันรู้จากการเรียนรู้จากคนนั่นแหละ เช่นมันอาจจะเคยขโมยถุงพลาสติก อาจจะเคยขโมยพวงกุญแจจากคนที่เดินผ่าน นักท่องเที่ยวที่เผลอ ขโมยสิ่งเหล่านี้แล้วมันพบว่าคนไม่สนใจ คนไม่คิดจะเอาคืน อาจจะตกใจเล็กน้อยแล้วก็ไม่สนใจ เดินต่อไป แต่ของบางอย่างพอเอาไปไปแล้ว คนจะพยายามเอาคืนให้ได้เช่น กล้อง แว่นตา แล้วถ้าเกิดว่าไม่ได้คืน คนก็จะพยายามล่อหลอก หรือว่าโน้มน้าวด้วยขนม แล้วก็เป็นขนมที่มีจำนวนมากหรือว่าเป็นของอร่อยด้วย ลิงก็สังเกตได้ว่าของบางอย่างคนไม่สนใจ ของบางอย่างคนสนใจจะเอาคืน และพร้อมที่จะเสียขนม สละอาหารเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกลับ มันก็จะคอยจับจ้องของเหล่านั้น เพราะมันรู้ว่าขโมยแล้วจะได้สิ่งตอบแทนที่มันชอบ แล้วก็มากด้วย อันนี้เป็นธรรมชาติของลิงที่มันมีปัญญา

ของที่ไม่มีคุณค่าสำหรับมัน แต่มันรู้ว่าของมีคุณค่าสำหรับคน และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม เพราะมันรู้ว่าของสิ่งนั้น มันก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มันต้องจับจ้องและต้องหาทางขโมยให้ได้ มันเป็นความรู้มันเป็นปัญญาที่เกิดจากการเฝ้าสังเกต ก็เหมือนกับเด็ก ถ้าเด็กร้องไห้งอแงแล้วพ่อแม่ไม่สบายใจ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กหยุดร้อง เช่น สัญญาว่าจะเอาขนมมาให้ สัญญาว่าจะเอาของเล่นมาให้ เด็กก็รู้แล้วว่าถ้าอยากได้อะไร ก็ร้องไห้งอแง เดี๋ยวพ่อแม่ก็จะเอามาให้ เด็กตัวเล็กๆ 1 ขวบ 2 ขวบ 3 ขวบไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญา เขามีปัญญาสังเกตได้ ถ้าหากร้องไห้แล้วได้ผล พ่อแม่ยอมทำตามความต้องการหรือว่าพร้อมที่จะเอาของเล่นมาให้ เด็กก็ยิ่งทำใหญ่ อยากได้อะไร แกล้งร้องไห้งอแงพ่อแม่ก็ยอม

ที่จริงไม่ใช่เด็กอย่างเดียว อารมณ์เราก็เหมือนกัน อารมณ์โกรธ อารมณ์อยาก ถ้าหากว่าใจเรายอมทำตามมัน อยากได้อะไร ก็ทำตามมัน ไปหามันมา อยากกินก็ไปหาของกิน อยากได้ก็ไปซื้อ หรือว่าโกรธทีไรก็ทำตามอำนาจของมัน ด่าโวยวาย มันก็จะรู้ว่ามันมีอำนาจเหนือเรา แล้วมันก็จะโผล่มาบ่อยๆแล้วก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายๆกับว่าอารมณ์มันรู้ เรียนรู้จากพฤติกรรมของเราว่า เราอยู่ในอำนาจของมัน และถ้าเรายอม มันก็แย่ แล้วมันก็จะโผล่มาเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเราไม่ยอมทำตามอำนาจของมัน มันโผล่ขึ้นมาเราก็ไม่สนใจ เหมือนกับเด็กร้องไห้งอแง พ่อแม่ไม่สนใจตอนหลังเด็กก็เลิกร้องเลิกงอแง

อารมณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วถ้าเรายอมตามมัน มันก็จะโผล่ออกมาอยู่เรื่อยๆแล้วก็มาบงการจิตใจเราอยู่เรื่อยๆแต่ถ้าเราเฉยๆ ไม่สนใจมัน มันก็จะค่อยๆหมดพิษสง หรือมีอำนาจน้อยลง ผุดโผล่น้อยลง ให้เราสังเกตอารมณ์ของเรา ถ้าเราทำตามมันเมื่อไหร่ มันจะมีอำนาจมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ทำตามมัน มันก็จะค่อยๆจางคลายไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ลิง หรืออารมณ์ พฤติกรรมก็คล้ายๆกันในแง่นี้
สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ที่มีป่า มีภูเขา มีต้นไม้หนาแน่น หลายแห่งจะมีลิงเป็นฝูง ลิงเหล่านี้ถ้าหากว่าเราเผลอ มันก็จะแอบมาขโมยของจากตัวเรา หรือจากกระเป๋า หรือถุงที่เราถือ ที่น่าสนใจหลายแห่งมันไม่ได้ขโมยเอาของกิน เช่น ขนมหรือว่าหาร แต่มันเอาของใช้ที่เราพกพาหรือติดตัวอยู่ อาจจจะเป็นซองโทรศัพท์มือถือ แว่นตา กล้องหรือแม้กระทั่งกระเป๋าเงิน ทำไมมันไม่ขโมยเอาอาหาร ขนม เพราะว่ามันกินได้อยู่ ส่วนพวกกระเป๋าเงิน ซองโทรศัพท์มือถือ แว่นตาหรือว่ากล้อง มันกินไม่ได้ แล้วมันขโมยไปทำไม

มันขโมยเพราะว่ามันรู้ว่าคน เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นสำคัญ ถ้าของเหล่านั้นถูกขโมยไป คนก็ต้องหาทางเอากลับคืนมา แล้ววิธีที่จะได้ของคืนก็คือว่ามีสิ่งอื่นมาแลก จะเอาอะไรมาแลกกับของใช้เหล่านี้ ก็ขนมไง หรือว่าอาหาร หลายแห่งพอคนเอาอาหาร เอาขนมไปยื่นให้มัน มันก็จะคืนของที่ขโมยไป มันฉลาด ที่ฉลาดกว่านั้น มันรู้ว่าอะไรมีค่าสำหรับคน และของที่มีค่าสำหรับคนถ้ามันได้ไป มันก็ต้องการสิ่งตอบแทนที่เพิ่มขึ้นหรือมากๆ เช่น ถ้าเกิดว่าขโมยกล้องไปแล้วเราให้มันแค่ขนม 1 ชิ้นมันอาจจะไม่พอใจ มันจะไม่ยอมคืน ต้องให้มากกว่านั้น จะให้ขนมทั้งถุงเลย มันถึงจะยอมคืนกล้อง อันนี้เรียกว่ามันรู้จักการต่อรอง

วิธีการต่อรองของมันก็คือ ขโมยของที่มีค่า ไม่ใช่มีค่าในสายตาของมัน แต่มีค่าในสายตาของคน มันรู้ได้อย่างไร มันรู้จากการเรียนรู้จากคนนั่นแหละ เช่นมันอาจจะเคยขโมยถุงพลาสติก อาจจะเคยขโมยพวงกุญแจจากคนที่เดินผ่าน นักท่องเที่ยวที่เผลอ ขโมยสิ่งเหล่านี้แล้วมันพบว่าคนไม่สนใจ คนไม่คิดจะเอาคืน อาจจะตกใจเล็กน้อยแล้วก็ไม่สนใจ เดินต่อไป แต่ของบางอย่างพอเอาไปไปแล้ว คนจะพยายามเอาคืนให้ได้เช่น กล้อง แว่นตา แล้วถ้าเกิดว่าไม่ได้คืน คนก็จะพยายามล่อหลอก หรือว่าโน้มน้าวด้วยขนม แล้วก็เป็นขนมที่มีจำนวนมากหรือว่าเป็นของอร่อยด้วย ลิงก็สังเกตได้ว่าของบางอย่างคนไม่สนใจ ของบางอย่างคนสนใจจะเอาคืน และพร้อมที่จะเสียขนม สละอาหารเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกลับ มันก็จะคอยจับจ้องของเหล่านั้น เพราะมันรู้ว่าขโมยแล้วจะได้สิ่งตอบแทนที่มันชอบ แล้วก็มากด้วย อันนี้เป็นธรรมชาติของลิงที่มันมีปัญญา

ของที่ไม่มีคุณค่าสำหรับมัน แต่มันรู้ว่าของมีคุณค่าสำหรับคน และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม เพราะมันรู้ว่าของสิ่งนั้น มันก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มันต้องจับจ้องและต้องหาทางขโมยให้ได้ มันเป็นความรู้มันเป็นปัญญาที่เกิดจากการเฝ้าสังเกต ก็เหมือนกับเด็ก ถ้าเด็กร้องไห้งอแงแล้วพ่อแม่ไม่สบายใจ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กหยุดร้อง เช่น สัญญาว่าจะเอาขนมมาให้ สัญญาว่าจะเอาของเล่นมาให้ เด็กก็รู้แล้วว่าถ้าอยากได้อะไร ก็ร้องไห้งอแง เดี๋ยวพ่อแม่ก็จะเอามาให้ เด็กตัวเล็กๆ 1 ขวบ 2 ขวบ 3 ขวบไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญา เขามีปัญญาสังเกตได้ ถ้าหากร้องไห้แล้วได้ผล พ่อแม่ยอมทำตามความต้องการหรือว่าพร้อมที่จะเอาของเล่นมาให้ เด็กก็ยิ่งทำใหญ่ อยากได้อะไร แกล้งร้องไห้งอแงพ่อแม่ก็ยอม

ที่จริงไม่ใช่เด็กอย่างเดียว อารมณ์เราก็เหมือนกัน อารมณ์โกรธ อารมณ์อยาก ถ้าหากว่าใจเรายอมทำตามมัน อยากได้อะไร ก็ทำตามมัน ไปหามันมา อยากกินก็ไปหาของกิน อยากได้ก็ไปซื้อ หรือว่าโกรธทีไรก็ทำตามอำนาจของมัน ด่าโวยวาย มันก็จะรู้ว่ามันมีอำนาจเหนือเรา แล้วมันก็จะโผล่มาบ่อยๆแล้วก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายๆกับว่าอารมณ์มันรู้ เรียนรู้จากพฤติกรรมของเราว่า เราอยู่ในอำนาจของมัน และถ้าเรายอม มันก็แย่ แล้วมันก็จะโผล่มาเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเราไม่ยอมทำตามอำนาจของมัน มันโผล่ขึ้นมาเราก็ไม่สนใจ เหมือนกับเด็กร้องไห้งอแง พ่อแม่ไม่สนใจตอนหลังเด็กก็เลิกร้องเลิกงอแง

อารมณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วถ้าเรายอมตามมัน มันก็จะโผล่ออกมาอยู่เรื่อยๆแล้วก็มาบงการจิตใจเราอยู่เรื่อยๆแต่ถ้าเราเฉยๆ ไม่สนใจมัน มันก็จะค่อยๆหมดพิษสง หรือมีอำนาจน้อยลง ผุดโผล่น้อยลง ให้เราสังเกตอารมณ์ของเรา ถ้าเราทำตามมันเมื่อไหร่ มันจะมีอำนาจมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ทำตามมัน มันก็จะค่อยๆจางคลายไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ลิง หรืออารมณ์ พฤติกรรมก็คล้ายๆกันในแง่นี้


พระไพศาล วิสาโล












  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:09:47 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





  จิตวุ่นวาย คลายด้วยธรรม



ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา ปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ แต่ความทุกข์นั้นหากมองให้ดีก็มีประโยชน์ สามารถผลักดันให้ผู้คนเข้าหาธรรมเพื่อออกจากทุกข์ได้ ปัญหาก็เช่นกันช่วยกระตุ้นให้เราใช้ปัญญาเพื่อหาคำตอบ ยิ่งปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เรากำลังประสบ หรือกำลังสร้างความทุกข์แก่เรา ก็อาจช่วยให้เราใคร่ครวญกับชีวิตที่ผ่านมา อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนชีวิต หรือวางจิตวางใจเสียใหม่ ทำให้เกิดความเจริญงอกงามตามมา

คนเรานั้นหากไม่เจอความทุกข์หรือปัญหา ก็มักพอใจอยู่กับร่องความคิดหรือชีวิตเดิม ๆ โดยไม่เฉลียวใจว่ามันอาจก่อโทษได้ในภายหลัง การเจอทุกข์หรือประสบปัญหาแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้เราปรับเปลี่ยนตนเองก่อนที่เหตุร้ายที่หนักหนาสาหัสกว่าจะบังเกิดขึ้น ใช่แต่เท่านั้นความทุกข์หรือปัญหา ยังช่วยเตือนใจให้เราตระหนักว่า ถึงที่สุดแล้วเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ หรือเทคโนโลยีทั้งปวงมิใช่สรณะอันประเสริฐ ในยามที่ชีวิตมีปัญหา ประสบความขัดแย้ง พลัดพรากจากของรักคนรัก มีเงินมากมายเพียงใดก็บรรเทาความเศร้าโศกหรือว้าวุ่นใจไม่ได้เลย มีแต่ธรรมะเท่านั้นที่เป็นสรณะอันพึ่งพาได้อย่างแท้จริง ผู้คนเป็นอันมาก “ตาสว่าง”ได้ก็เพราะประสบความทุกข์หรือเมื่อชีวิตมีปัญหา


พระไพศาล วิสาโล











ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:03:01 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  หมั่นเตือนตน อย่าโทษคนอื่น    


บัณฑิตจะมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ หมั่นเตือนตน เวลาเจอความทุกข์ เจออุปสรรค เจอความล้มเหลว ก็จะหันมาพิจารณา เราทำผิดพลาดตรงไหน แต่ว่าคนที่มิใช่บัณฑิตก็จะไปโทษคนนั้นคนนี้ โทษที่เพื่อนร่วมงาน บางทีก็โทษดินฟ้าอากาศ อันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าความยึดมั่นในตัวกูมันเหนียวแน่นก็ได้ คนที่ยึดมั่นในตัวกู หรือมีอัตตาหนาแน่น เวลาเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปดั่งใจ หรือว่าไม่เป็นสิ่งที่คาดคิด ก็จะโทษคนนั้นคนนี้ แม้ว่าในบางครั้งมันจะเป็นความผิดพลาดของตนเอง แต่ก็ไม่ยอมรับ หรือแม้กระทั่งเวลาเกิดอารมณ์ขึ้นมาเช่น มีความโกรธ มีความโมโห ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังโกรธ ตัวเองกำลังโมโห เพราะอะไร เพราะถ้ายอมรับแล้วจะไปกระทบกระแทกอัตตา เมื่อมีอัตตาหนาแน่น ตัวกูก็จะอยากแต่จะได้ยินได้ฟังเรื่องดีๆ ชื่นชมสนองอัตตาหรือตัวกู เมื่อมีตัวตนหนาแน่น ก็มีความสำคัญมั่นหมายว่า กูเก่ง กูแน่ กูดี มีความผิดพลาดก็ยอมรับไม่ได้ว่าเป็นเพราะความเผลอเรอ เป็นเพราะความขาดสติ เป็นเพราะความวู่วาม เป็นเพราะไม่ระแวดระวังเพียงพอ หรือไม่เตรียมการดีพอ กลับไปโทษคนนั้นคนนี้ เป็นเพราะตัวกูยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองผิดพลาด ตัวเองบกพร่อง

แต่ผู้ที่มีปัญญาหรือเป็นบัณฑิต ก็จะมีนิสัยคือมุ่งฝึกตน เพราะฉะนั้น เมื่อมีความผิดพลาดพลั้งเผลอเกิดขึ้น ก็จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งเริ่มต้นจากการที่ยอมรับความผิดพลาดความบกพร่อง หรือยอมรับว่าตัวเองมีอารมณ์โกรธ ตัวเองมีความโลภ ตัวเองวู่วาม เมื่อยอมรับความจริงที่เกิดกับตนเองได้ แม้ว่าจะเป็นความจริงที่เป็นลบ โอกาสที่จะปรับปรุงตนเองก็เกิดขึ้นได้ ผู้ที่เป็นบัณฑิตก็จะพยายามมองหาว่าตัวเอง มีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหน และยินดีรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ ในทางตรงข้ามคนที่มีอัตตาหนาแน่น แม้จะมีความฉลาด มีปริญญาหลายใบ แต่อัตตาก็พยายามจะปกป้องตนเอง ซึ่งที่จริงก็คือปกป้องกิเลส ไม่ยอมรับ ก็จะโทษโน่นโทษนี่ มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน มีเรื่องขัดแย้งกันก็โทษคนนั้นคนนี้ แทนที่จะมองว่า เป็นเพราะเรา เป็นเพราะความผิดพลาดของเรา เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่ามาให้ข้อคิดที่ดีมาก ในการที่จะกลับมาพิจารณาตัวเราว่าเราเป็นคนประเภทไหน เป็นคนที่ชอบมองลบหรือมองบวก เป็นคนที่มุ่งตำหนิคนอื่น หรือว่ามองเห็นข้อผิดพลาดของตนเอง


พระไพศาล วิสาโล









ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2021, 07:41:11 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เยียวยาใจให้หายซึมเศร้า - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #775 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2021, 06:13:00 pm »



    เยียวยาใจให้หายซึมเศร้า 


นอกจากปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้แล้ว เลี้ยงสัตว์ก็ดี หลายคนพอได้เลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงแมว เลี้ยงหมา มีน้องแมว น้องหมา ไม่นานอาการก็ดีขึ้นเลย เพราะว่าจะมานั่งเศร้าเจ่าจุกไม่ได้ ถึงเวลาก็ต้องให้อาหารแมว ถึงเวลาก็ต้องพาน้องหมาไปอาบน้ำ เวลาเศร้าๆ ก็มีน้องหมามาหา มาชวนเล่น ก็นั่งเศร้าต่อไปไม่ได้ ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับหมา คุยกับหมา เล่นกับหมา อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ในอเมริกา มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เขามีโครงการให้ยืมหมาไปเลี้ยงที่หอพัก เพราะนักศึกษาเป็นโรคซึมเศร้าเยอะ เด็กเรียนเก่งใช้ความคิดมาก แต่อารมณ์ไม่พัฒนา ก็มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้

นักศึกษาในอเมริกาพอเอาหมาไปเลี้ยงก็มีอาการดีขึ้น โดยหมาที่ให้ยืมเป็นหมาที่เจ้าของฝึกมาอย่างดี เช่น ถูกฝึกมาให้รู้จักชวนคนเล่น คนเลยนั่งซึมเศร้าไม่ได้ พออาการดีขึ้นแล้วค่อยคืนหมาให้กับเจ้าของ เจ้าของก็เอาหมาไปช่วยผู้ป่วยคนต่อไป ที่จริงไม่ต้องยืมหมาแมวก็ได้ ให้หาหมาซักตัว หาแมวซักตัวมาเลี้ยง มีดาราบางคนติดเหล้าหนักจนอยากฆ่าตัวตาย รักษาเท่าไรๆ ก็ไม่หาย จนมีเพื่อนให้ลูกแมวมา เมื่อได้ลูกแมวมาก็ต้องดูแล ต้องให้นม หนาวก็ต้องหาผ้ามาห่ม เวลากินเหล้าเมามาย กลับบ้านดึกเห็นแมวหิวโซ  ก็รู้ว่าทำอย่างเดิมไม่ได้แล้ว ต้องกลับบ้านเร็วขึ้น จะไปกินเหล้าจนดึกดื่นต่อไปไม่ได้แล้ว  หรือว่าถ้ากินเหล้าเมามาย ลืมแมว ไม่ได้ให้อาหารแมว แมวก็หิวโซ ก็รู้ตัวว่าไม่ได้นะ ฉันต้องมีวินัยมากขึ้น กินเหล้าน้อยลง  ในที่สุดก็มีความสุขกับการเลี้ยงแมว ชีวิตดีขึ้นจนกระทั่งเลิกเหล้าได้ กลับมาเป็นปกติเพราะน้องแมว  หลายคนชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเพราะต้องดูแลแมว เป็นห่วงแมว

เพราะฉะนั้นเวลาเรารู้จักใครที่เป็นโรคซึมเศร้า ลองชวนเขาทำกิจกรรมที่ใช้แรง ใช้กำลัง หรือกิจกรรมที่ทำให้จิตใจออกไปอยู่ข้างนอก มีสมาธิอยู่กับสิ่งข้างนอก อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องการทำสมาธิแบบนั่งหลับตา เดี๋ยวนี้เวลาพบว่าใครเป็นโรคซึมเศร้า ผู้คนก็คิดแต่จะชวนเขาเข้าวัดนั่งสมาธิ  อันนี้อาจเกิดโทษได้ เพราะจะทำให้จิตยิ่งจมดิ่งไปในความคิดและอารมณ์ซึมเศร้ามากขึ้น อย่าคิดว่าการทำสมาธิด้วยการนั่งหลับตาจะเป็นคำตอบสำหรับทุกคน  ที่จริงกิจกรรมที่แนะนำข้างบน มันเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง แต่ว่าฝึกสติโดยไม่รู้ตัว  เป็นการฝึกให้ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นรดน้ำต้นไม้ ถักโครเชต์ วาดรูป ปั้นภาพแกะสลัก ทำให้จิตมีสติ เมื่อมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ จิตใจก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายได้ มีหลายคนที่หายหรือบรรเทาลง เพราะได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีคนดูแลหรือชักชวน เพราะถ้าไม่มีคนดูแลชักชวนเขาก็ไม่ทำหรอก เพราะเขาอยากนั่งเศร้าเจ่าจุกมากกว่า”


พระไพศาล วิสาโล









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:09:01 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
“อย่าผัดผ่อน” - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #776 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2021, 06:33:04 pm »



อย่าผัดผ่อน 


วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราไม่รั้งรอที่จะทำความดีกับคนรัก ผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่อยู่ต่อหน้าเรา ก็คือ ปฏิบัติกับเขาเหล่านั้นราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับเรา เมื่อใดก็ตามที่เราระลึกถึงความจริงว่าพรุ่งนี้ไม่เราหรือเขาอาจจะต้องพรากจากกัน เราจะไม่เอาแต่ใจตัว ทำตามอำเภอใจ ใช้อารมณ์กับเขา หรือเพิกเฉยเขา แต่จะปฏิบัติด้วยความใส่ใจ รับฟังเขาและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดต่อเขา ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เขามีความสุขเท่านั้น เราเองก็จะมีความสุขด้วยเช่นกันเพราะมีความรู้สึกดีกับเขา ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกลมกลืน อีกทั้งยังเป็นหลักประกันว่า หากพรุ่งนี้เรากับเขาต้องพรากจากกัน แม้จะมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่มีความรู้สึกผิดติดค้างใจ อีกทั้งยังจะมีความปลื้มปีติที่ได้ทำดีที่สุดกับเขาแล้ว

ชีวิตนี้แม้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือปัจจุบันขณะ ดังนั้นหากจะทำความดีก็ควรทำเสียแต่วันนี้หรือเดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะกับคนที่อยู่เบื้องหน้าเรา ยิ่งเป็นคนที่สำคัญต่อชีวิตเราด้วยแล้ว อย่ามัวผัดผ่อนหรือรั้งรอ เพราะโอกาสที่เราจะทำดีกับเขานั้น แม้จะมีมากมายเพียงใดในอดีต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีมากมายในอนาคต พ้นจากวันนี้หรือเดี๋ยวนี้แล้ว โอกาสทองอาจหมดไปเลยก็ได้ ใครจะรู้


พระไพศาล วิสาโล








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:07:05 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #777 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2021, 05:13:11 am »




ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อย รวมทั้งนักปฏิบัติธรรมด้วย คือว่าเวลาอยู่ไหนมักจะมีความคาดหวังว่าคนนั้นคนนี้ หรือว่าหมู่คณะจะดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ จะเพียบพร้อม จะมีความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูล จะพูดจาไพเราะ หรือว่ามีความเอาใจใส่

แต่พอเจอสิ่งแวดล้อม หรือเจอผู้คนที่ไม่ได้เป็นไปดังใจก็ทุกข์ ที่ทุกข์เพราะว่าลืมดูใจตัวเอง ไม่ได้คิดที่จะรักษาใจตัวเอง

อย่างที่บอกไว้สิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญเท่ากับเราดูใจ รักษาใจของเราหรือเปล่า อย่าไปมัวมองคนอื่น อย่าไปมัวคาดหวังคนอื่นจนลืมหน้าที่ของเราเอง คนอื่นเขาจะไม่เป็นมิตรกับเราอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับเราเป็นมิตรกับตัวเราเองหรือเปล่า

คนที่ไม่เป็นมิตรกับตัวเอง เวลาอยู่คนเดียว หรืออยู่ท่ามกลางผู้คนที่เขาไม่สนใจ ไม่ใยดีอะไรกับเราเลย จะรู้สึกเหงา รู้สึกเคว้งคว้าง ก็แปลกนะผู้คนเรียกร้องให้คนอื่นมาเป็นมิตรกับเรา หรือมาเป็นกัลยาณมิตรของเรา แต่กลับไม่เป็นมิตรกับตัวเอง แสดงว่าไปมองคนอื่นไปคาดหวังคนอื่นจนลืมหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราอย่างแรก คือเป็นมิตรกับตัวเองให้ได้

ไม่ใช่แค่ดูแลร่างกายของเราเท่านั้น คนส่วนใหญ่เอาแต่ดูแลร่างกายของตัวเอง ดูแลให้สวยให้งาม ดูแลไม่ให้หิว ไม่ให้ปวด ไม่ให้เมื่อย ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วย ไม่ให้ร้อน สิ่งนี้มันก็เป็นหน้าที่

แต่ว่าหน้าที่เราไม่ได้มีแค่นั้น ที่กล่าวไปเป็นหน้าที่แค่อย่างเดียวคือหน้าที่ต่อร่างกาย เรายังมีหน้าที่ต่อจิตใจด้วย และคนที่จะเป็นมิตรกับตัวเองก็ต้องดูแลเอาใจใส่กับจิตใจ รักษาใจไม่ให้ความทุกข์มาบีบคั้นเผาลนจิตใจของเรา

แต่ถ้าหากว่ามองข้ามไม่สนใจตรงนี้ไป มันก็จะมัวแต่เรียกร้องคาดหวังจากคนอื่น มาเป็นมิตรกับฉัน มาดูแลฉันดี ๆ มาให้กำลังใจฉัน แต่ว่าจิตใจตัวเองกลับไม่สนใจ กลับไม่รักษา

พระไพศาล วิสาโล

  อ่าน/ฟัง ได้ที่ https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-24-05-11-27.html








ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:08:38 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #778 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2021, 05:18:57 am »




มีนักธุรกิจหญิงคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจ ต้องผ่าตัด เมื่อเธอขึ้นไปบนเตียงผ่าตัดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้สั่งเสียธุระเรื่องหนึ่งกับลูกน้อง เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย ต้องรีบสั่งเสีย เพราะไม่รู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้เธอจะรอดหรือไม่

ความวิตกกังวลทำให้เธอไม่ยอมสลบทั้ง ๆ ที่หมอวางยาสลบแล้ว ยาสลบทำอะไรเธอไม่ได้เลย หมอก็แปลกใจว่าทำไมไม่สลบ จนกระทั่งเธอขอยืมโทรศัพท์มือถือจากหมอ พอสั่งเสียลูกน้องจนเสร็จ เธอก็สลบไปเลย แล้วก็ผ่าตัดได้สำเร็จเรียบร้อย

ถ้าจิตของคนเรามีความกังวล ไม่ปล่อย ไม่วาง บางครั้งยาก็เอาไม่อยู่ ร่างกายจะตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเสร็จธุระ ความกังวลหมดไป กายก็สลบ ชี้ให้เห็นว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ถ้าหากว่าเราไม่หมั่นฝึกจิต หรือดูแลใส่ใจจิตของเรา จิตก็สามารถที่จะอาละวาด หรือซ้ำเติมเราได้ เพราะมันมีพลัง อะไรก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราฝึกใจให้ดี ก็อาจทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน

คุณหมอสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตของศิริราช ท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว คุณหมอเล่าว่ามีคนไข้อยู่คนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคพุ่มพวง ซึ่งภูมิต้านทานทำร้ายอวัยวะตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่าร่างกายไม่เป็นมิตรกับตัวเอง ตอนอายุ ๑๒ เคยถูกหมอคนหนึ่งฉีดยาที่ไขสันหลัง หมอคงมือหนัก และอาจจะไม่มีจิตวิทยา ทำให้เด็กเจ็บมาก เจ็บจนเกลียดหมอและกลัวเข็มฉีดยา ถึงกับด่าหมอและร้องกรี๊ดจนชัก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง บางครั้งก็หมดสติไปเลย

ต่อมาแม่พาเธอไปรักษาที่ศิริราช ได้รู้จักกับคุณหมอสุมาลี คุณหมอพูดคุยกับเธอ จนเกิดความคุ้นเคย เช่น ไต่ถามเธอว่าร้องไห้เรื่องอะไร โกรธใคร มีเรื่องเครียดหรือไม่ เวลาเด็กตอบว่าฝันร้าย คุณหมอก็ให้เด็กวาดรูปให้ดู สิ่งที่คุณหมอทำคือช่วยให้เด็กกลับมาดูความรู้สึกของตัว และเข้าใจความกลัวของตัว

พอเธอโตขึ้นคุณหมอก็สอนวิธีเดินจงกรม แล้วพาไปเข้าคอร์สเจริญสติ หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เครียด ความดันไม่ขึ้น และไม่กลัวเข็มฉีดยา เวลาฟอกไต ต้องใช้เข็มขนาดใหญ่กว่าตะปู เธอก็นิ่งมาก มองเข็มโดยไม่มีอาการอะไร แถมยังกำหนดลมหายใจจนหลับไป จากเด็กที่กลัวเข็มจนเป็นลม ตอนหลังก็สามารถดูเข็มฉีดยาแทงเข้าร่างกายตัวเองได้

เมื่อถึงวันที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต ปรากฏว่าเธอแพ้ยาระงับปวดอย่างหนักจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหมอ ขอยาพาราหนึ่งเม็ด เธอกินพาราเสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้าออกจนหลับไป

ปรากฏว่าหมอสามารถผ่าตัดต่อไปได้จนสำเร็จ โดยไม่มีเสียงร้องเจ็บจากเธอเลย หมออัศจรรย์ใจมาก กลายเป็นกรณีศึกษาว่าอำนาจจิตมีพลังมาก ถ้าใช้ให้เป็น ก็สามารถช่วยให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้ โดยไม่มีอาการทุกข์ทรมาน

จิตนั้นมีพลังมาก อยู่ที่ว่าเราจะใช้ไปทางไหน ถ้าปล่อยจิตให้จมอยู่กับความกลัว ความตื่นตระหนก มันก็สามารถทำให้เราตายได้ง่าย ๆ เพราะว่าร่างกายแย่ลงจนไม่ทำงาน ถ้ามีความกังวล ยาก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้ามีความสงบ มีสมาธิ มีสติ กายเจ็บแค่ไหน จิตก็เอาอยู่ จิตนั้นมีพลัง สามารถทำให้กายซึ่งท้อแท้หรือปวกเปียก กลับมามีพลังขึ้นมาได้

พระไพศาล วิสาโล

ภสพสถานที่ : โถงทางเดิน หน้าสโมสรธรรมทาน สวนโมกข์กรุงเทพ







  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:08:14 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #779 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2021, 05:21:03 am »



คนเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหม เวลาไฟทุกข์เผาใจเรา เรามัวแต่วิ่งพล่านให้คนอื่นมาช่วยดับ หรือไปหาสิ่งภายนอกมาดับทุกข์ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองสามารถที่จะดับทุกข์ได้

สิ่งที่จะดับทุกข์ได้ก็มีอยู่แล้วในตัวเรา ทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ทางดับทุกข์ก็อยู่ที่นั่นแหละ

ทุกข์เกิดขึ้นกับตัวก็อย่ามัวไปหาทางดับทุกข์จากข้างนอก เราแก้ด้วยตัวเองได้ เพราะในใจเรามีน้ำที่จะดับไฟทุกข์อยู่แล้ว ไฟเกิดขึ้นที่ใจก็ดับที่ใจนี่แหละ จะไปหาสิ่งภายนอกมาดับ อย่างมากก็แค่บรรเทาหรือระงับชั่วคราวเท่านั้น

แต่เดี๋ยวนี้คนเราชอบไปหาสิ่งภายนอกมาดับทุกข์ของตัวเอง กลุ้มอกกลุ้มใจ เครียด ท้อแท้หมดหวังก็คิดว่าถ้าไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปฟังเพลง ไปกินเหล้า ไปเที่ยวผับบาร์คาราโอเกะแล้วจะหายได้ หรือหนักกว่านั้นก็คือไปพึ่งยาบ้า ยาเสพย์ติด ซึ่งกลับจะทำให้ทุกข์หนักขึ้น

ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะเราไม่รู้จักตัวเอง เลยไม่รู้ว่าเรามีความสามารถที่จะดับไฟในใจได้ด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพอไม่มองตัวเองแล้ว ก็เผลอตกเข้าไปในความทุกข์ ทำให้ทุกข์หนักขึ้น

ความทุกข์นั้นตอนที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มันเปรียบเหมือนสะเก็ดไฟ ถ้าปล่อยให้มันลาม ก็อาจไหม้บ้าน หรือลุกลามเป็นไฟป่า ที่จริง เราไม่ได้ปล่อยให้มันลามเท่านั้น เรายังเอาฟืนมาเติมให้ไฟแรงขึ้นด้วยซ้ำ

ใจของคนเรานี่แปลก ไม่เหมือนร่างกายของเรา เวลานิ้วของเราไปถูกไฟหรือของร้อน เราจะทำอย่างไร เรารีบชักนิ้วออกใช่ไหม เราทำอย่างนั้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีใครมาสั่ง แต่พอใจเราไปถูกเพลิงโทสะ ไฟตัณหา ไฟราคะเผาลน ถามว่าใจพยายามหนีห่างไหม ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเข้าไปคลอเคลียหนักขึ้น

เวลามีอะไรมากระทบใจ ใจเราแทนที่จะสลัดทิ้ง หรือถอยห่าง กลับเอามาปรุงแต่ง เอามาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าโกรธใครก็มัวแต่นึกถึงหน้าคนนั้น หรือนึกถึงการกระทำที่ไม่ดีของเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ แต่ว่าก็ยังเอามาคิดอยู่นั่นเอง คิดทำไม คิดแล้วก็ทุกข์ แต่ก็ยังคิด

เปรียบไปก็เหมือนกับมีไฟมาสุมกองอยู่ในใจ แต่แทนที่จะดับ กลับเอาฟืนมาเติม เอาน้ำมันมาราด เกลียดใคร ก็นึกถึงเขาทั้งคืนทั้งวัน กินก็คิด นอนก็คิด จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เท่านั้นไม่พอ ยังไปสาวเอาเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่ดีของเขามาทิ่มแทงจิตใจอีก เรื่องที่ดี ๆ ของเขาไม่เอามาคิดนะ ไปขุดเอาแต่เรื่องที่ไม่ดีของเขามาตอกย้ำ

บางทีเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 10 ปี ก็ยังขุดเอามาคิด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเราก็ให้อภัยเขาแล้ว หรือว่าเลิกลากันไปแล้ว ตกลงกันแล้วด้วยดี แต่ว่าพอมีเรื่องกระทบใจอีก ก็ไปขุดเรื่องเก่าเอามาเป็นอารมณ์อีก

ทั้ง ๆ ที่ มันอาจไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันเลย แต่ว่าพอโกรธหรือเกลียดเสียแล้ว ก็เอามาปรุงแต่งไม่เลิก สุดท้ายใครทุกข์ ใครเจ็บ ใครปวด ก็เรานั้นแหละ!

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไปจดจ่อใส่ใจกับ เรื่องนอกตัว มากเกินไป ไปจดจ่ออยู่กับคนที่เราเกลียด ก็เลยไปเอาเรื่องร้ายมาใส่ตัว ถ้าเราลองหันมา มองตนดูใจตัวเอง เสียหน่อย ก็จะเห็นว่า ไฟกำลังลุกท่วมใจแล้ว แต่ก่อนมันเป็นแค่สะเก็ดไฟนิดเดียว แต่ตอนนี้กลายเป็นกองไฟที่ลุกท่วม ถ้าเห็นตรงนี้ก็จะหาทางดับมันให้ได้ แต่ถ้าไม่เห็น เพราะมัวไปจับผิดหรือจดจ้องคนโน้นคนนี้ ก็เลยคิดพยาบาท คิดหาทางแก้แค้น คิดหาทางทำร้ายเขา แต่ความคิดเหล่านี้แหละที่มันทำร้ายเรา ยังไม่ทันจะเล่นงานเขาเลย เราก็ทำร้ายตัวเองด้วยความคิดอกุศลเหล่านี้เสียแล้ว


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2022, 09:07:54 am โดย ยาใจ »