« เมื่อ: มิถุนายน 12, 2015, 07:26:58 am »
ใจดี มีความสุข
ชีวิตที่เป็นอยู่ถูกต้อง หรือ อยู่เป็นนั้น ต้องดำเนินไปด้วยดีหรืออยู่ให้ดี ครบทั้ง 3 แดน คือ แดนสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แดนจิตใจ และแดนปัญญาทั้ง 3 แดนนี้ทำงานไปด้วยกัน เป็นชีวิตอันเดียว
ในยุคที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนสมัยใหม่ตื่นเต้นสนใจแดนโน้นที แดนนี้ที ก่อนนี้ไม่นานนัก ก็เน้นแดนปัญญา พูดกันนักหนาในเรื่อง IQ
จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เอง ก็หันมาจี้กันในแดนจิตใจ พูดกันนักถึง EQ แล้วก็ emotional intelligence ที่แปลกันว่า “ความฉลาดเชิงอารมณ์” หรือ “ปรีชาเชิงอารมณ์” หรืออะไรทำนองนี้ คือมาเน้นที่ emotion (ถ้าไม่ระวัง จะเหมือนกับมีแฟชั่นทางวิชาการ)
Emotion นั้นแปลกันมาว่า “อารมณ์” ซึ่งเป็นคำแปลที่ไม่อยากใช้ในที่นี้ เพราะ “อารมณ์” เป็นคำพระที่เอามาใช้ในภาษาไทย แต่ความหมายเพี้ยนไปจนสับสนกับความหมายเดิมขอใช้คำเผื่อเลือกว่า “ภาวะจิตใจ” หรือสั้นๆ ว่า “ภาวะจิต”
เราต้องการให้คนมีจิตใจดี ที่เขาเรียกว่ามี positive emotions (อารมณ์บวก) คือมีภาวะจิตดี หรือภาวะจิตกุศล เช่นมีความรักความปรารถนาดี เอื้อเฟื้อ ร่าเริงแจ่มใส กระตือรือร้น ฯลฯ ไม่ให้มีภาวะจิตอกุศล เช่น โกรธ เกลียด กลัว ริษยา เศร้า ซึม เป็นต้นที่เป็น negative emotions
เพื่อไม่ให้พร่า คลุมเครือ หรือฟั่นเฝือ เราควรรู้หลักในการพัฒนาจิตใจ ซึ่งท่านสอนไว้ชัดเจนว่า เราควรมีภาวะจิตดี หรือภาวะจิตกุศล ที่เป็นพื้นฐานไว้ประจำตัว ๒ ชุด คือ
- ชุดพัฒนาในตัว ๕ อย่าง กับ
- ชุดแผ่ออกนอกตัว ๔ อย่าง
เรียกให้เป็นวิชาการว่า ภาวะจิตดีเพื่อชีวิต กับ ภาวะจิตดีเพื่อสังคม
ชุดแรก เป็นภาวะจิตดีที่ควรมีประจำอยู่ในตัวตลอดเวลาเพื่อความอยู่ดีของตนเอง และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาชีวิตต่อไป
ชุดนี้ พุทธศาสนาเน้นมากว่า เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของการพัฒนาจิตใจ คนไหนที่ไปปฏิบัติธรรม ถ้ายังไม่ได้คุณสมบัติ ๕ อย่างนี้ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ (ยังไม่ก้าวหน้าด้วยซ้ำ) ได้แก่
๑. ปราโมทย์ คือ ความร่าเริงเบิกบานใจ ข้อนี้เป็นพื้นใจเลยทุกคนควรมีภาวะจิตนี้เป็นประจำ
ปราโมทย์นี้สำคัญมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ” แปลว่า ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์ จะทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป ทุกคนจึงควรมีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ
๒. ปีติ คือความอิ่มใจ ปลื้มใจ หมายความว่า เวลาทำงานทำการ ถ้าจิตของเราไม่ตั้งไว้ผิด ใจของเรไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ไปมัวหวังเพ้อกับกาลข้างหน้า เราจะได้ความอิ่มใจจากงานที่ทำ เราทำงานไป งานก็เดินหน้าไป จิตของเราก็ปีติ อิ่มใจไปกับงานที่เดินหน้านั้นถ้าได้ผลสำเร็จสำคัญ ก็ปลื้มใจ
๓. ปัสสัทธิ คือ ความผ่อนคลาย เรียบรื่น สงบเย็น ไม่เครียดข้อสามนี้ ตรงข้ามกับที่เราเป็นปัญหากันนักในปัจจุบัน อย่างที่บ่นกันว่าคนมักจะเครียด แสดงว่าดำเนินชีวิตผิด
เราบอกว่าโลกเจริญ ถ้าเจริญจริง คนก็ต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น คือ ต้องดำเนินชีวิตถูก ใจต้องสบาย ไม่เครียด ต้องมีปัสสัทธิ
สามข้อนี้ตามกันเองโดยธรรมชาติ เมื่อมีปราโมทย์แล้วปีติก็เกิดได้ พอมีปีติ อิ่มใจ ปลื้มใจแล้ว ปัสสัทธิก็ตามมาเองโดยอัตโนมัติ คือจะรู้สึกผ่อนคลายสงบเย็น
มีแง่พิเศษว่า ปัสสัทธิ นี้เป็นข้อที่โยงระหว่างกายกับใจ คือพอเกิดปัสสัทธิแล้ว ความผ่อนคลายก็จะมีทั้งทางกายและทางใจ(ความเครียด ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดความเครียดแล้ว ก็จะเครียดทั้งกายและใจ)
๔. สุข คือ ความฉ่ำชื่นรื่นใจ พอมีปัสสัทธิผ่อนคลายแล้วคนก็มีความสุข แล้วความสุขก็เป็นตัวเอื้อเปิดโอกาสให้จิตเป็นสมาธิ
๕. สมาธิ คือ ภาวะจิตตั้งมั่น แน่ว อยู่ตัว ไม่มีอะไรรบกวน จะคิด จะพิจารณา จะทำอะไร ใจก็อยู่กับเรื่องนั้น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวกหวั่นไหว เข้าที่ อะไรๆ รบกวนไม่ได้ อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ
ดูง่ายๆ ว่า จิตที่เป็นสมาธิ ก็คือจิตที่อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ และจิตนั้นไม่ถูกรบกวน หรืออะไรๆ มากวนมันไม่ได้
เป็นอันว่า คุณสมบัติ ๕ อย่างนี้ ควรทำให้มีในจิตใจอยู่เสมอเป็นภาวะจิตที่ดี จะเรียกว่าสุขภาวะทางจิตก็แล้วแต่ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ
พอจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็เป็น “กัมมนีย์” (หรือ กรรมนีย์แปลว่า ควรแก่งาน คือเป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน หรือใช้งานได้ดี ถ้าเอาไปใช้งานทางปัญญา ก็จะถูกต้องและดีที่สุด เป็นไปตามระบบของการพัฒนาชีวิต
ควรย้ำว่า ทุกคนอยากมีความสุข ถ้าความสุขมากับภาวะจิตดีข้ออื่นๆ ในชุดนี้ ครบทั้งห้าอย่าง ก็จะเป็นความสุขที่มีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นความสุขที่มากและสูงขึ้นไปอีกไกลทีเดียว

ที่มา : หนังสือมองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 22, 2015, 11:41:45 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ