ผู้เขียน หัวข้อ: " เทคนิคการฝึก ความรู้สึกตัว " - อ.สุภีร์ ทุมทอง  (อ่าน 5832 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




เทคนิคการฝึก
ความรู้สึกตัว


บรรยายวันที่ ๒ มิถุนายน  ๒๕๕๕ ตอนบ่าย

ขอนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย
สวัสดีครับท่านผู้เข้าปฏิบัติธรรมทุกท่าน




           ต่อไปนี้ จะได้แนะนำเทคนิควิธีการฝึกทำความรู้สึกตัว ฝึกสติสัมปชัญญะตอนยืน  ให้ยืนตัวตรง ทำท่าสำรวม เอามือกุมไว้บริเวณท้อง หรือกอดอกไว้ เพื่อให้สำรวม ความจริง สำรวมหรือไม่สำรวมก็ไม่อยู่ที่ท่าทางหรอกแต่ท่าทางเป็นตัวช่วย สิ่งแวดล้อมก็เป็นตัวช่วย เหมือนกับเราทั้งหลายเข้ามาในโบสถ์นี่ ทำให้เราสำรวมขึ้นมาหน่อย ถ้าเราไปอยู่รวมกันโน่น..สภากาแฟหรือสถานที่ ๆ เขาชุมนุมกัน  ป่านนี้ใจกระเจิงไปไหนแล้วก็ไม่รู้ พูดสะเปะสะปะไปเรื่อย พอมาที่นี่ ทำไมไม่พูด มันสำรวมได้ เพราะมีสถานการณ์บีบการใช้กายนี่เป็นสถานการณ์บีบให้จิตมันสำรวมก็ได้เหมือนกัน แต่ต้องบีบแบบมีความรู้ มีปัญญา รู้จักธรรมชาติของมัน ถ้าไม่รู้จักก็อาจจะเครียดได้ต้องทำไปตามเหตุตามปัจจัย

           สติมันไม่มีตัวตน เป็นของบังคับไม่ได้ แต่เราฝึกมันได้ เหมือนกับลิงเราอยากจะเอาลิงมาใช้งาน  ขึ้นต้นมะพร้าว ลิงมันเป็นลิงป่า  มันดื้ออยู่เราจับมันมา  บีบคอมันให้ขึ้นมะพร้าว  อย่างนี้ไม่เราหรือลิงก็ต้องตายไปข้างหนึ่ง  ถ้าเราทำเป็น  ชำนาญด้านการฝึกลิง รู้จักวิธีการฝึกลิง  จับลิงมาผูกไว้ที่หลัก  แล้วก็ดูนิสับลิง เข้าใจลิง โอ้...ลิงมันเป็นอย่างนี้นะ แล้วก็ฝึกไปทีละสเต็บ ๆ เอาง่าย ๆ ก่อน มันทำได้ก็ให้รางวัลมัน ทำได้ง่าย ๆ แล้วให้รางวัล  ได้ของกินไป มีรางวัลล่อใจ ให้มันมีกำลังใจ  ต่อไปยากขึ้น ๆ ก็ค่อย ๆ ฝึกไป อย่างนี้ก็ฝึกลิงได้  เมื่อลิงมันขึ้นต้นมะพร้าวได้แล้ว ต่อไปเราก็บอกลิง  เอ้า... ขึ้นมะพร้าวให้หน่อย  ให้สัญญาณมัน  ลิงมันก็ขึ้นให้บางทีมันไม่ทำ  เราก็ใช้ไม้เรียวตีเข้าไป ลงโทษมัน มันก็ทำให้ ถ้ามันทำให้ทำได้ดี  เราก็ให้รางวัลมัน  บางครั้งก็ต้องลงโทษ  บางครั้งก็ให้รางวัลตามเหมาะสม  จิตมันก็มีลักษณะอย่างนี้นั่นแหละ จิตยังไม่ได้ฝึก มันก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องมาหัด มาฝึก มาทรมานมัน เรียกว่าการฝึกจิต ฝึกอธิจิต






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2016, 06:44:37 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




           เริ่มต้น ฝึกจิตให้มาอยู่กับตัว ให้จิตมาอยู่กับกายก่อน  ในคอร์สนี้เน้นตรงนี้แหละ  เน้นตอนเริ่มต้นนี่แหละ  ไม่ได้ไปไกลที่ไหน  จะบอกวิธีให้ท่านไปฝึก  แต่ให้เข้าใจว่าเทคนิควิธีก็เป็นเพียงเทคนิควิธี  สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือให้จิตมาอยู่กับตัว ไม่เน้นที่วิธี พูดง่าย ๆ คือวีธีนี่ไม่มีผิดไม่มีถูกท่านจะปรับยังไงก็ได้ สิ่งที่ผมแนะนำไป ได้ผลก็ใช้ ไม่ได้ผลก็ทิ้งไป ไม่มีปัญหาอะไร  ขอให้จิตมาอยู่กับกาย ท่านจะใช้วิธีอื่นก็ได้  แต่ในเมื่อเรามากันหลาย ๆ คน จะทำคนละอย่างสองอย่าง มันก็ไม่ไหว มันเหนื่อย มันดูวุ่นวายเกินไป  มาหลายคนก็ต้องทำเหมือน ๆ กันไปก่อน  ใครเหมาะก็เอาไปทำ ใครไม่เหมาะก็ปรับเอาเอง อะไรประมาณนั้น

            พูดให้เข้าใจการปฏิบัติในคอร์สนี้ก่อน  ฝึกให้มีสติอยู่กับตัว  ด้วยการเดิน  ยืน  และนั่ง รู้สึกตัว  ตอนนี้นั่งอยู่ก็ให้รู้ว่านั่งอยู่  ถ้ายืนก็รู้ว่ายืน เดินก็รู้ว่าเดิน  เท่านี้แหละ ง่าย ๆ   คนไม่เคยหัดนี่ พูดง่ายแต่ทำไม่เป็นการทำให้เป็น  ต้องลงมือและลงสนาม จะมีสนามให้นะ แต่ก่อนจะลงสนามเราก็ซ้อมกันสักหน่อยก่อน

            เอาล่ะ.. เราทั้งหลายนั่งมานานแล้ว ให้ทุกท่านลุกขึ้น  แล้วหาที่ยืน  ผมขออนุญาตยืนสูงกว่าท่านสักหน่อย  ท่านจะได้มองเห็น  หาที่ยืน  ยืนแถว ๆ เบาะของท่านนั่นแหละ ยืนขึ้น ให้รู้ตัว ให้จิตมาอยู่กับตัว ต่อไปผมจะบอกเทคนิควิธี  ซึ่งเป็นเพียงเทคนิคอย่างหนึ่ง  ยืนให้รู้ว่ายืน  ท่านจะยืนกุมมือไว้ข้างหน้าก็ได้  ไว้ข้างหลังก็ได้  แนบไว้ข้างตัวก็ได้  กอดอกก็ได้แล้วแต่  แต่ให้สำรวม ๆ ยืนให้รู้ว่ายืน  อย่างนี้เรียกว่ายืนตัวตรง  ถ้าคนเคยฝึกมาแล้วก็จะง่าย  ยืนก็รู้ว่ายืนเฉย ๆ นี่แหละ กายมันยืนอยู่ ตั้งฉากกับพื้น ธรรมดาปกตินี่แหละ กายมันยืนอยู่ที่นี่ ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่ก็เท่านี้แหละ เรียกว่ามีสติ รู้ตัวแล้ว  บางคนไม่เคยฝึกนี่มันรู้ยังไม่เป็น ก็ให้มีจุดกำหนด หรือจุดสำหรับให้จิตมันจับไว้ก่อน  เพื่อจะได้รู้ตัวบ่อยขึ้นถ้าไม่มีจุดที่จับเอาไว้  ใจมันก็จะลอยไป เพราะแต่เดิมใจมันลอย  ลอยตามปกติ  ดังนั้น  เราไม่ปล่อยจิตไปที่อื่น  เวลาที่ยืนอยู่ ให้สำรวจกายของตนเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ใช้ความรู้สึกนะ  การฝึกสตินี่ เน้นไปที่การฝึกความรู้สึกข้างใน  คล้าย ๆ กับตาเราดูนี่แหละ  เหมือนกับตาสองตานี้ดูนั่นแหละ  แต่ไม่ใช่ตาเนื้อ  มันเป็นความรู้สึก  ใช้ความรู้สึก  บางคนนี่ เอ้.. ความรู้สึกเป็นยังไง  อาจจะงงอยู่






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:48:23 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




          ท่านหลับตา ลองยกมือซ้ายขึ้น ตอนนี้ยกมือซ้ายขึ้น แบมือ รู้ไหมว่ายกมือซ้าย แบมืออยู่  รู้หรือเปล่า เวลายกมือซ้ายขึ้นเราไม่ต้องใช้ตาเนื้อนี้มอง  บางคนใช้ตามองตามไปด้วย  ไม่ต้องทำอย่างนั้น  หลับตา  เราใช้ความรู้สึก  หลับตาแล้วยกมือซ้ายขึ้น  รู้ไหมว่ายกมือซ้าย  หลับตาก็รู้ว่ายกมือซ้าย  นั่นแหละตัวรู้  กำมือเข้า รู้ไหม ก็รู้ ถ้าเรามาสนใจตัวเอง สนใจการกระทำ  ตั้งใจทำ มันก็รู้อยู่แล้ว  นั่นแหละความรู้สึก  หัดใช้ความรู้สึก เอามือลง วางข้างลำตัว รู้ไหม รู้ เราจะฝึกความรู้สึกนี้ให้เก่ง ๆ ถ้าความรู้สึกนี้มันเก่งแล้ว  จะชำระนิวรณ์ได้ จับความรู้สึกในกายในใจได้

          ทีนี้ เราไม่เคยฝึก ใช้แต่ตาเนื้อดู  มันก็เลยไม่รู้จักว่าความรู้สึกนี้มันเป็นยังไง ให้หัดใช้ความรู้สึก มองตั้งแต่หัวจรดเท้า หลับตาก็ได้ เพื่อกันสายตา  เพราะบางคนพะวักพะวงอยู่กับเรื่องสายตานี่  หลับตา  ใช้ความรู้สึกมองตั้งแต่หัวจรดเท้า  จับความรู้สึกอะไรได้บ้าง  บางทีอาจจะมีเคล็ดขัดยอกอยู่ตรงนั้นบ้าง  ตรงนี้บ้าง มีเจ็บหลัง มีปวดหลัง มีตึง ๆ อยู่บริเวณน่อง หรือมีความรู้สึกอยู่ที่ใดที่หนึ่งเด่นชัด อันนี้เรียกว่า มีการรับรู้บางอย่าง  จึงเกิดความรู้สึกขึ้น

          ขณะที่ยืนตัวตรงนี้ จุดที่จับได้ความรู้สึกที่ชัดที่สุด ก็น่าจะเป็นที่ฝ่าเท้าท่านไหนที่ไม่เคยทำ จับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าไว้ก็ได้  เวลายืนอยู่นี่  น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้าสองข้าง  เห็นมั้ย น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้า ฝ่าเท้าของเราไม่เรียบ  มันมีรอยบุ๋ม  น้ำหนักที่ลงฝ่าเท้ามันก็มีทั้งเจอเต็ม ๆ กับมีรอยบุ๋มอยู่  เอาเทคนิคนี้ไปฝึก เวลาเดินที่สนามหญ้า  เดินที่ก้อนหินเล็ก ๆ มันจะจับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าได้ดีมาก

          ตอนนี้ ยืนอยู่ ก็ให้รู้ว่า เออ... นี่ ๆ กายยืนอยู่  น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง  อย่างนี้ก็ได้  น้ำหนักที่ลงนี่เป็นจุดจับเพื่อให้ใจมันไม่ลอย  ถ้าเราไม่จับไว้ตรงนี้ ใจมันก็จะลอยไปเรื่องอื่น จุดที่จับนี้  เป็นจุดสังเกตไว้เพื่อให้รู้สึกตัวได้เยอะและบ่อยขึ้น ท่านทั้งหลายหาจุดจับไว้เยอะ ๆ สังเกตความรู้สึกในกายไว้   ยิ่งเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น  มีทั้งลมหายใจเข้า  ลมหายใจออก ท้องพอง ท้องยุบ น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้าก็ได้

          ยืนตัวตรงเป็นอย่างนี้นะ  น้ำหนักลงสองเท้าเป็นอย่างนี้  ให้ทุกท่านยกขาขวาขึ้น  ยกขาขวา ยกสูง ๆ หน่อยก็ได้ เวลายกขาขวาขึ้นเป็นยังไงบ้างเหมือนเดิมมั้ย  ไม่เหมือนเดิม มันก็จะมีอาการตึง ๆ ที่น่อง  น้ำหนักมาลงข้างซ้ายแทน   ด้านขวานี่มันไม่ลงแล้ว บางคนจะล้มแล้ว ยืนไม่มั่นคง  เอียงไปเอียงมา  แขนไม่อยู่นิ่ง  อย่างนี้ เอ้า.. เอาขาลง  เวลาเอาลงกับตอนยกขึ้นมันไม่เหมือนกัน  ลองยกขึ้นแล้วเอาลง  เหมือนกันมั้ย ไม่เหมือน ใครรู้ว่าไม่เหมือน จิตมันรู้ว่าไม่เหมือน  จิตมันรู้กายว่าเป็นอย่างนี้ มันไม่ลอยไปที่อื่น  ยืนขาเดียวก็รู้ว่าขาเดียว  ต่อไป เอาขาลง ยืนสองขาก็รู้ว่าสองขา น้ำหนักลงสองข้างเป็นอย่างนี้นะ  ยกขาซ้ายขึ้น  น้ำหนักลงข้างเดียวเป็นอย่างนี้นะ มีตึง ๆ ที่น่อง อย่างนี้  ยกขาซ้ายขึ้น ขาซ้ายอยู่ข้างไหนนี่ บางคนจำข้างไม่ได้แล้ว  ยกขาซ้ายขึ้น  ตัวก็จะโยกเยก ๆ นิดหน่อย  การรู้ว่ากายมันโยกเยกไปมา  จิตมันเป็นตัวรู้ จิตมันมาอยู่ที่กาย

          ฉะนั้น เพื่อให้จิตมาอยู่ที่กาย บางครั้งเราอาจยืนนาน ๆ หน่อย ทำให้กายมันลำบาก เพราะจิตมันไม่ค่อยอยู่กับตัว เราก็ยืนขาเดียวนาน ๆ ยืนขาเดียวไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียว  แต่เรายืนให้รู้ตัว  ขาเดียวจริง ๆ นะ น้ำหนักลงข้างขวา ตึง ๆ บริเวณน่อง  อย่างนี้ เข้าใจมั้ย  อย่างนี้ เอาขาลง ให้รู้สึก  การปฏิบัติธรรมนี้  เทคนิควิธีไม่ยาก แต่ท่านทั้งหลายต้องทำความรู้สึก  ยกเท้าขวาขึ้น  ให้รู้สึก  เอาลง ให้รู้สึก  ยกเท้าซ้ายขึ้น ให้รู้สึก เอาลงให้รู้สึก  ให้ตั้งใจทำ ไม่ใช่สักแต่ว่ายกขึ้นเอาลง  แบบนั้นจะได้แต่น่องโป่งต้องตั้งใจ  รู้สึกว่า นี่.. มันตึง ๆ ตรงนี้นะ น้ำหนักมันลงอย่างนี้นะ  ให้จิตมารับรู้ไว้ อย่างนี้เรียกว่าทำความรู้สึกตัว






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:48:33 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




          กายมันยืนอยู่ที่นี่  ยืนขาเดียว  ใจก็รู้ว่ากายมันยืนขาเดียวอยู่  ยืนสองขาก็รู้ว่าสองขา  น้ำหนักลงตรงนี้ ๆ ตึง ๆ บริเวณน่องก็รู้  อย่างนี้จิตมันไม่ไปอยู่ที่อื่น  เอาจิตมาอยู่กับกาย มารู้กายไว้ก่อน ตัวที่ทำหน้าที่ผูกจิตไว้คือสติ ก็เลยฝึกสติให้มันเยอะ ๆ แล้วขึ้น  ท่านไหนที่ทำ  ยกซ้าย ยกขวา ซ้ายขวา ทำตั้งนาน  แต่ใจไปอยู่ที่อื่น กายอยู่ที่นี่ ทำอย่างนี้  แต่ใจไม่อยู่ใจลอย อย่างนี้เรียกว่าใจลอยไป  ขาดสติไป  เราจึงต้องตั้งใจ แล้วเริ่มตั้งความเพียรใหม่อยู่เสมอ

          เรามาอยู่ที่นี่  ก็มาฝึกหัด  ช่วงใจลอยมีเยอะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เรามาฝึกให้มันรู้  ถ้ามันลอยไป  โอ้.. มันไปแล้ว  เอาใหม่ ๆ จะมีจุดให้ท่านฝึกนะ  ท่านอาจจะยกซ้าย ยกขวา ไปทั้งวันก็ได้  ไหวมั้ย ให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ต้องทำด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่ทำแบบใจลอย ไม่ใช่ทำเล่น ๆ ไม่ใช่ทำออกกำลังกาย  ทำให้มันรู้  แรก ๆ ต้องทำช้า ๆ หน่อยหนึ่ง หลับตาทำบางทีหลับตาแล้วมันเคลิ้มไป จะหลับจริง ๆ ก็ลืมตา ไม่มีกฎอะไรแน่นอนขอให้รู้ตัว

          ต่อไป.. ยืนตัวตรง ๆ ไว้ น้ำหนักลงฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เอนตัวไปทางซ้าย เวลาเอนตัวไปทางซ้ายแล้วก็จะมีอาการกายเอนไป ถ้าไม่เห็นก็จับที่น้ำหนักที่ฝ่าเท้าก็ได้ บางท่านรู้สึกตัวได้อยู่แล้วก็รู้ไปเลย  เทียบกับยืนตัวตรงนี้มันไม่เหมือนกัน ยืนตัวตรงน้ำหนักมันลงทั้งสองข้าง เอียงซ้ายน้ำหนักมันลงข้างซ้ายมากกว่าด้านขวา พอกลับมาอยู่ตัวตรง กายมันก็จะโยกเยกนิดหน่อย แล้วค่อยตัวตรง เห็นมั้ย รู้สึกมั้ย

          ต่อไป.. เอียงตัวไปด้านขวา น้ำหนักก็จะลงด้านขวา เอียงมาด้านซ้ายกายก็โยกเยกไปมา  เห็นมั้ย  นี่ให้ทำความรู้ตัวอย่างนี้  ท่านี้ท่านทั้งหลายก็เอาไปฝึกได้  เวลาที่รอสามีมารับหรือไปรับลูก  รอลูกเลิกเรียน   ก็ยืนโยกไปโยกมา  ไม่ใช่โยกเป็นคนบ้าไป โยกฝึกสติ ให้รู้ตัว  ไม่ใช่โยกเล่น ๆ ตั้งใจทำ ให้มันรู้ว่า เออ.. น้ำหนักลงตรงนี้ มันตึงตรงนี้ โยกไปโยกมาอย่างนี้ เห็นมั้ย มันต่างกัน เดี๋ยวมาทางนี้ ๆ เดี๋ยวไปทางนี้ ๆ การที่รู้อยู่อย่างนี้ เรียกว่า จิตมารู้อยู่ที่กาย  แต่เดิมมันไม่ค่อยรู้อย่างนี้ เดิมเราก็โยกเยกไปมาบ้างเหมือนกัน  แต่จิตมันไปอยู่ที่อื่นหมด เราก็เลยมาฝึก

          กายโยกเยกไปมา ยกเท้าซ้าย ยกเท้าขวา ให้รู้สึกเสมอ ๆ เรายกซ้ายยกขวาอยู่แล้ว  เป็นประจำ ก็ให้มันมารู้อยู่ที่นี่ รู้กายที่กำลังเดินนี้ กายมันเดิน ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เท้ามันกระทบพื้นอยู่นะ ตี๊บ ๆ ๆ  อยู่ รู้สึก รู้สึกเท่านี้   นี่แหละเรียกว่ามีสติอีกแล้ว  พอจิตมาอยู่กับกายบ่อย ๆ ขยันทำไว้ต่อไปจะฝึกจิตได้ กิเลสอะไรเกิดขึ้นก็จะได้รู้ อันไหนไม่ดีในตัวเองก็จะได้รู้อย่างนี้นะ นี่คือการฝึกท่ายืนนะครับ

          ที่นี้ เวลายืนนาน ๆ ท่านอาจจะไม่ค่อยรู้ตัว อาจจะง่วงไปก็มีหลายๆ ท่าหน่อย  เอาท่าลำบาก ๆ หน่อย เอ้า.. ทุกท่านเขย่งเท้าขึ้น เขย่งเท้าขึ้นสูง ๆ เหมือนเดิมมั้ย ไม่เหมือน กายก็จะโยก ๆ เยก ๆ ตึง ๆ บริเวณน่องน้ำหนักลงที่นึ้วเท้า  ท่ายืนธรรมดาเป็นอย่างนี้  เขย่งขึ้นเป็นอย่างนี้  ท่านไหนที่ไม่ค่อยรู้ตัวใจมันลอยเยอะ ก็ยืนเขย่งเท้านาน ๆ ก็ได้ ให้มันรู้ รู้ตึง ๆ ที่น่อง เวลามันจะล้ม กายมันลำบาก จิตมันจะกลับมาที่ตัว ทำอย่างนี้ทั้งวันก็ได้ แต่คงไม่มีใครทำทั้งวันหรอก  ทำได้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นให้ตั้งใจทำ ให้รู้  ให้มีสติเท่านั้นแหละ ท่านก็เอาไว้หัด






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:48:45 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



        ในห้องนี้  จะทำอะไรแปลก ๆ บ้างก็ไม่เป็นไร  เพราะทุกคนแปลกเหมือนกันหมด  แต่เวลาเราไปอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่ทำงาน  ก็เอาตามสมควรยกเท้าซ้ายขึ้น  เป็นอย่างนี้นะ  เอาลงเป็นอย่างนี้นะ  ยกเท้าขวาขึ้นเป็นอย่างนี้นะ  เอาลงเป็นอย่างนี้นะ  ว่าง ๆ เราก็ทำ หรือไม่ว่าง ขณะเดินอยู่เราก็ทำได้  ให้รู้สึกลงไป  นี้เท้ามันสัมผัสกับพื้น ตึ๊บ ๆ ๆ  ไปอย่างนี้  ให้จิตมาอยู่ตรงนี้ อย่างนี้ก็ใช้ได้นะครับ

         เวลาเราเดินนี่  ก็มียกเท้าขึ้นแล้วก็เอาลง เห็นมั้ย  ให้รู้สึกนะ เวลาเดินนี่  ยืนอยู่ก็ให้ทำความรู้สึกตัวว่ายืนอยู่  อาจจะหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ให้รู้ตัวว่า นี่.. หายใจเข้า นี่..หายใจออก รู้ตัวแล้ว กำมือเข้า แบมือออก  ให้รู้ตัว  เวลาเดินก็ให้ตั้งใจ  จะเดินแล้วนะ เดินจริง ๆ แล้ว ยกเท้าซ้ายขึ้น  น้ำหนักมันลงไปทางขวา  ตึง ๆ แถวน่อง  เคลื่อนตัวไป พอเอาเท้าลงมันก็จะเป็นอย่างหนึ่ง กายจะโยกไปโยกมา บางทีต้องทำช้า ๆ เพื่อจับอาการก่อน  พอหัดจัดได้แล้วต่อไปก็เดินไวขึ้น  พูดง่าย ๆ จะเดินช้าหรือเดินไวก็ไม่มีปัญหาอะไร  ขอให้รู้ตัวเท่านั้นแหละ  นอกจากนั้นแล้ว แม้วิ่งก็ไม่เป็นปัญหา วิ่งก็ได้ เท้ากระทบพื้น ตึ๊บ ๆ ๆ ๆ ไป  ก็รู้สึก ๆ ๆ ๆ ไป วิ่งก็ปฏิบัติได้  ได้ทุกท่านเลย

          เวลาผมบรรยายจบก็จะให้เจ้าหน้าที่เขาแนะนำว่าให้เดินอยู่บริเวณนี้ ๆ คือ เดินอยู่แถว ๆ โบสถ์นี้แหละ เดินกลับไปกลับมา  รวมกลุ่มกัน  ใครขี้เกียจก็จะได้มองเพื่อนว่า อ้าว.. มีเพื่อนหลายคน ขี้เกียจเหมือนกันเด๊ะเลยมีคนขยันบ้าง  ก็จะได้ช่วยดึง ๆ กันไป  ปฏิบัติตอนต้นมีหลายคนก็ดีเหมือนกัน  จะได้ช่วยกัน  เพราะถ้าปฏิบัติคนเดียวนี่ ส่วนใหญ่ขยันชั่วโมงเดียวนอกนั้น ๒๓ ชั่วโมงขี้เกียจหมด ถ้ามาที่นี่  ชั่วโมงนี้เราขยันก็ทำ เพื่อนขี้เกียจมองเห็นเรา เขาก็ขยันตาม  ชั่วโมงต่อไปเราขี้เกียจ เพื่อนขยันเราก็มองดู  คนนั้นขยันเราก็ขยันตาม อย่างนี้ ก็ช่วยกันไป

          ยืนแล้วก็เดิน  หัดสังเกตนะ  พอเดินแล้ว  ไปถึงจุดที่หยุด  แล้วก็กลับตัว  เวลากลับตัวก็กลับธรรมดาแบบเมื่อกี้นี้  เหมือนกับยกเท้าเมื่อกี้สมมติจะกลับ  กลับตัวก็ทำความรู้ตัว  นี่ยืนนะ  เขย่งเท้าขึ้น  รู้สึก  กายเป็นอย่างนี้นะ เอาลง  ยืนตัวตรง  กลับตัวก็กลับช้า ๆ ผมจะกลับให้ดู เอาด้านขวาก่อนก็ได้ ยกขาขวาขึ้น อย่างนี้นะ เอียงไปสัก ๔๕ องศา   แล้วก็เอาลงเป็นอย่างนี้ ยกซ้ายตาม  ยกขึ้นแล้วก็วางลงอย่างนี้นะ ค่อย ๆ กลับ ทีละคู่ ๆ ทำความรู้สึกทุกครั้งไป  ขวายกขึ้นเอาลง ซ้ายยกขึ้นเอาลง อย่างนี้แล้วก็เดินกลับไป  เดินแล้วก็หมุนกลับอีก  กลับตัวก็ทำช้า ๆ ไม่ต้องช้ามากถึงขนาดเป็นหุ่นยนต์อะไร  เรามาหัดนี่เป็นหุ่นยนต์ไว้ก่อนก็ไม่เป็นไรแต่อย่าไปเกร็งมาก อย่าไปเครียดมาก ผมได้บอกแล้ว  เรื่องเทคนิควิธีการไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  ประเด็นสำคัญคือจิตจะต้องมาอยู่กับกายให้ได้  ถึงท่านจะมีเทคนิคเก่ง  อาจารย์ต้องยกเท้าสูงจากพื้น ๑๐ เซนติเมตรนะ เอาไม้บรรทัดวัด  เดินสวยทุกท่า  แต่ไม่รู้สึกตัวเลย อย่างนี้ไม่ได้เรื่อง อาจจะยก ๒ หรือ ๓ เซนติเมตร หรือจะ ๑๐ เซนติเมตร  รู้สึกตัว มันตึงบริเวณน่อง น้ำหนักมันลงข้างนี้ อย่างนี้ก็ดีกว่าพวก ๑๐ เซนติเมตรนั้นอีก

          จะรู้สึกได้ดี  ก็ต้องตั้งใจทำ  เอาจิตมารู้ที่กาย  ให้รู้สึกที่กาย เวลายืนและเดินก็ให้มองไปข้างหน้าพอสมควร ที่นี้  บางพวกชอบหลับ ทำอะไรชักช้าอึดอาด  มันก็หลับ โดยเฉพาะอยู่ในห้องเย็น ๆ อย่างนี้คงจะหลับดีเรากะพริบตาบ่อย ๆ กะพริบให้มันรู้สึก รู้สึกตัว เวลากะหริบตามันจะรู้สึกวึ๊บ ๆ อย่างนี้นะ  รู้สึกมั้ย เวลากะพริบตา ให้รู้สึก อย่างนี้เรียกว่าตากะพริบมันมีการเคลื่อนที่ขึ้นลง ดึงหน้าตาลงมา หลับตาเป็นอย่างหนึ่ง ลืมตาเป็นอย่างหนึ่ง กะพริบตา ให้รู้สึก กะพริบตาบ่อย ๆ ให้มันไม่ง่วง  แต่ปกติแล้วคงจะช่วยไม่ค่อยได้  เพราะบางคนนี่เตรียมง่วงอยู่แล้ว  อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน  อย่าไปล้มทับเพื่อนก็แล้วกัน  ทน ๆ ทำเอานะ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 24, 2021, 04:08:35 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




         ท่ายืน ท่าเดิน หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง กะพริบตาบ้าง จะยืนนาน ๆ ก็ได้  ทำความรู้สึกตัว มือของเรานี้กุมไว้ข้างหน้าก็ได้ ไขว้หลังก็ได้ กอดอกก็ได้  ให้มันสำรวม ๆ กุมไว้ข้างหน้า  ดูท่าทางจะสำรวมดี ให้รู้ตัวเสมอ ถ้าไม่รู้ตัว ก็ปลุกตัวเองหน่อย  บีบนวดตนเองไว้  กำมือเข้าแบมือออก บีบ ๆ นวด ๆ ไป ก็ให้รู้สึก  กำมือเข้า  กระดิกนี้ว  กระดุกกระดิก  ให้รู้สึก ให้ตั้งใจทำ  ให้มันรู้สึก

         ต่อไป.. จะฝึกท่านั่ง ทุกท่านนั่งลง  ในการฝึกช่วงแรก  ให้ยืนกับเดินเยอะ ๆ เพราะว่าพวกเรานั้น  ฝึกใหม่ ๆ นี้ สติยังน้อย  มันก็จะหลับอยู่เรื่อย  อยู่ข้างนอกมันก็ฟุ้งซ่าน  พอมาอยู่ในนี้มันก็หลับ  มีให้เลือกอยู่สองอัน  คือ ฟุ้งซ่านกับหลับ เหมือนวงจรชีวิต  พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ง้วเงีย ๆ ๆ ง่วงนอน พอตื่นได้ที่ก็ฟุ้งซ่าน ๆ ๆ ฟุ้งซ่านมากแล้วก็ลิ้นห้อยงัวเงีย ๆ ๆ หลับ ตื่นขึ้นมาก็งัวเงีย ๆ ๆ ง่วงนอน  เสร็จแล้วก็ฟุ้งซ่าน ๆ ๆ ลิ้นห้อยแล้วก็งัวเงีย  หลับ อันนี้เป็นวงจรอุบาทว์  ซึ่งพวกเราเป็นกันอยู่ ก็ธรรมดาน่ะ  แต่เดิมเราอยู่ข้างนอก  ก็ฟุ้งซ่าน ๆ ๆ พอมาที่นี่ เลิกฟุ้งซ่านก็หลับนะ  ท่านอย่ามาบ่นก็แล้วกันว่า  อาจารย์  ทำไม.. มันฟุ้งซ่านเหลือเกิน  ถ้าไม่ฟุ้งคุณก็หลับแหละ  อาจารย์ ทำไม.. มันง่วงเหลือเกิน   ถ้าไม่ง่วงคุณก็ฟุ้งแหละ  จะเอาอันไหนล่ะ อย่างนี้มันเรื่องปกติ  ก็วงจรมันเป็นอย่างนี้นี่ ต้องมาฝึกเอานะ

         ยืนและเดินเยอะ ๆ จะช่วยให้เราไม่หลับ  ถ้าใครหลับตอนเดินและตอนยืนก็เป็นพวกเหนือมนุษย์แล้ว  แต่บางคนยังหลับได้ก็ต้องระวังเอาอย่าไปล้มทับคนโน้นคนนี้  หรือว่าอย่าไปล้มใส่เก้าอี้หรืออะไรต่าง ๆ ถ้าตัวเองไม่ไหวแล้ว  ขออนุญาตไปนั้งหลับอะไรก็ว่าไป  ต้องทน ๆ ฝืน ๆ ไว้ยืนและเดินแล้ว เราเหนื่อยก็มานั่ง ท่านั่งก็ให้รู้สึกตัว ท่านั่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัสว่า  นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง คู้บัลลังก์แบบพระพุทธรูป  นั่งคู้บัลลังก์เอาขาเรียงกันก็ได้  เอาขาไหนเรียงก่อนก็ได้  เรียงขาขนานกัน  หรือทับกันก็ได้  ซ้ายทับขวา ขวาทับซ้ายก็ได้  ท่านี้เป็นท่าที่ดีที่สุด  ดังนั้น  ท่านทั้งหลายหากพอนั่งได้  ไม่ถึงกับตาย  เวลานั่งสมาธิ  ควรจะหัดนั่งคู้บัลลังก์ร่างกายยังดีอยู่  ควรจะหัดไว้  อาจจะเจ็บปวดบ้าง  ก็ต้องฝืน ๆ นั่งบ้าง ฝืนมัน เดี๋ยวสักหน่อยมันก็ได้เอง บางคนนี่ไม่ไหวแล้ว แก่แล้ว ร่างกายพังแล้วอันนี้ก็ไม่ว่ากัน  ปรับเอาตามสมควร ให้มันพอเป็นไปได้





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:49:07 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




          ท่านั่งที่ดีที่สุด ท่านว่า นั่งคู้บัลลังก์ คู้ขาทั้งสองข้าง ให้เข่าสมดุลกันจะขวาทับซ้ายหรือซ้ายทับขวา  หรือจะเรียงกันก็ได้  พอคู้บัลลังก์เรียบร้อยแล้ว ก็ให้รู้สึกตัว กายกำลังนั่งอยู่นะ ขวาทับซ้าย ซ้ายทับขวา หรือขาเรียงกันอยู่ ต่อไป ตั้งกายให้ตรง ต้องยึดกายให้ตรง สำรวจตั้งแต่หัว  ไล่มาจนถึงก้น ให้ตั้งกายให้ตรง ส่วนไหนไม่ตรง ส่วนไหนเคล็ดขัดยอกก็ให้รู้และยึดให้มันตรง  พอนั่งไปซักหน่อยก็จะงออีก  ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวงอ  เอาใหม่  ยืดให้ตรงใหม่ งออีก ให้รู้ แล้วยึดใหม่ เช็คท่าอยู่เสมอ

           พอนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงแล้ว อีกอันหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ห้ามหลับ  ทำกรรมฐาน  ให้ตั้งสติเอาไว้เฉพาะหน้าเสมอ  ถ้าสติไม่ดี ต้องตั้งสติให้ได้ ตั้งสติให้ขึ้น การตั้งขึ้นก็คล้าย ๆ กับตั้งท่าเดิน ท่ายืน เมื่อกี้แหละ  ท่านั่งก็ตั้งสติให้ขึ้น  ตั้งสตินั่ง.. จะดูตรงไหนดีเวลานั่งเวลานั่งให้รู้ว่ากายมันนั่ง  ถ้าคนเคยทำกรรมฐาน  ฝึกสติมาดี  นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง มีสติเต็มที่ มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก มีสติรู้ท้องพอง มีสติรู้ท้องยุบ อย่างนี้ทำกรรมฐานได้

           บางคนไม่ค่อยมีสติ  ก็ต้องฝึกตั้งสติเฉพาะหน้าก่อน นั่งคู้บัลลังก์เรียบร้อยแล้วทำความรู้ตัวว่านั่งอยู่ สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้ากายนั่งอยู่แบบนี้ขวาทับซ้าย ซ้ายทับขวา หรือเรียงกันอยู่ มืออยู่ตรงไหน เอาทับกันไว้ก็ได้วางไว้บน บริเวณเข่าก็ได้  พอสำรวจท่านั่งเรียบร้อยแล้ว   ก็ให้มีสติ  รู้สึกตรงไหนมันชัดที่สุด  เออ.. ตรงก้นนี่ ชัดสุดแล้ว น้ำหนักลงที่ก้น รู้สึกว่ามีน้ำหนักลงที่ก้น รู้สึกมีกา รู้สึกมั้ย  ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ใช่คนแล้วนะ มันต้องรู้สึกอยู่แล้ว นี่ ๆ น้ำหนักมันลงตรงนี้ เวลาผมบอกท่าน ท่านก็รู้สึกได้เวลาไม่มีคนบอกมันไม่รู้สึก ดังนั้น ท่านต้องบอกและเตือนตนเองให้มารู้สึกก้นจะมีประโยชน์อย่างนี้ น้ำหนักลงที่ก้น อาจรู้ได้แป๊บเดียว มันนิ่งเกินไปไม่ค่อยรู้สึก  ตั้งสติไม่ค่อยได้  ก็ทำท่าเหมือนท่ายืนเมื่อกี้นี้  ตอนนี้ท่านนั่งนะ  ให้จับความรู้สึกที่ก้นกระทบพื้น  น้ำหนักมันลงตรงนั้น มันกระทบแล้วมีน้ำหนักลง มันนุ่ม ๆ อ่อน ๆ หรือเย็น ๆ ก็ให้รู้สึก  แค่รู้สึกถึงการสัมผัส กายมันอยู่ตรงนี้นะ จิตให้มารู้อยู่ที่นี่ แทนที่จะนั่งนิ่ง ๆ บางทีมันง่วง มันหลับ หรือมันไม่ค่อยรู้ ให้ท่านเอนไปทางซ้าย ซ้ายอยู่ไหน เวลาเอนไปทางซ้ายนี่ มันก็จะไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างนี้เรียกว่านั่งเอียงตัว เมื่อกี้นั่งตัวตรง ตอนนี้นั่งเอียงตัวนะ ให้รู้สึก

           ถ้ารู้สึกตัวไม่ค่อยได้  ลองจับที่ใดที่หนึ่งก่อน เช่น นั่งตัวตรงน้ำหนักมันลงที่ก้นเท่ากัน  ถ้านั่งเอียงตัวไปทางซ้ายน้ำหนักมันมาทางนี้   พอมาตรงกลางเป็นอย่างนี้  ไปด้านขวาเป็นอีกอย่างหนึ่ง  ไปข้างหน้าเป็นอีกอย่างหนึ่ง  โยกไปข้างหลังเป็นอย่างหนึ่ง เราไม่ได้โยกเล่น ๆ แต่โยกให้รู้สึกให้ตั้งใจทำ จับความรู้สึกให้ได้  ในกายของเรานี้มีตรงไหนบ้าง  เจ็บปวด  เคล็ดขัดยอก  ตรงนั้นตรงนี้  มีตึง ๆ ตรงนั้นตรงนี้  อย่างนี้  บางท่านนี่พอนั่งสมาธิปั๊บ  ก็เตรียมหลับท่าเดียว  เพราะเดินมานานแล้ว  เดินมานานเหลือเกินแล้ว   จ้องหลับเลย  อย่างนี้ไม่ค่อยได้เรื่อง  ต้องตั้งสติเฉพาะหน้าให้ได้  ถ้ามันตั้งไม่ขึ้นก็ต้องหาวิธีตั้งมัน นิ่ง ๆ แล้วหลับนี้ไม่ดี  ถ้าจะหลับก็อย่าไปนิ่ง  ถ้ามีสติดีแล้ว  ก็นิ่งได้ตามสบาย ถ้ายังไม่ค่อยมีสติ  ตั้งสติไม่ค่อยได้  ต้องหาวิธีตั้ง  บีบนวดตัวเองหน่อยหนึ่ง  โยกซ้าย  โยกขวา กะพริบตา บางคนมานั่งปั๊บ  จ้องหลับอย่างเดียว หลับตา แล้วก็หลับจริง ๆ ด้วย  อย่างนี้ไม่ดี  เวลานั่งไม่ต้องรีบหลับตา นั่งมองไปข้างหน้าตามสมควร  แต่ใจเรามันเคยฟุ้งซ่าน  เห็นคนเดิน  มันไปตามขาชาวบ้านเขา  มันพากย์ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา มันไปสนใจชาวบ้านเขา  ถ้ามันเป็นอย่างนั้น  ก็ให้กะพริบตา หลับตา ทำความรู้สึก แล้วลืมตาใหม่ เอาใหม่ พอมันไปอีก ก็ให้รู้ว่าไปแล้ว หลับตา ให้รู้ตัว ก็หายใจเข้า หายใจออก
 
           ถ้าจิตไม่ยอมมาอยู่กับตัว  ก็เอาแบบลำบาก ๆ หน่อย หายใจเข้ากลั้นไว้  ไม่ต้องหายใจออก  เดี๋ยวพอมันจะตาย  มันก็กลับมา  ทำพอหอมปากหอมคอ  ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย  เดี๋ยวจะตายจริง ๆ ถ้าไม่ค่อยรู้ตัว มือของเราก็ช่วยได้ ตั้งใจ ยกมือขึ้น เอามือลง รู้สึกตัวไว้ นี่อย่างนี้นี่..ยกนะ นี่..ลงนะ รู้สึก มือมันกระทบกัน กระทบกับเข่า บีบ ๆ นวด ๆ ตนเอง กำมือเข้าแล้วแบมือออกก็ได้  อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางกายนี่ จะช่วยได้มาก  เวลาอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่ทำงาน ให้ทำความรู้สึกเท่าที่พอทำได้เช่น ให้นิ้วกระทบกันไว้เสมอ  ไม่ว่าเราจะไปขึ้นรถ  ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้รู้สึกไว้  ไปที่ทำงานเขาประชุมกัน  รู้สึกไว้ อยู่ตรงนี้ไว้  เรื่องหลงไปตามชาวบ้านนี้ไม่ต้องห่วง  เพราะหลงเยอะอยู่แล้ว เมื่อไหร่ไม่หลง  นึกได้  ก็รู้สึกไว้ อยู่ตรงนี้นะ มันกระทบกัน กำมือเข้านะ แบมือออกนะ นิ้วกระดิก ๆ มันเคลื่อนที่อยู่นะ






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:49:16 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




         เราต้องการฝึกให้จิตมาอยู่กับตัวก่อน พอจิตอยู่กับตัวต่อไป ท่านจะทำกรรมฐานอะไรก็ได้  ดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดูท้องพอง ท้องยุบ  อันไหนปรากฏชัดก็รู้ได้  สติดีแล้วนี่  นี่ลมหายใจเข้า  นี่ลมหายใจ นี่ท้องพอง นี่ท้องยุบ ดูไป ๆ ถ้าความรู้สึกมันมัว ๆ ก็เอาใหม่ ตั้งสติใหม่ โยกไป โยกมา กำมือเข้า แบมือออก ทำความรู้สึก พอความรู้สึกมันชัดเจนแล้ว  ก็มีสติหายใจเข้า  มีสติหายใจออก  ใครชอบกรรมฐานอะไรก็ทำได้ให้มันอยู่ในกายนี่ก็แล้วกัน

          เวลาความรู้สึกตัวตายไป อย่าหายนาน ให้กระตุ้นตัวเองเยอะ ๆ หน่อย บางคนหายไปนาน เอ้า.. เมื่อกี้เริ่ม  ผ่านไป เลิกแล้วหรืออาจารย์ หลงเป็นชั่วโมง ๆ ทำไมปานนั้น  ต้องฝึกมากหน่อย  ตั้งใจทำ เริ่มต้นคือฝึกให้จิตมาอยู่ที่กาย กายมันเป็นอย่างนี้นะ มือมันไปอย่างนี้นะ ให้รู้สึก นี่กำมือเข้าอยู่นะ แบออกอยู่นะ ให้รู้สึก  รู้สึกตรงไหนบ้าง ความรู้สึกสัมผัสนี้จะช่วยเราได้ กลับมาอยู่ที่ตัว ความรู้สึกอะไรชัดเจนก็รู้อันนั้น เช่น เรานั่งโยกไปโยกมา  ความเจ็บหลังเกิดขึ้น ให้รู้  นั่งดูลมหายใจเข้า ดูหายใจออก ดูท้องพองยุบ มันเจ็บหลังเราก็ดู  โอ้.. มันเจ็บ ความเจ็บมันเกิดขึ้น นั่งไป นั่งมา ง่วง ให้รู้ว่า ความง่วงมันเกิดขึ้น หายใจเข้า หายใจออก ดูความง่วง ดูความหงุดหงิด ดูความไม่พอใจที่เกิดขึ้น มันคิดก็ให้รู้ แล้วกลับมารู้ตัว เวลาเดินไปเดินมา โอ้.. มันเบื่อแล้ว ให้รู้ว่าเบื่อ แล้วก็กลับมาที่เดิน ซ้ายขวา ๆ ขี้เกียจให้รู้ว่าขี้เกียจ คงไม่ยาก ลองทำดูนะครับ ไม่ต้องทำทุกท่าที่ผมสอนหรอก ทำบางท่าก็ได้ หรือท่านไหนที่เคยฝึกวิธีอื่นมาแล้ว  ได้ผลดีก็ทำวิธีนั้นไปได้เลย  ขอให้จิตมาอยู่กับตัว

          การฝึกให้จิตมาอยู่กับตัว เรียกว่าฝึกให้มีสติ ท่านไหนมีสติแล้ว ก็ฝึกให้มันมีสติต่อเนื่องอยู่กับตัว พอมีสติต่อเนื่อง  จิตสะอาด ปลอดโปร่ง ไม่มีนิวรณ์  สมาธิก็จะเกิดขึ้น ส่วนท่านไหนสติไม่ต่อเนื่อง  เพิ่งเริ่มทำก็จะมีนิวรณ์เข้ามาครอบงำ เดี๋ยวง่วงนอน เดี๋ยวฟุ้งซ่าน คิดนั่นคิดนี่ไม่หยุด  เดี๋ยวก็เป็นนั่น เดี๋ยวก็เป็นนี่ เดี๋ยวเกิดความลังเลสงสัย

          ถ้ามีสติตั้งมั่นดี  ต่อเนื่องกัน ไม่มีนิวรณ์ จิตตั้งมั่น เป็นสมาธิ ก็มองดูอยู่ในกายและใจของตนเอง จะเห็นว่า กายเป็นส่วนหนึ่ง  กายนั่งอยู่มีเวทนาเกิดขึ้น  เวทนาไม่ใช่กาย เวทนาเป็นนามธรรม มีจิตเป็นคนรู้ แยกกันออกไป ไม่มีคนอยู่ในนี้นะ กายประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ มีความแข็ง อ่อน มีนุ่ม ไม่ใช่ตัวตนนะ มีเวทนาเกิดขึ้น มีความคิด ความนึก แยกส่วนประกอบออกไป สำหรับคนมีสมาธิ

          แต่เริ่มต้นให้จิตมาอยู่กับตัวก่อน  ตอนนี้ สติอุปมาเหมือนเชือกสำหรับผูก พอมีสติมาอยู่กับตัวบ่อยแล้ว สติตัวนี้มันเป็นความรู้อยู่ข้างในเหมือนกับตา  แต่เป็นความรู้สึก  มันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในกายในใจได้ เมื่อกายใจเปลี่ยนแปลง  มันก็จะรู้ สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในจิตมันก็จะจับทัน พอจับทันก็จะช่วยให้งดเว้นได้ สติตัวนี้เลยอุปมาเป็นเหมือนยามเฝ้าประตู ตอนแรกเหมือนเป็นเชือก ตอนหลังมีอยู่เยอะขึ้นก็เหมือนยามเฝ้าประตู  พวกนิสัยไม่ดีเข้ามาก็เช็คได้  เหมือนให้มียามเฝ้า  ท่านทั้งหลายมียามบ้างไหม  ยามไม่ค่อยมี  บางคนยามหลับอยู่  พวกไม่ดีเลยเข้ามาเพียบเลย  โจรมาเพียบเลย  ส่วนของดีนี่หายหมด  อะไรประมาณนั้น  ตอนนี้เรามาฝึกใหม่ ฝึกให้มียามเฝ้าประตู อย่างนี้


    เอาละ ผมได้แนะนำเทคนิควิธีปฏิบัติให้ท่านทั้งหลายฟัง  ก็พอสมควรแก่เวลาเท่านี้นะครับ  อนุโมทนาทุกท่าน






  ขอกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาสาธุค่ะ
ที่มา : จากหนังสือ " ทางสู่ธรรม " โดย อ.สุภีร์  ทุมทอง

ชมรมกัลยาณธรรม

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook  :  Unseen Tour Thailand
https://www.facebook.com/UnseenThailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2017, 10:49:26 am โดย ยาใจ »