ผู้เขียน หัวข้อ: * ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล  (อ่าน 3500 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« เมื่อ: มีนาคม 23, 2016, 07:19:33 am »




  ลมวิเศษ   



            ของที่หนักกว่าก้อนหินบางทีมันก็แพ้ลมเบาๆ  ลมเบาๆ  นี่สามารถพัดก้อนหินหนักๆ ให้กระเด็นไปได้เหมือนกัน  ลมวิเศษที่ว่านี้ไม่ต้องไปหาที่ไหน  หรอกมันอยู่กับเราทุกขณะแล้ว  นั่นคือลมหายใจของเรานี่เอง

            ถ้าเราใช้ลมหายใจให้เป็นจะช่วยให้ชีวิตจิตใจของเราเบาลงไปได้มาก  ทุกวันนี้เราแบกของที่หนักกว่าก้อนหินเอาไว้วันละหลายๆ ชั่วโมง ของหนักที่ว่าก็คือ ความเครียด  ความกังวล  ความกลัดกลุ้มใจ  แต่ถ้าเราหายใจให้เป็น  หายใจเป็นไม่ได้หมายความว่าสูดลมเข้าและปล่อยลมออกเท่านั้น  ที่สำคัญกว่านั้นก็คือให้ลมหายใจประสานไปกับจิตใจด้วย  คือให้ใจมาแนบหรือจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ  วิธีนี้จะช่วยปัดเป่าความเครียด หรือความหนักอึ้งออกไปจากใจได้

            เวลาโมโห ฉุนเฉียว หรือโกรธ เราลองเอาใจมากำหนดอยู่ที่ลมหายใจดู หรือไม่ก็หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก ๑๐ ครั้งจะรู้สึกดีขึ้นมาก  เพราะนอกจากจะเป็นการผ่อนคลายจิตใจแล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายร่างกายด้วย  เนื่องจากเวลาเราฉุกเฉียว  เครียดหรือกังวล  เราจะหายใจถี่และสั้น  หัวใจจะเต้นเร็ว  ทำให้ร่างกายเราตึงเครียดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็ไปมีผลต่อจิตใจ ทำให้ใจเครียดตามไปด้วย แต่เมื่อเราหายใจลึกๆ ยาวๆ ร่างกายก็จะผ่อนคลายขึ้น









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2017, 06:14:51 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 24, 2016, 10:17:37 am »



          สมองก็ได้รับออกซิเจนเต็มที่  ความรู้สึกโดยรวมก็จะดีขึ้นด้วย การหายใจแบบผ่อนคลาย  ทีแรกจะช่วยให้เบากายก่อน  สักพักก็จะเบาใจไปด้วย  เพราะฉะนั้นเวลาเราเกิดอาการเครียด วิตกกังวล หรือ โมโหขึ้นมา  รู้สึกเมื่อไหร่ ลองตั้งหลักหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ หรือไม่ก็กำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจอย่างต่อเนื่องสักพัก  ความโกรธจะคลายไป ความหนักอึ้งในจิตใจจะถูกลมเบาๆ ในกายเรานี้แหละพัดพาออกไป จนมีแต่ความเบาสบายมาแทนที่

          ใหม่ๆ อาจทำไม่ค่อยได้ เพราะว่าใจมันไปจมอยู่กับอารมณ์ต่างๆ เตลิดหรือฟุ้งจนลืมที่จะกำหนดลมหายใจ ปล่อยให้ลมหายใจฟีดฟาดหรือระส่ำระสาย แต่ถ้าเราพยายามตั้งหลักสักพัก ควบคุมลมหายใจให้เป็นระเบียบ  ละวางจากอารมณ์มาอยู่กับลมหายใจให้ต่อเนื่องสักนาทีเป็นอย่างน้อย หรือสัก ๑๐ ครั้งก็ยังดี มันจะช่วยผ่อนคลายกายละใจได้มาก

           ใหม่ๆ อาจจะเริ่มจากเวลาเตรียมก็ได้ ความเครียดหรือความล้านี่อาจจะเกิดจากอาการทางกายเนื่องจากทำงานมาก  หรืออาจเกิดจากการคิดหรือใช้สมองมากก็ได้  แต่มันไม่ใช่ความเครียดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ  หากเป็นความเครียดที่สะสมมาจากงานการต่างๆ ที่ทำมาทั้งวัน ความเครียดแบบนี้เราอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกหายใจให้เป็นทีแรกก็นั่งให้สบายแล้วก็หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เอาใจไปกำหนดจดจ่อที่ลมหายใจทั้งเข้าและออกไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องอะไร ให้ใจเราว่างจากความคิดและอารมณ์ต่างๆสักพัก ใหม่ๆ ใจมันจะไม่ยอมอยู่นิ่ง อยู่กับลมหายใจประเดี๋ยวเดียวก็แวบไปที่อื่น  พอดึงกลับมา  สักพักมันก็ไปอีก ไม่เป็นไร เป็นธรรมดาของใจที่ยังไม่คุ้นเคยกับลมหายใจ แต่ถ้าทำบ่อยๆ ใจจะคุ้นกับลมหายใจ รู้สึกว่าลมหายใจเป็นเพื่อนเขา ก็จะอยู่ได้นานขึ้น

          ที่แนะให้เอาความเครียดเป็นจุดเริ่มต้นก็เพราะใจไม่ได้ไปโกรธ ไปโมโห  หรือไปทุกข์กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ  จึงไม่ได้ไปติดยึดจดจ่อกับเรื่องใดๆ เมื่อไม่มีเรื่องที่ใจจะไปจ่อติดยึด ก็สามารถแนบแน่นกับลมหายใจได้ต่อเนื่องหรือง่ายขึ้น





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 03:42:45 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 25, 2016, 05:46:12 am »



          พอเราทำสม่ำเสมอ มันก็จะเป็นนิสัย  หากเจอเรื่องที่มากระตุ้นให้โกรธหรือมีเรื่องกระทบใจขึ้นมา  ก็จะตั้งหลัก เอาลมหายใจมาช่วยขจัดปัดเป่าได้เร็วขึ้น  เรื่องโมโหโทโสหรือเรื่องวิตกกังวลนั้น  เป็นเรื่องที่มากระทบใจอย่างเฉพาะเจาะจง  มีผู้ร้ายที่จิตจะเพ่งเข้าใส่  หรือพุ่งอารมณ์เข้าเล่นงาน หรือมีเรื่องที่จะเกาะติดแบบหนึบหนับ  พอเกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นเราจะตั้งสติได้ไม่ง่าย และจะดึงจิตออกมาอยู่ที่ลมหายใจก็ยาก เพราะว่าใจมันมีเป้าที่จะพุ่งเข้าใส่หรือมีสิ่งที่จะดึงดูดใจอย่างเหนียวแน่นไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นตัวบุคคลเป็นงาน หรือเหตุการณ์ ในสภาวะอย่างนี้ ถ้าเราไม่ฝึกลมหายใจให้เป็นนิสัย ใจก็จะไปกับอารมณ์หรือเรื่องราวเหล่านั้นได้ง่าย แต่ถ้าเราทำจนเป็นนิสัย มีความคุ้นเคยกับลมหายใจ และเกิดความชำนาญในการตะล่อมจิตมาอยู่ที่ลมหายใจแล้ว เราก็จะตั้งหลักได้เร็ว สามารถดึงใจให้มาอยู่กับลมหายใจได้ต่อเนื่อง  โดยมีสติเป็นตัวกำกับและช่วยเหลือ  วิธีนี้จะทำให้เราสามารถไถ่ถอนจิตออกจากอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น  และเมื่อฝึกใช้ลมหายใจแบบนี้บ่อยๆ คือ ไม่ได้ทำเฉพาะเวลามีความเครียดหรือมีโทสะเกิดขึ้นในใจเท่านั้น  แต่ยังหมั่นแนบจิตอยู่ที่ลมหายใจในเวลาปกติ หรือทำงานบางอย่าง เช่น เวลาล้างมือหรือนั่งรถ กำลังสบายๆ  ก็ลองแนบจิตอยู่ที่ลมหายใจ หรือหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ โดยให้ใจกำหนดรู้ไปด้วย ลองทำเล่นๆ แบบนี้บ่อยๆ จะเรียกว่าทำฆ่าเวลาก็ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า ทำไปนานเข้าก็จะเป็นนิสัยและชำนิชำนาญ จะช่วยให้ระลึกหรือตั้งสติได้ง่ายเวลาเกิดมีอะไรมากระทบกระทั่งจิตใจ ไม่หมดเนื้อหมดตัวไปกับอารมณ์ต่างๆ

          ความเบาสบายที่เราได้พบประสบสัมผัสขณะที่ตามลมหายใจช่วยให้เราได้พักใจ เสมือนกับว่าเอาลมหายใจเป็นที่พักพิงชั่วคราวลมหายใจนี้มีคุณประโยชน์อย่างมาก ไม่เพียงแต่จะเอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้น  หากยังสามารถนำความสงบเบาสบายมาหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย  ไม่เฉพาะลมหายใจเข้าเท่านั้นที่มีประโยชน์  แม้แต่ลมหายใจออกก็มีคุณเช่นกัน  สามารถขจัดปัดเป่าของหนักไปจากจิตใจได้  แต่เดี๋ยวนี้เราหายใจรดทิ้งไปเปล่าๆ ไม่รู้จักใช้ให้เกิดคุณค่าต่อจิตใจ ยุคนี้เป็นยุคอนุรักษ์ ที่ต้องใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกระดาษก็ควรใช้สองหน้า  น้ำเสียก็ไม่ควรปล่องทิ้งไปเปล่าๆ  แต่ควรรีไซเคิลมาใช้ใหม่  ขยะก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่เช่นกัน   เดี๋ยวนี้มีการรณรงค์ให้รีไซเคิลสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ แต่ว่าเรื่องลมหายใจเรากลับมองข้าม ปล่อยทิ้งไปเปล่าๆ ทั้งๆ ที่มันมีค่ามาก   นี่ถ้าเราใช้ลมหายใจให้เป็น  ก็สามารถยักเยื้องให้เกิดประโยชน์ได้หลายอย่างหลายแนว  เช่น  ทำในใจว่าเวลาหายใจเข้าก็สูดเอาความสดชื่นจากธรรมชาติเข้ามาแผ่ซ่านทั่วกาย หายใจออกก็ระบายความกังวลเศร้าหมองทิ้งไป  ถ้าเราหายใจเข้าออกโดยนึกตามไปด้วยอย่างนั้น จะช่วยให้ใจรู้สึกอิ่มเอิบสบายขึ้น




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2016, 08:54:20 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 31, 2016, 08:52:54 am »



        จะปิดตาแล้วนึกภาพในใจประกอบไปด้วยก็ได้ เช่นหายใจเข้าหายใจออกก็นึกภาพดอกไม้สีสวยเย็นใจกำลังบานรับแสงอรุณหรือว่าเวลาลมหายใจเคลื่อนเข้ามาในร่างกาย  ก็นึกถึงภาพสายน้ำฉ่ำเย็นที่กำลังไหลเลื่อน  นี้เป็นการสร้างนิมิตขึ้นมาในใจ ภาพนิมิตที่งดงามนอกจากจะช่วยให้ใจเราสบายขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกสมองซีกขวาของเราให้ทำงานได้ดีขึ้น  สมดุลกับสมองซีกซ้ายที่เป็นเรื่องการคิดแบบวิเคราะห์หรือตามหลักตรรกะที่เราคุ้นเคยกัน อีกวิธีหนึ่งคือเปิดตาหายใจเข้าหายใจออก พร้อมกับนับไปด้วย คือ หายใจเข้าครั้งแรก ก็นับ ๑ ครั้งต่อมาก็นับ ๒ ไปจนถึง ๑๐ แล้วเริ่มใหม่ หรือจะนึกคำบริกรรมไปด้วยก็ได้ เช่น หายใจเข้า ก็นึก “พุธ” หายใจออกก็นึก “โธ” นี่เป็นวิธีที่ใช้กันในหลายสำนัก จะเห็นได้ว่ามีวิธีการยักเยื้องหรือประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง แต่ทั้งหมดนี้ก็อาศัยลมหายใจเป็นตัวประสาน เชื่อมร้อยให้กายกับใจสัมพันธ์กัน หรือเป็นตัวโยงให้เราเชื่อมสัมพันธ์กับความสุขที่มีอยู่แล้วในใจเรา

          ในเรื่องการทำใจให้สงบนี้ นอกจากลมหายใจแล้วรอยยิ้มของเราก็ช่วยได้  เวลาเดินจงกรมลองยิ้มน้อยๆ ดู จะรู้สึกว่าช่วยคลายเครียดไปได้ไม่น้อย เวลานอนลองยิ้มน้อยๆ ดู ยิ้มคนเดียวไม่ต้องยิ้มกับใคร เราจะรู้สึกดีขึ้น ท่านติช นัช ฮันห์ เรียกการยิ้มว่าเป็นโยคะอย่างหนึ่ง คือเป็นโยคะบนใบหน้า  เพราะช่วยบริหารกล้ามเนื้อที่ใบหน้าได้  แถมยังมีอานิสงส์อีกอย่างคือช่วยบริหารใจให้ผ่อนคลาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ไม่น้อย  จะเห็นได้ว่าบนใบหน้าหรือศีรษะของเรานี้มีขุมทรัพย์มากมายที่จะช่วยเราได้ในการฝึกจิตและทำชีวิตให้ผ่อนคลายเบาสบาย ถ้าเราใช้ไม่เป็น ก็นับว่าน่าเสียดาย

          ลมหายใจของเรานั้นจะว่าไปก็เหมือนกับลมที่พัดพาเมฆหมอกมิให้บดบังพระอาทิตย์ พระอาทิตย์คืออะไร พระอาทิตย์ก็คือจิตที่ผ่องแผ้วสุกสว่าง  ที่เรียกว่าจิตประภัสสร  เมฆหมอกก็คือตัวกิเลสความเศร้าหมอง เมฆกับดวงอาทิตย์นั้นเป็นคนละอย่าง ไม่ได้อยู่ด้วยกัน  ฉันใดก็ฉันนั้น  จิตใจกับความเศร้าหมองก็คนละอัน ใช่ความเศร้าหมองไม่ได้ฝังอยู่ในจิตใจ ไม่ได้เกิดมาพร้อมกัน มันต่างคนต่างอยู่  แต่ก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน ตรงที่ความเศร้าหมองหรือกิเลสนั้นอาศัยใจเป็นที่เกิด เหมือนกับไฟกับเนื้อไม้ ไฟเกิดขึ้นเพราะมีไม้ อาศัยเนื้อไม้เป็นที่เกิด  แต่ไม่ใช่ว่าไฟฝังอยู่ในเนื้อไม้  ไฟมันอยู่นอกไม้ เป็นคนละส่วนกับไม้ แต่มันก็มีความเกี่ยวเนื่องกับไม้เพราะต้องอาศัยไม้เป็นที่เกิด ต้องมีอะไรมาขัดสีกับไม้จึงจะเกิดไฟได้ ในทำนองเดียวกัน กิเลสก็ไม่ใช่เป็นคุณสมบัติประจำจิต มันอยู่คนละส่วนกับจิต ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมันจรเข้ามาในจิตใจ ทำให้ใจเศร้าหมอง  เขาจึงเปรียบกิเลสเหมือนกับเมฆหมอกที่มาบดบังพระอาทิตย์




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 02:41:26 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 01, 2016, 02:40:19 pm »



          ความเศร้าหมอง ความเครียด ความกังวล และความทุกข์ทั้งหลาย  เปรียบเหมือนกับเมฆหมอกที่เข้ามาบดบังจิตใจที่ผ่องแผ้วสดใสจึงเกิดความมืดมนหรือหมองหม่น  ก็ต้องอาศัยลมนี่แหละช่วยพัดพาเมฆให้กระจายไป ลมที่ว่าก็คือลมหายใจของเรานี่เอง  เป็นลมที่มีคุณประโยชน์เอนกประการ จะเรียกว่าเป็นลมวิเศษก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลทุกเซลในร่างกายไม่มีเว้นแล้วยังช่วยพาความสงบสุขมาหล่อเลี้ยงจิตใจส่วนลึกด้วย
         
          ถ้าเราเข้าใจตรงนี้  เราจะเห็นคุณค่าของการฝึกเพื่อใช้ลมหายใจให้เกิดประโยชน์  เราอาจฝึกเป็นครั้งเป็นคราวก็ได้ เช่น ตื่นนอนหรือก่อนนอน ก็ฝึกกำหนดจิตอยู่กับลมหายใจ สัก ๑๐ นาทีถึงครึ่งชั่วโมง หรือจะทำเป็นชั่วโมงก็ได้ ขณะเดียวกันก็ควรฝึกกับอิริยาบถต่างๆ ด้วย เช่น เวลาเล่นโยคะ ก็หายใจให้ประสานกับท่วงท่าต่างๆ โดยให้ใจอยู่กับลมหายใจไปในเวลาเดียวกัน การเล่นโยคะแบบนี้จะช่วยฝึกสติให้เข้มแข็งไม่ใช่แค่ฝึกกายให้มีสุภาพเท่านั้น
 
          นอกจากนี้ก็ควรฝึกกำหนดลมหายใจไปกับอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ถูฟัน ล้างจาน ทำเล่นๆ ไป โดยอาจทำสลับกับการสร้างความรู้สึกตัวเวลาสร้างจังหวะ เดินจงกรมก็ได้ หรือไม่ก็ฝึกหายใจตอนพักผ่อนจากการสร้างจังหวะเดินจงกรม  เวลานั่งพัก ก็ลองกำหนดหายใจเข้าหายใจออกตามสมควร หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ ลองมีสติกับการคลึงนิ้วดูบ้าง มีสติกับลมหายใจบ้าง หมั่นฝึกตามลมหายใจในเวลาว่าง  อย่าปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านมากนัก ถ้าทำได้คล่อง ก็ลองเอาไปใช้สงบจิตเวลารถติดหรือจราจรเป็นจลาจล  ในสถานการณ์อย่างนั้น  จะปล่อยใจให้หงุดหงิดไปทำไม นอกจากจะไม่ช่วยให้รถไปได้เร็วขึ้นแล้ว  เรายังทุกข์ด้วยเรียกว่าเสียสองต่อ  แต่ถ้าเรามีสติกับทุกลมหายใจที่เข้าออก โดยไม่ต้องปิดตา อย่างน้อยเราก็ได้ความสงบใจเป็นกำไรชีวิต  เป็นการชดเชยกับที่ต้องมาเจอรถติด  ที่จริงความสงบใจแบบนี้ไม่ใช่แค่สิ่งชดเชยนั้น แต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือกว่ามาก ถ้าเราทำได้แบบนี้ ต่อไปรถติดจะไม่เป็นปัญหากับเราเลย พอเจอไฟแดง แทนที่จะหงุดหงิดกลับได้สติ ระลึกได้ว่าไฟแดงมาเตือนให้หยุดฟุ้งซ่าน  ให้หันมาสงบจิตอยู่กับลมหายใจได้แล้ว ในทำนองเดียวกัน เวลาคอยเพื่อน คอยรถเมล์ หรือรอข้าวสุก  หรือแม้แต่รอคอมพิวเตอร์ให้ทำงาน เราก็สามารถทำสมาธิไปกับลมหายใจได้ ถือว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ต้องกระวนกระวายหงุดหงิดขณะที่รอ หรือเห็นการรอเป็นปัญหาอีกต่อไป





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 03:37:15 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
* ลมวิเศษ * - พระไพศาล วิสาโล
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 01, 2016, 02:54:06 pm »
       


            การฝึกแบบนี้ ไม่ว่าฝึกอย่างเป็นเรื่องเป็นราววันละ ๓๐ นาที หนึ่งชั่วโมง หรือฝึกแบบเก็บเล็กผสมน้อยในเวลาว่าง เหล่านี้จะทำให้เรามีความว่องไวในการรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามาไม่ว่าบวกหรือลบ พอมีเรื่องกระทบใจ หรือมีเรื่องขัดแย้งกับใคร  เกิดความขุ่นเคืองใจขึ้นมา เราจะตั้งสติทัน สลัดอารมณ์ดังกล่าวออกไปได้แต่สลัดไม่ทันหรือสลัดไม่ได้เนื่องจากอารมณ์มันมาเร็ว ถ้าอารมณ์ลุกลามเป็นความโกรธ เราอาจตั้งสติได้ก่อนที่จะด่าหรือทำอะไรโง่ๆ ออกไป ในเวลานั้นความขุ่นมัวเร่าร้อนอาจจะยังไม่หายไป ใจอยากจะระเบิดออกไปให้สมแค้น จะดีกว่าถ้าเราต่อรองกับตัวเองก่อนว่าให้น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกสัก ๑๐ ครั้ง หลังจากนั้นค่อยมาคิดว่าจะตอบโต้ยังไง ขณะที่ตามลมหายใจ พยายามดึงให้ใจอยู่กับลมหายใจ ไม่ใช่ไปคิดถึงหน้าของคนที่เราโกรธ หรือนึกถึงคำพูดที่เผ็ดร้อนของเขา

            การมีสติอยู่กับลมหายใจแม้เพียง วินาที อาจช่วยชีวิตเราไว้ได้หรือรักษาอนาคตของเราไม่ให้พินาศ เพราะหากเราเผลอสติแม้เพียงแวบเดียวในยามนั้น เราอาจลงมือทำสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังในบางสถานการณ์  การตัดสินใจผิดเพียงแค่ชั่ววินาทีเดียว สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้นในยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่มีอะไรดีกว่าการครองสติเอาไว้ได้ หรือเรียกสติให้กลับคืนมาทันทีสติที่เราสะสมบ่มเพาะมานานนี้แหละที่จะมาช่วยเรายามวิกฤตจะอยู่หรือตายบางครั้งก็อยู่ที่วินาทีเดียวเท่านั้นว่ามีสติหรือไม่   เพราะฉะนั้นการหมั่นฝึกสติอยู่กับลมหายใจในอิริยาบถและสถานการณ์ต่างๆ เป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง อย่าดูถูกดูแคลน กระนั้นก็ตามคุณค่าของมันบางครั้งเราจะมาตระหนักก็ต่อเมื่อผ่านเหตุร้ายมาแล้วแต่ถึงตอนนั้นเราอาจพลาดพลั้งไปแล้วก็ได้ อย่ารอให้ถึงตอนนั้นแล้ว จึงค่อยลงมือขยับเลย หมั่นสร้างสติและฝึกหายใจให้เป็นขณะที่เรายังสบายๆ ไกลจากปัญหา จะดีกว่า








  ขอขอบคุณและขออนุโมทนา " ชมรมธรรมจริยะ "
ที่มา : จากหนังสือ " ชีวิตที่ใฝ่หา "
โดย
พระไพศาล   วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 01, 2016, 03:40:05 pm โดย ยาใจ »