ผู้เขียน หัวข้อ: " ทุกข์ พ้นทุกข์ " - อ.สุภีร์ ทุมทอง  (อ่าน 3217 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
" ทุกข์ พ้นทุกข์ " - อ.สุภีร์ ทุมทอง
« เมื่อ: กันยายน 21, 2016, 05:06:11 pm »




    ทุกข์  พ้นทุกข์   


           คำว่า “ไม่ทุกข์” หรือ “พ้นทุกข์” ในการศึกษาธรรมะหมายความว่า จิตใจไม่ดิ้นรนปรุงแต่ง  ที่เราเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ เพราะใจเราไม่ยอมรับธรรมะ มันก็เลยดิ้นรน จะเอาดีหนีร้าย จะเอาสุข หนีทุกข์ อาการดิ้นรนของจิต เรียกว่าเกิดทุกข์ สาเหตุเกิดจากตัณหา ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตัณหาเป็นความทะยานอยากของจิต มันวิ่งหาดี มันหนีร้าย ถ้าได้ดีมา มันไม่วิ่งหนี มันตะครุบเอาไว้ มันอยากเอาไว้ ถ้าไม่ดีมามันวิ่งหนี เกิดการดิ้นรนของจิต ของดีก็แสวงหา ได้แล้วอยากเอาเก็บไว้นานๆ เกิดทุกข์ขึ้นมาชนิดหนึ่ง ของไม่ดีก็ปฏิเสธ อย่ามา พอมาก็เครียด อันหนึ่งเป็น ภวตัณหา อีกอันหนึ่งเป็น  วิภวตัณหา

           เรามีความเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเรา คือ กายกับใจเรานี้มันเป็นตัวดีตัววิเศษ ตัวที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ ตัวที่จะทำให้เรามีความสุข ก็พยายามรักษามัน ประคับประคองมัน ความคิดความเห็นของเราก็ต้องคอยรักษามันนะ ความคิดตัวเองถูกที่สุด ดีที่สุด คนอื่นผิด หรือดีน้อยกว่าเรา เวลาพูดกับใครความเห็นของเราก็เป็นฝ่ายถูกอยู่เรื่อย โกรธกับใคร เราก็เป็นฝ่ายถูก คนอื่นเป็นฝ่ายผิด

            เมื่อเราเข้าใจผิดคิดว่า กายใจนี้เป็นตัวเรา เพื่อให้เรามีความสุข ก็ต้องหา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายที่ดีๆ ที่คิดว่าจะทำให้มีความสุขมาปรนเปรอ ให้ได้ดูรูปสวยๆ ได้ฟังเสียงเพราะๆ  ดมกลิ่นหอมๆ  ลิ้มรสอร่อยๆ  สัมผัสที่อ่อนนุ่มเย็นสบาย นี้เรียกว่ากามตัณหา การแสวงหาวัตถุมาเพื่อให้เรามีความสุข ก็ไม่ต้องไปดูอื่นไกล ดูในบ้านเรา ของที่เต็มบ้านอยู่นั่นแหละ เมื่อมีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้น ก็อยากให้อยู่นานๆ  นั่งสมาธิแล้วจิตสงบ  ดีใจ  อยากให้อยู่นานๆ  อยากให้ได้สภาวะนี้อีก  นั่งวันหลังก็นึกถึงแต่สภาวะนี้แหละ  อยากให้มันได้ อยากให้มันอยู่คงทนถาวร นี้เรียกว่า ภวตัณหา บางอย่างก็ไม่อยากให้มา  มาแล้วทำให้เครียด อยากให้มันหายไปเร็วๆ หนีมัน ปฏิเสธมัน นี้เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหาเหมือนกัน เรียกว่า วิภวตัณหา เกิดทุกข์ชนิดหนึ่งขึ้นมาในใจเรา ทุกข์เพราะไม่ได้ดังใจ

           ในชีวิตเรานี้มีทุกข์เยอะแยะไปหมด ที่เราไม่พ้นทุกข์จริงๆ เพราะเรามัวแต่หนีทุกข์ เลยไม่พ้นทุกข์ คนที่จะพ้นทุกข์ได้ ไม่ใช่เพราะหนีทุกข์เก่ง  แต่เป็นคนที่รู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง คนที่เข้าใจด้วยปัญญาว่า สภาวะทุกอย่าง ทั้งดีและไม่ดี ทั้งสุขและทุกข์ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา  บังคับบัญชาเอาตามใจชอบไม่ได้ เมื่อเข้าใจความจริงเช่นนี้ จิตใจไม่ดิ้นรน ไม่หลงปรุงแต่ง อย่างนี้จะทำให้พ้นทุกข์ พ้นทุกข์นี้ไม่ใช่เพราะหนีทุกข์เก่ง ไปอยู่กับสุขสงบตลอด ไม่ใช่อย่างนั้น เราปฏิบัติธรรม ต้องเข้าใจจุดนี้นะ ต้องมีสัมมาทิฐิมาตั้งแต่ต้น เราปฏิบัติธรรมนี้ไม่ใช่เพื่อหนีอะไร ไม่ใช่หนีสภาวะหนึ่ง ไปเอาอีกสภาวะหนึ่ง ไม่ใช่หนีทุกข์ ไปเอาสุข

          โดยส่วนใหญ่ เราชอบคิดแปลกๆ และมีความเห็นผิดเกี่ยวกับธรรมะ ร่างกายและจิตใจเรา มันเป็นธรรมะทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเลย ฝ่ายดีเรียกว่า กุศลธรรม ฝ่ายไม่ดีเรียกว่าอกุศลธรรม ฝ่ายกลางๆ ทั่วไป ไม่ดี ไม่ชั่ว เรียกว่า อัพยากตธรรม เป็นธรรมะเหมือนกัน เป็นธาตุอย่างหนึ่ง มันเป็นไปอย่างนั้นของมันเอง ถ้าเราเข้าใจธรรมะ เราก็ไม่หลงไปยึด มันก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่เกิดการดิ้นรนขึ้นมาในจิต ดังนั้น จิตใจเราที่มันเป็นทุกข์ขึ้นมา เกิดจากตัณหา ตัณหาเป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จิตใจมันดิ้นรนแสวงหาอยู่ไม่เป็นสุข อย่างจะไปปฏิบัติธรรมที ก็ดิ้นรนเหมือนกัน อยู่ธรรมดาก็ดิ้นอย่างหนึ่ง ปฏิบัติธรรมก็ดิ้นอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์เหมือนกัน แต่ทุกข์คนละแบบ







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 12, 2016, 03:24:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
" ทุกข์ ต่าง ระ ดับ " - อ.สุภีร์ ทุมทอง
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 25, 2016, 05:03:16 pm »




  ทุ ก ข์ ต่ า ง ร ะ ดั บ 



         ทุกข์อย่างที่หนึ่ง ที่เห็นได้ชัดคือ ทุกข์เพราะว่าไม่ได้ดังใจนี่แหละ เราปฏิบัติธรรมนี้เพื่อให้เห็นความจริง  ให้เรารู้จิตใจตามความเป็นจริงลงไปว่า ตอนนี้ใจมันทุกข์ ตอนนี้ใจมันสุข ตอนนี้มันสบาย ตอนนี้มันไม่สบาย มันเท่าเทียมกันแหละ เป็นสิ่งไม่เที่ยงเท่ากัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วก็สลายไปเท่ากัน เมื่อเรายอมรับได้อย่างนี้ ทุกข์เพราะมันไม่ได้ดังใจ มันก็จะน้อยลง และค่อยๆ หมดไปเอง

         ทุกข์อย่างที่สอง ทุกข์เพราะการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ จิตเกิดน้ำหนักขึ้นเพราะเกิดความยึดขันธ์ ๕ จะยึดสิ่งดี ยึดสิ่งไม่ดี เกิดการยึดขึ้นมาก็เกิดความทุกข์ทั้งนั้น ถ้าเห็นเด็กคนหนึ่งเราไม่รู้จัก มันวิ่งไปชนอะไรหรือล้มไปก็ช่างมัน เราไม่ยึดก็ไม่ทุกข์เลย แต่ถ้าเด็กคนนั้นเป็นหลานเรา เรายึดก่อนแล้วว่า เป็นหลานเรา พอวิ่งหกล้ม เราทุกข์เลยนะ นี้มันทุกข์เพราะเกิดการยึดขึ้นก่อน มีน้ำหนักขึ้นมาในจิต เป็นทุกข์ตั้งแต่ยึดว่า เป็นเราเป็นของเราแล้ว ยึดเรื่องไหนก็ทุกข์ทั้งหมด ทุกข์ลักษณะนี้เราต้องปฏิบัติภาวนาไปจึงจะรู้

          ตอนแรกจะรู้แค่ว่า ไม่ได้ดังใจจึงเป็นทุกข์ ถ้าได้ดังใจไม่เป็นทุกข์เป็นสุขดี นี้อย่างหยาบที่สุดแล้วทุกคนก็รู้ทั้งนั้น ส่วนทุกข์อย่างที่ ๒ นี้ต้องมาภาวนา ต้องฝึกฝนตนเอง จะเห็นทุกข์ที่เกิดเพราะความยึด บ้านคนอื่นเราไม่ยึด บ้านเราเรายึด อันนี้เป็นทุกข์แล้วถ้าบ้านคนอื่นไฟไหม้เราไม่เดือดร้อน ถ้าบ้านเราเองไฟไหม้ก็ทุกข์บีบคั้นมาก  เศร้าไปหลายวัน ถ้าแฟนคนอื่นเลิกกันเราก็ไม่เป็นไร แฟนเราเลิกบ้างก็เครียดเลย เศร้าเลย ความจริง มันทุกข์ตั้งแต่ยึดว่าคนนี้เป็นแฟนเราแล้วจะเลิกหรือไม่เลิกก็ทุกข์  เพราะจิตมันยึด มันก่อน้ำหนักขึ้นมาในจิต

          ทุกข์หนัก ๆ ที่เกิดมาเวลาที่ไม่ได้ดังใจ ความจริงก็มาจากความยึดนั่นแหละ ยึดสิ่งนั้นสิ่งนี้อยากให้เป็นดังใจเรานี้เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง  พอไม่ได้เป็นดังใจเราก็เลยเกิดทุกข์ หนักๆ บีบคั้น เกิดความเครียดขึ้นมาในใจเรา ตัณหาความทะยานอยากทำให้เกิดความยึด อยากให้ได้ดังใจเรา ตัวยึดนี้เรียกว่า อุปาทาน ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน เราไม่รู้ทุกข์คือกายกับใจตามความเป็นจริง ก็เกิดตัณหาอยากให้เป็นดังใจ เกิดความยึดมั่นถือมั่นในกายในใจเรา ยึดมั่นถือมั่นมันมาก เห็นว่ามันเป็นตัวดี เป็นตัววิเศษ ตัวที่จะทำให้เรามีความสุข เราจึงหาสิ่งต่างๆ มาปรนเปรอมัน จนมีสิ่งต่างๆ เยอะไปหมด มีรถ มีบ้าน มีสามี มีภรรยา มีลูก ฯลฯ เราแสวงหาสิ่งเหล่านี้ก็เพราะคิดว่าจะทำให้เรามีสุขมีความมั่นคง

          บางคนบอกว่า ฉันรักเธอเหลือเกิน ความจริงแล้วรักตัวเอง คิดว่าคนนั้นจะทำให้เรามีความสุข ไม่ได้รักคนอื่นเท่าไหร่หรอก รักตัวเองมากกว่า อยากให้ตัวเองมีความสุขที่บอกว่ารักลูกเหลือเกิน ก็คือรักตัวเองนั่นแหละ ลูกทำให้เราสบายใจก็ดีใจ รักตัวเองผ่านลูก เราจึงต้องหัดสังเกตความยึดมั่นถือมั่นในใจเราที่ไปหลงยึดว่าเป็นเราเป็นของเราเมื่อเห็นมัน  เราก็จะสามารถรักคนอื่นด้วยเมตตาได้  ไม่อย่างนั้นเราจะเมตตาไม่เป็น เมตตาไม่ออก แผ่เมตตาต่อผีก็เพราะกลัวผีจะหักคอ รักตัวเองก็เลยแผ่เมตตาให้คนอื่น สัพเพ สัตตา...สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์.... อย่างนี้ กลัวงูกัด ก็เลยแผ่เมตตาให้งู ไม่ได้เมตตางูจริงๆ หรอก รักตัวเองทั้งนั้นเลย  เราไม่เข้าใจเรื่องเมตตา  ไม่เข้าใจเรื่องหิริโอตตัปปะ  ไม่เข้าใจเรื่องศีล  เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญาเลยเพราะมีแต่อุปทาน มีแต่ความยึดมั่นถือมั่น ศีลที่รักษาก็กลายเป็นทำเพื่อตัวเอง  ให้ตัวเองได้ไปสุคติโลกสวรรค์ รักตัวเองทั้งนั้น  ไม่ใช่เป็นการฝึกฝนเพื่อให้เกิดปัญญาว่าไม่มีเรา ละความยึดมั่นถือมันไปตามลำดับ

           เราคิดว่า ที่ทำนั้นเป็นกุศลนะ  ถ้าเราศึกษาเรียนรู้กายใจจริงๆ เราจะรู้ว่าเป็นกุศลจริง หรือกุศลหลอก ไม่ใช่กุศลแต่นึกว่าเป็นกุศล  เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำพูด เราต้องศึกษาเรียนรู้ที่จิตใจเราเอง กุศล อกุศลเกิดที่จิต ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุภายนอก  ไม่ใช่อยู่ที่เงินทองหรือเหตุการณ์ที่เรากระทำ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทอดกฐิน ทอดผ้าป่าด้วยเงินจำนวนเท่านั้น อยู่ที่จิตใจเรา กุศลเกิดที่จิต อกุศลก็เกิดที่จิตเหมือนกัน

           ทุกข์อย่างที่สองนี้เป็นทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นโดยเฉพาะกายใจนี้เรายึดที่สุด  สิ่งของข้างนอก เราไม่ค่อยยึดมากเท่าไหร่ ถ้าปฏิบัติภาวนาพอสมควร เราก็จะรู้จักทุกข์ที่เกิดจากการยึด จิตใจเรามีน้ำหนักมากกว่าสิ่งข้างนอก   บางครั้งหนักมาก แน่นหน้าอก บางทีก็มึนหัวเลย เพราะเกิดความยึดขึ้นมา เลยเกิดก้อนทุกข์ขึ้นมาในจิตก่อน วัตถุข้างนอก ต้นไม้ ธรรมชาติต่างๆ ถ้าเราไม่ยึด มองไปแล้ว มันโล่งเบาสบาย แต่ในตัวเรามันมีน้ำหนัก น้ำหนักในจิต ในใจเราคืออุปาทาน ใครยึดมาก  น้ำหนักก็มาก ใครยึดน้อย น้ำหนักก็น้อย ไม่ยึดก็ไม่มีน้ำหนัก จิตใจก็เบาสบาย

           เวลาจิตเป็นกุศลจริง จิตใจจึงเบาสบาย โล่ง ปลอดโปร่ง เพราะไม่มีความยึด ถ้าเราไปทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วยังเกิดน้ำหนักอยู่  คนข้างหน้า เมื่อไรจะไปเสียที ขัดเคืองใจ ไม่สบายใจ เร่าร้อน อย่างนี้เป็นอกุศล กุศลแท้ๆ ต้องมีความเบาสบาย อ่อน คล่องแคล่ว ควรแก่การงาน และตรงต่อสภาวะตามความเป็นจริง เห็นจิตเห็นใจของตนเอง ทุกข์ที่เกิดเพราะความยึดมั่นถือมั่นขันธ์ ๕ นี้ ต้องปฏิบัติภาวนาจึงจะรู้ ยึดเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น  ไม่ว่าได้ดังใจหรือไม่ได้ดังใจก็ตาม ยึดปั๊บก็ทุกข์เลย

          ที่นี้ทุกข์อันสุดท้ายอันที่ ๓ ก็คือกายกับใจเรา ไม่ว่จะถูกยึดหรือไม่ถูกยึด ตัวกายกับใจนี้ มันเป็นตัวทุกข์ ขันธ์ ๕ นี้มันเป็นทุกข์ล้วนๆ เป็นตัวทุกข์โดยธรรมดาธรรมชาติของมัน  ที่เป็นทุกข์โดยความหมายนี้เพราะว่ามันเป็นของว่างเปล่าจากตัวตน ไม่มีตัวตนใด ๆ ในขันธ์ ๕ เป็นเพียงสิ่งที่อิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นคราวๆ แล้วก็แตกสลายไป เมื่อเกิดขึ้นก็มีปรากฏการณ์ให้เราเห็น  ให้เรารู้สึกสบายใจไม่สบายใจ  เฉยๆ อันนี้เป็นเวทนา เป็นของลมๆ แล้งๆ จะหวังให้มันคงทนถาวร เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่ใจเราต้องการ มันทำไม่ได้ เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ หมดเหตุก็สลายตัวไป คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่มีตัวตนถาวรอะไรเลย

          จิตที่เป็นกุศลมีเหตุก็เกิดขึ้น มีเหตุปรุงแต่งจิต ทำให้จิตใจเบาสบาย ปลอดโปร่ง มีความสุข มีปีติ แล้วก็สลายตัวไป ตอนมันเกิดขึ้นก็ดูเหมือนมีจริงๆ แต่มีอยู่ชั่วขณะ แล้วก็สลายไปสู่ความไม่มี อย่างเวลาความโกรธเกิดขึ้น เรารู้สึกว่าโกรธมีจริง เขามาว่าเรา เราโกรธ แต่พอหมดเหตุแล้วมันก็สลายตัวไป ไม่เหลืออะไรเลย เหมือนรุ้งกินน้ำ รุ้งกินน้ำมีขึ้น เมื่อมันมีเหตุ หลังฝนตกใหม่ๆ มีละอองน้ำพอสมควร มีแสงแดดอ่อนๆ เหตุพร้อมมันก็เกิดรุ้งกินน้ำขึ้นมา มีจริงด้วยถ่ายรูปเอาไว้ก็ได้ แต่พอหมดเหตุ รุ้งกินน้ำก็หายไป เหลือแต่ท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

          ขันธ์ ๕ เป็นสิ่งว่างเปล่า มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเลย  สิ่งใหม่มีเหตุก็เกิดขึ้น  เป็นกระแสของความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง ไม่หยุดหย่อน เหมือนมีจริงแต่ไม่มีจริง ไม่มีสิ่งใดที่เราจะพึ่งพิงถาวรได้  แต่เราไม่รู้ความจริงก็เลยไปยึด ยึดสิ่งที่มีเหตุเกิดขึ้นเป็นคราวๆ เรายึดปรากฏการณ์ชั่วขณะว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา ตัวเราที่หลงไปยึดมั่นนี่นะเป็นตัวตนปลอม  เป็นของปลอมที่จิตหลงสร้างขึ้นมาเองสิ่งที่ไม่มีจริง  สิ่งหรอกลวงอันนี้เรียกว่า อัตตวาท อัตตะแปลว่าตัวตน วาทะ แปลว่าคิดขึ้นเอง เป็นความเห็นที่คิดเอาเองอัตตวาทคือตัวตนปลอม  ตัวตนที่หลงปรุงแต่งขึ้นมาเองไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

          ความจริง มีแต่ธาตุ มีแต่ขันธ์ที่ปรุงแต่งกันขึ้น ซึ่งเป็นทุกข์ล้วนๆ ไม่มีตัวสุข ตัวดี ตัววิเศษอะไรเลย มีแต่ธรรมะที่เป็นไปอย่างนั้นเอง มีแต่ธรรมะคือกายกับใจเท่านั้นที่มันเกิด มีแต่ธรรมะเท่านั้นที่มันแก่ เจ็บ และตายไป มีแต่กายกับใจที่เป็นทุกข์เท่านั้น ไม่มีเราเกิด ไม่มีเด็กคนไหนเกิด ไม่มีผู้ชายเกิด ไม่มีผู้หญิงเกิด ทุกข์ที่ลึกที่สุดก็คืออันนี้ (กายใจหรือขันธ์ ๕) ถ้าใครรู้ทุกข์อันนี้อย่างแจ่มแจ้งทั้งหมด ตัณหาความทะยานอยากของจิตก็หมดที่ตั้ง ก็จะหมดความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง

          ที่เราศึกษาธรรมะก็เพื่อรู้จักทุกข์ทั้ง ๓ อย่างนี้ให้มันแจ่มแจ้ง  เกิดปัญญาไปตามลำดับ แล้วก็จะค่อยๆ ละทุกข์ไปตามลำดับ ละทุกข์เพราะไม่ได้ดังใจ ละทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์  เมื่อละทุกข์เหล่านี้ได้ทั้งหมด ทุกข์คือกายกับใจ คือขันธ์ ๕ ก็ทำงานของมันไป ขันธ์ยังทำงานตามปกติ แต่จิตใจไม่ทุกข์ อยู่เหนือโลก อยู่เหนือขันธ์ เหนือการปรุงแต่ง คือผู้ที่เป็นพระอรหันต์นั่นเอง ปล่อยวางกาย ปล่อยวางใจ ปล่อยวางขันธ์ ๕ แล้ว ไม่หยิบฉวยขันธ์ ๕ ใดๆ ขึ้นมาให้หนักอีกต่อไป ไม่เกิดน้ำหนักขึ้นมาในจิต ไม่เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต

          เราทั้งหลายโดยทั่วไปไม่ปล่อยวางขันธ์ มีอะไรนิด อะไรหน่อยก็หยิบขึ้นมาอยู่เรื่อย  ตื่นเช้าขึ้นมาก็หยิบ  หยิบตามตัณหา  ตัณหาบอกว่าให้ไปทำนั่นทำนี่  ให้พูดกับคนนี้อย่างนี้ๆ  เราก็ทำไปตามที่ตัณหามันสั่ง  เหนื่อยแล้วก็สลบ ตอนเย็นนอนหลับไป   ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปแสวงหาต่อ สลบก็ไปนอน มีอยู่เท่านี้ วนเวียนเป็นวงกลม เรียกว่าวัฏฏะทุกข์ เรามัวแต่หนีทุกข์ มัวแต่แสวงหาสุข จับนั่น ฉวยนี่ ด้วยหวังว่าจะมีความสุข ก็เลยทุกข์วนเวียน ไม่พ้นจากทุกข์เสียที





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 12, 2016, 04:12:15 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
" รู้ทุกข์ ละตัณหา " - อ.สุภีร์ ทุมทอง
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2016, 10:22:58 am »




    รู้ ทุ ก ข์
         ล ะ ตั ณ ห า
 



          ทุกข์มีอยู่ ๓ ระดับอย่างนี้แหละ เรามัวแต่หนี หนีทุกข์อย่างหนึ่ง ไปเอาทุกข์อีกอย่างหนึ่ง จึงไม่พ้นทุกข์จริง วีธีการจะพ้นทุกข์ต้องรู้ทุกข์ให้แจ่มแจ้ง คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ท่านให้เรารู้ทุกข์ ไม่มีคนคิดถึงเรื่องรู้ทุกข์เลย เพราะมัวแต่หนีเหมือนคนเราทั่วไปปกติจะไม่คิดว่าถ้าทุกข์เกิดขึ้นแล้วจะดูมันทำความเข้าใจมันให้แจ่มแจ้งมีแต่คนคิดว่าถ้าทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ฉันจะหนีลูกเดียว จะหนีทุกข์ จะเอาสุข สุขแล้วก็สบายใจ ทุกข์ใหม่ก็หนีอีก  ใครๆ ก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครจะหนีเก่งกว่ากัน คนไหนหนีเก่งก็เอามาคุยกันว่า ฉันนั่งได้นาน สงบนิ่งได้นาน ไม่ฟุ้งซ่านเลย บางคนก็มาสอบถามหาวิธีนะ  อาจารย์นั่งยังไงจึงจะไม่ปวดหลังทำยังไงจะนั่งได้นานๆ แทนที่จะรู้ทุกข์คือกายกับใจตามความเป็นจริงว่า มันเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนันตา กลับไปหาวิธีนั่งให้ได้นานๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ปวดหลัง นั่งนานก็ต้องปวด เพราะไม่ได้เป็นคนพิการ มันเป็นธรรมดาของมัน นั่งนานมันก็ปวด พอเปลี่ยนอิริยาบถหน่อยก็หาย เป็นเรื่องปกติ หรือบางครั้งเราอดทนสู้นั่งต่อไปอีกหน่อย จิตมีสมาธิดี มันก็หายปวดได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยของมัน บางคนเดินไปเดินมาก็ง่วงนอน อาจารย์ทำอย่างไรจะหายง่วง มันก็หลายวิธี ล้างหน้า เดินเร็วๆ บิดตัว ฯลฯ อะไรก็ทำไป ถ้าไม่ไหวก็ไปนอน เราไม่ได้รังเกียจความง่วงนะ เราฝึกสติสัมปชัญญะ ดูกายดูใจเท่านั้นเอง ไม่ใช่ต้องอดหลับ อดนอน ห้ามง่วง ไม่ใช่ไปทำอะไรประหลาดๆ อย่างนั้น

          นักปฏิบัติธรรมก็คิดประหลาดๆ เยอะ เพราะคิดว่าธรรมะเป็นอะไรที่ประหลาด ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรม เราต้องปรับความเห็น ปรับทิฐิให้เป็นสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ คือการย้อนกลับมาดูกายดูใจของเรา  ให้เกิดปัญญาเห็นว่า กายใจเรานี้มันเป็นทุกข์เป็นทุกขอริยสัจถ้าไม่รู้กายไม่รู้ใจก็เกิดการยึดขึ้นจะเกิดทุกข์อีกชนิดหนึ่งเมื่อไม่ได้ดังใจก็เป็นทุกข์อีกชนิดหนึ่งทำให้เกิดทุกข์หนักขึ้นมาเรื่อยๆ  ปุถุชนทั้งหลายก็มีกันครบถ้วน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นไป ทุกข์ที่เกิดเพราะไม่ได้ดังใจก็ค่อยๆ หายไป จะเห็นทุกข์ที่เกิดจากการยึด จนมีปัญญาสมบูรณ์ รู้กายรู้ใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกเลย จิตใจก็ถึงการพ้นทุกข์ได้จริง ทุกข์คือกายกับใจ อันแยกย่อยเป็นขันธ์ ๕ ก็ทำงานทำหน้าที่ของมันไป  แต่จิตใจไม่เกิดทุกข์

          กายกับใจมันทำงานได้เอง กายมันทำเองของมันได้อย่างไร  เราไม่ต้องสั่งให้มันหายใจนะ  มันหายใจเข้าหายใจออก  จนเราโตมาขนาดนี้ ไม่ต้องบอกว่า หายใจเข้าออกซิเจนเท่านี้นะ จึงจะเลี้ยงหัวใจได้  ไม่ต้องบอกมัน มันทำเอง กายมันทำงานของมันเอง ทานอาหารลงไปมันก็ย่อยของมันเอง ทำหน้าที่ของมันเอง ถ้าหิว ร่างกายไม่ไหว มันก็แสดงอาการบอก เราก็กินอาหารเข้าไป กายทำงานของมันเอง เวทนาก็ทำงานของมันได้เอง   ถ้าไปชนของแข็งเข้า รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเลย ก็ปกติของมัน ถ้าไม่ชนก็ไม่ปวด นั่งนานมันก็ปวด  เรื่องปกติ มันเกิดตามเหตุปัจจัย ประสาทกายดีอยู่ไม่ได้เป็นอัมพาต ก็ต้องปวดตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง ปวดมาก บ้างน้อยบ้าง นี้เป็นเวทนาทางกาย ทางใจก็รู้สึกสบายบ้าง ไม่สบายบ้าง เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ที่มากระทบ

          สัญญาก็ทำงานได้เอง เรามองเห็น เราจำได้ว่า สิ่งนี้เรียกว่าแก้ว  รู้ว่าเป็นน้ำ  รู้ว่าน้ำใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างสัญญาผุดความจำเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ขึ้นมา เป็นเรื่องปกติของมัน เราไม่ต้องบอก สัญญาจำเอาไว้แล้วมันก็ผุดขึ้นมาเองเราสามารถอ่านหนังสือได้  พูดกันรู้เรื่องด้วยภาษาต่างๆ เหล่านี้ ก็เนื่องจากสัญญาจดจำเอาไว้ หมายรู้เอาไว้ สังขารก็ปรุงแต่งให้จิตเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง โลภ โกรธ หลง เมตตากรุณา สติปัญญา ฯลฯ  เหล่านี้เป็นสังขาร

          เรารับรู้โลกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง จำได้หมายรู้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ต่อจากนั้นก็ปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  ให้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ มีเรา มีของเรา เยอะแยะมากมายแล้วเราก็หลงไปตามโลกที่ตัวเองปรุงแต่งขึ้น วิญญาณเป็นประธานในการรับรู้ เดี๋ยวไปเห็น เดี๋ยวไปคิดทางใจ เดี๋ยวไปได้ยิน เดี๋ยวไปคิดทางใจ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ก็คิด คิดไปทั่วคิดไปเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง คิดไม่หยุด  บังคับให้คิดแต่เรื่องที่ดีก็ไม่ได้  คิดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นธรรมชาติของจิต จิตทำงานได้เองของมัน

          บางคนไปนั้งสมาธิจะทำประหลาดก็มี ทำยังไงจะไม่คิด คิดมากเหลือเกิน ฟุ้งซ่าน อยากจะหยุดคิดก็เลยเครียดที่เกิดความเครียดเพราะไม่อยากจะคิด  ไม่ได้ดังใจก็เลยเครียด ถ้าคิดแล้วเรารู้ว่าจิตมันคิด  เป็นธรรมชาติของจิตยอมรับมันตามความเป็นจริง ก็ไม่เครียดอะไร พระอรหันต์ก็คิดเหมือนกัน  ไม่ใช่พอเป็นพระอรหันต์แล้วหยุดคิดหมดไม่ใช่อย่างนั้นนะ  พระอรหันต์ก็ยังคิดได้ ยังพูดได้ แสดงธรรมได้ แต่ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็เลยไม่เครียดอะไร

            ที่เราปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้รู้เท่าทันขันธ์ ๕ รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันใจ ตามความเป็นจริง เมื่อเกิดปัญญา ก็ค่อยละความเห็นผิด  ละความยึดมั่นถือมั่นไปตามลำดับทุกข์ต่างๆ ก็จะน้อยลง  ที่ทุกข์น้อยลงก็เพราะจิตใจมันไม่ดิ้นรน ไม่ดิ้นรนก็ไม่ทุกข์ ที่ทุกข์เพราะจิตใจดิ้นรนปรุงแต่งขวนขวาย แสวงหาไม่เคยสิ้นสุด  ที่เราต้องย้อนกลับมาเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ก็เพื่อให้เกิดความรู้ พอเกิดความรู้เราก็ไม่หลง ไม่ดิ้นรน เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ดีก็ไม่เที่ยงสิ่งที่ไม่ดีก็ไม่เที่ยงสุขไม่เที่ยงทุกข์ไม่เที่ยงเราก็เลยดิ้นรน สิ่งที่ดีก็อยากให้อยู่นานๆ อยากจะเอามาให้ค่ามันเป็นบวก สิ่งที่ไม่ดี อยากจะหนีมัน ไม่อยากให้มาให้ค่ามันเป็นลบ  เกิดการดิ้นรนของจิตจนเป็นทุกข์ ความอยากนั่นเอง ทำให้เกิดทุกข์ สมุทัยทำให้เกิดทุกข์  ในหลักของอริยสัจนั่นเอง

            ทุกข์คือกายกับใจของเรานี้ เรามีหน้าที่รู้ให้แจ่มแจ้งทุกข์เป็นปริญเญยยธรรม ธรรมะที่ควรรอบรู้ให้แจ่มแจ้งไม่ใช่ไปดัดแปลง ไม่ใช่ไปหนี ไม่ใช่ปฏิเสธมัน ไม่ใช่อย่างนั้นทุกข์นี้เอาไว้รู้ ให้รู้ ให้ดู ให้เห็นมันจนแจ่มแจ้ง กายใจเราที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี่แหละ ต้องรู้ ให้จิตยอมรับความจริง

            สิ่งที่เราต้องละคือตัณหา ละตัณหาไม่ใช่ละทุกข์ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงทุกข์ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ดูกันที่เดินจงกรมเก่ง ไม่ใช่นั่งได้นาน วัดกันที่การมีปัญญาการรู้ความจริง การละความเห็นผิด ละความยึดมั่นถือมั่นละกิเลสก็ละได้ด้วยปัญญานะ การจะมีปัญญาก็ต้องมีสมาธิจะมีสมาธิก็ต้องมีศีล  จะมีศีลก็ต้องฝึกฝนปฏิบัติภาวนาฝึกสติสัมปชัญญะมาตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเกี่ยวข้องกันอย่างนี้





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2018, 07:37:48 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
" ดู ทุ ก ข์ เ ป็ น สุ ข " - อ.สุภีร์ ทุมทอง
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2016, 02:48:04 pm »




    ดู ทุ ก ข์ เ ป็ น สุ ข     




           ในหลักของการปฏิบัติ ทุกข์ให้รู้ ให้ดูเฉยๆ เราพูดถึงแต่เรื่องทุกข์ เรารู้ทุกข์ แต่ตัวเราผู้รู้ จะมีความสุขมากขึ้นไปเรื่อยๆ  ที่มีความสุขมากขึ้นเพราะไม่ทุกข์นั่นเอง ที่มันไม่สุขเพราะว่าเราดิ้นรน  พอไม่ได้ดังใจ  ใจก็ดิ้นรนบีบคั้นใจจนเป็นทุกข์  ที่นี้ เมื่อเรารู้ทัน เราไม่ทุกข์ ก็เป็นสุข สุขมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้ว ความสุขความสงบเป็นธรรมชาติของจิต จิตมันมีความสุข เบิกบาน ผ่องใสอยู่แล้วเป็นธรรมชาติของมัน  แต่ความทุกข์ที่เข้ามานี้  เป็นสิ่งแปลกปลอม  กิเลสต่างๆ  ที่เข้ามาก็เป็นสิ่งแปลกปลอมเราไปยึดสิ่งแปลกปลอมนี้เป็นจริงเป็นจังเลยเป็นทุกข์ซ้อนธรรมชาติของจิตนั้น มีความสะอาด ผ่องใส เบิกบาน แต่เราไม่เห็นเพราะมัวแต่หลง มัวแต่ปรุงแต่งไปตามกิเลสที่จรมาแล้วก็เป็นทุกข์

          หากเราปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง จะมีความสุข เมื่อจิตใจมีศีล  ไม่เห็นแก่ตัวมากนัก ไม่เดือดร้อนใจ มีจิตใจ เมตตาเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย  เดินไปไหนก็มีความรู้สึกเป็นเพื่อนเป็นมิตรกับคนอื่น  สามารถให้อะไรได้ก็ให้ เสียสละออกไป ใครทำอะไรไม่ถูกใจพร้อมจะให้อภัยอยู่เสมอ อย่างนี้ จิตใจเราดีงาม มีศีล ก็มีความสุขระดับหนึ่ง โดยส่วนใหญ่เราชอบไปติชาวบ้าน มีความไม่พอใจอะไรเยอะไปหมด แค่คนเดินไม่สวยหรือเดินช้าหน่อยก็ไม่พอใจแล้ว   เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ขวางหูขวางตาอยู่เรื่อย   ให้เราดูจิตใจตัวเอง   เราจะเห็นความยินร้ายในใจเยอะ  ไม่พอใจ  ขัดเคือง  กลัว  อิจฉาเขา  ความยินดีก็มีมาก สิ่งไหนที่น่าพอใจเราก็ยินดี พอใจ

          เมื่อศึกษาเรียนรู้จิตใจตัวเอง  เราก็จะเห็นว่า ตัวเรานั้นเป็นวายร้ายทีเดียว มีแต่กิเลสเยอะเหลือเกิน  จิตใจที่เป็นกุศลเกิดขึ้นน้อยมาก  และตัวเรานั่นเองเป็นผู้ทำให้เราเป็นทุกข์  ไม่ใช่คนอื่นหรือสถานการณ์ภายนอกเลย  คนอื่นหรือสถานการณ์อะไรต่างๆ  ทำให้เราเป็นทุกข์ไม่ได้หรอกมีแต่เรานั่นแหละเป็นคนทำเอง  คนอื่นด่า  เราจะโกรธหรือไม่โกรธก็ได้  เรามีปัญญาก็จะรู้ว่า โกรธไม่มีประโยชน์อะไรมีแต่ความเร่าร้อน ทำให้ตนเองเดือนร้อนและทำให้คนอื่นเดือดร้อน จิตฉลาด จิตก็ไม่โกรธ เพราะโกรธแล้วมันเป็นทุกข์ไม่ใช่ว่า คนด่าแล้วเราจำเป็นจะต้องโกรธ ไม่ใช่อย่างนั้น

            ที่เราฝึกฝนก็เพื่อให้จิตฉลาด ความฉลาดที่เกิดขึ้นในจิตนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา การตามรู้กายตามรู้ใจ  จิตฉลาดได้เองนะ กายใจเราเป็นทุกข์ เราก็ดูลงไปบ่อยๆ เห็นว่า มันเป็นทุกข์ ก็เลิกยึดมั่นถือมั่น  เมื่อจิตฉลาด เกิดปัญญาแล้ว ต่อไปเราบอกว่า จิตเอ๋ยช่วยไปยึดหน่อย มันก็ไม่ทำตามเพราะรู้แล้วว่า  ยึดก็เป็นทุกข์เปล่าๆ อย่างนี้เรียกว่าจิตฉลาด จิตมีปัญญา แต่ถ้าจิตยังไม่ฉลาดนะ บอกว่า อย่าคิดมากนะ เดี๋ยวจะเป็นทุกข์ มันก็คิดจนเป็นทุกข์ นั่งอยู่เฉยๆ ไม่อยากคิด มันคิด คิดสะเปะสะปะไปทั่ว หยุดไม่ได้ สักหน่อยก็เป็นทุกข์เพราะความคิดตัวเอง  นี่เพราะเราไม่ได้ฝึกจิตใจของตนเอง จิตไม่สบาย ไม่ปลอดโปร่ง ไม่อ่อนโยน ไม่ควรต่อการนำไปใช้งาน








ที่มา : จากหนังสือ " เริ่มต้นภาวนา "
โดย อาจารย์สุภีร์   ทุมทอง


:) คลิกดาวน์โหลดได้ที่ ===> http://www.ajsupee.com/document/pdf/books/begintosee.pdf


เว็บไซต์อาจารย์สุภีร์  ทุมทอง   http://www.ajsupee.com/2016/index.php
http://www.ajsupee.com/2016/viewbook.php?viewid=375

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 30, 2017, 11:09:51 am โดย ยาใจ »