น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล (อ่าน 5033 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
เมื่อ:
มกราคม 26, 2017, 01:16:17 pm »
ความสุขอันประเสริฐ
ความดี ความจริง ความสุข
พวกเราทั้งหลายย่อมปรารถนาชีวิตที่ดีงาม
ชีวิตที่ดีงามหมายความว่าอย่างไร ในทางพระพุทธศาสนา ชีวิตที่ดีงามก็หมายถึงชีวิตที่ได้ทำความดี ได้เห็นความจริง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือมีความสุข การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา หรือการปฏิบัติตามแนวอริยมรรคมีองค์แปด ถึงที่สุดแล้วก็เพื่อการสร้างสรรค์ชีวิตให้เปี่ยมด้วยความดี ด้วยกาย วาจาและใจ ได้เห็นความจริงซึ่งส่งผลมาเป็นความสุข
ความดี
ความจริงและความสุขเป็นสามสิ่งที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันมาก และช่วยหล่อเลี้ยงเกื้อกูลกัน ผลของการทำความดีก็คือความสุข และความสุขก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ทำความดีได้อย่างมั่นคง ไม่ท้อแท้ท้อถอยง่ายๆ การทำความดีนั้นย่อมเป็นพื้นฐานหรือเตรียมความพร้อมให้จิตได้เห็นความจริง และเมื่อจิตได้เห็นความจริงคือเกิดปัญญา ผลที่เกิดตามมาก็คือความสุข ในเวลาเดียวกันความสุขเครื่องหล่อเลี้ยงให้การเข้าถึงความจริงนั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องแม้มีอุปสรรคก็ไม่ท้อถอย แม้กระทั่งการเจริญจิตภาวนาก็ต้องมีความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง หาไม่แล้วชีวิตจิตใจก็จะแห้งแล้ง
การทำความดีหรือการเจริญปัญญาสามารถจะทำให้จิตใจเหี่ยวแห้งหรือแห้งแล้งได้หากว่าขาดความสุข
แต่ความสุขก็ไม่อาจแยกขาดจากความดีและความจริงได้ เพราะถ้าว่าเราไม่ทำความดี เราจะพบความสุขได้อย่างไร และถ้าเราต้องการเข้าถึงความสุขอย่างแท้จริงก็ต้องเห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้งโดยเฉพาะความจริงที่เกี่ยวกับกายและใจ เห็นความจริงแจ่มแจ้งในไตรลักษณ์ ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ปรารถนาความสุขกันทั้งนั้น
แต่การที่คนเราจะเข้าถึงความสุขได้ ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ความสุขมีหลาย ระดับ หลายประเภท ความสุขที่อิงวัตถุเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้จักและแสวงหาแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่รู้จักก็ว่าได้แต่แท้จริงแล้วก็ยังมีความสุขที่ไม่อิงวัตถุเรียกว่านิรามิสสุข เป็นความสุขที่เกิดจากใจที่สงบ ถ้าสงบอย่างยิ่งก็เรียกว่าญานสุข ซึ่งยังเป็นสุขของปุถุชน แต่ว่าสุขที่ยิ่งกว่านั้นที่ไม่อิงวัตถุก็มีอยู่ เป็นสุขที่เกิดจากใจที่สว่างด้วยปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงหรือเห็นความจริงของชีวิตอย่างทั่วถึง
*----------------------------------------------------------------------------------------------------*
ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลเป็นอย่างสูงค่ะ
ขอบคุณและอนุโมทนา
"ชมรมธรรมจริยะ" คุณพี่ศศิวรรณ เตชะกฤตธีรนันท์ด้วยค่ะ
ข้อมูลจากหนังสือ
"เกิดมาทั้งทีต้องมีวิชาชีวิต"
โดย
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2018, 08:11:08 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #1 เมื่อ:
มกราคม 27, 2017, 05:01:34 pm »
กามสุข และโทษของกามสุข
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าคนเราส่วนใหญ่รู้จักแต่ความสุขชนิดเดียวและมุ่งแสวงหาความสุขชนิดนั้นกันมาก
นั่นคือความสุขที่เกิดจากสัมผัสทางตา หู จมูล ลิ้น กาย เรียกง่ายๆ ว่า ความสุขทางวัตถุหรือความสุขทางเนื้อหนัง พระพุทธศาสนาเรียกความสุขชนิดนี้ว่า กามสุข
กามสุขเป็นยอดปรารถนาของผู้คน
แม้กระทั่งชาวพุทธจำนวนมากเวลาทำบุญก็มักจะอธิษฐานขอให้ได้ความสุขชนิดนั้นเช่นขอให้ร่ำรวยขอให้มั่งมี ขอให้เจริญด้วยยศทรัพย์ แต่ความสุขชนิดนี้เป็นที่ปรารถนาจริงหรือ?
จากมุมมองของชาวพุทธ
กามสุขเป็นความสุขก็จริงอยู่ แต่เป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเหมือนกับไฟที่จุดโดยใช้หญ้าและไม้เป็นเชื้อ มันให้แสงสว่างก็จริง แต่เป็นแสงสว่างที่ไม่แจ่มแจ้งหรือนวลตาเพราะว่ามันเจือไปด้วยควัน และควันนี้ก็ระคายเคืองตา หายใจเข้าไปก็สำลักได้ อันนี้เรียกว่าเป็นโทษที่เกิดควบคู่กับประโยชน์ของไฟที่มีหญ้าเป็นเชื้อ กามสุขเปรียบได้เช่นนั้น คือแม้ว่ามันจะให้ความสุขแก่ผู้เสพแต่ก็ทำให้เกิดความทุกข์แก่เจ้าตัวอยู่ไม่น้อย
บางครั้งพระองค์ทรงเปรียบกามสุขเหมือนการจุดคบเพลิงที่ทำด้วยหญ้าแล้วเดินถือทวนลม
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาไม่ใช่เพียงแค่ควันที่ระคายเคืองตา แต่ไฟนั้นยังสามารถลามไหม้ ถ้าไม่รีบปล่อยไม่รีบวางก็จะไหม้ทั้งมือทั้งแขนได้ พระองค์เปรียบเทียบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่ากามสุขหรือสุขจากวัตถุ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เงินหรือทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งที่เจือไปด้วยความทุกข์
ทุกข์ของกามสุขนั้นมีหลายอย่างหลายลักษณะ
ประการแรกก็คือมันไม่ให้ความสุขที่ยั่งยืน ตอนที่เราได้มาใหม่ๆ ก็มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ บ้าน เงินทอง หรือแม้แต่คนรัก แต่ไม่นานมันก็เริ่มจืดจางทำให้เกิดความอยากที่จะหาใหม่ หรือหาให้มากขึ้น ทันทีที่เกิดความอยากขึ้นมาก็เป็นทุกข์แล้ว เพราะปกติเรามักจะอยากได้สิ่งที่เรายังไม่มีหรือยังไม่ได้มาเพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความอยากก็เกิดความทุกข์เผาลนจิตใจเนื่องจากยังไม่ได้สิ่งที่อยาก ขณะเดียวกันเมื่อต้องดิ้นรนเพื่อที่จะได้สิ่งนั้นมา ก็ต้องเหน็ดเหนื่อย
หลายครั้งเราเหน็ดเหนื่อยเพราะเราต้องแย่งชิงกับคนอื่น
เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีจำกัด แต่คนที่อยากได้มีมากมาย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ เพราะฉะนั้นก็ย่อมเกิดการแข่งขันแย่งชิงและต่อสู้กัน หรือใช้อุบายต่างๆ ถึงขั้นที่ต้องคดโกงทำผิดกฎหมายหรือทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมซึ่งก็นำไปสู่ความทุกข์ที่ทับทวีขึ้น
สมมุติว่าเราได้มาแล้วก็ต้องเหนื่อยกับการที่ต้องรักษาเพราะว่าคนอื่นก็อยากจะแย่งชิงจากเราไป
บางอย่างอาจจะรักษาได้นานหน่อยเช่นทรัพย์สมบัติ แต่บางอย่างก็รักษาได้ไม่นานเช่น ตำแหน่ง หรือฐานะ หรืออำนาจ เพราะมีวาระที่จะต้องเปิดทางให้คนอื่น การที่เราต้องพยายามรักษามันไว้ด้วยความหวงแหนก็ทำให้เหนื่อยและเป็นทุกข์ ยิ่งถ้าหากรักษาไม่ได้ก็เกิดความเศร้าเสียใจ คับแค้นใจ ยังไม่ต้องพูดถึงตอนที่ดิ้นรนแสวงหามาถ้าไม่ได้มาก็ทุกข์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นความทุกข์จึงเกิดขึ้นแทบจะในทุกขั้นตอนของการแสวงหาและได้มาจนถึงในยามที่ต้องพลัดพราก
การพลัดพรากนั้นมีสองแบบคือ
จากเป็นกับจากตาย จากตายก็หมายความว่าเมื่อเราต้องตายเราก็ต้องสูญเสียสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ถึงยังไม่ตายก็อาจจะต้องสูญเสียสิ่งนั้นๆ ไปเพราะมีคนแย่งชิงไปหรือว่ามันครบวาระที่จะต้องมอบคืนให้แก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นความสุขแบบนี้จึงนำมาซึ่งความทุกข์และอาจจะนำไปสู่การผิดศีลผิดธรรมได้ ดังที่เราทราบอยู่ปัจจุบันเมืองไทยมีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น การลักขโมยอาชญากรรม รวมทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าผู้คนล้วนแต่ลุ่มหลงในกามสุขต่างก็ปรารถนาความสุขประเภทนี้จนมองไม่เห็นว่ามันมีโทษอย่างไรบ้าง
มีอุปมาอุปไมยอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ที่ให้ข้อคิดได้เด่นชัดมากนั่นคือ
คนที่เป็นโรคเรื้อน ซึ่งมีแผลตามตัว มีหมู่หนอนชอนไช และเป็นธรรมดาเมื่อเป็นโรคเรื้อนก็อยากเกาหรือไม่ก็ย่างกายให้ร้อน เมื่อเกาปากแผลก็เกิดความสุข ชาวบ้านเรียกว่า “มัน” ยิ่งเกายิ่งมัน แต่ว่าความมันหรือความสุขนั้นเกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียว เพราะว่าพอเลิกเกา มันก็คันอีก ทำให้อยากเกาอีก และอาจจะต้องเกาแรงขึ้น แรงขึ้น ใช่แต่เท่านั้นยิ่งเกาหนังก็ยิ่งถลอก แผลยิ่งเปิด ปากแผลก็ยิ่งสกปรก มีกลิ่นเหม็นและเน่าเฟะยิ่งขึ้น ความสุขที่ได้จากการเกาจึงเป็นความสุขชั่วคราวแต่ตามมาด้วยความทุกข์ ทุกข์เพราะอยากเกาอีกเนื่องจากรู้สึกคันมากขึ้นแต่ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน และยิ่งคันก็ทำให้ยิ่งอยากเกา ยิ่งเกาแผลก็ยิ่งเปิด อาการหนักมากขึ้น อุปมานี้ท่านเปรียบได้ดังคนที่เสพกามสุข สิ่งที่ได้คือ สุขชั่วคราว แต่ทุกข์ยาวนาน
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 24, 2017, 03:55:30 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #2 เมื่อ:
มกราคม 30, 2017, 06:08:33 pm »
การหลุดพ้นจากกามสุข
เมื่อได้ตระหนักถึงโทษของกามสุขแล้ว
มาดูกันว่าเราจะหลุดพ้นจากสุขชนิดนี้ หรือว่าเป็นอิสระจากมันได้อย่างไร คำตอบก็คือเราไม่สามารถจะหนีจากมันได้เลยถ้าหากว่าเราไม่มีความสุขอย่างอื่น ทีดีกว่าเข้ามาแทนที่ เหมือนกับคนที่ติดเหล้าติดบุหรี่ จะไม่มีวันเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ตราบใดที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหรือค้นพบความสุขที่ดีกว่า ที่จริงเพียงแค่ได้พบความโปร่งโล่งสุขสบายจากการไม่ติดเหล้าติดบุหรี่ อันนั้นก็เป็นความสุขมากพอที่จะทำให้เลิกอบายมุขเหล่านั้นได้ หรือถ้าได้พบกับความสุขมากพอที่จะทำให้เลิกอบายมุขเหล่านั้นได้ หรือถ้าได้พบกับความสุขที่เกิดจากผู้คนแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเห็นอกเห็นใจมีน้ำใจไมตรีก็ช่วยให้เลิกเหล้าเลิกบุหรี่หรืออบายมุขต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
ในประเทศตะวันตก
มีการจัดตั้งกลุ่มช่วยเหลือผู้ติดเหล้า บางท่านอาจจะรู้จักดี คือ
Alcoholic Anonymous (AA)
วิธีการของเขาในการเยียวยาผู้คนให้เลิกจากการติดเหล้า ไม่ได้มีอะไรมาก คือ การเข้ามาอยู่ในกลุ่มและมาพบปะพูดคุยกันเป็นประจำ มีการปรับทุกข์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน ทำให้สมาชิกมีความสุข ความสุขจากมิตรภาพเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นก็สามารถจะมาทดแทนความสุขที่เกิดจากเหล้าหรือสุราได้
แต่มีบางคนเลิกเหล้าได้เพราะว่าพบสุขจากสมาธิ แต่มีบางคนเลิกเหล้าได้เพราะว่าพบสุขจากสมาธิ
มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งมีคนมากราบหลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ ที่วัดสะแก อยุธยา ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะมากราบท่าน แต่ว่าเพื่อนชวนมาหาหลวงปู่ดู่ ซึ่งปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้ว ผู้ชายคนนี้ติดเหล้า เพื่อนจึงชวนให้สมาทานศีล ๕ พร้อมกับหัดทำสมาธิภาวนา แต่เขาปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ยังกินเหล้าเมายาอยู่ จะสมาทานศีลและทำสมาธิได้อย่างไร หลวงปู่ดู่จึงตอบว่า “เอ็งจะกินก็กินไปสิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้าวันละห้านาทีก็พอ” ชายผู้นั้นคงเห็นว่าว่าห้านาทีไม่มาก จึงรับปากหลวงปู่ดู่
เนื่องจากเขาเป็นคนที่ตั้งใจจริง
เมื่อรับปากหลวงพ่อไปแล้วก็นั่งสมาธิสม่ำเสมอทุกวัน ที่แรกก็นั่งแค่ห้านาที พอได้พบกับความสงบก็เลยนั่งนานขึ้น แต่ยังกินเหล้าอยู่นะ ทำสมาธิเสร็จก็ไปกินเหล้า แต่บางวันก็งดกินเหล้าเพราะได้เวลานั่งสมาธิพอดี ตอนนี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่าสมาธิสำคัญกว่าการกินเหล้า ในที่สุดก็เลิกเหล้าไปเองเพราะมีความสุขจากสมาธิมาทดแทน ต่อมาชายคนนี้ก็ขอบวชแล้วก็บวชติดต่อมาหลายปี
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าการที่คนเราจะละบางสิ่งบางอย่างที่เคยให้ความสุขจนติดพันหรือเสพติดนั้น
จะต้องมีความสุขอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ จึงจะเป็นอิสระจากมันได้ การที่จะละทิ้งไปเลยโดยไม่มีความสุขอย่างอื่นที่ประณีตกว่ามาแทนที่หรือมารองรับ ทำได้ยาก มาก เพราะว่าลึกๆ แล้วมนุษย์เราโหยหาความสุข จิตเราต้องการจับฉวยความสุข ถ้าไม่มีความสุขที่ประณีตให้ฉวย ก็จะไปฉวยความสุขที่หยาบซึ่งมีหลายระดับ
กามสุขระดับที่หยาบ
ก็ได้แก่ เหล้า ยาเสพติด ความสุขที่เกิดจากรสชาติอันละเมียดละไมแต่ยังเป็นกามสุขอยู่ เช่นแทนที่จะมีความสุขจากเพลงที่กระแทกกระทั้นก็หันมามีความสุขจากการฟังเพลงที่ประณีต เช่น เพลงคลาสสิก เพลงเบาๆ หรือชื่อชมธรรมชาติที่งดงาม
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2017, 06:15:57 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #3 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 01, 2017, 06:21:50 pm »
คนสี่ประเภท เหมือน กวางสี่ฝูง
ดังที่ได้บอกไว้แล้วว่าการที่เราจะละทิ้งสุขที่หยาบซึ่งเจือไปด้วยโทษ จะต้องมีสุขที่ดีกว่า
สุขที่ประณีตกว่า ประเสริฐกว่ามาแทนที่
ถ้าไม่มีเลยก็ละได้ยาก ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสุข พระพุทธองค์ท่านเปรียบคนสี่ประเภทเหมือนกับกวางสี่ฝูงฝูงแรกเป็นฝูงที่ชอบกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแล้วก็กินจนเพลิน จนกระทั่งพรานจับได้แล้วก็ฆ่าเสีย
ประเภทที่ ๒
รู้อยู่ว่าทุ่งหญ้านั้นอันตรายจึงเข้าไปหากินในราวป่าแต่พอถึงฤดูร้อนหญ้าและน้ำในป่าแห้งหมดจึงกลับมายังทุ่งหญ้า เมื่อเห็นหญ้าเขียวสดก็กินด้วยความตะกละตะกราม จนลืมตัวจึงถูกพรานจับได้
ประเภทที่ ๓
ฉลาดหน่อย ซ่อนอยู่ใกล้ๆ ทุ่งหญ้า และกินหญ้าโดยไม่เผลอ กินด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ถูกพรานจับจนได้ เพราะพรานฉลาดกว่า เอาไม้มาปักเป็นรั้วล้อมทุ่งหญ้าเอาไว้ จึงถูกจับได้ในที่สุด
ประเภทที่ ๔
เป็นกวางที่ฉลาด คือไปอยู่ในที่ๆ พรานไม่รู้จัก ซึ่งอุดมด้วยหญ้า อีกทั้งยังกินหญ้าโดยไม่เผลอ พรานจึงจับไม่ได้
คนส่วนใหญ่เหมือนกับกวางประเภทแรกก็คือ
เพลินกับการกินหญ้าในทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าในที่นี้หมายถึงกามสุขจึงโดนพรานจับและฆ่าเสียพรานในที่นี้หมายถึงกิเลสและความทุกข์
ประเภที่ ๒
น่าสนใจ คือรู้ว่าทุ่งหญ้ามันอันตราย จึงหลบไปอยู่ราวป่า แต่พอถึงฤดูร้อนแล้วไม่มีอะไรกิน ก็เลยต้องกลับมาที่ทุ่งหญ้า จึงโดยพรานจับ ท่านเปรียบถึงคนที่รู้ว่ากามสุขเป็นโทษ จึงพยายามที่จะหนีห่าง แต่ว่าไม่มีอะไรมาทดแทน เหมือนหลายคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมก็รู้ว่าความสุขทางเนื้อหนังนี่ไม่ดีจึงพยายามที่จะห่างไกล ไม่เกี่ยวข้องกับมัน ไม่ว่าทางตา หู จมูกลิ้น หรือว่าสัมผัสเช่น ทางเพศ ยกตัวอย่างเช่นพระหรือนักบวชตั้งใจปฏิเสธกามสุข หรือว่าไม่เกี่ยวข้องกับมัน แต่ว่าไม่มีความสุขจากสมาธิภาวนาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ในที่สุดก็ทนไม่ได้ต้องหวนกลับไปหากามสุขและถูกความทุกข์เล่นงาน
ประเภทที่ ๓
ท่านหมายถึงพวกที่มีความสุขที่ดีกว่ากามสุข แต่ว่ายังมีทิฐิความเห็นที่ผิดพลาดเช่นมีความคิดในเรื่องของอัตตาว่าเที่ยงสัสสตทิฐิ หรือมีความคิดว่าตายแล้วดับสูญ-อุจเฉททิฐิ ความคิดเหล่านี้ท่านเปรียบเหมือนตาข่าย หรือรั้วที่พรานสร้างดักเอาไว้ ทำให้ไปไม่รอดคนส่วนใหญ่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทนี้
ที่มีน้อยที่สุดก็คือประเภทสุดท้าย
กวางที่ไปเจอที่ใหม่ ที่พรานหาไม่พบ อุดมด้วยหญ้าและปลอดภัย อันนี้ท่านหมายถึงพระนิพพานเลย คือเป็นสภาวะที่ให้ความสุขสงบเย็นอย่างแท้จริง
ประเด็นที่อยากจะเน้นตอนนี้ก็คือ ประเภทที่ ๑ กับ ประเภทที่ ๒
คนส่วนใหญ่เป็นดังกวางประเภทแรก พอเริ่มมีการศึกษา มีความรู้ความเข้าใจในธรรมะก็อาจจะกลายเป็นประเภทที่ ๒ คือเห็นโทษของกามสุข แล้วอยากจะหนีห่าง แต่ถ้าหากไม่มีความสุขที่ดีกว่ามาแทนที่ในที่สุดก็ต้องเวียนหวนกลับไปหากามสุขอีก
พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เองเลยว่า แม้พระองค์ทรงเห็นโทษของกามสุขแต่ถ้าไม่สามารถที่จะได้รับความสุขที่ประเสริฐกว่านั้น พระองค์ก็ต้องหวนกลับมาหากามอีก ดังมีพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า
“เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์ผู้ยังมิได้ตรัสรู้ เราได้เห็นเป็นอย่างดีด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงว่า กามทั้งหลายมีอัสสทะน้อย มีทุกข์มากมีความคับข้องมาก อาทีนวะในกามนี้ยิ่งนัก แต่เรานั้นยังมิได้ประสบปีติสุขอันปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย หรือปีติสุขอื่นที่ประณีตยิ่งกว่านั้น เราจึงยังปฏิญาน (ยืนยัน) มิได้ก่อนว่า จะเป็นผู้ไม่วกเวียนมาหากามทั้งหลาย แต่เมื่อใดเราได้มองเห็นอย่างดีด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายมีอัสสาทะน้อย....และเรานั้นได้ประสบปีติสุขอันปลอดจากกาม ปลอดจากอกุศลกรรมทั้งหลาย พร้อมทั้งปีติสุขอื่นที่ประณีตยิ่งกว่านั้น เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณได้ว่าเป็นผู้ไม่วกเวียนมาหากามทั้งหลาย”
เพราะฉะนั้นความสุขเป็นเรื่องสำคัญมาก
และเราควรจะเข้าถึงความสุขที่ประณีตที่ประเสริฐกว่า ทั้งเพื่อพาเราออกจากสุขที่อันตรายหรือสุขที่เจือไปด้วยทุกข์คือกามสุข ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นฐานให้แก่ความเพียรเพื่อเข้าถึงความสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงสภาวะที่พรานหรือความทุกข์ตามหาไม่เจอ
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2021, 09:47:47 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #4 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 02, 2017, 06:54:24 pm »
ความสุขอันประเสริฐ
พูดอย่างย่อๆ ความสุขที่ประเสริฐคือ
ความสุขที่เกิดจากความสงบอันนี้แตกต่างจากกามสุขอย่างสำคัญเลย เพราะว่ากามสุขเป็นสุขที่เกิดจากการกระตุ้นเร้า ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อาหารที่อร่อยกินแล้วมีความสุขก็เพราะมันกระตุ้นลิ้น เพลงที่ไพเราะฟังแล้วมีความสุขก็เพราะมันกระตุ้นหู จะกระตุ้นมากกระตุ้นน้อยก็แล้วแต่ สำหรับวัยวุ่นต้องกระตุ้นแรงๆ หน่อยถึงจะมีความสุข สำหรับคนมีอายุมากก็อาจจะกระตุ้นน้อยหน่อยจึงจะมีความสุข เช่นฟังเพลงคลาสสิก หรือ เพลงบรรเลงเบาๆ แต่วัยรุ่นฟังเพลงแบบนี้แล้วอาจจะง่วงเหงาหาวนอนไปเลยก็ได้ แต่พื้นฐานก็เหมือนกันคือจะสุขก็ต่อเมื่ออายตนะถูกกระตุ้นเมื่อถูกกระตุ้นแล้วก็ทำให้เกิดความตื่นเต้น เป็นการกระตุ้นเร้าทางกายซึ่งตรงข้ามกับสุข ที่ประณีต
สุขที่ประณีตเป็นสุขที่เกิดจากความสงบ สงบจากอะไร อย่างแรกคือ
สงบจากสิ่งเร้าเย้ายวน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายความสงบจากสิ่งเร้าเย้ายวน อันนี้ทางพระพระพุทธศาสนาเรียกว่าเนกขัมมสุข บางทีก็เรียกว่าสุขที่เกิดจากการปลอดจากกาม แต่ฟังดูแล้วอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับคนที่ไกลวัด แต่ถ้าพูดว่าเป็นสุขที่เกิดเพราะปลอดจากสิ่งเร้าเย้ายวน เมื่อปลอดจากสิ่งเร้าเย้ายวน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความสงบและชีวิตที่เรียบง่าย
เดี๋ยวนี้ชีวิตคนสมัยใหม่สิ่งเร้าเยอะมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สิ่งเร้าจากเทคโนโลยี สิ่งเร้านอกบ้านก็คือผับ บาร์ คาราโอเกะ โรงหนัง สถานบันเทิง ในบ้านก็คือ เครื่องเล่น
MP3
เครื่องเล่น
DVD
เพลง โทรทัศน์และเดี๋ยวนี้ก็มี สื่อประเภท
IT
หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งหมดนี้คอยกระตุ้นเร้าอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ดูเหมือนให้ความสุขแต่ก็ทำให้ชีวิตวุ่นวายถูกกระตุ้นตลอดเวลา จนกระทั่งผู้คนรู้สึกเหนื่อยเพราะพักผ่อนไม่พอ แต่เมื่อปลีกออกมาจากชีวิตแบบนั้น เช่น มาอยู่ในป่า หรือปลีกวิเวกมาอยู่ในวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ทีแรกก็รู้สึกว้าเหว่ รู้สึกเหงารู้สึกแห้งแล้งแต่ต่อมาก็จะรู้สึกถึงความสุขเพราะจิตได้สัมผัสกับความสงบ
เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีข่าวดาราหนุ่มไปบวชพระ ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะบวชสักเดือนหนึ่งจากนั้นจะสึกมาแต่งงานเพราะว่าหมั้นผู้หญิงเอาไว้แล้วแต่พออยู่ไปก็ติดใจ เพราะว่าชีวิตพระมีความสุข หลายคนสงสัยว่าท่านจะเป็นสุขได้อย่างไรในเมื่อไกลจากแสงสี ไกลจากความบันเทิง ความสะดวกสบายก็มีน้อย แต่ว่าพระหนุ่มรูปนั้นท่านได้พบความสุขที่เกิดจากความสงบ เป็นความสงบที่ปลอดจากสิ่งเร้าเย้ายวน ไกลจากสิ่งอีกทุกวุ่นวาย ได้พบชีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องวิ่งวุ่นหรือดิ้นรนแสวงหาสิ่งเสพอย่างที่เคยทำ ที่จริงเพียงแค่นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา และมีกิจวัตรที่ไม่ยุ่งเหยิงสับสน ว่างแทนที่จะวุ่น ก็จะพบกับความสุขชนิดนี้ได้ไม่ยาก
เราเรียกว่าเนกขัมมสุข
ซึ่งมีหลายระดับ
เมื่อปลอดจากสิ่งเร้าเย้ายวน ได้พบเนกขัมมสุขแล้ว ต่อมาก็จะพบกับความสุขอีกแบบหนึ่งที่ลึกกว่าเดิม
คือเป็นความสุขที่ปลอดจากความอยาก ทีแรกไม่มีสิ่งเร้าจากภายนอกหรือความอึกทึกวุ่นวาย อันนี้เป็นเรื่องของปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ต่อมาเมื่อได้พบกับความสงบ ความเรียบง่าย ก็รู้สึกพอใจ เกิดความโปร่งโล่ง เบาสบายไม่วุ่นวาย ไม่เร่าร้อน กิเลสตัณหาสงบลง
อันนี้เรียกว่า ปวิเวกสุข
ซึ่งมักจะเกิดจากการหลีกเร้นจากสิ่งเร้าเย้ายวน ไร้ความอึกทึกวุ่นวาย เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน คือใจไม่มีความอยาก ไม่มีความปรารถนาที่จะแสวงหาสิ่งเสพ อีกทั้งจิตก็ไม่แส่ส่ายว้าวุ่น
เครดิตรูปภาพจาก
คุณต้อม สุรเดช
ขอบคุณค่ะ
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 08:08:52 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #5 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 03, 2017, 03:16:41 pm »
ความสุขเกิดจาก
ข้างใน
ครูบาอาจารย์สอนว่า
คนเราทุกข์เพราะจิตแส่ส่ายเนื่องจากต้องการความสุข แล้วคิดว่าความสุขอยู่ข้างนอก แต่จริง ๆ แล้วความสุขอยู่ข้างใน พบได้เมื่อใจสงบ สงบจากความอยาก ความว้าวุ่นหรือขุ่นเคืองรำคาญใน ก็ช่วยให้เกิดความสงบที่ลุ่มลึกขึ้น แม้ยังไม่ได้ทำสมาธิภาวนาแบบเข้าถึงฌานสุขเลยก็ตาม
สิ่งที่อาตมาอยากจะพูดก็คือ
ความสุขนั้นปัจจัยสำคัญอยู่ที่ข้างในคือใจของเขา ไม่ใช่อยู่ที่ข้างนอก แต่ต้องอาศัยข้างนอก อาศัยสิ่งแวดล้อมที่ปลอดจากสิ่งเร้าเย้ายวนทีละน้อย ทีละน้อย ก็จะทำให้จิตได้พบกับความสงบสงบจากความอยาก จากกิเลสตัณหา แต่นี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น เพราะคิดว่าความสุขอยู่ข้างนอก อย่างที่ได้พูดตั้งแต่ต้นว่า เวลาชาวพุทธส่วนใหญ่ทำบุญเสร็จก็จะอธิษฐาน อธิษฐานว่าอะไร เกือบร้อยทั้งร้อยอธิษฐานว่าขอให้ร่ำรวย มั่งมีขอให้ถูกหวยรวยเบอร์เป็นต้น ล้วนแต่มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอกทั้งนั้นเลย
เรามักคิดว่าความสุขเกิดจากโชคลาภ ความสำเร็จ หรือโลกธรรมฝ่ายบวก คือ
มีลาภ มียศ มีสุข มีสรรเสริญ เราคิดว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้จากการที่เรามีอายุ วรรณะ สุขะ พละ นี้คือสิ่งที่ผู้คนหมายปองซึ่งเป็นเรื่องวัตถุหรือร่างกายภายนอก สิ่งเหล่านั้นให้ความสุขแก่เราก็จริงแต่ไม่ใช่สุขที่ยั่งยืนและเจือด้วยทุกข์
ส่วนสุขที่ประเสริฐนั้นอยู่ที่ปัจจัยภายใน คือใจที่ผ่อนคลาย ใจที่สงบจากตัณหา สงบจากกิเลส สงบจากความว้าวุ่น กระสับกระส่าย ก็คือมีสติ มีสมาธิ และที่สำคัญคือมีปัญญานี้เป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้เราพบความสุขอันประเสริฐ
เราจะมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาได้อย่างไร
จะมีได้ก็เพราะการฝึกจิต
จิตตภาวนา
หรือการฝึกจิตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ และเป็นอิสระจากกามสุข หรือสุขที่หยาบ อย่างไรก็ตามอยากจะย้ำว่า เมื่อพูดถึงกามสุขแล้ว จริงๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่อยู่ที่ใจของเรา เป็นเพราะใจของเราต่างหากที่ทำให้สิ่งต่างๆ กลายเป็นสิ่งเร้า กลายเป็นกาม หรือสิ่งที่น่าพึงพอใจขึ้นมา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลกหาใช่กามไม่ ราคะที่เกิดจากความคิดของตน(ต่างหาก) ที่เป็นกามอารมณ์วิจิตรทั้งหลายมันย่อมดำรงอยู่(ตามสภาพของมัน)อย่างนั้นเอง ดังนั้นธีรชนทั้งหลายจากจึงขจัด(แต่เพียง)ความอยากในอารมณ์วิจิตรเหล่านั้น”
หมายความว่า
อารมณ์ทั้งหลายมันเป็นของมันอย่างนั้น แต่ใจเราไปให้คำมันว่าเป็นสิ่งสวยงาม จึงเกิดความอยากขึ้น สิ่งที่เราควรทำจึงไม่ใช่การกำจัดหรือจัดการกับอารมณ์เหล่านั้น แต่จัดการที่ใจของเราเองที่ไปให้ค่ากับมัน จนเกิดความอยากขึ้นมา
หลวงพ่อชา สุภทโท
ให้ข้อคิดที่ดีมาก ท่านบอกว่า อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา มันถูกอยู่แล้วแต่ที่เราเป็นทุกข์เพราะเราวางใจไว้ผิด
นั่นคือเป็นเพราะใจของเราสำคัญมั่นหมายสิ่งต่างๆ ว่าเป็นกาม พอยึดติดถือมั่นกับมันก็เลยเกิดความอยากและความทุกข์ตามมา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จัดการกับวัตถุภายนอกที่เราเรียกว่ากาม แต่อยู่ที่ใจของเราต่างหากที่จะต้องจัดการ นั่นคือ
การฝึกจิตหรือทำจิตตภาวนา
การเข้าถึงความสุขอันประเสริฐต้องตั้งต้นที่ใจของเรา
ไม่ใช่ไปจัดการกับสิ่งนอกตัว จริงอยู่ ในช่วงเริ่มต้นการปฏิบัติ เราจำต้องปลีกตัวออกจากสิ่งเร้าเย้ายวนหรือสิ่งแวดล้อมที่อึกทึกวุ่นวาย แต่ก็ให้ตระหนักว่า สาเหตุแท้จริงของความทุกข์นั้นอยู่ที่ใจของเราที่ปรุงแต่งและยึดมั่นสำคัญหมายในสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้เราจะหนีห่างจากสิ่งเร้าเย้ายวนเพียงใด แต่ถ้าใจของเรายังมีความอยากอยู่ เราก็ไม่สามารถจะเข้าถึงความสุขที่ประณีตได้
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 08:09:22 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #6 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 08, 2017, 02:45:51 pm »
สงบเพราะ
รู้
กับ สงบเพราะ
ไม่รู้
เราส่วนใหญ่ไม่ต่างจากกวางที่แม้จะหนีเข้าไปในป่า
แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมากินหญ้าแล้วถูกพรานจับจนได้ ถ้าเราไม่อยากลงเอยอย่างนั้นก็ต้องพยายามเข้าถึงสุขที่ประเสริฐ
สุขที่ประเสริฐนั้นตั้งต้นที่ใจของเรา
เมื่อใจเราสงบ สงบจากกิเลส สงบจากความอยาก สงบจากความฟุ้งซ่าน แน่นอนว่าภาวะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มันมีขึ้นๆ ลงๆ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าเราเอาใจไปพึ่งความสงบของสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่อึกทึก ไม่มีเสียงดัง ใจฉันจึงสงบได้ ความสงบแบบนี้จะไม่ยั่งยืนเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวใช่ว่าจะสงบเงียบไปได้ตลอด แม้แต่อยู่ในป่าก็ยังมีเสียงรบกวน
ที่นี้ถึงแม้สิ่งแวดล้อมจะวุ่นวาย
แต่เราก็ยังรักษาใจให้สงบได้หากว่าตัดการรับรู้ เช่น ปลีกตัวมาอยู่ในห้องพระ นั่งหลับตา กำหนดจิตให้แน่วแน่ในอารมณ์จนเป็นหนึ่งเดียว เช่น กำหนดลมหายใจ ควบคุมจิตไม่ให้แส่ส่ายหรือปรุงแต่ง ใจก็สงบได้จนสามารถเข้าถึงฌาน เกิดความสุขอย่างยิ่ง
เรียกว่าฌานสุข
สุขที่ประเสริฐยังเกิดขึ้นได้จากการมีสติเป็นเครื่องรักษาใจหรือเป็นจิตที่ตื่นรู้
มีความรู้สึกตัว ทำให้จิตสงบได้เช่นกัน แต่ต่างจากความสงบที่เพิ่งกล่าวถึง ซึ่งเป็นความสงบเพราะควบคุมอายตนะหรือกำกับจิตไม่ให้รับรู้สิ่งเร้าภายนอกจนจิตแน่วแน่เป็นหนึ่งเรียกความสงบแบบนี้ว่าความสงบเพราะไม่รับรู้ก็ได้
ส่วนความสงบเพราะสตินั้นเป็นความสงบเพราะรู้ คือ รู้ทันอาการที่เกิดกับใจ เมื่อรู้แล้วก็วางไม่ปรุงต่อ ทำให้เกิดสงบได้ เมื่อมีอะไรมากระทบ ไม่ว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือ ธรรมารมณ์ จนใจกระเพื่อม ก็รู้ว่าใจกระเพื่อม เมื่อรู้ใจก็วางได้แล้วกลับมาเป็นปกติ ถ้าไม่มีความรู้สึกตัวหรือถ้าไม่มีสติระลึกรู้ จิตก็จะหลงไปตามแรงกระตุ้นจากภายนอก เรียกว่าส่งจิตออกนอกจนฟุ้งซ่าน หาความสงบไม่ได้
เมื่อเรามีสติหรือความรู้ตัว
จิตหายจากความหลง ที่เคยตามสิ่งเร้าเย้ายวนหรือตามแรงกระตุ้นต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป คืนสู่เป็นความปกตินั่นคือความสงบอย่างหนึ่ง เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ว่าโกรธเมื่อความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตที่จะวางจากอารมณ์เหล่านั้นได้และกลับมาสู่ปัจจุบัน หากว่าในขณะนั้นกำลังเจริญสติโดยมีกายเป็นฐาน จิตก็กลับมาสู่กาย กลับมาสู่ลมหายใจ กลับมาสู่มือที่เคลื่อนไหวหรือท้องพองยุบเป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความสงบ เป็นความสงบไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้ ไม่ใช่เพราะปิดตา ไม่ใช่เพราะปิดหู ไม่ใช่เพราะว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สงบวิเวกเท่านั้น แต่เพราะรู้ทันและไม่หลงตามมัน แม้ตาจะเปิด หูจะได้ยินแต่ใจก็สงบได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นความสงบเพราะรู้ แต่ไม่ใช่รู้ เรื่องนอกตัว เป็นการรู้ใจของตัวเองต่างหาก
สงบมีสองแบบ
สงบเพราะไม่รู้ เพราะบังคับจิตให้จดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อไม่ออกไปรับรู้สิ่งภายนอก เช่น จดจ่อลมหายใจ อิริยาบถ หรือ ท้องที่พองยุบ ให้มันแนบแน่นอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น จะได้ไม่ไปรับรู้สิ่งเร้าภายนอก ใจก็สงบได้ แต่อย่างนี้จัดเป็นความสงบเพราะไม่รู้ หรือไม่ไปรับรู้สิ่งภายนอก แต่ยังมีความอีกอย่างหนึ่ง คือ สงบเพราะรู้ ไม่ใช่รู้แล้วฟุ้งออกไปข้างนอกและไม่ใช่รู้เรื่องนอกตัว แต่รู้กาย รู้ใจ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยสติ ทำให้จิตตื่นขึ้น เมื่อตื่นขึ้น เกิดความรู้สึกตัว ไม่หลง ก็สงบได้เช่นกัน
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2017, 08:13:35 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #7 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 09, 2017, 05:04:41 pm »
ใจที่เป็น
กลาง
สติยังช่วยทำให้ใจเป็นกลางต่อทุกสิ่งได้
จะว่าไปแล้วความทุกข์ของคนเราหรือความวุ่นวายในใจเราเกิดขึ้นจากการที่เราไม่เป็นกลางต่อสิ่งต่างๆ ใจไม่ยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น ถ้ามีเสียงดังขึ้นมาในห้องประชุมนี้ เช่น เสียงโทรศัพท์ ใจเราจะรู้สึกกระเพื่อมทันที ไม่ใช่เพราะว่ามันดังเท่านั้น อันนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ ใจเรามีปฏิกิริยาเป็นลบต่อเสียงนั้น หรือเป็นลบต่อเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้น
ลองสังเกตดูว่าอะไรที่ทำให้เราทุกข์มากกว่ากัน
ระหว่างเสียงโทรศัพท์กับใจที่เป็นลบต่อเสียงนั้น บางทีเสียงโทรศัพท์อาจจะไม่ดังแต่เมื่อใจเรารู้สึกเป็นลบหรือปฏิเสธเสียงนั้น พยายามผลักไสเสียงนั้น มันกลับทำให้เราเป็นทุกข์มากกว่า
ใจที่ไม่เป็นกลางต่อสิ่งต่างๆ
เป็นที่มาแห่งความทุกข์มากและทำให้เกิดความขัดเคืองว้าวุ่นในจิตใจไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น ความร้อน ความหนาว ความเจ็บ หรือความป่วย ที่แรกป่วยกายก่อน แต่พอใจเรารู้สึกเป็นลบต่อความป่วยกาย ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นที เกิดความรุ่มร้อนภายในเกิดความกังวล เกิดความเครียด ตีโพยตีพายว่าทำไมต้องเป็นฉัน อาการเหล่านี้แหละบ่อยครั้งสร้างความทุกข์แก่เรามากกว่าความป่วยกายด้วยซ้ำในทางตรงข้ามหากใจเรายอมรับความเจ็บป่วย ยอมรับมันอย่างที่มันเป็นเราก็จะป่วยแต่กายแต่ใจสงบได้
การรักสุขเกลียดทุกข์เป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่มองให้ดี มันคือตัวปัญหาทีเดียว เพราะพอรักสุขแล้ว ก็แส่ส่ายดิ้นรนแสวงหาความสุขมาครองให้ได้ พอรู้สึกแบบนี้ก็เป็นทุกข์แล้ว ถ้าไม่ได้มาก็เป็นทุกข์หนักขึ้น ครั้นได้มาแล้วก็ยังอยากได้อีก ไม่รู้จักพอเสียที นี่ก็ทำให้ทุกข์อีก ยิ่งสิ่งนั้นเกิดพลัดพรากจากเราไป ก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ เห็นได้เลยว่าเมื่อไม่ได้อย่างที่อยาก ก็ทุกข์ ครั้นได้มาแล้วก็ใช่ว่าจะสุขไปได้ยืนยาวเพราะว่า หนึ่ง รู้สึกเบื่อ อยากได้ใหม่ หรืออยากได้อีก สอง พอมันแปรปรวนไปเราก็ทุกข์ยิ่งรักมันเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์เมื่อมันแปรปรวนไป
เพียงแค่รักสุขก็ทำให้ทุกข์แล้วนะ
ยังไม่ต้องพูดถึงความเกลียดทุกข์ ถ้าเราเกลียดทุกข์ แล้วสามารถหนีมันได้พ้นก็ดีไป แต่ปัญหาก็คือเราไม่สามารถจะหนีความทุกข์ให้พ้นได้ ไม่ช้าก็เร็วเราต้องประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก อันนี้คือความทุกข์ดังบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าตอนหนึ่งว่า
“ปิเยหิวิปโยโคทุกโข-
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิสัมปโยโคทุกโข-
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์
พอเรารักสุขแล้วเราพรากจากสิ่งนั้นไปเราก็ทุกข์
พอเราเกลียดทุกข์แล้วเราต้องเจอสิ่งนั้นเราก็เลยทุกข์ ถ้าเราลองทำใจไม่เกลียดมัน พอเจอมันเข้าความทุกข์ใจจะน้อยลง ยกตัวอย่าง ลิงนั้นเกลียดกะปิมาก หากมันถูกกะปิ มันจะอยู่เฉยไม่ได้เลย ต้องเอามือถูกับหินบ้าง ถูกับต้นไม้บ้างเพื่อให้กะปิหลุดจากมือ ถูเสร็จมันก็คมมือ ถ้ายังมีกลิ่นกะปิ มันถูใหม่ ถู ถู ถู จนกระทั่งเลือดไหล มือเป็นแผล แม้กระนั้นมันก็ไม่เลิกถู ยังถูอีกจนเป็นแผล ถามว่าที่มือลิงเป็นแผล เพราะอะไร เป็นเพราะกะปิหรือ ไม่ใช่นะ เป็นเพราะความเกลียดกะปิต่างหาก กะปิไม่สามารถทำให้มันเลือดไหลหรือมือเป็นแผลได้ แต่เพราะความเกลียดกะปิต่างหากที่ทำให้มันต้องถูเพื่อให้กลิ่นกะปิหายไป จริงๆ แล้วกะปิไม่ใช่สาเหตุ แต่ความเกลียดกะปิต่างหากที่เป็นสาเหตุทำให้ลิงมีแผลที่มือ
เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
เช่นความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากสูญเสีย จริงๆ แล้วมันไม่เป็นปัญหาหรือก่อทุกข์แก่เราได้มากเท่ากับความเกลียดหรือความรังเกียจที่เรามีต่อความแก่ความเจ็บ ความพลัดพรากสูญเสีย พูดง่ายๆ ก็คือ ความทุกข์ไม่เป็นปัญหาต่อเรามากเท่ากับความเกลียดทุกข์ หรือความรู้สึกลบต่อทุกข์ ถ้าเราไม่เกลียดทุกข์เราจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย ทุกข์ในที่นี้หมายถึงทุกข์ประจำสังขาร ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย รวมทั้งทุกข์ที่จรเข้ามา เช่น ความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใครหนีพ้น อย่างที่เราสวดเวลาพิจารณาอภิณหปัจจเวกขณ์
“เรามีความแก่เป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้, เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปไม่ได้, เรามีความตายเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้, เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งหลาย”
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก เราเรียกว่าทุกข์
แต่ถ้าเราไม่เกลียดมัน ไม่ต่อต้านมัน เราจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่แต่เพราะเราเกลียดมัน เพราะเราไม่สามารถวางใจเป็นกลางกับมันได้ เราจึงทุกข์มากเมื่อมันเกิดขึ้น ป่วยกายไม่พอ ยังป่วยใจด้วย เสียของไม่พอใจก็เสียด้วย กลายเป็นทุกข์สองต่อ ทุกข์สองชั้น แต่หากเราวางใจเป็นกลางต่อสิ่งเหล่านี้ เราจะทุกข์แค่ชั้นเดียว ซึ่งเป็นทุกข์นอกตัว หรือ ทุกข์ที่ไกลจากใจมาก
เราจะวางใจเป็นกลางได้อย่างไร
สติมีความสำคัญตรงนี้ สตินอกจากจะช่วยให้เราระลึกรู้แล้ว ยังช่วยทำให้เราวางใจเป็นกลางเมื่อมีอารมณ์มากระทบ หรือมีอารมณ์อกุศลเกิดขึ้นกับใจ เมื่อใจเรารู้สึกเป็นลบกับสิ่งนั้น สติจะช่วยให้เรารู้ทันอาการดังกล่าว และพาจิตกลับมาเป็นปกติ หรือใจเป็นกลาง ทำให้เราสามารถ “ดู” มันได้ โดยไม่ทำอะไรกับมัน แต่ถ้าเราไม่มีสติ เราก็จะลืมตัว จนพลัดเข้าไปในความทุกข์ เช่น เวลาเกิดความโกรธ ใจก็ถลำเข้าไปในความโกรธกลายเป็นผู้โกรธ ถึงแม้ว่าบางครั้งเราก็รู้ว่ามีความโกรธเกิดขึ้นในใจ แต่พอรู้แล้วก็รู้สึกลบต่อความโกรธนั้น อยากกดข่มมัน หรืออยากกำจัดมันให้หายไป พอมันไม่หาย ก็เป็นทุกข์
แต่ถ้าเรามีสติ
นอกจากจะรู้ทันความโกรธแล้ว ก็ยังเห็นว่า มีความโกรธเกิดขึ้นในใจ แต่ ไม่ใช่เราโกรธนะ มีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เราเจ็บนะ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจ แต่ไม่ใช่เราเป็นผู้เจ็บผู้โกรธ ขณะเดียวกันเวลาที่ใจรู้สึกเป็นลบต่อความโกรธหรือความเจ็บ ก็รู้ทัน เห็นความรู้สึกเป็นลบที่เกิดขึ้น เมื่อรู้ทัน ใจก็กลับมาเป็นกลาง มาเป็นปกติ เป็นผู้ดูเฉยๆ โดยไม่พยายามผลักไสกดข่มความโกรธหรือปฏิเสธความเจ็บ ไม่บ่นโวยวาย ซึ่งทำให้ใจเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น
หลวงพ่อเขียน สุวณฺโณ
อาจารย์ของอาตมาท่านพูดย้ำอยู่เสมอว่า สิ่งที่นักปฏิบัติพึงทำคือ
“เห็นอย่าเข้าไปเป็น”
คือเห็นความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เข้าไปยึดความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้เป็นตัวกูของกู จะเห็นได้อย่างไร ก็ต้องมีสติ ถ้าเราเห็นแล้วไม่ไปเป็น ไม่เป็นผู้โกรธ ไม่เป็นผู้เจ็บ มันก็สงบได้ สงบที่ใจ ถึงแม้ว่ากายยังเจ็บ ความโกรธยังมีอยู่ แต่เมื่อเห็นมัน ก็วางได้
นอกจากสติที่ช่วยให้ใจสงบแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ
ปัญญา
ปัญญา
ในที่นี้ก็หมายถึงปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนา คือการรู้ สัจธรรมหรือเห็นความจริงของชีวิต ไม่ได้เห็นอะไร เห็นเรื่องกาย เห็นเรื่องใจ เห็นว่ามันเกิดดับ เห็นว่ามันเป็นทุกข์ เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเราของเรา เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เห็นว่ามันเพียงเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยและถ้าเราเห็นด้วยใจที่เป็นกลางไม่ผลักไสมันในที่สุดเราก็จะเห็นมันเกิด ตั้งอยู่ แล้วดับไป เห็นว่ามันเองก็อยู่ในสภาวะที่ถูกบีบคั้นเหมือนกัน
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2017, 08:56:07 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #8 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 16, 2017, 06:51:23 pm »
ทุกข์ แปลว่า การบีบคั้น
ทุกข์
จะแปลว่า
“บีบคั้น”
ก็ได้ สิ่งต่างๆ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ล้วนเป็นทุกข์ เพราะว่ามันถูกบีบคั้นด้วยความเกิดความดับของปัจจัยต่างๆ ที่ปรุงแต่งมันขึ้นมา โดยเฉพาะปัจจัยภายใน ซึ่งสัมพันธ์กับการบีบคั้นจากปัจจัยภายนอกด้วย อาคารก็เป็นทุกข์ เสาก็เป็นทุกข์ โต๊ะก็เป็นทุกข์เพราะว่ามันถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยภายในที่เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยภายนอกที่เข้าไปกระทำกับมันเช่นแสงแดด ความชื้น อุณหภูมิ แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ มันก็ยังหนีไม่พ้นที่จะถูกบีบคั้นด้วยสภาวะเกิดดับในตัวของมันเอง นี่คือความหมายของคำว่าทุกข์ คือ ตกอยู่ภายใต้ความบีบคั้น และถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราก็ถูกมันบีบ
คั้นอีกต่อหนึ่ง
สิ่งที่ถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยภายใน
ถ้าเราไปยึดมันมันก็กลับบีบคั้นเราบางตอนในบทสวดมนต์มีข้อความว่า
“ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์”
อุปาทานขันธ์ทั้งห้าในที่นี้หมายถึงขันธ์ที่เรายึดมั่นถือมั่นเมื่อไรก็ตามที่เรายึดมั่นถือมั่นขันธ์เหล่านี้ มันก็จะบีบคั้นเรา ข้อความดังกล่าวในบทสวดมนต์ เราสามารถพูดอีกอย่างว่า
“ว่าโดยย่อ ขันธ์ที่ถูกยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวบีบคั้น(แก่ผู้ยึดมั่นถือมั่น)”
คำว่า
“ทุกข์”
มีความหมายทั้ง
“บีบคั้น”
และ
“ถูกบีบคั้น”
คือถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยอื่นแล้วก็ไปบีบคั้นผู้คนที่ยึดถือมัน อุปาทานขันธ์หานั้น ตัวมันเองก็ทุกข์คือถูกบีบคั้นอยู่แล้ว พอเราไปยึดมั่นถือมั่น เราก็ทุกข์เพราะถูกมันบีบคั้นอีกชั้นหนึ่ง เช่น พอมันสูญเสียไป พอมันเสื่อมสลายไป เราก็เสียใจ กลุ้มใจ ขัดเคืองใจ
อย่างร่างกายเรานี้ กำลังถูกบีบคั้นด้วยความเกิดและความดับ
มันมีเซลล์ที่เกิดใหม่และมีเซลล์ที่ตายอยู่ตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์ บอกว่ามีเซลล์ที่ตายในร่างกายเราวันหนึ่งประมาณห้าหมื่นล้านเซลล์ หรืออาจถึงแสนล้านเซลล์ เยอะมากนะ แต่มันก็มีการสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนตราบใดที่เซลล์เกิดใหม่มีมากกว่าเซลล์ที่ตายไป ร่างกายเราก็ยังอยู่ได้ หรือมีสุขภาพดี แต่ถ้าเซลล์เกิดใหม่มีความบกพร่องทางโครโมโซมมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีเซลล์ตายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมทำให้เกิดความแก่และความเจ็บป่วย และถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นร่างกายนี้ว่าต้องสวย ต้องมีสุขภาพดี ร่างกายนี้ก็จะบีบคั้นเรา ทำให้เรากลุ้มอกกลุ้มใจ
เวลาเราหน้าตาเหี่ยวย่น ผมหงอก ปวดฟันหรือ ปวดท้อง สภาพเหล่านี้มันบีบคั้นใจเรามากเพราะอะไร
ก็เพราะยึดมั่นถือมั่นมัน แต่ถ้าเรามีปัญญาเห็นความจริงว่าความแก่เป็นธรรมดา เราก็จะรู้สึกเป็นปกติทีแรกเราอาจยังไม่มีปัญญาจนถึงขั้นที่ใจยอมรับว่ามันเป็นธรรมดา หรือเห็นว่ามันเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป แต่ถ้าเรามีสติ เมื่อใจกระเพื่อมเวลาหน้าเหี่ยวย่นผมหงอกของตนเอง ก็รู้ทันอาการกระเพื่อมนั้น ทำให้ใจกลับมาเป็นปกติ หรือเมื่อมีความเจ็บเกิดขึ้น ก็รู้แต่ไม่เข้าไปเป็น เห็นว่าความเจ็บที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เราเจ็บ ต่อมาเมื่อฝึกมากขึ้น ก็เห็นต่อไปว่าร่างกายเราก็ตกอยู่ภายใต้การบีบคั้น หากเรายึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ พอร่างกายเริ่มแก่หรือเจ็บป่วย จิตใจเราก็ถูกมันบีบคั้นซ้ำเข้าไปอีก
ถ้าเรามีปัญญาเห็นเช่นนี้
ก็จะปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ได้ ยิ่งเราเห็นว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความผันผวนแปรปรวน ทรัพย์สมบัติล้วนไม่เที่ยง ชื่อ เสียงเกียรติยศ อำนาจวาสนาเป็นของที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มาแล้วก็ไปเมื่อเราเห็นเช่นนี้ ก็เรียกว่าปัญญาเกิด มันทำให้เราปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเหล่านี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความสงบใจ เย็นใจ หรือเป็นสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของโลกเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้แม้ว่าสังขารร่างกายนี้ยังต้องแก่ต้องเจ็บต้องป่วยต้องตาย อันนี้คือสุขเพราะปัญญา ปัญญานั้นมีหลายระดับ ถึงที่สุดแล้วสุขเพราะปัญญาหมายถึงความสุขที่เกิดจากความเป็นอิสระจากความยึดมั่นในตัวตน หรือความยึดมั่นในตัวกูของกู นั่นเอง
ขอบคุณรูปภาพจาก
DIMOND STAR
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2017, 08:47:20 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #9 เมื่อ:
กุมภาพันธ์ 24, 2017, 03:46:26 pm »
ความสุข
ที่ไม่มี
“ฉัน”
กล่าวอย่างกว้างๆ ความสุขมีสองแบบ
คือ สุขที่เกิดจากความยึดมั่นในตัวกูของกู กับสุขที่อิสระจากความยึดมั่นในตัวกูของกู หรือสุขที่ยังมีตัวกูของกูอยู่ กับสุขที่ไม่มีตัวกูของกู ที่ยังมีตัวกูของกูเพราะยังมือวิชชา เนื่องจากยังไม่มีปัญญาอย่างแท้จริง กามสุข เป็นสุขที่มีตัวกูของกู เวลาได้มาก็ยึดว่าเป็นของกู เวลาเสพแล้วมีความสุข ก็ยึดว่ามีกูผู้สุข เรียกว่ามีการยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูอย่างเหนียวแน่น จึงเป็นสุขที่นำไปสู่ทุกข์ โดยเฉพาะในยามที่ต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่สุขที่ไม่มีตัวกูของกู หรือสุขที่เกิดจากความไม่ยึดมั่นในตัวกูของกู อันนี้เป็นสุขที่ประเสริฐที่สุด เมื่อเราสามารถทำลายความยึดมั่นในตัวกูของกูก็จะเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐที่สุด
ทุกคนในโลกนี้เอาแต่ครุ่นคำนึงว่า
“ฉันอยากมีความสุข”
มีคนหนึ่งอธิบายไว้ดี ถ้ายังมีความคิดว่า
“ฉันอยากมีความสุข”
คุณก็จะไม่พบความสุข แต่พอลองเอาตัว
“ฉัน”
ออกไป เอาความ
“อยากมี”
ออกไป สิ่งที่เหลือคือ
“ความสุข”
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อ
“ฉัน”
และ
“อยากมี”
หายไป ที่นี้ตัว
“ฉัน”
จะหายไปได้อย่างไร ก็ต้องมีปัญญาที่มองเห็นว่า มันไม่มีตัว
“ฉัน”
อยู่เลย มันเพียงเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา แล้วก็เกิดการยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เรียกว่า
“อัตตวาทุปาทาน”
คือความยึดมั่นในวาทะหรือในความเชื่อว่ามีอัตตาหรือมีตัวฉันของฉัน เมื่อมีปัญญาถึงที่สุดก็รู้ว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง ใจก็วางไปเอง ตัว
“ฉัน”
ก็หายไป
เมื่อเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่สามารถจะยึดมั่นถือมั่นได้
หรือว่าเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ เป็นของร้อน เป็นตัวบีบคั้น ความอยากมี อยากครอบครองก็หายไป หรืออย่างน้อยก็ตระหนักว่าเพียงแค่มีความอยากเกิดขึ้นก็ทำให้ทุกข์แล้ว เมื่อความอยากหายไป จิตใจก็โปร่งโล่ง สงบเย็นอย่างยิ่ง อันนี้แหละเป็นความหมายของความสุข อันประเสริฐอย่างแท้จริง ซึ่งพระพุทธศาสนามีคำเรียกว่า
“นิพพานสุข”
พ้นจากกามสุข
เหนือจากฌานสุขก็คือ
“นิพพานสุข”
เป็นสุขที่ไม่มีตัวกูของกูรองรับหรือไม่ได้เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู จะเรียกว่าเป็นสุขเหนือสุขก็ได้ เป็นสุขที่ไม่ต้องเสพอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์จะหยาบหรือประณีตแค่ไหน ถ้าเป็นกามสุขก็เป็นสุขที่เกิดจากการเสพอารมณ์ที่หยาบ ถ้าเป็นฌานสุขก็เป็นสุขที่เสพอารมณ์ละเอียดแต่ก็ยังเป็นการเสวยอารมณ์ที่หยาบ หรือเป็นการเสวยรสของอารมณ์อยู่
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการเสพ
แต่ที่จริงแม้ไม่มีการเสพ ไม่มีการเสวยอารมณ์ก็สุขได้ ตัวอย่างที่เปรียบได้อย่างหยาบๆ พอจะเห็นภาพก็คือ การที่เราอยู่เฉยๆ แล้วไม่เจ็บไม่ป่วย เรารู้สึกปลอดโปร่ง ร่างกายสบาย อย่างนี้ก็เป็นความสุขแล้ว แต่ผู้คนมักจะไม่ตระหนักว่านี่คือความสุข คนส่วนใหญ่คิดว่าจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้กินของอร่อย ฟังเพลงเพราะ เที่ยวห้าง หรือมีรถยนต์ มีทรัพย์สมบัติมากๆ คือคิดว่าต้องเสพต้องมีก่อนถึงจะสุขได้ แต่ที่จริงแม้ไม่ต้องเสพอะไรเลย แค่อยู่เฉยๆ คือ ร่างกายมีสุขภาพดี ปกติ สบาย ผ่อนคลาย ไม่เจ็บไม่ป่วย ก็สุขแล้ว
อันนี้เป็นการเปรียบอย่างหยาบๆ
เพราะว่าในความเป็นจริงร่างกายนั้นเต็มไปด้วยทุกข์เหมือนกันเพียงแต่ว่าทุกข์ยังไม่แสดงตัว โรคก็อยู่ในกายแล้วเพียงแต่ว่ามันยังไม่แสดงตัว
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความแก่มีอยู่ในความหนุ่มสาว ความเจ็บไข้มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายมีอยู่ในชีวิต”
ลองพิจารณาดูว่าเราจะนั่งในท่าไหนที่เราคิดว่าสบายแต่เราลองนั่งไปสัก ๑-๒ ชั่วโมง เราจะยังสบายอยู่ไหม? เกิดความรู้สึกเมื่อยใช่ไหม? เราคิดว่าถ้านอนแล้วจะสบาย แต่ลองนอนสัก ๑๐ ชั่วโมงสิจะเกิดอะไรขึ้น คนป่วยที่นอนเตียงตลอดเวลาเขาทรมานมากนะ ท่าที่เราคิดว่าสบายที่สุดที่จริงมันไม่เคยสบายจริงๆ เลย สังเกตไหมเวลาเรานั่ง เราจะขยับตัวเป็นระยะ เวลานอน เราก็พลิกตัวตลอดคืน เพราะอะไรก็เพราะถ้าอยู่ในท่าใดนานๆ จะรู้สึกเมื่อย เรียกว่าความทุกข์เริ่มแสดงตัวออกมาแล้ว ที่เรารู้สึกสบายก็เพราะความทุกข์ยังไม่แสดงตัว หรือว่าเราไม่ทันสังเกต สรุปก็คือไม่มีท่าไหนที่เป็นสุขแท้ๆ ความจริงข้อนี้รวมไปถึงทุกอย่างด้วย ไม่มีอะไรที่เป็นสุขแท้ๆ เลยมันเจือไปด้วยทุกข์ทั้งนั้น
ร่างกายที่เราคิดว่าสบาย สุขภาพดี ที่จริงมันก็เจือไปด้วยทุกข์ เจือไปด้วยโรค
เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่แสดงตัว พออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็ปรากฏตัวที่ละอย่างสองอย่าง อาหารที่อร่อยก็เช่นเดียวกัน เราคิดว่ามันอร่อยล้วนๆ หรือเปล่า ถ้าคิดว่าอร่อย ก็ลองกินเหมือนเดิมทุกวันสิ กินเหมือนเดิมทุกมื้อสิ เช้าก็กิน กลางวันก็กิน เย็นก็กิน พรุ่งนี้เอาใหม่เช้า กลางวัน เย็น กินไปสักสอง อาทิตย์ ความอร่อยก็จะหายไปแล้ว มันจะมีความเบื่อมาแทนที่ ถ้ายังกินต่อไปอีกความเบื่อจะหายไปความเอียนจะมาแทนที่ และถ้ายังกินต่อไปอีก ที่นี้จะไม่เอียนแต่จะอาเจียน อย่างนี้แสดงว่า ความไม่อร่อยอยู่ในความอร่อย ไม่มีอะไรที่อร่อยล้วนๆ เลย
ในทำนองเดียวกัน
สิ่งที่เราคิดว่าสุข มันไม่เคยสุขล้วนๆ มันเจือไปด้วยทุกข์ ถ้าเราเห็นอย่างนี้ เราก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านี้และจะตระหนักว่าสุขที่เกิดจากการเสวยอารมณ์มันไม่เคยเป็นสุขที่เที่ยงแท้เลย ต่อเมื่อพ้นจากการเสวยอารมณ์ จึงจะเป็นสุขแท้ ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเด่นของนิพพานสุข ถึงเรียกว่าเป็นสุขที่ประเสริฐอย่างแท้จริงเพราะเป็นสุขที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับการเสพเสวยอารมณ์ใด
มีพุทธพจน์ซึ่งให้แง่คิดที่ดีในเรื่องนี้
“เทพและมนุษย์ทั้งหลาย รื่นรมย์บันเทิงด้วยรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เมื่อรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ แปรปรวน เลือนหาย ดับสลายไป เทพและมนุษย์ทั้งหลายย่อมอยู่เป็นทุกข์ ส่วนตถาคต ทราบตามความเป็นจริงแล้ว ซึ่งความเกิดขึ้นความตั้งอยู่ไม่ได้ คุณและโทษของรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์พร้อมทั้งทางออก จึงไม่เป็นผู้รื่นรมย์บันเทิงด้วยรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เมื่อรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ปรวนแปร เลือนหาย ดับสลายไป ตถาคตจึงอยู่เป็นสุขได้”
บุคคลที่เข้าถึงนิพพานสุข
ย่อมมีความผาสุกอยู่ตลอดเวลา พอใจในชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ปรารถนาความพรั่งพร้อมทางวัตถุ ชีวิตแบบนี้คนทั่วไปย่อมเข้าใจได้ยากเพราะคิดว่าจะมีความสุขได้ต้องมีความสะดวกสบาย มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ จึงใฝ่ฝันชีวิตที่พรั่งพร้อมด้วยโภคทรัพย์ แต่ชีวิตอย่างนี้สำหรับผู้ที่เข้าถึงนิพพานสุขแล้ว เป็นชีวิตที่ไม่น่ายินดีเลยแม้แต่น้อย
บทสนทนาโต้ตอบระหว่างพระพุทธองค์กับมาคัณฑิยะข้างล่างนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ทิพยสุขอันเป็นกามสุขชั้นเลิศที่เหนือกว่ากามสุขของมนุษย์ ก็ยังเทียบไม่ได้กับนิพพานสุข
“เทพบุตรที่พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์ เมื่อมองเห็นคฤหบดีที่มีกามคุณ ๕ พรั่งพร้อมบริบูรณ์ จะนึกอิจฉาต่อคฤหบดี หรือใฝ่ทะยานต่อกามคุณ ๕ ของมนุษย์ หรือไม่”
“ไม่เลย พระโคดมผู้เจริญ เพราะกามทั้งหลายที่เป็นทิพย์ ดีเยี่ยมกว่า ประณีตกว่ากามทั้งหลายของมนุษย์”
“ฉันนั้นก็เหมือนกัน เรานั้น...ไม่นึกใฝ่ทะยานต่อสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ไม่รู้สึกยินดีต่อกามนั้น...ก็เพราะเรารื่นรมย์อยู่ด้วยความชื่นชมยินดีที่ไม่ต้องมีกาม ไม่ต้องมีอกุศลกรรม อีกทั้งเป็นสุขเหนือกว่าทิพยสุข จึงไม่ใฝ่ทะยานต่อความสุขที่ทรามกว่า ไม่นึกยินดีในความสุขที่ทรามกว่านั้น”
สุขอย่างนี้เป็นสุขที่ชาวพุทธควรจะรู้จักและทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพราะมันเป็นประโยชน์สูงสุดเท่าที่มนุษย์จะพึงได้รับจากชีวิตนี้ และควรพากเพียรพยายามด้วยการเจริญจิตตภาวนา ให้เกิดทั้งสมาธิ สติ และปัญญาความสงบอย่างนี้แหละที่เรียกว่าเป็นความสงบเพราะรู้อย่างแท้จริง
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2017, 08:56:47 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #10 เมื่อ:
มีนาคม 09, 2017, 08:45:32 am »
ก้าวสู่ความสุขอันประเสริฐ
ดังที่ได้บอกไว้แล้วว่า สงบมีสองอย่าง สงบเพราะไม่รู้ กับสงบเพราะรู้
สงบเพราะไม่รู้
มีความหมายตั้งแต่ หลงเพราะมีอวิชชา ถูกครอบงำด้วยอวิชชา ไปจนถึงการไม่รับรู้อะไรเลย คนเราพอไม่รับรู้อะไรเลย เช่น ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่สุงสิงกับใคร ไม่มีงานการต้องทำ ไม่มีสิ่งเร้าเย้ายวน ใจก็สงบได้ หรือเวลาเราปิดตา อยู่ในห้องแอร์ทำสมาธิ จิตไม่ไปรับรู้อะไรเลยนอกจากลมหายใจ จิตแน่วแน่อยู่ตรงนั้นก็สงบได้ อันนี้ก็ดีอยู่ แต่ว่าก็ยังเป็นความสงบเพราะไม่รู้ หรือไม่รับรู้
มีสงบอีกแบบหนึ่งคือ
สงบเพราะรู้ รู้เพราะจิตตื่น มีสติรู้ใจ รู้อาการของใจที่เกิดขึ้น จนเห็นธรรมชาติของใจ เกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญานี่แหละทำให้เกิดการรู้อย่างแจ่มแจ้งจนปล่อยวาง ไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งปวงเพราะว่ารู้ว่ามันไม่เที่ยงรู้ว่ามันเป็นทุกข์ล้วนๆ หรือรู้ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา สงบเพราะรู้ ถึงที่สุดก็คือนิพพาน ซึ่งเกิดจากปัญญาที่เห็นแจ่มแจ้งในพระไตรลักษณ์ นี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรจะเข้าใจและไปให้ถึง จริงๆ แล้วสำหรับผู้มีปัญญาท่านรู้ว่าไม่ต้องไปไหนหรอก เพราะว่านิพพานมีอยู่แล้วตรงนี้ มีอยู่แล้วต่อหน้าต่อตาเรา
สรุปก็คือว่า
ถ้าเราต้องการความสุขที่ประเสริฐก็ต้องพัฒนาตนเพื่อให้เข้าถึงความสุขที่ประเสริฐยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งก็มีอยู่สามระดับ
ระดับพื้นฐานหรือต่ำสุดก็คือ
การมีกามสุขที่ชอบธรรมหมายความว่า แม้ยังปรารถนาที่จะมีความสุขจากทรัพย์สมบัติ จากความมั่งมี ยังเพลิดเพลินในสุขเวทนาที่ได้รับจากผัสสะหรือการเสพ รวมทั้ง อายุ วรรณะ สุขะ พละ แต่แสวงหาและได้สิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีที่ชอบธรรมคือไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม แต่ว่าในขั้นนี้ เนื่องจากยังมีความหลงใหลติดยึดในกามสุขจึงย่อมเป็นทุกข์เมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้นหรือเพราะอยากจะมีเพิ่มขึ้นอีก แต่อย่างน้อยควรจะมีความสุขขั้นนี้เป็นพื้นฐานของชีวิต คือมีความสุขที่ชอบธรรม
ก้าวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งคือ
การเข้าถึงความสุขที่ประณีต เริ่มต้นจากการเห็นโทษของกามสุข เห็นข้อจำกัดของกามสุข แล้วพากเพียรจนเข้าถึงความสุขที่ประณีตได้ คือเริ่มจะไม่หลงใหลในกามสุขแต่ว่า ใจยังไม่เป็นอิสระจากกามสุข ยังอยากมี อยากเสพ แต่ก็มีความสุขที่ประณีตมาแทนที่มากขึ้นเช่น ถึงแม้จะทำมาหากิน มีเงินมีทอง แต่ก็รู้จักใช้เงินใช้ทองในการทำความดีเพื่อให้เกิดความสุขใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ทำให้เกิดความปีติ หรือมีเวลาสำหรับการนั่งสมาธิ เจริญภาวนาเพื่อเข้าถึงความสุขที่ประณีต เมื่อเข้าถึงความสุขที่ประณีตก็ถือว่าได้พัฒนามาอีกขั้นหนึ่ง เป็นสุขที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ ถึงแม้จะยังมีความทุกข์เพราะเครียดจากการทำงาน หรือเพราะยังยึดติดในโลกธรรม เช่น ความสำเร็จ ชื่อเสียง ความมั่งมี แต่ก็มีความสุขจากสมาธิภาวนาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจทำให้ไม่เครียด ทำให้ไม่ท้อแท้เมื่อประสบความผิดหวัง หรือเศร้าโศกเสียใจเมื่อพบความสูญเสียขณะเดียวกันก็รู้ว่ากามสุขนั้นเป็นโทษยึดมั่นถือมั่นกับมันไม่ดีนะ ต้องรู้จักสละออกไป ด้วยการให้ทาน ช่วยเหลือผู้อื่น รวมทั้งมีเวลาสำหรับการทำความดี การเข้าถึงความสุขที่ประณีต นี่เป็นขั้นที่สอง
ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นขั้นที่ประเสริฐที่สุด
คือ การเข้าถึงความสุขอันประณีตและเป็นอิสระจากกามสุข สามารถเกี่ยวข้องกับกามสุขโดยไม่ยึดติดมัน ไม่ถวิลหา ติดใจ หรือทะยานอยาก รู้จักใช้มันในฐานะที่เป็นนาย ไม่ว่าจะเป็นเงิน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ ดังนั้นเมื่อสูญเสียก็ไม่ทุกข์เพราะว่าเราเป็นนายมัน ไม่ใช่มันเป็นนายเรา
ตราบใดที่ยังมีความหลงใหล
มีความยึดติด พอเรายึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นของเรา เราก็กลายเป็นของมันทันที บางทีเรายอมตายเพื่อมันได้ บางคนพอถูกโจรจี้เอาเงิน เขายอมสู้ตายเพื่อรักษาเงินของตนไว้ เวลาบ้านไฟไหม้ เพชรหรือทองเก็บไว้ในบ้าน บางคนยอมตายหรือยอมเสี่ยงตายเพื่อเข้าไปเอาเพชรหรือทองออกมา อันนี้แสดงว่าเขาเป็นของมันไปแล้วแต่ยังหลงคิดว่ามันเป็นของเขาอยู่ ถ้าเรามีความคิดแบบนี้แสดงว่าความหลงบังตาแล้ว จึงคิดว่ามันเป็นของเรา แต่ที่จริงเราเป็นของมันไปแล้ว
บางคนเป็นหนักถึงขั้นว่ายอมทำชั่ว
ยอมตกนรก เพื่อจะได้มีเงินมากๆ เพื่อจะได้มีอำนาจมากๆ ยอมหักหลังเพื่อน บางทีฆ่าสามี ฆ่าพ่อฆ่าแม่เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมากๆ อันนี้เป็นเพราะความยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นของเราแต่หารู้ไม่ว่าเราเป็นของมันไปแล้ว ถ้าเรายอมตกนรกเรายอมทำชั่วเพราะมัน จะเรียกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าเราเป็นของมัน
แต่ถ้ามีปัญญาเห็นชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจะเป็นของเราได้เลยเพราะมันไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของเราได้
จิตก็จะเป็นอิสระจากมันจะใช้มันในฐานะที่เป็นนาย ไม่ใช่ให้มันใช้เราหรือว่าครอบงำเราเสมือนว่าเราเป็นทาสของมันความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่เกิดจากการไม่มีกิเลส ไม่มีความยึดติดถือมั่นเพราะว่ามีปัญญา สามารถที่จะดับอวิชชา ดับกิเลสและดับทุกข์ได้ ที่จริงแล้วจะเรียกว่าดับทุกข์ก็ไม่เชิง น่าจะเรียกว่าทำให้ทุกข์ไม่เกิดมากกว่าเพราะว่าความจริงแล้วแม้เราไม่ทำอะไรมันทุกข์ก็ต้องดับอยู่แล้ว เพราะเป็นธรรมชาติของมัน ปัญหาคือมันดับแล้วเกิดใหม่อยู่เรื่อยเพราะอวิชชาและตัณหาเป็นปัจจัย คอยปรุงมันขึ้นมา ก็เลยเกิดทุกข์ไม่หยุดหย่อน
นิโรธนั้นความจริงไม่ได้แปลว่า
ความดับทุกข์ แต่แปลว่า ทุกข์ไม่เกิด เมื่อทุกข์ไม่เกิดก็เป็นอันหมดปัญหา ทุกข์มันดับของมันอยู่แล้วเพราะมันไม่เที่ยง ปัญหาคือเราคอยปรุงให้มันเกิดอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ยืดอายุให้มัน ต่ออายุให้มัน แต่พอเรามีปัญญา ละสมุทัยหรือทำให้สมุทัยไม่เกิด ทุกข์ก็ไม่เกิด เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็สามารถจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขทั้งๆ ที่โลกนี้เต็มไปด้วยทุกข์
โลกนี้เต็มไปด้วยทุกข์
เต็มไปด้วยความพร่อง เต็มไปด้วยความบีบคั้น แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับมัน มันก็ไม่สามารถจะบีบคั้นเราได้ปัญหาอยู่ที่ว่าเรายึดมั่นถือมั่นกับมัน มันก็เลยบีบคั้นเรา บีบคั้นกายและที่สำคัญคือบีบคั้นใจ เมื่อใดที่เราเข้าถึงความสุขอันประเสริฐเพราะว่ามีปัญญา เราก็สามารถจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นอิสระ ตัวอยู่ในโลกแต่ว่าใจอยู่เหนือโลก เมื่อเรามีความสุขแล้วการที่เราจะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยจิตที่มีเมตตาก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ
สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมีความสุขอย่างแท้จริงก็คือ
ความพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่น หรือความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แต่ถ้าหากคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพราะสุขที่แท้จริงจะทำให้จิตแผ่กว้างออกไปอย่างไม่มีประมาณ พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น โดยไม่คิดถึงตัวเอง
ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ ( ป. อ. ปยุตโต)
สรุปชีวิตที่ประเสริฐไว้อย่างกระชับมากคือ
“อยูใน-ใจเหนือ-เกื้อโลก”
หมายความว่า ตัวอยู่ในโลก แต่ใจอยู่เหนือโลก เป็นอิสระจากโลก โลกธรรมฉาบไม่ติด โลกามิ สถูกไม่เปื้อน ใช่แต่เท่านั้น ยังเอื้อเฟื้อเกื้อกูลโลกด้วย
ถ้า
“อยู่ใน ใจเหนือ แล้วไม่เกื้อโลก”
แสดงว่าไม่ใช่ของแท้ ยังไม่ใช่ความอิสระที่แท้ยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่
เป็นธรรมดาเมื่อคนเรามีความสุขท่วมท้นหัวใจ
ความสุขนั้นก็จะแผ่ออกไป ยิ่งเป็นสุขที่ไม่มีประมาณก็จะแผ่ออกไปอย่างไม่มีขอบเขตไปยังเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ จำเพาะคนที่พร่องเท่านั้นที่จะคอยแสวงหาสิ่งต่างๆ มาเติมเต็ม คนทุกวันนี้ที่แสวงหาอะไรต่ออะไรมากมายเพราะลึกๆ ข้างในนั้นพร่องจึงต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ ไม่หยุดหย่อน อาจจะไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ หรืออำนาจ แต่อาจเป็นการยอมรับจากผู้อื่น หรือแสวงหาคุณค่าชีวิตก็ได้ เพราะว่าข้างในนั้นพร่อง จึงไม่มีความสุข แต่เมื่อจิตนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขที่ไม่มีประมาณ จะไม่คิดแสวงหาความสุขใส่ตัว มีแต่จะแผ่ความสุขออกไป อันนี้แหละที่เรียกว่า
“อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก”
หรือที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านสรุปสั้นๆ ว่า
“สงบเย็น และเป็นประโยชน์”
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2019, 02:09:20 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
ความสุขอันประเสริฐ - พระไพศาล วิสาโล