ผู้เขียน หัวข้อ: ใช้ยาอย่างไร? ให้ปลอดภัยในวัยสูงอายุ  (อ่าน 150 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 10935
    • ดูรายละเอียด






  ใช้ยาอย่างไร? ให้ปลอดภัยในวัยสูงอายุ?

เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาสุขภาพตามมาหลายด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว หรืออาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ เช่น ไข้หวัด อาการไอ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไปจนถึงโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หรือแม้แต่โรคหัวใจ ทำให้ต้องรับประทานยามากมายหลากหลายชนิด ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับยาเกินความจำเป็นได้ ดังนั้นทั้งตัวผู้สูงอายุเองและผู้ดูแล ควรต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ยาอย่างไร? ให้ปลอดภัยในวัยสูงอายุ

ดังนั้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากสำหรับการใช้ยาในผู้สูงอายุก็คือ การเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยา หรือที่เรียกว่า “ยาตีกัน” อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายคนวัยนี้ ยังส่งผลให้การดูดซึมยา การกระจายยา การเปลี่ยนแปลงยา และการกำจัดยาออกจากร่างกาย ไม่ดีเหมือนวัยหนุ่มสาว ทำให้มีความเสี่ยงในการใช้ยามากกว่า นอกจากนี้ปัญหาที่อาจเกิดทางอ้อม เช่น อ่านฉลากยาผิด อ่านไม่ครบถ้วน ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของสายตาในวัยสูงอายุ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจในการใช้ยาของผู้ป่วยกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษครับ

  มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาในวัยสูงอายุ 

1. การได้ยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ทำให้ยามีปฏิกิริยาต่อกันหรือที่เรียกว่า “ยาตีกัน” เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ถ้าได้รับยาลดความดันโลหิตชนิดขับปัสสาวะ จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น การรักษาเบาหวานจึงมักไม่ได้ผล
2. การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในการออกฤทธิ์และกำจัดยาออกจากร่างกาย เนื่องจากผู้สูงอายุมีสัดส่วนของไขมันเพิ่มขึ้นและน้ำในร่างกายลดลง ทำให้ยาหลายชนิดมีระดับยาสูงขึ้นในร่างกาย จึงอาจเกิดพิษได้ง่ายและยาออกฤทธิ์นานกว่าปกติ การกำจัดยาออกทางไตทำได้ลดลง เนื่องจากการทำงานของไตลดลงตามอายุ ทำให้ขับยาออกจากร่างกายไม่ได้
3. พฤติกรรมและทัศนคติของผู้สูงอายุต่อยา เช่น การซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาปวดตามข้อ มักซื้อยาชุดหรือยาลูกกลอนมารับประทาน เพราะเข้าใจว่าผลิตจากสมุนไพรจึงน่าจะปลอดภัย แต่ยากลุ่มนี้มักมีการผสมยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาว เช่น กระดูกพรุน ต่อมหมวกไตฝ่อ และความดันโลหิตสูงได้ เป็นต้น
4. การไม่ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ชอบมาพบแพทย์ เนื่องจากข้อจำกัดทั้งทางด้านร่างกาย เช่น มีอาการเดินลำบากจากอาการปวด ทางด้านจิตใจ เช่น ไม่อยากรบกวนให้ผู้ดูแลพามาโรงพยาบาล รวมถึงข้อจำกัดทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การคมนาคมไม่สะดวก ปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ทำให้ขาดการติดตามการรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ญาติผู้ดูแลก็มีแนวโน้มไม่อยากที่จะลำบากพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ จึงพบได้บ่อยว่าญาติมาขอรับยาเดิมจากแพทย์ โดยไม่พาผู้ป่วยมารับการติดตาม อาจทำให้ยาเหล่านี้จะสะสมจนเกิดเป็นพิษได้โดยไม่รู้ตัว
5. การเก็บสะสมยา ผลจากการที่ผู้สูงอายุมักมีโรคเรื้อรังและได้รับยาหลายชนิด ผู้ป่วยบางรายอาจจะเก็บสะสมยาไว้ โดยไม่ได้รับประทานหรือรับประทานไม่หมด เมื่อมีอาการเจ็บป่วยก็จะเลือกรับประทานยาจากที่สะสมไว้ ชนิดที่เคยรับประทานได้ผล โดยยานั้นอาจจะหมดอายุแล้วหรือมีข้อห้ามใช้ยานั้นเกิดขึ้นใหม่ ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้

  ผู้สูงอายุ กับหลักการใช้ยา 5 ถูก ✔️
1. ถูกคน : ผู้สูงอายุควรกินยาของตนเองที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายมาเท่านั้น ไม่ควรแลกเปลี่ยนยาหรือกินยาของผู้อื่น
2. ถูกโรค : ผู้สูงอายุควรใช้ยาให้ตรงกับโรคที่เป็น โดยให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้สั่งยาเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติการรักษาโรคที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นยาในกลุ่มเดียวกันก็ตาม
3. ถูกขนาด : ควรใช้ยาให้ถูกขนาดที่แพทย์กำหนด เช่น 1 เม็ด, 1 ช้อนโต๊ะ, 10 ซีซี เนื่องจากยามีหลายชนิด ทั้งแบบเม็ด แบบน้ำ แบบแคปซูล ดังนั้นการกินยาแต่ละชนิดต้องดูขนาดตามแพทย์สั่งเป็นสำคัญ
4. ถูกวิธี : ควรนำยาเข้าร่างกายให้ถูกช่องทาง ดังนั้นการอ่านฉลากยามีความสำคัญมาก เพื่อจะได้ทราบว่ายานั้นระบุให้ใช้แบบใด เช่น ยากิน ยาทาผิวหนัง ยาหยอดตา หรือยาเหน็บทวาร
5. ถูกเวลา : ยาชนิดรับประทาน มีทั้งยาก่อนอาหาร ยาพร้อมอาหาร และยาหลังอาหาร ดังนั้นควรใช้ยาให้ถูกต้องตามเวลาที่ระบุบนฉลากยา เพื่อให้การออกฤทธิ์ของตัวยามีประสิทธิภาพการรักษาที่ดี

  กินยาตรงตามเวลานั้น สำคัญอย่างไร? 
อย่างที่บอกครับว่า ยาชนิดรับประทานมีทั้งแบบก่อนอาหาร พร้อมมื้ออาหาร และยาหลังอาหาร ดังนั้นการจะใช้ยาอย่างปลอดภัยในวัยสูงอายุ ควรต้องกินยาให้ถูกต้องตรงตามปริมาณและเวลาที่ระบุไว้บนฉลากยา เพื่อให้ยาสามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลดีในการรักษาโรค
ยาก่อนอาหาร ต้องรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่ท้องว่างนั้นยาจะถูกดูดซึมได้ดีขึ้น
ยาหลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานยาหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วประมาณ 15 – 30 นาที
ยาที่ต้องรับประทานพร้อมอาหาร และยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารทันที เนื่องจากยาเหล่านี้จะส่งผลให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง หากรับประทานในช่วงท้องว่างอาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
ยาก่อนนอน คือเป็นยาที่ต้องรับประทานก่อนนอนประมาณ 15 – 30 นาที

  เมื่อผู้สูงอายุลืมกินยา 

การลืมกินยา เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในผู้สูงอายุ ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อรู้ตัวว่าลืมกินยาผู้สูงอายุบางท่านมักเพิกเฉย ในขณะที่บางท่านนำมากินชดเชยในครั้งถัดไป ซึ่งความจริงแล้วกรณีนี้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เนื่องจากยาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน บางชนิดให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ยาบางชนิดอาจต้องรอรับประทานมื้อถัดไป

แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่ลืมรับประทานยา แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ทุกคนคิดก็คือต้องมีผู้ดูแลคอยจัดเตรียมยาให้ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ยาอย่างปลอดภัย และไม่ลืมรับประทานยาด้วย แต่นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีวิธีการและตัวช่วยอีกหลากหลาย ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุด้วย

1. ใช้ตลับใส่ยา เพื่อป้องการการลืมรับประทานยาของผู้ป่วย ผู้ดูแลควรแบ่งยาใส่ตลับให้พอใช้ในแต่ละวัน สำหรับมื้อเช้า กลางวัน ก่อนนอน แต่ไม่แนะนำให้เตรียมแบ่งยาไว้ล่วงหน้าครั้งละมากๆ โดยเฉพาะยาที่บรรจุอยู่ในแผงฟรอยด์ ก็ควรตัดบ่งออกมาทั้งฟรอยด์ ไม่ควรแกะออกมาเป็นเม็ด เนื่องจากความร้อนและความชื้นอาจทำให้ยาด้อยประสิทธิภาพลงได้
2. ใช้นาฬิกาปลุกเตือน เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ ซึ่งต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา ดังนั้น ตัวผู้สูงอายุเองและผู้ดูแลควรตั้งเวลาในการกินยา เพื่อป้องกันการลืมกินยาและเตือนให้กินยาตรงเวลา ซึ่งปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสามารถช่วยตั้งเวลาปลุกเตือนเมื่อถึงเวลารับประทานยาได้
3.แอพพลิเคชันสำหรับเตือน สำหรับผู้สูงอายุที่มีความชื่นชอบและเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชันเหล่านี้มาใช้งานได้ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายแอบฯ ด้วยกัน ที่สำคัญสามารถดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย

>> 5 กลุ่มยาที่ผู้สูงอายุใช้บ่อย
1. ยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดไขมัน เป็นต้น
2. ยานอนหลับ ยาคลายเครียด วัยสูงอายุมักพบปัญหาการนอนไม่หลับ นอนหลับยาก ตื่นบ่อยเวลากลางคืน ทำให้เกิดภาวะเครียด ทำให้ผู้สูงอายุหันมาพึ่งพายากลุ่มนี้มากขึ้น
3. ยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ อาการปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ท่าทางที่ผิดวิธี หรือจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการใช้ยากลุ่มบรรเทาอาการปวดเมื่อยมากขึ้น แต่ถ้าใช้เกินความจำเป็นก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้
4. วิตามินและอาหารเสริม เมื่ออายุมากขึ้น คนส่วนใหญ่มักมองหาวิตามิน หรืออาหารเสริมบำรุงร่างกาย จึงทำให้ผู้สูงอายุมีการใช้วิตามินหรืออาหารเสริมมากขึ้น
5. สมุนไพร ปัจจุบันยากลุ่มสมุนไพรมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยบางกลุ่มเลี่ยงการใช้ยาเคมีมาใช้กลุ่มยาสมุนไพร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ มักใช้ยาในกลุ่มนี้มากขึ้น

  ยาประเภทใดที่ผู้สูงอายุควรใส่ใจระวัง? 
สำหรับยากลุ่มที่ผู้สูงอายุควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด รวมถึงยาลดความดันและยาเบาหวาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง ตัวอย่างเช่น
ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาคลายเครียด : 3 กลุ่มนี้จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม มึนงง สับสน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างใช้ยาได้ สำหรับการใช้ยานอนหลับในผู้สูงอายุนั้นอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากการใช้ยานอนหลับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้การตอบสนองกับยาลดลง คือกินยานอนหลับในขนาดเท่าเดิมแต่ไม่ได้ผล ต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้นอนหลับได้ จนสุดท้ายกลายเป็นเสพติดยานอนหลับ ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับ และหาวิธีอื่นที่จะช่วยให้นอนหลับได้จะดีกว่าครับ
ยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน : ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงคือทำให้ทางเดินอาหารเกิดการระคายเคือง หากกินอย่างต่อเนื่องอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ และอาจทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขึ้นหรือไตวายได้ครับ
ยาลดความดันโลหิตสูง และยาเบาหวาน : ยาทั้ง 2 กลุ่มนี้ต้องกินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อควบคุมความดันโลหิตและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ห้ามหยุดยา ห้ามเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ดังนั้นต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาปรับยาให้เท่านั้น
ยาพาราเซตามอล : เนื่องจากพาราเซตามอลถูกจัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนทั่วไปรวมถึงวัยสูงอายุคิดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง สามารถกินได้ทุกครั้งเมื่อมีอาการปวดหรือมีไข้ ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใดก็ไม่ปลอดภัย 100% หากได้รับในปริมาณที่สูงมากเกินไป ทั้งนี้ USFDA ได้กำหนดขนาดของยาพาราเซตามอลที่สามารถกินได้ต่อวันสูงสุดไม่เกิน 2,600 มิลลิกรัม โดยแนะนำว่าขนาดที่กินไม่ควรเกินครั้งละ 650 มิลลิกรัม สามารถกินซ้ำได้ทุกๆ 4 – 6 ชั่วโมง แต่ไม่ควรกินติดต่อกันนอนเกิน 5 วัน

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการใช้ยาอย่างปลอดภัยในวัยสูงอายุ คือ การใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง (เท่านั้น) พบแพทย์ตามนัดเป็นประจำโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ห้ามใช้ยาที่หมดอายุ และก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ข้อปฏิบัติง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็เป็นเกราะป้องกัน ให้ผู้สูงอายุทุกท่านใช้ยาอย่างปลอดภัยได้แล้วครับ

ผู้สูงอายุ การใช้ยาในผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โรคในผู้สูงอายุ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

https://bit.ly/3jg0xuz

https://bit.ly/3hmEUs6

https://bit.ly/2EqLNdN

https://bit.ly/3lhpI1F







ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook  สังคมผู้สูงอายุ-Elderlysociety.com
https://www.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8-Elderlysocietycom-106832637687971/[/color]

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?Ѹ??¹ 17, 2020, 04:21:54 AM โดย ยาใจ »