น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
น้ำใจธรรม-สุขภาพ
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
รับมืออย่างไรกับ “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ”
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: รับมืออย่างไรกับ “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ” (อ่าน 1179 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
รับมืออย่างไรกับ “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ”
«
เมื่อ:
ตุลาคม 08, 2020, 05:33:46 am »
รับมืออย่างไรกับ
“การติดเชื้อในผู้สูงอายุ”
การที่ผู้สูงอายุมีภูมิต้านทานต่ำ อาจไม่ได้นำมาแค่ปัญหาสุขภาพหรือการเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วๆไปเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งปัญหาใหญ่อย่าง “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ” ได้อีกด้วยครับ
ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า
ปัจจุบันคนไทยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่าปีละ 50,000 คน ซึ่งการติดเชื้อดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง และที่สำคัญคือการติดเชื้อในผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีโอกาสจะติดเชื้อได้มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว
และเมื่อติดเชื้อบางอย่างแล้วจะมีอาการและมีอันตรายที่รุนแรงกว่า ถึงขั้นต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าการติดเชื้อในผู้สูงอายุ จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจนเท่าคนวัยหนุ่มสาว นี่จึงเป็นเหตุผลให้การวินิจฉัยการติดเชื้อในผู้สูงอายุทำได้ยาก เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นอกจากอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แล้ว ผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสน ซึม รวมถึงหกล้มได้ หรือในกรณีของปอดอักเสบติดเชื้อ ผู้สูงอายุจะไม่มีอาการไข้ ไอ หรือเหนื่อย แต่กลับมีอาการซึม พูดเพ้อ สับสน เบื่ออาหาร หรือทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลง ขณะเดียวกันการตรวจเลือดก็อาจไม่พบว่ามีเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นเหมือนการติดเชื้อในคนหนุ่มสาว อีกด้วยครับ
6
สาเหตุของการติดเชื้อในผู้สูงอายุ
1. ภูมิต้านทานต่ำ ภูมิคุ้มกันลดลง:
การที่ผู้สูงอายุมีภูมิคุ้มกันลดลง โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อที่ต้องต้านทานด้วยภูมิคุ้มกันนี้เพิ่มขึ้น เช่น วัณโรค รวมไปถึงอาจเกิดงูสวัด ซึ่งเป็นโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายเรา ที่จะกำเริบขึ้นมาเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลงก็เป็นได้
2. ระบบในร่างกายทำงานได้ไม่ดีดังเดิม:
เมื่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายไม่ดีดังเดิม โอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ก็มีมากขึ้นด้วย เช่น การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุช่องคลอด ทำให้ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะง่าย
3.ได้รับยาที่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง:
เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพและต้องทานยาตามแพทย์สั่งอยู่เสมอ จึงอาจได้รับยาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เช่น การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ซึ่งกดภูมิคุ้มกัน หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุซื้อยาต้ม ยาหม้อ ยาไทย ยาชุด ยาลูกกลอนมารับประทานเอง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะยาเหล่านั้นอาจมีสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมอยู่ก็เป็นได้
4. ความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัว :
การติดเชื้อในผู้สูงอายุ อาจเกิดจากความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัวที่ผู้สูงอายุเป็น เพราะผู้สูงอายุมักมีความเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง ต่อมลูกหมากโต และขาดสารอาหาร เป็นต้น ซึ่งความเจ็บป่วยเหล่านี้ส่งผลให้ความต้านทานโรคต่ำ
5. ผลจากการตรวจรักษา :
การส่องกล้องเพื่อตรวจอวัยวะต่างๆ รวมถึงการใส่สายสวนปัสสาวะ และการตรวจรักษาอีกหลายอย่าง อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในผู้สูงอายุได้
6. การนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล :
แม้โรงพยาบาลจะเป็นสถานที่ปลอดเชื้อ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นแหล่งของเชื้อโรคด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้สูงอายุที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของโรงพยาบาลได้ และมักเป็นเชื้อโรคที่ดื้อยาด้วย
“ผู้สูงอายุ” เสี่ยงติดเชื้ออะไรบ้าง?
>> ปอดอักเสบติดเชื้อในผู้สูงอายุ ไม่ระวังอันตรายถึงชีวิต
จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เมื่อปี
พ.ศ.2561
ระบุว่า พบผู้ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบมากที่สุดในกลุ่มคนอายุ
65
ปีขึ้นไป ซึ่งการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้สูงอายุ สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อที่ก่อโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสรุนแรง หรือโรคปอดอักเสบติดเชื้อในประเทศไทยได้ประมาณ
70 - 78 % ในผู้สูงอายุ
โรคปอดอักเสบหรือภาวะปอดติดเชื้อมักเกิดขึ้นหลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียผ่านระบบทางเดินหายใจ คนทั่วไปจึงมักเรียกว่าโรคปอดบวม
โดยระยะฟักตัวของโรคใช้เวลาประมาณ 1 – 3 วัน
ซึ่งผู้สูงอายุมักมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ มีเสมหะร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หายใจลำบาก บางรายอาจมีอาการเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก
หากเป็นนานกว่า 2 - 3 วัน โดยไข้ไม่ลด ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อในปอด และอาจทำให้เสียชีวิตได้
ความจริงแล้ว การติดเชื้อปอดอักเสบสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยระดับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ แต่สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า
65 ปี
มักมีความต้านทานโรคต่ำ จึงมีความเสี่ยงของโรคถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นหากมีคนในครอบครัวเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรแยกผู้สูงอายุไม่ให้เข้าใกล้ผู้ป่วย เนื่องจากอาจติดเชื้อไวรัสจนปอดอักเสบได้
ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านทานต่ำจากความเจ็บป่วยทั่วไปหรือโรคประจำตัวที่เป็น เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไตวาย ไขมันพอกตับ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากปอดอักเสบได้ เช่น ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หรือที่อันตรายที่สุด คือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ครับ
สำหรับการรักษานั้น หากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งมีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด หลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อแล้วส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน
2 - 3 วัน
ส่วนโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักมีความรุนแรงน้อยกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการ ทั้งนี้การป้องกันโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุ สามารถทำได้ ดังนี้
-
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและไขมันสูง ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วย
ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
-
หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
-
ไม่ควรไปอยู่ในสถานที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ระบาด
-
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากเชื้อโรคมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา โดยฉีดก่อนช่วงหน้าฝนซึ่งเป็นช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด
>> ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเรื่องใกล้ตัวที่ผู้สูงอายุต้องใส่ใจ
การติดเชื้อในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ
“การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ”
โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นกรดในปัสสาวะ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปัสสาวะเล็ด ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในร่างกายด้วย
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มักก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น
2 ส่วน คือ
1.
การติดเชื้อที่ส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะมีผลต่อไตและท่อไต
2.
การติดเชื้อที่ส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะ มีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตผู้สูงอายุอาจมีไข้และปวดหลังร่วมด้วย
ทั้งนี้ เพศชายจะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ง่ายเพศหญิง
เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน จะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อย ส่งผลให้ค่า pH ในช่องคลอดสูงขึ้น เชื้อโรคจึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีนั่นเอง
นอกจากนี้
ผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่สายสวนในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคหลอดเลือดสมอง
ที่ทำให้ระบบประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ จึงทำให้ปัสสาวะค้าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของจุดซ่อนเร้น และดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ
2 - 3 ลิตร
เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
>> ผู้สูงอายุ กับการติดเชื้อในกระแสเลือด
หากพูดถึงการติดเชื้อในผู้สูงอายุที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต คงจะหนีไม่พ้นการติดเชื้อในกระแสเลือด
ซึ่งก็คือการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสโลหิตและกระจายไปทั่วร่างกาย โดยผู้ป่วยมักเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน จากนั้นแบคทีเรียจะค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด และก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย เช่น เกิดการอักเสบ ลิ่มเลือดอุดตัน อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยการติดเชื้อในกระแสเลือดมักเกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยในโรงพยาบาล เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ว จะมีอัตราเสียชีวิตสูงมาก
หลังการติดเชื้อในกระแสเลือด อาการเริ่มแรกที่จะปรากฏก็คือ มีไข้สูง มือเท้าเย็น รู้สึกหนาวสั่น หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว และคลื่นไส้อาเจียน หากไปรีบไปพบแพทย์ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงขึ้น โดยจะเริ่มมีจุดเลือดออกแดงๆ หรือรอยฟกช้ำขึ้นที่ผิวหนัง รู้สึกมึนงง สับสน การรู้สึกตัวค่อยๆน้อยลง จนถึงขั้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ช็อกและเสียชีวิตได้
โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดที่พบบ่อย ได้แก่
1.
การติดเชื้อในทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม
2.
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
3.
การติดเชื้อในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ
4.
ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอจากสาเหตุอื่นๆ
5.
ติดเชื้อจากการรักษาในโรงพยาบาล เช่น การผ่าตัด รวมถึงการติดเชื้อจากการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น การใส่สายสวนปัสสาวะ การใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือการสอดท่อทางหลอดเลือดดำ ซึ่งหากอุปกรณ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนเชื้อโรค ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดได้
6.
ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาล ซึ่งมักเป็นเชื้อดื้อยาที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยยาปฏิชีวนะธรรมดา และอาจลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้
7.
ติดเชื้อผ่านทางบาดแผล เช่น มีบากแผลจากอุบัติเหตุ รวมถึงแผลจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งดูแลทำความสะอาดแผลค่อนข้างยาก ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อผ่านผิวหนังได้
ในด้านการรักษา เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะจึงถือเป็นการรักษาหลัก โดยแพทย์มักให้ยาด้วยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ชนิดของยาที่ใช้จะต่างกันไปตามชนิดของเชื้อก่อโรค และลักษณะการดื้อยาของเชื้อ ซึ่งระยะเวลาการให้ยาจะอยู่ที่
1 – 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกระแสเลือดจะมีอาการชีพจรเต้นเร็วและความดันโลหิตต่ำ แพทย์จึงจำเป็นต้องให้ยาเพิ่มความดันซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงด้วย และแพทย์อาจพิจารณาการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหรือการให้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ ไม่ให้หัวใจและไตล้มเหลว รวมถึงเป็นการรักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติด้วย
4
วิธีง่ายๆ ป้องกันการติดเชื้อในผู้สูงอายุ
>> รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด :
ทั้งตัวผู้สูงอายุเอง ลูกหลานและผู้ดูแล
ควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความสะอาดทั้งของร่างกาย ที่อยู่อาศัย อาหาร และควรหาเวลาให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอด้วย
>> ตรวจสุขภาพเป็นประจำ :
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มักมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยประเมินความเสี่ยง และรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที
>> ฉีดวัคซีนครบถ้วน :
ผู้สูงอายุควรได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันโรคต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่, งูสวัด, คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และไวรัสตับอักเสบ บี เป็นต้น
>> พบแพทย์ตามนัด :
ควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อแพทย์จะได้ติดตามอาการ หรือมีการปรับเพิ่มลดยา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จในการรักษา
แม้การติดเชื้อในผู้สูงอายุจะเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง แต่ถ้าผู้สูงอายุสามารถดูแล ป้องกันและรักษาสุขภาพได้ดี ก็สามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยที่จะก่อให้เกิดโรคได้ ทั้งยังช่วยให้สูงอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วยครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
-
https://bit.ly/2EWadw2
-
https://bit.ly/2HP9XQy
-
https://bit.ly/2HKqMff
-
https://bit.ly/36to6gq
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook สังคมผู้สูงอายุ-
Elderlysociety.com
https://www.facebook.com/ElderlysocietyHealth/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2021, 10:47:24 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
น้ำใจธรรม-สุขภาพ
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
รับมืออย่างไรกับ “การติดเชื้อในผู้สูงอายุ”