น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี (อ่าน 1357 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
«
เมื่อ:
เมษายน 20, 2022, 10:31:05 am »
ตอนที่ ๑
คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร
การเจริญสติปัฏฐานแบบทั่วไป
ซึ่งมีมาในฑีฆนิกาย มหาวรรค
ในพระไตรปิฎกเล่มที่
๑๐
ครั้งนั้น
พระพุทธเจ้า
ประทับอยู่ที่นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสทัมมะ แคว้นกุรุ
ในครั้งนั้น
พระพุทธเจ้าไ
ด้เรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสแสดงมหาสติปัฏฐานว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
หนทางนี้เป็นหนทางเอกเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อข้ามพ้นความโศกความร่ำไรรำพัน
เพื่อดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุญายธรรม
เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง
หนทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ มีอะไรบ้าง
๑.
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนืองๆ
มีความเพียร
มีความรู้สึกตัว
มีความระลึกได้
ละความยินดียินร้ายออกไป
๒.
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เนืองๆ
มีความเพียร
มีความรู้สึกตัว
มีความระลึกได้
ละความยินดียินร้ายออกไป
๓.
พิจารณาจิตในจิตอยู่เนืองๆ
มีความเพียร
มีความรู้สึกตัว
มีความระลึกได้
ละความยินดียินร้ายออกไป
๔.
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เนืองๆ
มีความเพียร
มีความรู้สึกตัว
มีความระลึกได้
ละความยินดียินร้ายออกไป
เรียกว่าที่ตั้งของสติ เรียกว่าสติปัฏฐาน
ฐานที่ตั้งของสติใหญ่ๆก็จะมีอยู่ ๔ ฐาน
หรือการปฏิบัติที่มีสติเป็นประธาน
เรียกว่าสติปัฏฐาน
ฐานที่ตั้งของสติใหญ่ๆมี ๔ ฐานด้วยกัน
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนืองๆ
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาเวทนาในเวทนาอยู่เนืองๆ
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เนืองๆ
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เนืองๆ
หรือพูดย่อๆ ฐานที่ตั้งของสติใหญ่ๆ
๔
ฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
การปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้เข้าถึงความบริสุทธิ์
จิตใจบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส
หรือว่าข้ามพ้นความโศกความร่ำไรรำพัน
ดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส
บรรลุญายธรรม ทำนิพพานให้แจ้ง
ต้องปฏิบัติอยู่ในสติปัฏฐานทั้ง
๔
นี้
อยู่ในหลักอยู่ในกรอบของฐานทั้ง
๔
นี้
กาย เวทนา จิต ธรรม
ตัวปฏิบัติก็คือตัวสติ
ตัวความเพียรตัวสัมปชัญญะเป็นตัวการปฏิบัติ
ปฏิบัติที่ไหน?
ก็ปฏิบัติที่ฐานทั้ง
๔
คือสติก็ต้องไประลึกที่กาย กายก็เป็นที่ตั้งของสติ
ระลึกที่เวทนา เวทนาเป็นที่ตั้งของสติ
ระลึกรู้จิต จิตก็เป็นที่ตั้งของสติ
ระลึกรู้ธรรม ธรรมะก็เป็นที่ตั้งของสติ
และละความยินดียินร้าย
ละอภิชฌาเพ่งเล็งอยากได้ โทมนัสยินร้ายออกไป
ต้องระลึกด้วยใจที่เป็นกลาง วางเฉย
ไม่ยินดียินร้าย
ประกอบความเพียรอยู่เนืองๆในการระลึกรู้กาย เวทนา จิต ธรรม
..............
ธัมโมวาท โดย
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท
https://web.facebook.com/PageWatMaheyong
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2023, 06:24:59 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
«
ตอบ #1 เมื่อ:
เมษายน 20, 2022, 10:40:54 am »
ตอนที่ ๒
กายในกายมีอะไรบ้าง?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ ไปสู่เรือนว่าง
นั่งคู้บัลลังก์ (ก็คือนั่งขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้มั่น
มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แบ่งออกเป็น
๖
หมวดด้วยกัน หรือแบ่งออกเป็น ๖ ปัพพะ
๑.
มีอานาปานปัพพะ
คือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
๒.
มีอิริยาบถปัพพะ
คือการกำหนดรู้อิริยาบถใหญ่ทั้ง
๔
ยืน เดิน นั่ง นอน
๓.
สัมปชัญญะปัพพะ
ทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถต่างๆ
คู้ เหยียด เคลื่อนไหว เป็นต้น
๔.
ปฏิกูลมนสิการปัพพะ
พิจารณาอาการ
๓๒
ให้เห็นเป็นของปฏิกูล
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น
๕.
ธาตุมนสิการปัพพะ
พิจารณาธาตุทั้ง
๔
แยกกายเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
๖.
นวสีวถิกปัพพะ
พิจารณาซากศพ พิจารณากายเป็นซากศพ
ฐานกายมี ๖ หมวดด้วยกัน มี
๑.
ลมหายใจ
๒.
อิริยาบถใหญ่
๓.
อิริยาบถย่อย อิริยาบถต่างๆ ทำความรู้สึกรู้
๔.
อาการ ๓๒ พิจารณา เกศา โลมา นักขา ทันตา เป็นต้น
๕.
กายโดยความเป็นธาตุ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
๖.
กายโดยความเป็นซากศพ พิจารณาซากศพ
ก็เรียกว่ามีข้อให้เลือกปฏิบัติได้หลายอย่าง
ไม่เหมือนเจริญสติปัฏฐานแบบเจาะจง
นั่นเจาะกายเฉพาะลมหายใจเท่านั้น
ดูกายในส่วนของลมอย่างเดียว
จนมีสมาธิ เกิดปีติเกิดความสุข
จึงไปกำหนดปีติกำหนดความสุขไปสู่ฐานเวทนา
ไปสู่ฐานจิตก็จะเป็นจิตที่ดีงามเพราะว่าทำสมาธิได้ จิตก็จะเป็นเรื่องบันเทิงตั้งมั่น
ส่วนในมหาสติปัฏฐานสูตรทำได้หลายอย่าง
กำหนดลมหายใจก็ได้
กำหนดอิริยาบถใหญ่
อย่างนั่งก็ดูอิริยาบถนั่งได้
ดูท่าทางของกายที่นั่ง
หรือว่าพิจารณาอิริยาบถย่อย
ทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถต่างๆ
หรือพิจารณาอาการ ๓๒ ให้เห็นเป็นของปฏิกูล
พิจารณากายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
พิจารณาซากศพ
ก็มีการระลึกได้หลายอย่าง
แม้จะไม่ได้กำหนดเพียงอย่างเดียว
ดูลมหายใจอยู่
กายปรากฎก็รู้กายในท่านั่ง
หรือว่าอาการ
๓๒
ปรากฎ
ก็พิจารณาอาการ
๓๒
ท่านจึงมีคำกล่าวว่า
พิจารณาเห็นกายในกายที่เป็นภายในอยู่
พิจารณาเห็นกายในกายที่เป็นภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกอยู่
คำว่า “กายในกาย” ก็คือกายมันมีหลายกาย
ลมหายใจก็กายในกาย
ยืนเดินนั่งนอนก็กายในกาย
อิริยาบถย่อยต่างๆก็กายในกาย
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็กายในกาย
ธาตุ ๔
ดิน น้ำ ลม ไฟก็เป็นกายในกาย
รวมทั้งความเป็นซากศพก็เป็นกายในกาย
กำหนดดูลมหายใจเข้าออกก็เรียกว่ากำหนดรู้กายในกาย
คือเป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย
ดูลมหายใจ ลมหายใจเป็นกายอย่างหนึ่งในกายทั้งหลายเรียกว่ากายในกาย
กำหนดอิริยาบถก็เป็นกายในกาย
กำหนดยืนเดินนั่งนอนก็เรียกว่ากำหนดกายในกาย
กำหนดผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
แต่ละอย่างก็เป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย
คือร่างกายนี้มีส่วนประกอบต่างๆ
ไปดูกายส่วนใดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในกายทั้งหลายเรียกว่ากายในกายทั้งหมด
ที่เป็นภายในอยู่
ที่เป็นภายนอกอยู่
ทั้งภายในภายนอก
ดูได้ต่างๆ
กำหนดดูลมหายใจเข้าออกอยู่
บางขณะก็ไปรู้อิริยาบถย่อยหรือไปรู้อาการ ๓๒
หรือกำหนดอิริยาบถเดินอยู่
มีอิริยาบถเดินเป็นหลักอยู่ ดูไปดูมาไปรู้อิริยาบถย่อยหรือไป
รู้อาการ ๓๒
อาจจะเห็นเหมือนโครงกระดูกเดินอยู่
หรืออาจจะไปรู้ลมหายใจก็ได้
ท่านก็ให้กำหนดได้ทั้งหมด
เรียกว่ามันสลับกันได้
ไม่ได้บังคับเจาะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าดูอะไรเป็นหลัก
สมมติว่านั่งกำหนดดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นหลักอยู่
แต่ก็ไม่ได้บังคับเฉพาะลม
บางครั้งไปรู้อาการ
๓๒
ขึ้นมาก็ไม่ห้าม ก็กำหนดดูได้
หรือว่าบางท่านอาจจะกำหนดอิริยาบถนั่งเป็นหลัก
ดูวางท่าทีของกายไว้อย่างไรก็รู้ในอาการของกายอย่างนั้นอยู่
ดูอิริยาบถนั่งเป็นหลักแต่บางครั้งก็ไปรู้ลมหายใจ ก็ไม่ห้าม ก็ดูได้
นี่เรียกว่าเป็นกายในกายที่เป็นภายในบ้าง
เป็นกายในกายที่เป็นภายนอก
อันไหนเป็นหลักอยู่ อันอื่นสลับเข้ามาก็ดูด้วย
การกำหนดรู้ลมหายใจก็เป็นแบบเดียวกัน
หายใจเข้าหายใจออกรู้อยู่
เมื่อหายใจเข้ายาวออกยาวก็รู้อยู่
หายใจเข้าสั้นออกสั้นก็รู้อยู่
ศึกษาว่าจะรู้อยู่ตลอดกองลมหายใจเข้าหายใจออก
สำเหนียกระงับกายสังขารหายใจเข้าหายใจออก
ฝึกกำหนดไปจนพิจารณาเห็นความเกิดเห็นความเสื่อมเห็นความดับในกาย
สังเกตไปจะเห็นธรรมที่เป็นเหตุเกิด
เห็นธรรมที่เป็นเหตุดับ
เห็นทั้งธรรมที่เป็นเหตุเกิดเป็นเหตุดับ
จนมีสติตั้งมั่น
สติตั้งมั่นก็หมายถึงว่าไม่หลงไม่ลืม ไม่เผอเรอ ไม่หลุดลอย
ใหม่ๆมันคอยจะหลุดไปหมด
นั่งไปเดี๋ยวเผลอเดี๋ยวหลุดลอย
ถ้าเราฝึกมากๆขึ้น สติตั้งมั่น
ก็จะไม่หลงลืมไม่เผลอ
รู้อยู่ ระลึกรู้อยู่
ท่านกล่าวว่าเมื่อสติตั้งมั่น
พิจารณาเห็นว่ากายนี้ก็สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
คำว่าสักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
คือกายนี้กำหนดไปพิจารณาไป
มันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่อาศัยให้สติเข้าไประลึกรู้
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
ก็คือมีสติมีสัมปชัญญะมีญาณเข้าไปหยั่งรู้กาย
กายก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งคือไม่ใช่ตัวตน
แต่ก่อนรู้สึกว่ากายนี้เป็นตัวเราของเรา
เมื่อสติตั้งมั่นกำหนดพิจารณาไป
ก็เห็นว่ากายนี้ก็เป็นเพียงสักแต่ว่ากาย
เพียงสักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
ตัณหาและทิฏฐิก็อาศัยอยู่ไม่ได้
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไรๆในโลกด้วย
ก็คือละความเป็นตัวเรา
พิจารณาเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเรา
กายนี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา
นี่ความเป็นจริงเขาเป็นอย่างนั้น
ปฏิบัติไปก็เห็นความจริงอย่างนี้
เรียกว่าเป็นวิปัสสนาขึ้นมา
ปัญญาที่รู้เห็นความจริงจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔
.......................
ธัมโมวาท โดย
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท
https://web.facebook.com/PageWatMaheyong
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2023, 06:24:45 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
«
ตอบ #2 เมื่อ:
เมษายน 20, 2022, 10:43:40 am »
ตอนที่ ๓
ส่วนในฐานที่ ๒
ก็คือฐานเวทนา
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
เวทนาก็เป็นธรรมชาติที่เสวยอารมณ์
เนื่องจากว่าไม่ได้ทำสมาธิให้ได้สมาธิมาก่อน
เวทนาก็จะเป็นทั้งมีสุข มีทุกข์ มีเฉยๆ
สุขอิงอามิส ไม่อิงอามิส
ทุกข์อิงอามิส ทุกข์ไม่อิงอามิส
เฉยๆอิงอามิส เฉยๆไม่อิงอามิส
ก็รวมเป็นเวทนา ๙
คำว่า “อามิส” ก็คือเหยื่อล่อ
ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
เมื่อได้รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม
ได้ลิ้มรสอร่อย ได้สัมผัสทางกายโผฏฐัพพะที่ดีก็เกิดความสุข
เช่น หน้าร้อนมีลมพัดมาเย็นสบาย เกิดสุขเวทนา
ความสุขเหล่านี้เรียกว่าอิงอามิส
หรือว่าเจอโผฏฐัพพะที่ไม่ดีทำให้ไม่สบายกาย
ก็เรียกว่าทุกขเวทนาอิงอามิส
ถ้าอารมณ์พอกลางๆก็รู้สึกเฉยๆ
เวทนามีได้ทั้งทางกายก็มีทางใจก็มี
ทางกายก็จะมีสุขหรือทุกข์
ทางใจก็จะมีสุข มีทุกข์ มีเฉยๆ หรือว่าดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ
ความเฉยๆเรียกว่าอทุกขมสุขเวทนา
คือไม่สุขไม่ทุกข์
หรือเรียกว่าอุเบกขาเวทนา
เฉยๆ อิงอามิส ไม่อิงอามิส
การปฏิบัติไปฝึกไปพอจิตสงบขึ้นมีความสุขเกิดขึ้นมา
ความสุขที่เกิดจากความสงบถือว่าไม่อิงอามิส
ไม่ต้องมีเหยื่อล่อ
ไม่ต้องไปเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่น่าใคร่น่าปรารถนา
จากจิตที่มีความสงบจากอารมณ์สงบจากกิเลสก็เกิดความสุขใจขึ้นมาได้
หรือเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์
ปฏิบัติไปมันเฉยๆ
จะว่าสุขก็ไม่สุข ทุกข์ก็ไม่ทุกข์
เป็นอุเบกขา
อย่างเวลาสมาธิสูงขึ้นจะกลายเป็นอุเบกขาไม่สุขไม่ทุกข์
ท่านก็ให้กำหนดรู้
เมื่อเสวยเวทนาชนิดใดก็กำหนดรู้ว่ากำลังเสวยเวทนาชนิดนั้น
ดูลักษณะของเวทนาที่ปรากฎ
พิจารณาเวทนาในเวทนา
มีความเพียร มีความรู้สึกตัว มีความระลึกได้
ละความยินดียินร้ายออกไป
เวลาเกิดทุกเวทนา เช่น นั่งแล้วมันปวด
ถ้าไปยินร้ายไปโกรธไปเกลียดไปไม่ชอบ
ก็จะทำให้ใจเกิดความกระวนกระวาย
เรียกว่าไม่ละความยินร้าย
พระพุทธเจ้าสอนให้ละความยินดียินร้าย
ถ้ามีความสุขก็รู้ว่าสุข
กำหนดดูความสุข
แต่ก็อย่าไปเพลินติด ไปยินดีติดใจ
นี่พระองค์ก็ให้ละเหมือนกัน
ละความเพลินติดในความสุข
สุขมีได้ แต่ความเข้าไปเพลินติดนี้เป็นราคะเป็นอกุศลเป็นตัณหา
ทุกข์ที่เกิดขึ้นที่กาย ความปวดเจ็บ มันยังไม่เป็นบุญเป็นบาป
แต่ความโกรธความขัดเคืองใจความไม่พอใจจะเป็นโทสะ
ถ้าได้วางเฉย กำหนดรู้ วางเฉย ไม่ยินดียินร้ายด้วย
ซึ่งก็ต้องฝึกหัดปฏิบัติ
พิจารณาเวทนาในเวทนาที่เป็นภายในอยู่
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาที่เป็นภายนอกอยู่
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในภายนอกอยู่
คำว่า “เวทนาในเวทนา” ก็หมายถึงว่า
เวทนามีหลายอย่าง
ที่ท่านยกมี ๙ เวทนา
สุข ทุกข์ เฉยๆ
สุขอิงอามิส ไม่อิงอามิส
ทุกข์อิงอามิส ไม่อิงอามิส
เฉยๆอิงอามิส ไม่อิงอามิส
ใน ๙ นี้กำหนดอันไหนก็ชื่อว่าเวทนาอันหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย
สุขก็เป็นเวทนาอันหนึ่ง
ทุกข์ก็เป็นเวทนาอันหนึ่ง
เฉยๆก็เป็นเวทนาอันหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย
จึงเรียกว่าเวทนาในเวทนา
กำหนดรู้เวทนาในเวทนาที่เป็นภายในอยู่
ที่เป็นภายนอกอยู่
ก็คือรู้ได้ต่างๆ
ไม่ได้รู้อย่างเดียว
อย่างเช่นนั่งอยู่ ขามันปวด
ดูความปวด
แต่ส่วนบนบางทีก็เป็นความสบาย
เช่น อากาศมากระทบเย็นสบายก็รู้สึกเย็นรู้สึกสบาย
แต่บางส่วนก็เป็นทุกข์
ก็กำหนดรู้ได้ในเวทนาต่างๆ
จนพิจารณาเห็นความเกิดความเสื่อมความดับไป
เวทนาก็มีการเปลี่ยนแปลง
กำหนดไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลง
เห็นความเกิดขึ้น
เห็นความเสื่อมไปดับไปของเวทนา
จนสติตั้งมั่น พิจารณาเห็นว่าเวทนานี้ก็สักแต่ว่าเวทนา
คือเป็นเพียงสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเราของเรา
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้ สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
ตัณหาและทิฏฐิก็อาศัยไม่ได้
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไรๆในโลกด้วย
นี่ก็คือเกิดปัญญารู้เห็นว่าเวทนาไม่ใช่ตัวเรา
แต่ก่อนมันยึดว่าปวดนี้คือตัวเรา ปวดของเรา
แต่พอกำหนดพิจารณาไปเกิดญาณขึ้นมา
เวทนาเป็นที่ตั้งของญาณที่เข้าไปรู้ ญาณหรือปัญญา
หรือเป็นที่ตั้งของสติ สติเข้าไปรู้
เวทนาก็เป็นสักแต่ว่าเป็นที่ตั้งของสติ
เป็นที่ตั้งของญาณที่เข้าไปรู้
ไม่ใช่ตัวตนอะไร
แม้ตัวสติที่เข้าไประลึกรู้ก็สักแต่ว่าสติ
ญาณก็สักแต่ว่าปัญญา
ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ตัณหา (ความทะยานอยาก) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ก็หลุดไป
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไรๆในโลกด้วย
...........................
ธัมโมวาท โดย
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท
https://web.facebook.com/PageWatMaheyong
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2023, 06:25:32 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
«
ตอบ #3 เมื่อ:
เมษายน 26, 2022, 04:43:39 pm »
ตอนที่ ๔
ในข้อที่ ๓
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาจิตในจิต
พระพุทธเจ้า
แสดงจิตไว้ใน
มหาสติปัฏฐานมี ๑๖ ข้อ
ด้วยกัน
ฉะนั้นไปกำหนดข้อไหนก็ถือว่าเป็นจิตในจิตเหมือนกันเหมือนกายในกาย
กำหนดจิตข้อไหนก็เป็นจิตในจิต
๑๖ ข้อนั้นมีอะไรบ้าง
๑. จิตมีราคะ
จิตมีราคะก็หมายถึงจิตที่มีความใคร่ในอารมณ์
พอใจ ต้องการ ติดใจในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ
เรียกว่าจิตมีราคะ
อย่างเช่นทานอาหารรสอร่อย
รู้สึกพอใจติดใจ
ก็มีรสตัณหา มีราคะในรสแห่งอาหาร
เห็นรูปสวย พอใจติดใจก็เป็นราคะขึ้นมา
ฟังเสียงไพเราะ พอใจมีราคะเกิด
ได้กลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อยก็เกิดราคะได้
ก็กำหนดรู้ว่าจิตมีราคะอยู่
จิตปราศจากราคะก็กำหนดรู้ได้ว่าจิตปราศจากราคะ
มันไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งจิตก็ว่างๆเปล่าๆ ไม่มีราคะ
ก็รู้จิตขณะนี้ไม่มีราคะ
๒. จิตมีโทสะก็กำหนดรู้ว่าจิตขณะนี้มีโทสะ
คือความโกรธความขัดเคืองใจ
บางทีก็ขุ่นใจขึ้นมา
พอได้ประสบอะไรขึ้นมา รูปเสียงกลิ่นรสที่ไม่ถูกใจก็เคือง โกรธ
ก็ต้องมีสติระลึกรู้ว่าขณะนี้จิตมีโทสะอยู่ ขุ่นใจอยู่
ขณะที่กำหนดรู้นี้ท่านให้วางใจเป็นกลาง
คือละความยินดียินร้าย
ประกอบความเพียร รู้สึกตัว มีสติ
ละความยินดียินร้าย
จิตปราศจากโทสะก็กำหนดรู้ว่าจิตขณะนี้ปราศจากโทสะ
มันไม่ได้โกรธตลอดเวลา
บางครั้งจิตไม่ได้โกรธก็รู้ว่าจิตขณะนี้ไม่โกรธ
ไม่ใช่ว่าเราจะดูแต่จิตที่โกรธเท่านั้น
นั่งกรรมฐานบางครั้งจิตไม่ได้โกรธก็รู้อยู่
๓. จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ
อย่างเช่นนั่งๆไปจิตมันเผลอ
ก็กำหนดรู้เมื่อกี้เผลอ
รู้ได้หยกๆ
รู้ได้ปัจจุบันสันตติ
เห็นอาการของความที่เผลอ
พอรู้ขึ้นมาก็มีสติขึ้นมา จิตรู้ตัวขึ้นมา
จิตไม่เผลอก็รู้ว่าจิตไม่เผลอ จิตไม่หลง
จิตหลงอยู่ก็รู้
จิตไม่หลงก็รู้
จิตบางครั้งหดหู่ท้อแท้ท้อถอยง่วงเหงาหาวนอนก็กำหนดรู้
จิตมีความฟุ้งซ่านก็รู้ว่าขณะนี้จิตมีความฟุ้งซ่านซัดส่ายไปในอารมณ์
จิตเป็นมหัคคตะ ก็หมายถึงว่าจิตเข้าถึงความเป็นใหญ่
หมายถึงสมาธิแนบแน่นในอารมณ์
จิตแนบแน่นในอารมณ์
เป็นสมาธิระดับฌาน
ฌานจิตเกิดขึ้น
สภาพจิตจะแนบแน่นอยู่ในอารมณ์เดียว
ไม่คิดเรื่องอื่น
จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่ได้เป็นมหัคคตะก็คือยังไม่ได้แนบแน่นในอารมณ์
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
พระพุทธเจ้าก็แสดงไว้ตลอดสาย
จิตสูงสุดก็คือจิตระดับอรหัตตมรรคอรหัตตผล
ส่วนพวกเราก็ยังมีจิตที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
แม้จะปฏิบัติไป จิตใจดีงามผ่องใสสงบ
แต่ก็ยังมีจิตที่เหนือกว่านี้
ก็กำหนดรู้ตามที่มี
มีจิตแบบไหนก็รู้ไปตามนั้น
จิตมีสมาธิก็รู้ว่าจิตขณะนี้มีสมาธิ
จิตไม่มีสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่มีสมาธิ
จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าขณะนี้จิตหลุดพ้น
จิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
การหลุดพ้นมี ๓ ระดับ
๑. ตทังควิมุตติ
หลุดพ้นเป็นขณะๆชั่วคราว
๒. วิกขัมภนวิมุตติ
หลุดพ้นได้นานๆ
ก็คือระดับทำสมาธิได้ฌาน จะระงับนิวรณ์ไปได้นานๆ
ตราบใดที่สมาธิทรงตัวอยู่ก็ระงับได้หมด
๓. สมุจเฉทวิมุตติ
หลุดพ้นโดยเด็ดขาด
ก็คือต้องเข้าถึงโลกุตรมรรค
โสดาปัตติ
มรรคเกิดขึ้นจะประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาด
หลุดพ้นไปโดยเด็ดขาด
ความยึดถือ
ขันธ์ ๕
เป็นตัวเป็นตนนี้หลุดพ้น
ความสงสัยลังเลใจในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์หรือข้อวัตรปฏิบัติหมดความสงสัย
หลุดพ้นโดยเด็ดขาด
หรือ
ระดับอนาคามี
อนาคามีมรรคเกิดขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งก็ทำให้กามราคะ ปฏิฆะ หลุดโดยเด็ดขาด
ฉะนั้นระดับอนาคามีจะไม่มีจิตประเภทราคะเกิดขึ้น
หมดความใคร่ในอารมณ์
หมดความโกรธ
ใครจะมาด่า ใครจะมาตี ใครจะมาฆ่า
จิตโกรธจะไม่เกิดขึ้น
ราคะก็เกิดขึ้นไม่ได้
นี่เรียกว่าสมุจเฉทวิมุตติ
อย่างปุถุชนที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมก็จะมีตทังควิมุตติหลุดพ้นชั่วขณะ
แต่มันก็เกิดใหม่ได้อีก
ยังไม่ได้ตัดขาด
อย่างเช่นว่าจิตกำลังเกิดโทสะโกรธอยู่
กำหนดรู้ดูโทสะ วางเฉยดี มันก็หายไปหลุดไป ถูกละไปได้
แต่เผลอๆมันเกิดใหม่อีก
หรือว่าจิตมีความฟุ้งอยู่
กำหนดรู้ฟุ้งอย่างวางเฉยเป็นอย่างดี ความฟุ้งดับไปหายไป หลุดพ้นไปได้
หรือว่าเกิดความง่วงท้อแท้ท้อถอย
กำหนดดูดีๆมันหลุดไปได้ ใจตื่นสว่างขึ้นมาโดยฉับพลันก็ได้
แต่ไม่เด็ดขาด ไปๆก็มาอีก
ปุถุชนผู้ปฏิบัติก็จะเจอ
หลุดพ้นชั่วขณะก็กำหนดรู้ว่าหลุดพ้น
ไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น
ฟุ้ง ดูฟุ้งไปก็ยังฟุ้งอยู่อย่างนั้น
โกรธ ดูไปก็ยังโกรธอยู่อย่างนั้น
ง่วง ดูง่วงก็ยังง่วงอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหลุดพ้น
ต้องหัดวางเฉยเป็นอย่างดี
ฉะนั้นก็จะมี ๑๖ ชนิดด้วยกัน
ในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าแสดงจิต
จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ
จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะ
จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่
จิตเป็นมหัคคตะหรือได้ฌาน จิตไม่เป็นมหัคคตะ
จิตมีสมาธิ จิตไม่มีสมาธิ
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
จิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น
แม้จิตที่กำลังเป็นจิตที่เป็นอกุศล
เช่น เป็นไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง หรือฟุ้งซ่านอยู่
ก็ยังต้องเป็นที่ตั้งของสติได้
เจริญสติแบบมหาสติปัฏฐานนี้
จิตเป็นอกุศลก็กำหนดดูตามที่มันเป็น
แต่ต้องหัดวางเฉย
ละความยินดียินร้าย
เมื่อฝึกไปกำหนดไป มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
เพียร ทำแล้วทำให้มากแล้ว
มันก็จะจางลง คลายลง เบาลง
ใจก็จะดีขึ้น
จนพิจารณาว่ามันมีความเปลี่ยนแปลง
จิตก็มีความเกิดขึ้นมีความดับไปเหมือนกัน
ไม่ได้ตั้งอยู่
สติตั้งมั่น ปัญญาพิจารณาเห็นว่า
จิตนี้ก็สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
ไม่ใช่ตัวเรา
จิตต่างๆไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ตัวเราของเรา
แต่ถ้าปัญญาไม่เกิดมันก็จะยึด
อุปาทานเข้ามายึดเอาให้รู้สึกว่าเรา เป็นตัวเราของเรา
แต่เมื่อวิปัสสนาเกิดขึ้น
รู้เห็นความจริงขณะนั้น
จะรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตน
ก็ละความเป็นตัวตนได้ชั่วขณะ
หลุดพ้นได้ชั่วคราวชั่วขณะ
เดี๋ยวๆเผลอก็ยึดอีก
เจริญวิปัสสนาพอปัญญาเห็นแจ้งมันก็ละในขณะนั้น
รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา
แต่ว่ายังไม่ได้ละโดยเด็ดขาด
ขาดสติมันก็มาอีก ยึดอีก เป็นตัวเราอีก
ก็ต้องเพียรกำหนดไปเรื่อยๆ
ดูไปเรื่อยๆว่าจิตมีความเกิดขึ้น
มีความดับไป
มีสภาพไม่เที่ยง
มีสภาพตั้งอยู่ไม่ได้
มีสภาพไม่ใช่ตัวตน
ทูรัง คะมัง
เอกะจะรัง
อะสะรีรัง
คุหาสะยัง
เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ
โมกขันติ มาระพันธะนา
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
จิตนี้ไปไกล
ทูรัง คะมัง
อยู่ตรงนี้บางทีเขาก็สามารถคิดไปไกลไปไหนๆได้
กลับวัดไปหลายรอบ ไปไกล
เอกะจะรัง
เกิดขึ้นมาทีละดวง
ข้อมูลคำสอนอันนี้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ
จะทำให้เราสังเกตได้
พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า "เกิดมาทีละดวง"
คำว่า
"ดวง"
ไม่ได้หมายถึงดวงกลมๆ
เป็นสรรพนาม เป็นคำสมมติ
จิตเกิดขึ้นมาทีละจิต
จิตเห็น จิตได้ยิน มันก็คนละจิต
จิตได้กลิ่น จิตรู้รส
จิตรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง
จิตมีราคะ จิตไม่มีราคะ
จิตมีโทสะ จิตไม่มีโทสะ
มันคนละดวงหมดเลย
ถ้ากำหนดไปเฝ้าสังเกตไป มีสติดีขึ้น
จะเห็นความต่างขณะกัน
เห็นก็อย่างหนึ่ง
ได้ยินก็อย่างหนึ่ง
การเห็นเป็นอย่างๆจะนำไปสู่การเห็นความเกิดดับ
เห็นหมดไป ได้ยินเกิด คิดนึกเกิด
คิดนึกหมดไป ได้ยินเกิด
มันไม่ได้พร้อมกัน
จิตไม่ได้เกิดมาซ้อนทีเดียว ๒ ดวง ๓ ดวง
แต่เนื่องจากว่ามันมีความเร็ว
เกิดดับเร็วมาก
ไม่มีอะไรเร็วเท่าจิต
มันติดๆถี่ๆ ก็เลยดูเหมือนพร้อมๆกัน
แต่เมื่อเจริญสติไปจะเห็นความคนละขณะกัน
ถึงแม้จะไม่ได้เห็นทุกขณะๆ
แต่หลายๆขณะเห็นครั้งมันก็จะดูว่าไว
ทำให้รู้สึกได้ว่าจิตนี้ไม่เที่ยงเลย
เมื่อเห็นความไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์?
มันก็จะเห็นเป็นทุกข์
คือทนอยู่ไม่ได้
คำว่าทุกขลักษณะ ทนอยู่ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
มีความแปรผันเป็นธรรมดา
ควรหรือจะยึดถือว่านั่นเป็นเรา
นั่นเป็นของเรา
เราเป็นนั่น
นั่นเป็นตัวตนของเรา
ที่พระพุทธเจ้าถาม
ก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า
นั่นไม่ใช่เรา
นั่นไม่ใช่ของเรา
จิตก็เป็นเพียงจิต
เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง
จนมีสติตั้งมั่น
เห็นว่าจิตนี้เป็นเพียงสักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
ตัณหาและทิฏฐิก็หลุดไป
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไรๆในโลกด้วย
เอกะจะรัง
เกิดขึ้นมาทีละดวง
คุหาสะยัง
มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
จิตก็อาศัยอยู่ในกายนี้
ร่างกายเหมือนบ้าน เหมือนคูหา เหมือนถ้ำ
จิตก็มาอาศัยอยู่ในกายนี้
แต่มันก็ไม่ใช่กาย
มันก็สั่งให้กายยืนเดินนั่งนอน
หรือว่าโดยละเอียด ที่เกิดของจิตมีอยู่ ๖ ที่ในชีวิต
เกิดที่ตาก็ได้
เกิดที่หูก็ได้
เกิดที่จมูก
เกิดที่ลิ้น
เกิดที่กาย
คือที่ประสาทกายทั้งตัวเกิดได้หมด
แล้วก็เกิดที่หทัยวัตถุ
จิตที่โลภโกรธหลง จิตที่มีสติ จิตที่คิดนึก จะเกิดที่หทัยวัตถุ
ส่วนมากก็จะเกิดที่ทางใจ
เห็นเกิดทางตาแป๊บเดียวก็ลงมาเกิดทางใจ
ได้ยินแป๊บหนึ่งก็ลงมาทางใจ คิดนึกปรุงแต่ง
เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ โมกขันติ มาระพันธะนา
ชนเหล่าใดสำรวมระวังรักษาจิตได้
ชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร
อะไรเป็นเครื่องผูกแห่งมาร?
ก็คือวัฏสงสาร
ถ้าเรายังมีการเวียนว่ายตายเกิด
มารก็ได้ช่อง
ขันธมาร
ต้องปวดต้องเจ็บ ต้องไม่สบาย ต้องเดือดร้อนทางสรีระร่างกาย
เข้ามาทางขันธมารบ้าง
กิเลสมาร
เทวปุตตมาร
อภิสังขารมาร
มัจจุมาร
ความตายก็ยังต้องมาอีก
สำรวมระวังรักษาจิตได้
ก็คือมีการเจริญสติระลึกรู้เท่าทันต่อจิตใจ
ก็จะมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏ
พ้นจากเงื้อมมือของมารไปได้
...............
ธัมโมวาท โดย
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท
https://web.facebook.com/PageWatMaheyong
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2023, 06:26:02 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
«
ตอบ #4 เมื่อ:
เมษายน 26, 2022, 04:56:26 pm »
ตอนที่ ๕
ข้อสุดท้าย
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาธรรมในธรรม
พระพุทธเจ้าแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร
ในข้อธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานไว้
มีทั้งหมด ๕ หมวดด้วยกัน
มีอะไรบ้าง?
หมวดที่ ๑
หมวดนิวรณ์ เครื่องกั้นความดี
มีกามราคะบ้าง
พยาบาทบ้าง
ถีนมิทธะ
อุทธัจจะกุกกุจจะฟุ้งซ่านรำคาญใจ
วิจิกิจฉาสงสัยเกิด
แต่ว่าเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้
เกิดฟุ้งก็กำหนดรู้ฟุ้ง
เกิดราคะก็กำหนดรู้ราคะ
เกิดโทสะก็กำหนดรู้โทสะ
เกิดท้อถอยก็ดูท้อถอย
เกิดสงสัยก็ดูสงสัย
นี่พิจารณาธรรม
มันเป็นอกุศลธรรม แต่มันก็เป็นสภาพธรรมเหมือนกัน เป็นนามธรรม
เมื่อราคะเกิดขึ้นในจิตใจก็กำหนดรู้ว่าราคะเกิดขึ้นในจิตใจ
แต่ในจิตตานุปัสสนาก็มีจิตราคะจิตโทสะเหมือนกัน
ในธัมมานุปัสสนาก็มีเหมือนกัน แต่ว่าเอาราคะเป็นประธาน
ราคะเกิดขึ้นที่ใจก็รู้ว่าราคะเกิดขึ้นที่ใจ
แต่ในจิตตานุปัสสนานั้นเอาจิตเป็นประธาน
จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ
ในธัมมานุปัสสนานี้ ราคะมีในจิตใจก็รู้ว่าราคะมีในจิตใจ
อุปมาเหมือนเข่ง
ถ้าจิตเหมือนเข่งใบหนึ่ง
ยกเข่งขึ้นมาดูในเข่งมีอะไรบ้าง
เอาจิตขึ้นมาพิจารณาแล้วจิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ จิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ
แต่ว่าในข้อธัมมานุปัสสนาเหมือนดูของในเข่ง
เข่งมันมีขยะอยู่ มีหนู มีสัตว์ตาย มีของเน่าอยู่ในเข่ง เข่งนี้มีขยะ
ขยะอยู่ในเข่ง
แล้วแต่เอาอะไรเป็นประธาน
จึงแสดงว่าราคะเกิดขึ้นในจิตใจก็รู้ว่าราคะเกิดขึ้นในจิตใจ
ราคะไม่มีในจิตใจก็รู้ว่าราคะไม่มีในจิตใจ
โทสะเกิดขึ้นในจิตใจก็รู้ว่าโทสะเกิดขึ้นในจิตใจ
โทสะไม่มีในจิตใจก็รู้ว่าโทสะไม่มีในจิตใจ
ฟุ้งซ่านมีในจิตใจก็รู้ว่าฟุ้งซ่านมีในจิตใจ
ฟุ้งซ่านไม่มีในจิตใจก็รู้ว่าฟุ้งซ่านไม่มีในจิตใจ
แล้วถ้านิวรณ์เกิดขึ้น ละเขาได้อย่างไร
มีวิธีการละเขาอย่างไร?
ละราคะละเขาได้อย่างไร?
มีการพิจารณาโดยความเป็นอสุภะ
พิจารณาถึงความไม่สวยไม่งามของสังขารร่างกาย
หรือพิจารณาเป็นของปฏิกูลแล้วก็ละเขาได้
ก็รู้ในเหตุปัจจัยนั้นด้วย
หรือว่าละเขาด้วยการใช้กำหนดรู้ตรงๆ
จิตมีราคะเกิดขึ้นก็รู้ไปตรงๆว่าราคะเกิดขึ้นในจิตใจอยู่
กำหนดรู้ วางเฉย มันก็ดับไป
ก็รู้ว่าใช้สติ ใช้การระลึกรู้ หรือใช้การพิจารณา
อย่างโทสะเกิดขึ้นใช้พิจารณาอย่างไร?
อาจจะพิจารณาเราโกรธใคร
บางทีโกรธเขา คิดพยาบาทอาฆาตแค้น
พิจารณามันไม่มีคนไม่มีสัตว์
เป็นเพียงสักแต่เพียงว่าธาตุ
หรือพิจารณาถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระองค์สอนว่าฆ่าความโกรธเสียได้ย่อมอยู่เป็นสุข
หรือพิจารณาว่าเป็นเรื่องของกรรม กฎแห่งกรรม
การที่เราถูกกระทำอย่างนี้ๆก็เพราะเราทำกรรมไว้แบบนี้ๆ
ก็ต้องชดใช้กรรมไป
หรือเขาทำไม่ดีกับเรา
เขาก็ต้องไปรับผลกรรมอยู่แล้ว
หรือพิจารณาโดยความเป็นญาติ
คนเราเกิดมาที่จะไม่เคยเป็นญาติกันไม่มี
อย่างนี้ก็หายโกรธหายพยาบาท
รู้ในเหตุที่ทำนั้นด้วย
หรือแผ่เมตตา
เจริญแผ่เมตตาชนะความโกรธได้
หรือเจริญวิปัสสนา
กำหนดรู้ตรงๆ
จิตมีโทสะเกิดขึ้นก็กำหนดรู้โทสะอย่างวางเฉย
กำหนดอย่างวางเฉยให้ดีมันก็ดับไปได้
ก็รู้ในเหตุปัจจัยนั้นด้วย
ในหมวดนิวรณ์
หมวดที่ ๒
ก็คือหมวดอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันนี้ก็เป็นธรรมในธรรม
หมวดที่ ๓
ก็คือ อายตนะ ๑๒
หมวดที่ ๔
ก็คือ โพชฌงค์ ๗
หมวดที่ ๕
คือ อริยสัจ
ก็คงต้องพูดเป็นเรื่องๆไป
พูดเรื่องขันธ์ ๕ หรือจะพูดเรื่องอายตนะ หรือจะพูดเรื่องโพชฌงค์ หรือจะพูดอริยสัจ
มีข้อรายละเอียดมาก
ก็ให้รู้ว่าพิจารณาธรรมในธรรม
โดยย่อก็คือธรรมที่เป็นอกุศลก็มี ธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลก็มี
ธรรมฝ่ายอกุศลเช่นนิวรณ์ ฝ่ายไม่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้
ฝ่ายดีก็มี เช่น โพชฌงค์ โพชฌงค์เป็นตัวปฏิบัติเพื่อความตรัสรู้ก็ต้องกำหนดรู้เหมือนกัน
หรืออัพยากตธรรม ธรรมที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป
เช่น รูปขันธ์ไม่จัดเป็นบุญเป็นบาป
ตา หู จมูก ลิ้น กาย สี เสียง กลิ่น รส
หรือว่าธรรมที่เป็นวิบาก
การเห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส
ไม่จัดเป็นบุญเป็นบาป
เรียกว่าอัพยากตธรรม
ก็พิจารณา
เพราะว่าตัวสภาวธรรมเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่มีไตรลักษณ์อยู่
มีความไม่เที่ยงอยู่
มีความเกิดดับอยู่
มีสภาพไม่ใช่ตัวตน
เมื่อระลึกไปพิจารณาไปก็เห็นถึงความจริงว่า
มันไม่เที่ยงจริงๆ
มันเป็นทุกข์
มันไม่ใช่ตัวเรา
พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้พิจารณาว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา
นั่นไม่ใช่ตัวเรา
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
เพราะฉะนั้นต้องมีสติตั้งมั่นก่อน
ถ้าสติยังไม่ตั้งมั่น
ปัญญาพิจารณาไปบางทีก็ฟุ้ง
หรือว่ากลายเป็นจินตาญาณความคิดหมด
ไม่ประจักษ์แจ้งในสภาวะ
ฉะนั้นใหม่ๆก็พยายามระลึกให้อยู่กับปัจจุบัน
รู้เท่าทันในปัจจุบันอารมณ์
ก็คงจะพอเป็นแนวให้เห็นว่า
สติปัฏฐานโดยทั่วไปหรือในมหาสติปัฏฐานสูตรสามารถทำได้ต่างๆ
กำหนดได้หลายๆอย่าง
ก็สามารถจะเลือกทำให้เหมาะสมกับตนเอง
เราถนัดพิจารณาแยกกายเป็นธาตุก็ได้
บางคนถนัดชอบพิจารณาโดยความเป็นธาตุ
แยกกายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
บางคนถนัดพิจารณาอาการ
๓๒
เป็นของปฏิกูล
ก็เอามาพิจารณามาปฏิบัติ
หรือสลับกันไป
บางครั้งดูลมหายใจอยู่
บางครั้งก็ดูอิริยาบถนั่ง
ก็อยู่ในแนวทางของคำสอน
หรือว่าบางท่านถนัดที่จะสัมปชัญญะปัพพะ
ดูการเคลื่อนไหว ขยับมือขยับขาเคลื่อนไหว
กำหนดรู้ ก็ได้เหมือนกัน
ก็อยู่ในสติปัฏฐาน
..................
ธัมโมวาท โดย
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท
https://web.facebook.com/PageWatMaheyong
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2023, 06:26:29 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
มหาสติปัฏฐานสูตร - หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี