ผู้เขียน หัวข้อ: เป็นอะไรก็ไม่สู้ เป็นกูเอง  (อ่าน 2427 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
เป็นอะไรก็ไม่สู้ เป็นกูเอง
« เมื่อ: มีนาคม 08, 2012, 11:11:05 am »
เป็นอะไรก็ไม่สู้ เป็นกูเอง

กบ ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในสระใกล้กุฏิของพระในวัดแห่งหนึ่ง ทุกเช้ามันจะโดดออกจากสระขึ้นไปหมอบอยู่ริมทางเดิน มันเห็นพระเดินออกไปบิณฑบาตและเห็นโลกกว้างทุกวัน
 
อยู่มาวันหนึ่งมันเห็นพระออกไปบิณฑบาตไม่นานก็กลับวัดพร้อมกับมีข้าวเต็ม บาตรมีกับข้าวและขนมเต็มย่าม มันจึงคิดว่า
 
“เออ เป็นพระนี่ก็ดีเหมือนกันนะ ดีกว่าเราเป็นไหนๆ แค่เดินไปชั่วโมงเดียวก็ได้อาหารมากมาย”
 
หลักจากพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ท่านก็นำเศษข้าวมาโปรยให้ฝูงไก่กิน กบเห็นเข้าก็คิดอยากเป็นไก่ขึ้นมา
 
“อ๊ะ เป็นไก่นี่ดีกว่าเป็นพระอีก ไม่ต้องเดินไปหากินไกล ๆ ถึงเวลาพระก็มาโปรยข้าวให้กิน สบายดีจริงๆ”

ทันใดนั้นมีหมาวัดตัวหนึ่ง เห็นไก่กำลังจิกอาหารกินอย่างเพลิดเพลิน จึงวิ่งมาไล่ไก่จนแตกกระเจิงไป กบเห็นเข้าก็อยากจะเป็นหมาขึ้นมาอีก
 
“เป็นหมานี่ก็ไม่เบา เป็นฮีโร่ไล่ไก่เล่นสนุกดี ทำอย่างไรเราจึงได้เป็นหมาได้หนอ”

ขณะกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่ เด็กวัดคนหนึ่งเห็นหมาไล่ไก่เข้า ก็คว้าไม้ไล่ตีหมาร้องลั่นวัดไป กบเห็นเข้าถึงกับสะดุ้งโหยง คิดว่า “โธ่เรานึกว่าเป็นหมาจะเก่ง ที่แท้ก็สู้เด็กไม่ได้ ขนาดเป็นเด็กหมายังกลัว ถ้าเป็นผู้ใหญ่คงปราบอะไรได้ทั้งหมด เราน่าจะเป็นคนดีกว่า” กบคิดเตลิดไปอีก
 
หลังจากเด็กวัดไล่ตีหมาแล้ว ก็มานั่งหอบอยู่บนม้านั่งใต้ร่มไม้ ขณะนั้นมีแมลงวันหลายตัวมาตอมแข้งตอมขา เด็กวัดจึงปัดแมลงวันให้วุ่นไป เมื่อสู้ไม่ไหวทนรำคาญไม่ได้ก็ลุกหนีไปพลางบ่นว่า
 
“รำคาญจริง ตอมได้ตอมดีไอ้พวกแมลงวันนี่”

กบได้ยินเสียงบ่นก็เลิกคิดเป็นคนทันที สู้เป็นแมลงวันไม่ได้ “หนอยเป็นคนนึกว่าจะเก่ง ที่แท้ก็แพ้แมลงวันตัวเล็กนิดเดียว เป็นแมลงวันท่าจะดีเป็นแน่”

กำลัง คิดเพลินอยู่นั้น แมลงวันตัวหนึ่งบินผ่านหน้ามันไปพอดีมันจึงใช้ลิ้นตวัดแมลงวันตัวนั้นเข้า ปากไปด้วยสัญชาตญาณ พอได้สัมผัสแมลงวันเท่านั้น ตัณหาของกบก็สะดุดกึก มันได้ดวงตาเห็นข้อสัจธรรม ถึงกับรำพึงว่า

“เป็นอะไรก็ไม่สู้ เป็นกูเอง”

เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า
อันความอยาก เช่น อยากได้ อยากมี อยากเป็น
ที่ภาษาพระเรียกว่า ตัณหานั้น ไม่มีขอบเขต
ไม่มีจุดจบ หาฝั่งไม่เจอ เพราะเป็นเรื่องของใจ
ใจจึงคิดอยากเรื่อยไป นี่เป็นธรรมดา

ถ้าหากรู้ทัน ไม่หลงละเมอไปกับตัณหาที่เกิดขึ้น ก็จะไม่เดือดร้อนอะไรมาก
หากปล่อยให้มันมีอำนาจเหนือใจ เหนือความรู้สึก ก็จะยุ่งวุ่นวายไม่เลิก

อันที่จริงความอยากนั้น เกิดจากความหิวและความไม่รู้จริง คิดแต่เพียงว่าที่ตัวเองเป็นหรือที่ตัวมีนั้นไม่ดี ยังไม่สมบูรณ์แบบ สู้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ สู้มีอย่างนี้ไม่ได้ แต่ถ้ารู้ความจริงว่า ไม่ว่าจะอะไรล้วนมีดีและมีเสีย ล้วนมีข้อดีข้อด้อยอยู่ในตัวทั้งสิ้น

ไม่มีอะไรดีอย่างเดียว หรือเสียอย่างเดียว

ก็จะผ่อนเพลาความอยากลงได้ และหากยอมรับภาวะที่ตัวเองเป็นอยู่
และพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ  ก็ย่อมประจักษ์ว่า

เป็นอะไรก็สู้เป็นตัวเรา และเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เลย


เป็นอะไรก็ไม่สู้ เป็นกูเอง
ที่มา เว็บลานธรรมจักร