น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
✿ "ขอบคุณความทุกข์ " - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: ✿ "ขอบคุณความทุกข์ " - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล (อ่าน 759 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
✿ "ขอบคุณความทุกข์ " - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
เมื่อ:
สิงหาคม 21, 2022, 08:34:18 am »
✿
✿
✿
✿
ขอบคุณ
ความทุกข์
✿
✿
✿
✿
✿
สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
✿
โดย คุณประสาน อิงคนันท์
บูชาคุณหลวงพ่อคำเขียน
ครั้งที่ 8
หอจดหมายเหตุพุทธทาส
วันที่ 20 สิงหาคม 2565
✿
คุณประสาน :
หัวข้อที่จะสนทนาธรรม ตามชื่อของงาน
“ขอบคุณความทุกข์”
คำนี้ฟังดูก็เพราะดี แต่ว่าคนที่เจอความทุกข์จริงๆ การจะเอ่ยปากขอบคุณความทุกข์ได้ มันน่าจะมีกระบวนการพอสมควร ถ้าเราย้อนไปในช่วงที่โลกไม่ปกติ
2
ปีที่ผ่านมานี้ คนที่เจอความทุกข์แบบไม่ทันตั้งตัว เช่น สูญเสียญาติพี่น้องจากความเจ็บป่วย บางคนก็สูญเสียงาน บางคนก็สูญเสียอะไรหลายๆอย่าง จะขอคำอธิบายจากพระอาจารย์ว่า แล้วจริงๆคำว่าขอบคุณความทุกข์ เราจะอธิบายอย่างไรถ้าสมมุติว่าคนที่เจอความทุกข์เขาจะรู้สึกว่ามันขอบคุณได้ด้วยหรือ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
ขอบคุณความทุกข์
ความทุกข์ในที่นี้มีนัยยะว่ามีประโยชน์ วันนี้เราอาจจะมองไม่เห็นเพราะเราเจ็บปวดเพราะเรากำลังถูกอารมณ์โศกเศร้า คับแค้น ท่วมท้น แต่ให้เราระลึกหรือเตือนใจอยู่เสมอว่า มันมีประโยชน์นะ วันนี้เรามองไม่เห็น แต่พรุ่งนี้เราอาจจะมองเห็น บางครั้งมันต้องใช้เวลากว่าที่เราจะมองเห็นข้อดีหรือเห็นประโยชน์จากความทุกข์
ถ้าเราเห็นเมื่อไหร่ เราจะรู้สึกขอบคุณ ซาบซึ้ง แต่ว่าในขณะที่ความทุกข์ยังรุมเร้าตัวเราอยู่ ก็เป็นธรรมดาที่อาจจะยังมองไม่เห็น แต่ก็ไม่แน่เพราะบางคนขณะที่กำลังมีความทุกข์ท่วมท้น เกิดได้สติขึ้นมา แล้วเขาพิจารณาความทุกข์ เขาสามารถที่จะเห็นทางออกจากทุกข์ได้เลย
เรื่องราวเหล่านี้ก็มีในสมัยพุทธกาล เรื่องราวของนางกีสาโคตมี นางปฏาจารา แม้กระทั่งผู้ชาย สันตติอำมาตย์เจอความทุกข์ท่วมท้นมาก นางกีสาโคตมีถึงขนาดอุ้มศพลูกหาคนช่วยให้ฟื้น นางปฏาจาราเสียสติเลยเพราะสูญเสียลูกทั้งสองคน สูญเสียทั้งพ่อแม่ และสามี สันตติอำมาตย์สูญเสียหญิงฟ้อนรำที่ตัวเองโปรดปรานล้มตายต่อหน้าต่อตา
คนเหล่านี้มีความทุกข์ พอเขาได้มาพิจารณาว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วเขาพบว่าทุกข์เพราะความยึดติดถือมั่น ซึ่งตรงนี้มันต้องมองให้ถูกมองให้เป็น เพราะว่าเวลาคนเราทุกข์เรามักจะมองว่าทุกข์เพราะสูญเสีย ทุกข์เพราะถูกด่า ทุกข์เพราะมีคนเอาคนรักเอาของรักของเราไป
ถ้ามองแบบนี้มันก็จะนำไปสู่วิธีการหรือหาทางออกที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่น ไปแก้แค้น แต่ถ้าเกิดมองว่าทุกข์ไม่ใช่เพราะความสูญเสีย แต่เป็นเพราะความยึดมั่นถือมั่น ตรงนี้เป็นกุญแจสำคัญ
ซึ่งบังเอิญทั้ง
3
ท่านมีพระพุทธเจ้าเตือนสติให้เห็นว่า
ที่เธอร้องร่ำไห้คร่ำครวญเพราะความยึดติดถือมั่นในลูกในคนรัก พอท่านเห็นตรงนี้ พิจารณาแล้ว เจอทุกข์แล้ว เห็นเหตุแห่งทุกข์ ปรากฏว่าปลดล็อค ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่นก็ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ก็ออกจากทุกข์ทันทีเลย เรียกว่าความทุกข์ทำให้ท่านบรรลุธรรม
แต่จริงๆแล้ว ตัวทุกข์ไม่ได้ทำให้บรรลุธรรม จนกว่าจะได้ใคร่ครวญ ถ้าใคร่ครวญไม่ถูก ไปบอกว่าสาเหตุแห่งทุกข์เพราะสูญเสีย ทุกข์เพราะมีคนพลัดพรากเอาไป อย่างนี้หาทางออกไม่เจอ แต่พอมองว่าทุกข์เพราะว่ายึดมั่นถือมั่น คำตอบคือ วาง ปลดล็อคเลย กรณีแบบนี้ถือว่าเป็นส่วนน้อย
คนส่วนใหญ่จะเห็นเหตุแห่งทุกข์ขณะที่กำลังทุกข์นั้น มันยาก ต้องรอให้ทุกข์ผ่านไปเสียก่อน มีตัวอย่างหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่ง เขามีพ่อที่ไม่ได้เรื่องเลยไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว ปล่อยให้แม่ทำงานหนัก ไม่รับผิดชอบไม่ดูแลลูกๆเลย บางทีทำร้ายแม่ ตีลูก ตัวเองเป็นลูกคนโตทำงานหนัก หาเงินตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน
ตอนที่เขายังเด็ก บ้านยากจน ก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งกินกันทั้งบ้าน ต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินเลี้ยงตัวส่งเสียครอบครัว จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ทำเสื้อยืดขาย สุดท้ายกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่พันล้านหมื่นล้าน
เมื่อถึงวันที่พ่อใกล้จะเสียชีวิต เขาบอกขอบคุณป๊า เพราะป๊าเป็นอย่างนี้ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ ป๊าเป็นอย่างไรก็คือไม่เอาใจใส่ไม่รับผิดชอบครอบครัว แทนที่เขาจะเกลียดพ่อ เขาได้สติเอาพ่อตอนแก่มาดูแล เจ็บป่วยก็รักษา ก่อนตายก็บอกรัก รักป๊า แล้วก็ขอบคุณป๊าที่ทำให้ผมมีวันนี้ มีวันนี้คืออะไร ก็คือทำให้ผมมีธุรกิจประสบความสำเร็จ กว่าจะขอบคุณได้ก็ต้องผ่านมาหลายปี แต่ก่อนรู้สึกมันคับแค้น
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งแย่ๆที่เราเจอในวันนี้มันอาจจะเป็นผลดีเมื่อเรามองย้อนกลับมาก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปท้อแท้ท้อถอยกับความทุกข์ที่เป็นอยู่ ทำไมต้องเป็นฉัน วันนี้อาจจะทุกข์ แต่พรุ่งนี้อาจจะขอบคุณความทุกข์ เพราะถ้าไม่มีความทุกข์วันนั้น ฉันก็ไม่มีความสุขความเจริญในวันนี้
✿
คุณประสาน :
คนที่เป็นแบบที่ว่ามานั้น เมื่อเขาเจออะไรบางอย่าง แล้วต้องรู้จักเอามาใคร่ครวญใช่ไหมครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
ใช่ ที่จริงมีหลายคนขอบคุณความทุกข์ในยามเด็ก พ่อแม่เคี่ยวเข็ญให้เรียนหนังสือ ขอเงินเท่าไหร่พ่อแม่ก็ไม่ให้ บอกว่าอยากได้อะไร ก็ต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง เด็กก็อาจจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ลูกคนอื่นเขาอยากได้อะไร ขอพ่อแม่ก็ได้ทันที แต่กูต้องเก็บหอมออมริบ พ่อแม่กูไม่รักลูกหรืออย่างไร
แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มาขอบคุณ ที่พ่อแม่ทำอย่างนี้เพราะว่าต้องการสอนเราให้ช่วยตัวเอง พึ่งตนเอง ก็เป็นประสบการณ์ที่หลายคนประสบในวัยเด็กโดยเฉพาะคนรุ่นอาตมา มักจะเจอการเลี้ยงดูแบบนี้ ครูบาอาจารย์ก็เฮียบด้วย อาตมาโดนตีวันแล้ววันเล่าแทบจะทุกชั่วโมงตอนเรียนอยู่อัสสัมชัญ ตอบเลขผิดก็ถูกตี วาดซองจดหมายผิดก็ถูกตี ที่จริงไม่ต้องวาดก็ได้ แค่ซื้อซองจดหมายมา ทำไมพอวาดผิดต้องถูกตีด้วย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราก็มาขอบคุณ เพราะครูสอนให้เราเป็นคนที่ละเอียดมีความถี่ถ้วน ไม่ทำอะไรเร่งรีบ ตอนนั้นเราก็รู้สึกขอบคุณจริงๆแม้ว่าท่านจะเฆี่ยนจะตีอย่างไร ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้เฆี่ยนตีเด็ก แต่ว่าสมัยนั้นเรารักครูได้แม้ครูจะตีเรา เพราะเรารู้ว่าท่านตั้งใจดีปรารถนาดี แต่ว่าเราไม่ปรารถนาที่จะมีครูเฮียบๆแบบนั้น แต่ถึงตอนนี้เราขอบคุณครู
อาตมาคิดว่านี่คือประสบการณ์ของหลายคน ความลำบากในวัยเด็กมันมีคุณค่าต่อเรา ซึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับไปเราขอบคุณ อาตมาว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยากในการที่เราจะขอบคุณความทุกข์ ขอให้เรารู้จักมองรู้จักใคร่ครวญตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการ
✿
คุณประสาน :
ตอนที่อาจารย์บวชเรียน มีความทุกข์เรื่องอะไรบ้างหรือเปล่าครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
มีเรื่องความยากลำบากในชีวิตพระ โดยเฉพาะเมื่อมาอยู่วัดป่าสุคะโต อาหารการกินก็ลำบาก อาตมาไม่เคยกินข้าวเหนียวจนเมื่อยกราม มันแข็งเข้าไปถึงกรามเลย สมัยนี้พระที่สุคโตไม่มีแล้วที่ว่ากินข้าวเหนียวจนเมื่อยกราม
แล้วทำให้เราต้องทำใจว่าจะอยู่กับความทุกข์ความยากลำบากได้อย่างไร มันทำให้เราเข้มแข็ง มันทำให้เรามีสติในการที่จะวางใจให้เป็น แล้วบางทีก็มีความทุกข์รุมเร้าเข้ามา ความเหงา ความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่มันก็มาเป็นสิ่งที่สอนใจ
ซึ่งตรงนี้หลวงพ่อคำเขียนเน้นมาก ความทุกข์ความหลงมันมาเพื่อสอนเรา เราต้องรู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นไม่ทุกข์ เปลี่ยนความหลงให้เป็นไม่หลง หรือให้เรารู้ทุกข์ อาตมาคิดว่านี่แหละความทุกข์มันช่วย
และที่สำคัญอาตมาคิดว่ามันมีความหมายมาก ตอนที่ปฏิบัติ
ที่วัดสนามใน ปรากฏว่าปฏิบัติจนเครียด ปวดหลัง ปวดเท้า ปวดหัว เพราะว่าเราปฏิบัติผิด เราคิดจะเอา คิดจะไปเพ่งบังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง ตั้งใจจะเอาชนะความฟุ้ง ทำไปได้ 3 อาทิตย์ มันเครียดมาก อาการออกมาทางกาย
คือปวด ปวดขา ปวดแขน ปวดหัว แน่นหน้าอก จนคิดว่าไม่เอาแล้วการปฏิบัติตามแบบของหลวงพ่อเทียนให้ครบเดือน จากที่ตั้งใจ อธิษฐานไว้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ให้ครบเดือน แต่ว่าพอ
3
อาทิตย์ก็ไม่ไหวแล้ว จะไปที่อื่นแล้ว
ปรากฏว่า มันกลายเป็นว่าการปฏิบัติผิดของเรา มันทำให้เราปฏิบัติถูก มันทำให้เรารู้ว่าผิดตรงไหน มันก็น่าแปลก เราปฏิบัติถูกเพราะว่าเราเลิกความคาดหวังกับการปฏิบัติ ไม่หวังอะไรแล้ว ขอให้เราอยู่จนครบเดือนแล้วค่อยไป ก็ทำแบบโดยไม่มีความคาดหวัง พอไม่คาดหวัง กลับปฏิบัติถูก มันกลับทำให้ใจที่เราเคยเครียด เริ่มหย่อน แล้วก็เข้าสู่ความพอดีๆ
จากเครียด มันก็ขยับเข้ามาตรงจุดพอดี มันเหมือนกับว่าเราไขกุญแจแล้วมันคลิกพอดี ก็ขอบคุณที่เราปฏิบัติผิด ขอบคุณความเครียดเพราะมันทำให้เราวางใจถูกโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลยขอบคุณ
ตอนหลังมีการเดินธรรมยาตราทุกปี ทำกันมา
20
ปีแล้ว พระอาจารย์โนสเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ธรรมยาตราในความเห็นของอาตมา มิติหนึ่งคือการเข้าไปเห็นความทุกข์ ให้แดดเผา ไม่ได้เผาหัวอย่างเดียว แต่ให้หินมันทิ่มเท้า อาตมาได้สมาทานถอดรองเท้าเดิน ไม่ว่าแดดจะร้อน ทางมันจะเป็นกรวดอย่างไร ก็จะขอเดินด้วยเท้าเปล่า ที่ทำก็เพื่อเรียนรู้ความทุกข์ว่า เราจะอยู่กับความทุกข์ได้อย่างไรโดยใจไม่ทุกข์ เราจะอยู่กับความปวดได้อย่างไรโดยใจไม่ปวด คือให้มันปวดแต่กายโดยใจไม่ปวด อยู่กับความร้อน มันร้อนกายแต่ใจไม่ร้อนได้อย่างไร ก็ถือว่าเป็นแบบฝึกหัดในการฝึกสติอย่างหนึ่ง
ซึ่งบางคนไม่เข้าใจคิดว่าเป็นการทรมานตน แต่เราไม่ได้คิดจะฝึกขันติอย่างเดียว เราฝึกสติคือเราต้องการเรียนรู้จากความยากลำบากว่า เมื่อกายทุกข์ เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้อย่างไร แล้วยังมีคำขวัญว่า
“ร้อนแต่กาย ใจสงบเย็น” “เหนื่อยแต่กาย ใจเบิกบาน”
ทำยากมากแต่ว่ามันก็ทำได้ มันต้องฝึกแบบนี้ เราก็ต้องขอบคุณ ขอบคุณแสงแดดไม่ว่าจะร้อนอย่างไร ขอบคุณหินกรวด
✿
คุณประสาน :
การมองของคนทั่วไป ทุกข์มันคือศัตรู เพราะบางทีมันก็เข้ามาจู่โจมทำให้เราเศร้า ให้เราโกรธ ให้เราสูญเสีย การที่เราจะลุกขึ้นมาบอกขอบคุณ มันได้แสดงว่า เราต้องเห็นมิตรไมตรีจากมัน กระบวนการทำอย่างไรครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
เราต้องเห็นข้อดีของมัน หรือเรารู้จักหาประโยชน์จากมันให้ได้ เราจึงจะขอบคุณมันได้ ถ้าเราไม่เห็นข้อดีของมัน ไม่รู้จักหาประโยชน์จากมัน จะขอบคุณมันได้ยาก สิ่งสำคัญที่ต้องมีก็คือ
1)
สติ
2)
ปัญญา
เพราะว่า เมื่อมีสติ มันจะทำให้เราไม่บ่น โวยวายตีโพยตีพาย ผลักไส ถ้าเราขาดสติเมื่อไหร่ เราจะผลักไสทุกข์ ผลักไสเวทนา ผลักไสรูปรสกลิ่นเสียงที่สร้างทุกขเวทนาให้กับเรา แต่สติทำให้เราสามารถยกใจหรือรักษาใจไม่ให้ถูกอารมณ์เหล่านั้นครอบงำ หรือทุกขเวทนา
สติทำให้เราเห็นความทุกข์ไม่เป็นผู้ทุกข์ สติทำให้เราเห็นความปวดแต่ไม่ได้เป็นผู้ปวด พอเรามีสติ เราก็จะเริ่มเกิดปัญญาหรือรู้จักใคร่ครวญ หรือที่จริงเรามีสติเราจะระลึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า เจ็บป่วยทุกทีก็ให้ฉลาดทุกที ตอนป่วยมันนึกไม่ออก แต่พอมีสติขึ้นมา มันจะเริ่มนึกถึงคำสอน
การระลึกถึงคำสอนเป็นหน้าที่ของสติอย่างหนึ่ง สติคือความระลึกได้ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ระลึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้าสอนว่า กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ พระพุทธเจ้าสอนว่า ผู้มีปัญญาแม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ หลวงพ่อคำเขียนสอนว่า เห็นอย่าเข้าไปเป็น
เราก็ลองมาฝึกจากประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จะทำเช่นนั้นได้ต้องมีสติก่อน พอเราเริ่มระลึกได้ถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ คำสอนของพระพุทธเจ้า มันก็เริ่มเกิดปัญญา นำมาใคร่ครวญ
อาตมาคิดว่า เพียงแค่มองย้อนมาที่ตัวเอง มันก็จะเห็น หลายคนไม่ได้เป็นนักปฏิบัติธรรมเลย มีคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า ต่อมามีมะเร็งเต้านม แต่ปรากฏว่าความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไป มะเร็งทำให้เธอรู้จักตัวเองดีขึ้น และรับมือกับโรคได้ดีขึ้น ทำให้มีความสุขขึ้น ไม่กลัวมะเร็งเลย
เธอบอกว่า ถ้าไม่เป็นมะเร็งคงจะตายไปแล้วเพราะโรคซึมเศร้า เธอพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว
3
ครั้ง พอเป็นมะเร็ง ทำให้เธอรู้จักตัวเองและรับมือกับมะเร็งได้ดีขึ้น จิตแพทย์ยังบอกเลยว่าทัศนะการมองชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่เธอเป็นมะเร็ง เธอชื่อไหม ไม่ได้ปฏิบัติธรรม แต่ว่าการที่เธอใคร่ครวญเมื่อเป็นมะเร็งจึงพบความเปลี่ยนแปลง แล้วช่วยทำให้เธอรับมือกับโรคซึมเศร้าได้ อาตมาคิดว่า สิ่งสำคัญคือการรู้จักใคร่ครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่โวยวายไม่ตีโพยตีพาย
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2023, 06:32:29 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
✿ ✿ ขอบคุณความทุกข์ - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #1 เมื่อ:
สิงหาคม 21, 2022, 08:37:37 am »
ต่อค่ะ...............................
✿
คุณประสาน :
กระบวนการใคร่ครวญหรือเอ่ยปากขอบคุณ เราไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนหรือแก่ก่อน ใช่ไหมครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
เราฝึกได้จากประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ ได้ รถติด ทำอย่างไรให้จิตไม่ตก เริ่มต้นเอาอย่างนี้ก่อน
1)
เวลาเจอเหตุร้าย เหตุที่ไม่พึงประสงค์ ทำอย่างไรจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ เจอรถติด ทำอย่างไรให้จิตไม่ตก และ
2)
เห็นประโยชน์จากมันได้อย่างไร
มีผู้ชายคนหนึ่ง ขับรถส่งลูกไปโรงเรียน วันหนึ่งรถติดมากๆ ก็เลยหันไปคุยกับลูกว่า ลูกรู้ไหมรถติดมีข้อดีอย่างไร ลูกบอกว่าก็ทำให้พ่อมาคุยกับลูกนี้ไง ถ้ารถไม่ติด พ่อก็ไม่ได้คุยกับลูกหรอก เอาแต่มองไปที่ทางข้างหน้า นี้คือการรู้จักมอง
✿
คุณประสาน :
เราจะแยกแยะอย่างไร บางคนมองการคิดแบบนี้ว่าเป็นการมองโลกแง่ดีเกินความเป็นจริง ขณะเดียวกันบางคนก็มองว่าอันนี้เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง การมองโลกในแง่ดีกับมองโลกตามความเป็นจริง มันต่างกันอย่างไรครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
มันจริงไหม รถติดแล้วพ่อหันมาคุยกับลูก มันก็เป็นความจริง อันหนึ่งซึ่งเราไม่ควรมองข้าม ในความจริงมันก็มี
2
แง่ ด้านลบกับด้านบวก ด้านที่เป็นโทษกับด้านที่เป็นคุณ เราไม่ควรมองเห็นแต่ด้านที่เป็นโทษด้านที่เป็นลบเท่านั้น เราควรที่จะมองเห็นด้านที่เป็นบวกด้านที่เป็นคุณด้วย
ในยุคที่คนชอบมองโลกแต่ในแง่ลบ การมองโลกในแง่บวกมันจะทำให้เราเห็นความเป็นจริงได้ครบถ้วน แต่คนที่มองโลกแต่ในแง่บวกก็ควรจะมองโลกในแง่ลบบ้างด้วย จะทำให้เห็นความจริงอย่างครบถ้วน ซึ่งที่จริงมันก็จำเป็นเช่น เวลาเราขับรถหรือนั่งรถ คนที่มองบวกก็จะมองว่า ยังไงก็ไม่เกิดอุบัติเหตุหรอก เขาไม่คาดเข็มขัดนิรภัย คาดไปทำไม มันไม่มีอะไรข้างหน้านี่
แต่คนที่คาดเข็มขัดนิรภัยเพราะเขาไม่แน่ใจว่า ข้างหน้าจะเกิดอุบัติเหตุไหม ทุกครั้งที่เราคาดเข็มขัดนิรภัยแสดงว่าเรามองว่ากำลังจะเกิดอันตราย อันนี้คือการมองลบแบบหนึ่งซึ่งอาจจะไม่เกิดอันตรายเลยก็ได้ แต่มันคุ้มไหม ถ้าเราจะคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะขับรถ
100
ครั้ง
99
ครั้งอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยแต่ไม่ได้แปลว่าครั้งที่
100
จะปลอดภัย
และเมื่อครั้งที่
100
เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ถ้าเราคาดเข็มขัดนิรภัย ก็ปลอดภัย ทุกครั้งเราคาดเข็มขัดนิรภัยถ้าไม่ได้ทำเพราะนิสัยมันแสดงว่าจริงๆแล้วเราก็ไม่มีความแน่ใจว่าจะเกิดอะไรข้างหน้า อาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้ นี่คือการมองลบ ซึ่งมีประโยชน์
✿
คุณประสาน :
แสดงว่าเราต้องทำให้สมดุลกับบางเรื่องใช่ไหมครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
ต้องใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก ให้เกิดความสมดุลและพอดี
✿
คุณประสาน :
นอกจากขอบคุณความทุกข์แล้ว บางทีเราก็ต้องเรียนรู้ขอบคุณความสุขให้เป็นด้วยใช่ไหมครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
ใช่ คนทุกวันนี้ไม่มีความสุขเพราะว่าไม่รู้จักขอบคุณความสุข และที่ไม่ขอบคุณความสุขเพราะไม่เห็นความสุขที่ตัวเองมี มองข้ามความสุขที่ตัวเองมี ก็เลยบ่นว่า ชีวิตฉันโชคร้าย ดูสิคนโน้นคนนี้เขาไปเที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวภูเก็ต ดูเฟซบุ้กเขาโพสต์ว่าเขาไปกินที่โน่นเที่ยวที่นี่ แต่ฉันต้องอยู่บ้านดูแลพ่อแม่
หลายคนมีความทุกข์เพราะแบบนี้ คิดว่าตัวเองมีแต่ทุกข์ แต่ที่จริงตัวเองก็มีความสุข อย่างน้อยก็มีสุขภาพดี กินอิ่มนอนอุ่น มีพ่อมีแม่ มีคนรัก อันนี้คือใช่ความสุขไหม มองท้องฟ้าก็ยังเห็นเป็นสีคราม มองรอบตัวก็มีดอกไม้ที่สวยงาม กินอะไรก็ยังอร่อย ฟังเพลงก็ยังเพราะ นี่คือความสุขแต่มองไม่เห็น
พอมองไม่เห็น ก็เลยไม่รู้จักขอบคุณ แล้วก็มองข้าม แล้วก็บ่นว่าฉันแย่เหลือเกิน ทำไมชีวิตฉันแย่อย่างนี้ เป็นเพราะคนทุกวันนี้ไม่รู้จักขอบคุณความสุข ไม่เห็นความสุขที่ตัวเองมี ไม่รู้จักชื่นชมสิ่งดีๆที่ตัวเองมี ไปเห็นแต่สิ่งที่ยังไม่มี คนอื่นเขามีกันแต่ฉันไม่มี ฉันก็เลยทุกข์ แต่ที่จริงสิ่งดีๆที่ตัวเองมี เยอะแยะ แต่มองไม่เห็น
ฉะนั้น ต้องรู้จักขอบคุณสิ่งดีๆที่ตัวเองมี ก่อนที่เราจะขอบคุณความทุกข์ เราต้องรู้จักขอบคุณสิ่งดีๆที่เราได้รับในชีวิตนี้ก่อน ถ้าในชีวิตตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาคุณมองไม่เห็นเลยว่าได้รับสิ่งดีๆอะไรบ้างแล้ว คุณจะขอบคุณความทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งดีๆคุณยังไม่ขอบคุณหรือไม่ซาบซึ้งเลย
ขั้นตอนสู่ขอบคุณความทุกข์ ก็คือการรู้จักของคุณความสุขที่เรามีในเวลานี้ หรือชื่นชมในสิ่งที่เรามีอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่ควรมองข้ามความสุขที่ชอบธรรม
1)
ไม่เอามาทับถมตนหรือซ้ำเติมตัวเองด้วยความทุกข์
2)
ไม่มองข้ามหรือปฏิเสธ
ความสุขที่ชอบธรรม กินอาหารอร่อยก็คือความสุข อาบน้ำอุ่นน้ำเย็นก็คือความสุข หายใจสบายไม่ติดขัดเหมือนคนติดโควิตนี่คือความสุข มีพ่อแม่มีคนรักนี่คือความสุข เป็นความสุขที่ชอบธรรม หากว่าไม่ได้ขโมยใครมา ไม่เอาไปเปรียบใคร เป็นเพราะมองข้าม จึงรู้สึกว่าชีวิตฉันมันอาภัพ มีแต่ความโชคร้าย แล้วแบบนี้จะไปขอบคุณความทุกข์ได้อย่างไร ของดีๆ ความสุขที่มียังไม่รู้จักชื่นชมเลย
✿
คุณประสาน :
แต่ยุคนี้เรามีสองโลก โลกที่เราเห็น กับโลกที่เราพาตัวเองไปอยู่ในโลกออนไลน์ โลกออนไลน์สำหรับหลายๆคน พอยิ่งเข้าไปกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองขาดความสุข หาความสุขยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเข้าไปในนั้น ก็จะทำให้เราเปรียบเทียบ เห็นคนอื่นมีเราไม่มี ยิ่งอยู่ในนั้นนานๆ บางทีรู้สึกว่าการที่จะมองเห็นความสุขที่ตัวเองมีกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
ที่มองไม่เห็นเพราะไปมองแต่คนอื่น มองออกไปนอกตัวแล้วก็เกิดอิจฉา ถ้ามองออกไปนอกตัวเมื่อไหร่ มันก็ยากที่จะเห็นตัวเอง เว้นแต่ว่ามองออกไปแล้วเห็นคนที่ทุกข์กว่า คนที่ลำบากกว่า เห็นคนป่วยติดเตียง เห็นคนป่วย
covid
มันยิ่งจะทำให้เราเห็นว่าเราโชคดี เรายังกินอิ่มนอนอุ่น มีอิสระ เดินเหินไปไหนได้ ยังสามารถทำอะไรได้
ถ้าเราเปรียบเทียบแบบนี้ แล้วรู้จักมองย้อนเข้ามาหาตัวเอง เราจะขอบคุณความสุข เราจะชื่นชมสิ่งดีๆที่เรามี ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่สร้างพื้นฐานให้กับเราในการที่เราจะขอบคุณความทุกข์ แต่ข้อสำคัญก็คือ อย่าไปหลงใหลเพลิดเพลินความสุขจนลืมตัว
พระพุทธเจ้าตรัส
สอนพระนันทิยะซึ่งเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมาว่า ผลแห่งความดีคือลาภสักการะ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงชีวิตที่ปกติสุข ผลแห่งความดีย่อมเป็นพิษแก่ผู้ที่ไม่พิจารณา แล้วเพลิดเพลินจนมัวเมาและประมาท
ฉะนั้น เราไม่ควรมองข้ามถ้าเป็นความสุขที่ชอบธรรม เราควรชื่นชมมัน แต่อย่าหลงใหลยึดติด พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าไปหลงใหลในความสุขที่มี ข้อแรกอย่าเอาทุกข์มาทับถมตน ข้อ
2
อย่าปฏิเสธความสุขที่ชอบธรรม ข้อ
3
อย่าหลงใหลเพลิดเพลินในความสุขที่มี
ซึ่งต้องมีสติ ถ้าไม่มีสติก็จะหลงใหล เพลิดเพลิน แล้วก็ประมาท เกิดความยึดติดขึ้นมา พอความสุขหายไปก็ทุกข์ เกิดความคับแค้น ความโศก เพราะสูญเสียคนรักของรัก เพราะเจ็บป่วย แก่ชรา
และสติที่อาตมาบอก นอกจากทำให้เราไม่หลงใหล เพลิดเพลินในสุขแล้ว มันยังทำให้เราไม่จมดิ่งในทุกข์ สามารถที่จะมองออกมาและเห็นประโยชน์ของความทุกข์ว่ามันให้อะไรกับเรา มันอาจจะทำให้เราเกิดความอดทน มีประสบการณ์
หรือมันอาจจะเปิดเผยสัจธรรมให้เราเห็นว่า ทุกข์เพราะอะไร ตรงนี้พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องรู้ ที่แปลว่ากำหนดรู้ ก็คือรู้ทั่ว อย่างแรกคือรู้ทัน เมื่อรู้ทันก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะเห็นทุกข์
รู้ทุกข์กับเป็นทุกข์ นี่ต่างกัน พอรู้ทุกข์ มันก็ไม่เป็นทุกข์ พอไม่เป็นทุกข์มันก็มีโอกาสที่จะพิจารณาใคร่ครวญ เห็นว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไร แล้วก็สามารถที่จะหาทางออกจากทุกข์ได้เพราะเห็นเหตุแห่งทุกข์แล้ว อันนี้ก็เป็นประโยชน์ขั้นต่อมา ซึ่งตรงนี้อาตมาคิดว่าสำคัญ ที่เราจะขอบคุณความทุกข์
ประโยชน์ของความทุกข์คือ
การที่เราเห็นสัจธรรมจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น หลวงปู่บุญฤทธิ์พูดไว้ดีว่า ทุกข์นี้ดีน่ะ มันทำให้เราเบื่อ กูไม่อยากเกิดอีกแล้วโว้ย มันทำให้ปรารถนาออกจากกาม มันตรงข้ามกับความสุขมันทำให้หลงลืมตน และทำให้เวียนเกิดเวียนตายไม่จบสิ้น
ทุกข์
ทำให้เราได้สติขึ้นมาหรือเกิดปัญญา ตรงนี้เป็นคุณประโยชน์สำคัญของความทุกข์คือการทำให้เกิดปัญญา เพราะเหตุนี้หลวงพ่อคำเขียนจึงบอกว่า เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ ทีแรกเห็นด้วยสติ คือเห็นแล้วไม่เข้าไปเป็น
พอต่อมาเห็นด้วยปัญญา ทุกอย่างเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่น่ายึดถือไม่น่าเอา ถ้าไปยึดเมื่อไร ไม่นานก็จะทุกข์ เพราะว่ามันย่อมแปรปรวนไป มันไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริง จะทำอย่างไรถึงจะเห็นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ถ้าเราเห็นทุกข์เราก็จะพ้นทุกข์ได้
หลวงพ่อคำเขียน
เน้นมากเรื่องขอบคุณความทุกข์ ท่านพูดแม้กระทั่งว่า แม้ถูกด่าก็ยังเห็นสัจธรรม อันนี้ก็น่าคิดเป็นการบ้าน เวลาเราถูกด่า สัจธรรมอะไรที่มาปรากฏแก่เรา เช่น อย่างน้อยเราก็จะเห็นว่าโลกธรรม มันเป็นอย่างนี้เอง มีสรรเสริญมีนินทา เมื่อกี้นี้เขายังชมเราเลย ตอนนี้ถูกด่าซะแล้ว
มันก็ทำให้เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และสัจธรรมนี้ ถ้าเราพิจารณาต่อไปก็จะเห็นว่าที่เราทุกข์เพราะว่าขาดสติ เราไม่ได้ทุกข์เพราะว่าเสียงด่าที่กระทบหู แต่ทุกข์เพราะจิตที่มันปรุงแต่ง ตัวปรุงแต่งนี่แหละที่ทำให้ทุกข์ เสียงด่าไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่การปรุงแต่งคือการเข้าไปยึด หรือว่าการที่ไปให้ค่ากับเสียงด่า ให้ความหมายในเชิงลบ รวมทั้งการที่เราปรุงแต่งตัวกูให้มาเป็นผู้รับผลกระทบจากคำด่า
คำด่ามันจะไม่มีผลเลย ถ้าไม่มีตัวกูถูกปรุงออกมารับ เหมือนกับขว้างก้อนหินใส่ในอากาศ มันไม่เกิดอะไรขึ้น แต่บางคนเจ็บเพราะว่าเอาหน้าเอาตัวไปรับ ถ้าตัวเป็นอากาศธาตุหรือไม่มีตัวตน หินก็ทะลุ ก็ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความสูญเสียอะไรขึ้นมา ถ้าเรามอง อันนี้คือสัจธรรมอันหนึ่ง ที่เราเห็นได้ว่าเหตุแห่งทุกข์เมื่อถูกด่าคืออะไร
✿
คุณประสาน :
คำว่าขอบคุณความทุกข์ คนที่มาฟังกันนี้อาจจะพอมองเห็นแล้ว แต่พอไปนึกคนที่เราอยู่ด้วย ลูก พ่อแม่ หรือเพื่อนเรา เขาก็มีความทุกข์กัน ถ้าเราอยากจะไปบอกเขา ให้มองเห็นข้อดีของความทุกข์บ้าง ขอบคุณมันได้นะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ ที่จะทำให้เขาขอบคุณความทุกข์ได้
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือรักษาใจไม่ให้ทุกข์ก่อน เวลาเจอเหตุร้าย อันนี้เป็นขั้นต่ำเลยเรียกว่าเสมอตัว เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความล้มเหลว เจอรถติด เจอความเจ็บป่วย รักษาใจไม่ให้ทุกข์ก่อน เวลาของหาย หายแต่ของ ใจไม่เสีย เวลาป่วยก็ให้ป่วยแต่กาย ใจไม่ป่วย อันนี้เป็นเบื้องต้นเลย ซึ่งจะทำได้ต้องมีสติ และมันก็เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะทุกคนก็รักตัวเอง ทำอย่างไรให้ใจไม่ทุกข์ อันนี้เรียกว่าไม่ซ้ำเติมตัวเอง
ถูกเขาด่าแล้วเรายังทุกข์อีก จนนอนไม่หลับ ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการไปร่วมมือกับเขา เขาอยากให้เราทุกข์ เราก็ไปทำให้เขาสมใจ ก็คือเราไปทุกข์จนนอนไม่หลับ เราไปร่วมมือเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จ อันนี้เรียกว่าเราซ้ำเติมตัวเองอย่างหนึ่ง อาตมาแนะนำว่าต้องเริ่มต้นตรงนี้ก่อน รักษาใจไม่ให้ทุกข์ แล้วต่อไปค่อยหาประโยชน์จากมันหรือหาข้อดีจากมันว่ามันมีข้อดีอะไรบ้าง
✿
คุณประสาน :
ถ้าเราต้องไปปลอบใจคนอื่นในบางเรื่อง ญาติของเราที่ตกงาน เพื่อนเราที่ตกงาน จะปลอบใจหรือให้หลักคิดอย่างไรได้บ้างครับ
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
สำหรับคนที่มีความทุกข์ อย่าไปสอนเขาเลยดีที่สุด ปลอบใจที่ดีที่สุดคือ การฟังเขา ให้กำลังใจเขา หรือเสนอเขาว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง แต่อย่าไปสอนเขาว่าเอ้ย โชคดีนะ ความทุกข์นี่มีประโยชน์นะ ความทุกข์เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตานะ
คนที่มีความทุกข์เขาไม่พร้อมที่จะรับฟัง แม้แต่พระพุทธเจ้าเจอนางกีสาโคตอุ้มศพลูกมาหา บอกว่ามีคนให้มาหา พระองค์ช่วยให้ลูกของนางฟื้นขึ้นมาได้ นางก็อุ้มศพลูกมาหาที่เชตวันเลย พระองค์เห็นต่อหน้าต่อตา แต่พระองค์ไม่สอนเลย ไม่ได้สอนว่า กีสาโคตมี เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย
พระพุทธเจ้าบอกว่า
เราช่วยเธอได้ถ้าเธอเก็บเม็ดผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตายให้เรา นางกีสาโคตมีดีใจ กลับไปเมืองสาวัตถี ไปหาทุกบ้านที่มีเม็ดผักกาด พอถามว่ามีคนตายไหม ก็มี บ้านนั้น บ้านนี้ บอกว่ามีพ่อตาย แม่ตาย ยายตาย ส่วนใหญ่ก็ตายที่บ้านด้วยเพราะสมัยนั้นไม่มีโรงพยาบาล ทีละน้อยๆนางก็รู้ว่า ความตายเป็นธรรมดา ความสูญเสียเกิดขึ้นกับทุกครอบครัวและทุกคน ก็เริ่มยอมรับความตายของลูกได้
ใจเริ่มเปิดแล้ว พอเอาลูกไปฝังเสร็จก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ก็แสดงธรรมว่า น้ำป่าย่อมพัดพาคนหลับไหลฉันใด มฤตยูย่อมพัดพาผู้ที่หลงใหลในลูกและสัตว์เลี้ยงฉันนั้น สอนให้เห็นโทษของความหลงใหลยึดติดเมื่อนางพร้อมแล้ว ขนาดพระพุทธเจ้าสอนให้คนเป็นพระอรหันต์มาเยอะแล้ว แต่ไม่สอนนางเลยเพราะรู้ว่านางไม่อาจเปิดใจรับฟังได้
ฉันใดก็ฉันนั้น เราไปเจอคนที่กำลังมีความทุกข์ ถามตัวเราเองว่าเป็นพระพุทธเจ้าไหม แม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่สอนเลย แต่พระพุทธเจ้ามีอุบาย สำหรับคนทั่วไปสิ่งที่เขาต้องการคือ กำลังใจ ต้องการเพื่อน ต้องการคนให้เขาระบาย
แทนที่จะสอนก็บอกให้เขารู้ว่าเรารัก เราห่วงเขา และมีอะไรให้ช่วย บอก เรายินดีจะช่วย ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ช่วยจัดบ้านให้สะอาด คนที่กำลังสูญเสียพ่อแม่ สูญเสียลูก ก็ปล่อยบ้านเลอะเทอะ เพื่อนบ้านก็มาช่วยจัดให้บ้านสะอาด แค่นี้เขาก็รู้สึกซาบซึ้งมาก เป็นความช่วยเหลือที่เขาไม่ลืมเลย เอาอาหารมาให้ เพราะคนทุกข์เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้ว เสื้อผ้าหน้าผมไม่สนใจ ข้าวปลาก็ไม่กิน ไม่พูดอะไรมาก
อาตมาคิดว่าอย่างนี้ดีกว่า เป็นมิตรภาพ คำสอนไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์แต่ตอนนั้นไม่ได้ช่วยเขา มันกลับทำให้เขาแย่ลง เพราะมันแสดงว่าเธอยังไม่มีธรรมะเลยนะ เธอไม่เข้มแข็งเลยนะ เธอยังไม่มีปล่อยวางเลย
✿
คุณประสาน :
มีคนรู้จักโทรมาเล่าว่า อยู่ๆแฟนเป็นสโตรก ต้องพาไปรักษา แถมยังมาเป็นโรคซึมเศร้าอีก ผมก็ได้แต่รับฟังอย่างเดียว
✿
พระอาจารย์ไพศาล :
การฟังช่วยได้มาก เพราะว่าคนที่ทุกข์เขาอยากจะระบาย การระบายช่วยคลายความทุกข์ ความเศร้า แม้แต่ความโกรธ หรือความน้อยเนื้อต่ำใจ
✿
------------------
✿
------------------
✿
------------------
✿
------------------
✿
---------------
✿
---------------
✿
ขอบคุณ :
Nonglak Trongselsat
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
kanlayanatam
https://web.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2022, 09:31:18 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
✿ "ขอบคุณความทุกข์ " - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #2 เมื่อ:
สิงหาคม 21, 2022, 02:58:22 pm »
✿ สนทนาธรรม
ขอบคุณความทุกข์
พระไพศาล วิสาโล
คลิกชมได้ที่ ===>
https://bit.ly/3pzb4X2
เริ่มนาทีที่ ๐๑.๐๔.๕๐
ชวนสนทนาโดย
ประสาน อิงคนันท์
✿ ถอดความ โดย
คุณ Nonglak Trongselsat
งานบูชาคุณหลวงพ่อคำเขียนครั้งที่ ๘
วันเสาร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕
ณ หอจดหมายเหตุ อินทปัญโญ
✿ ขอขอบคุณ
บูชาคุณหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
✿ คุณ Nonglak Trongselsat
Facebook
Nonglak Trongselsat
https://web.facebook.com/nonglak.trongselsat
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2022, 09:32:06 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
✿ "ขอบคุณความทุกข์ " - สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล