ผู้เขียน หัวข้อ: ☆* จิตพัฒนาจิต ☆ *: - พระภาวนาเขมคุณ วิ.(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)  (อ่าน 1343 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆*: จิต มีสมรรถนะหลายอย่าง
คือความสามารถเฉพาะ โดยเฉพาะตัวของจิตเอง
สามารถที่จะพัฒนาให้มีสมรรถภาพ
หรือสมรรถนะเพิ่มขึ้นก็ได้ ด้วยการฝึกด้วยวิธีต่างๆ
ฝึกการเจริญสมถะ ฝึกการเจริญวิปัสสนา
ก็สามารถจะพัฒนาจิตให้มีคุณภาพสูงสรง
จนกระทั่งเข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นจากกิเลส
เข้าถึงนิพพานก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ฝึก ไม่พัฒนา
จิตก็จะเป็นไปตามอำนาจของกิเลส


☆*: จิตมีสมรรถนะอยู่ ๖ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ มีสมรรถนะในด้านการกระทำ
เพราะฉะนั้นที่มีพฤติกรรมไปต่างๆ
ในการกระทำดี ทำชั่ว ทางกาย วาจา
รวมทั้งการสร้างประดิษฐ์อะไรต่างๆ ขึ้นมา
วิจิตรพิสดารก็ตาม ก็ด้วยอำนาจของจิตนี้เอง
จิตมีสมรรถนะในการกระทำ
ทำสิ่งต่างๆ ให้วิจิตรพิสดารก็ได้

ประการที่ ๒ มีสมรรถนะภายในตัวเอง
คือจิตก็มีสภาพหลากหลาย
เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นวิบากก็มี
เป็นกิริยาก็มี จิตที่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ
หรือประกอบด้วยศรัทธา เมตตา กรุณา
ก็มีสมรรถะในตัวเองหลายอย่าง

ประการที่ ๓ มีสมรรถนะในการที่จะสั่งสมกรรม
จิตเป็นตัวสั่งสมกรรมที่ทำไว้
ทำกรรมดี ทำกรรมชั่วไว้แค่ไหน อย่างไร
เมื่อไรก็ตาม มันก็จะเก็บไว้ สะสมเอาไว้
สามารถที่จะสะสมข้ามภพข้ามชาติได้
จะไปกี่ชาติๆ ก็นำไปได้ จิตนี้มีคุณสมบัติ
มีความสามารถอย่างนั้น

☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ





☆*: .。. .。.:*☆  ☆*: .。. .。.:*☆ ☆*: .。. .。.:*☆ ☆*: .。. .。.:*☆ ☆*: .。. .。.:*☆ ☆*:

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 24, 2023, 08:50:54 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


☆*: จิตมีสมรรถนะอยู่ ๖ ประการด้วยกัน(ต่อ)
ประการที่ ๔ มีความสามารถหรือมีสมรรถนะ
ในการที่จะรักษาผลแห่งกรรมคือวิบาก
ที่จะต้องเกิดขึ้นด้วยอำนาจของกรรมที่ทำไว้
ก็อาศัยจิตนี้รักษาผลแห่งกรรมไว้
แล้วก็ต้องไปเสวยผลแห่งกรรมนั้น
ถ้าทำกรรมดีก็ได้ไปเสวยผลดี
ถ้าทำชั่วก็ไปเสวยผลชั่ว จิตรักษาไว้


เหมือนอย่างต้นไม้ เมล็ดพืชต่างๆ
มันก็รักษาสภาพพืชชนิดนั้นไว้
เอาไปเพาะขึ้นมา มีดิน มีน้ำ มีปุ๋ย
มันก็เจริญเติบโตเบ็นพืชชนิดนั้น
ออกช่อออกผล เกิดเป็นผลเป็นวิบากขึ้นมา
ให้ผลตามชนิดนั้นๆ


ถ้าเราเอาเมล็ดมันมาดู
อย่างมะม่วงเรากินแล้วเราเอาเมล็ดมาดู
ถึงเราจะแกะดูอย่างไร เราก็มองไม่เห็นช่อของมัน
กิ่งของมัน ใบของมัน ผลที่จะเกิดต่อไปเราก็ไม่เห็น
มันก็สะสมผลของมันไว้ เก็บ แล้วก็จะสืบทอดของมันไป


จิตนี้ก็เหมือนกัน ก็สะสมเก็บกรรมไว้
เก็บวิบากที่จะเสวยต่อไปไว้
ฉะนั้น เราไปทำชั่วที่ไหน ลับตา ลับหู ก็ตาม
มันก็หนีไม่พ้นแห่งกรรม
หรือเราทำดี ใครจะรู้ไม่รู้
จิตนี้เขาก็จะเก็บเพื่อที่จะส่งผลของเขาเอง


ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า
เราทำอะไรลงไปแล้วจะสูญเปล่า
ทำดีแล้วก็เป็นผลดีเกิด
ทำชั่วแล้วก็หนีไม่พ้นกรรมชั่วนั้น


ประการที่ ๕ จิตนี้มีสมรรถะในการพัฒนาตัวเอง
หรือว่าสั่งสมสันดานของตน
หมายถึงว่าจิตนี้สามารถพัฒนาตัวเอง
ทั้งที่เป็นการทำดี หรือว่าไปพัฒนาการทำชั่ว
มันก็ชั่วได้อย่างยิ่งเหมือนกัน
เมื่อไปสะสมอะไรมากๆ ก็ชำนิชำนาญ
คุ้นเคยในการกระทำนั้นๆ จนติดเป็นนิสัย
หรือว่าสะสมไปเป็นสันดานของบุคคลนั้น
เราทำอะไรไว้ สะสมประเภทไหนไว้
ก็ไปเป็นนิสัยเป็นสันดานของบุคคลนั้นไป
ติดไปเป็นนิสัย ก็ด้วยจิตนี้ จิตมีการสั่งสมสันดานไว้



☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:30:46 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆*: ประการที่ ๖ จิตนี้มีสมรรถนะในการรับอารมณ์
จิตรับอารมณ์ได้อยู่เสมอ เดี๋ยวรับรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรื่องราว
แม้แต่นอนหลับก็ยังรับ เวลานอนหลับ
จิตจะไปรับอารมณ์ที่เรียกว่ากรรมอารมณ์
กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์
ที่ได้รับมาจากภพก่อนเมื่อใกล้จะตาย
เมื่อชาติที่แล้วใกล้จะตาย
มีอารมณ์เป็นอะไรเวลานั้น
ก็จะมาปรากฏในขณะนอนหลับ
แต่ไม่ใช่ฝัน เราจะไม่รู้สึกตัวหรอก


อย่างมาเป็นมนุษย์ แสดงว่าใกล้จะตาย
ชาติที่แล้วเราได้อารมณ์ดี ได้นิมิตดี
ได้ระลึกนึกถึงบุญที่ตนเองทำได้
เช่น รักษาศีล เจริญกุศลกรรมบถ
หรือมันเกิดคตินิมิตเห็นภาพบ้านคน
เห็นมารดาเห็นครรภ์มารดา ก็มาเกิดเป็นมนุษย์

อารมณ์เหล่านี้ มันก็จะมาปรากฎในเวลานอนหลับ


เพราะฉะนั้น จิตนี้มันมีการรับอารมณ์อยู่เสมอ

แต่ว่ามันมีสภาพเป็นไปแตกต่างหลายประเภท

ก็ด้วยมีสิ่งเข้ามาผสมเรียกว่าเจตสิก
เจตสิกเป็นธรรมชาติที่เข้ามาผสม
เข้ามาประกอบกับจิต ถ้าอุปมาแล้ว
จิตเหมือนกับน้ำสะอาด เจตสิกก็เหมือนสีต่างๆ


เอาสีเขียวไปผสมน้ำ น้ำก็เขียวไปด้วย
เอาสีแดงไปผสม น้ำก็แดงไปด้วย

เพราะฉะนั้น เจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล
เช่น มีราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อิจฉาริษยา
เข้าไปผสมกับจิต จิตก็แปรสภาพไป
เป็นอย่างนั้น เป็นอกุศล


ถ้าเกิดเจตสิกฝ่ายดีเข้าไปผสมกับจิต
มีศรัทธา มีเมตตา มีความสงสาร พลอยยินดี
มีสติสมาธิเหล่านี้ จิตก็ดีงามไปด้วย
จึงอยู่ที่เครื่องผสมเหมือนกัน



☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:31:06 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆* จิตนี้จึงจัดเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ
จิตที่เป็นฝ่ายอกุศลอย่างหนึ่ง
จิตที่เป็นกุศลก็อย่างหนึ่ง
จิตที่เป็นวิบากอย่างหนึ่งจิต
จิตที่เป็นกิริยาอย่างหนึ่ง
จิตที่เป็นอกุศล ก็คือจิตที่ไม่ดี
ที่จะให้ผลเป็นความทุกข์
เช่น จิตที่เป็นไปในความโลภ
จิตที่เป็นไปในความโกรธ
จิตที่เป็นไปในความหลง
จิตที่เป็นไปใน มานะ ทิฏฐิ
ฟุ้งซ่าน อิจฉา ริษยา
เหล่านี้เป็นอกุศลที่จะนำมาซึ่งความทุกข์
ถ้าจิตที่เป็นฝ่ายกุศล
ก็คือจิตที่ประกอบด้วยเจตสิกฝ่ายกุศล
มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป
มีความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงในนั้น
มีเจตนาในทางที่ดี ก็ประกอบการกุศล
มีการให้ทาน รักษาศีล ช่วยเหลือการงาน
ที่ชอบที่ควรเหล่านี้ เพราะจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้น

☆* ส่วนจิตที่เป็นวิบาก
มันเป็นผล อย่างเห็นภาพเป็นวิบาก
ได้ยินเสียงเป็นวิบาก จิตได้กลิ่น ได้ลิ้มรส
ได้สัมผัสทางกายเป็นจิตวิบาก
แล้วแต่ว่าบุญส่งมาดี ก็ได้รับวิบากดี
ได้เห็นภาพดี ได้ฟังเสียงเพราะ
ได้กลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อย
ได้สัมผัสเครื่องสัมผัสที่ดี
สบายกายขึ้นมา
ถ้าบาปส่งผลก็เห็นภาพไม่ดี
ฟังเสียงหนวกหู เสียงด่า
ได้กลิ่นเหม็น ได้ลิ้มรสไม่อร่อย
ได้สัมผัสที่ไม่ดี ทำให้ร้อนเกินไป หนาวเกินไป
เจ็บปวดร่างกาย ประสบอุบัติเหตุ ไม่สบายกาย

☆* นี่เขาเรียกว่าบาปส่งผลมาทางกาย
ส่งมาทางใจก็ต้องรับรู้เรื่องราวต่างๆ
ดี ไม่ดี แล้วแต่บุญแต่บาป
..

☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:32:34 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


☆* พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสเป็นคาถาขึ้นว่า
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ ทุรกฺขํ ทุนนิวารยํ
อุชุํ กโรติ เมธาวี อุสุกาโรว เตชนํ
วาริโชว ถเล ขิตฺโต โอกโมกตอุพฺภโต
ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ มารเธยฺยํ ปหาตเวฯ


☆* ซึ่งแปลว่า จิตนี้ดิ้นรนกวัดแกว่ง
รักษายาก ห้ามยาก
บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมทำจิตให้ตรง
เหมือนช่างศรดัดลูกศร
จิตนี้เมื่อผู้ทำความเพียรยกขึ้นจากอะไร
คือกามคุณทั้ง ๕ แล้วซัดไป
ด้วยวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้ละบ่วงแห่งมาร
ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่พรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำ
วางไว้บนบก ดิ้นรนอยู่


☆* ฉะนั้น จิตมันดิ้นรน ผนฺทนํ ดิ้นรน
คือไม่ยอมอยู่ในอารมณ์เดียว
ชอบดิ้นไปหาอารมณ์นั้น อารมณ์นี้
โดยเฉพาะไปในอารมณ์ในรูปสวย
เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย
สัมผัสน่าใคร่ น่าปรารถนา เรื่องราว
เรื่องนั้นเรื่องโน้น แล้วก็ไปเกลือกกลั้ว
อยู่กับอารมณ์นั้นๆ จิตแล่นไป
แล้วก็ไปเกลือกกลั้วอยู่กับอารมณ์นั้น
ทั้งเรื่องไม่ดีก็แล่นไปจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น


☆* จิตพัฒนาจิต☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:49:47 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆* พระองค์ได้ตรัสบุคคลเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง

☆* บุคคลมีวาจาเหมือนคูถ
บุคคลมีวาจาเหมือนดอกไม้
บุคคลมีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง

☆* คูถภาณีบุคคล
บุคคลมีวาจาเหมือนคูถ เป็นอย่างไร?


☆* คือ บุคคลชอบกล่าวเท็จ
เมื่ออยู่ในที่ประชุมก็ตาม ท่ามกลางหมู่ญาติ
หรือท่ามกลางแม้ในราชตระกูลก็ตาม
เมื่อถูกซักถามในฐานะที่จะให้เป็นพยาน
ไม่รู้ก็กลับบอกว่ารู้ หรือรู้กลับบอกว่าไม่รู้
ไม่เห็นก็กลับบอกว่าเห็น เห็นก็บอกว่าไม่เห็น
เพราะเนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างเพียงเล็กน้อย
ก็เลยกล่าวเท็จอย่างนั้นอย่างนี้

เขาเรียกว่ามีวาจาเหมือนคูถ


☆* บุคคลมีวาจาเหมือนดอกไม้เป็นอย่างไร ?
บุคคลผู้ละแล้วซึ่งการกล่าวเท็จเมื่ออยู่ในที่ประชุม

หรืออยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติ
หรืออยู่ในท่ามกลางราชตระกูล
เมื่อถูกชักถามในฐานะเป็นพยาน
ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็บอกว่ารู้
ไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น เห็นก็บอกว่าเห็น
เพราะไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง
นี่เรียกว่ามีวาจาเหมือนดอกไม้ บุปผภานีบุคคล


☆* ประเภทที่สาม

บุคคลมีวาจาเหมือนน้ำผึ้งเป็นอย่างไร ? คือ
บุคคลผู้กล่าววาจาอันไม่มีโทษ
ฟังสบายหู ไพเราะ จับใจ
เป็นที่รักและที่พอใจต่อมหาชนทั้งหลาย
นี่เรียกว่ามีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง มธุภาณีบุคคล



☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:29:02 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆* อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบบุคคลเหมือนวลาหก

☆* "วลาหก" คือ ฝน ฝน ๔ จำพวก
จำพวกที่ ๑ ฟ้าร้อง แต่ฝนไม่ตก
จำพวกที่ ๒ ฝนตก ฟ้าไม่ร้อง
จำพวกที่ ๓ ฟ้าร้อง ฝนตก ร้องด้วยตกด้วย
จำพวกที่ ๔ ฟ้าไม่ร้อง ฝนก็ไม่ตก

☆* ท่านเปรียบเหมือนบุคคล

☆* บุคคลเปรียบเหมือน ฟ้าร้อง แต่ฝนไม่ตก
คือบุคคลผู้เป็นผู้พูดแต่ไม่ทำ ได้แต่พูด แต่ไม่ทำ
พูดดีเหลือเกิน พูดอย่างนั้นๆ แต่ตัวเองไม่ทำ

ฝนตก ฟ้าไม่ร้อง ก็คือบุคคลผู้ทำแต่ไม่พูด
พวกนี้ทำอย่างเดียว ไม่ค่อยพูดอะไร ทำอย่างเดียว
ฟ้าร้อง ฝนตก อันนี้พูดด้วยทำด้วย


ฟ้าไม่ร้อง ฝนไม่ตก พูดก็ไม่พูด ทำก็ไม่ทำ


☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:49:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


☆* บุคคลเปรียบด้วยนักรบอาชีพ ๕ จำพวก
ตอนนี้ท่านก็สอนภิกษุ

☆* ๑. นักรบผู้เพียงแต่เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้นมา
เพราะการเดินทัพของข้าศึกเท่านั้น
ก็หยุดชะงัก ไม่ตั้งมั่น ไม่อาจเข้าสู้รบได้

อันนี้พวกที่ออกรบพอเห็นฝุ่นคลุ้ง
ของข้าศึกที่กำลังเดินทัพมองไปไกลๆ
ก็หยุดชะงักแล้วไม่อาจสู้รบได้
พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับภิกษุ
ผู้ได้ยินข่าวว่าในหมู่บ้านหรือในนิคม
มีสตรีรูปงามน่ารัก
พอสักแต่ว่าได้ยินเท่านั้นก็จมอยู่ในมิจฉาวิตก


คือครุ่นคิดอยู่ในเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม
ก็ย่อมหยุด ไม่ดำรงตั้งมั่นอยู่ได้
แล้วก็ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์อยู่ได้
ก็ต้องบอกลาสิกขาออกไป อันนี้เรียกว่า
แค่เห็นฝุ่นฟุ้งของข้าศึกเดินทัพเท่านั้น ไปแล้ว


☆* ๒. นักรบผู้เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้นมาก็ยังพอทนได้
แต่พอเห็นยอดธงของฝ่ายข้าศึกเท่านั้น
ก็หยุดชะงักแล้ว ไม่ตั้งมั่น ไม่อาจจะเข้าสู้รบได้

เปรียบเหมือนกับภิกษุ ผู้ได้ยินข่าวว่า
มีสตรีรูปงามน่ารักก็ยังพอทนได้อยู่
แต่พอไปได้เห็นสตรีนางนั้นเข้าก็จมอยู่
ในมิจฉาวิตกครุ่นคิดอยู่ในเรื่องไม่ดีไม่งาม
ที่สุดก็ต้องบอกลาสิกขาออกไป
นี่เรียกว่าเห็นแค่ยอดธงของฝ่ายข้าศึก


☆* ๓. นักรบผู้เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้นมา
เห็นยอดธงของฝ่ายข้าศึกก็ยังพอทนได้อยู่
แต่พอได้ยินเสียงอึกทึกของกองทัพฝ่ายข้าศึก
เท่านั้น ก็หยุดชะงัก ไม่ตั้งมั่น ไม่อาจเข้าสู้รบได้

☆* ท่านเปรียบเหมือนกับภิกษุผู้ได้ยินข่าวแล้ว
หรือได้เห็นสตรีรูปงามนั้น ก็ยังพอทนอยู่ได้
แต่พอถูกเธอยิ้มให้ ทักทายให้ยั่วเย้า
ก็จมอยู่ในมิจฉาวิตก ครุ่นคิดอยู่
ในเรื่องไม่ดีไม่งาม
ที่สุดก็ต้องบอกลาสิกขาออกไป

☆* ๔. นักรบผู้เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้นมา
เห็นยอดธงของฝ่ายข้าศึก
ได้ยินเสียงอึกทึกของกองทัพฝ่ายข้าศึก
ก็ยังพอทนอยู่ได้ แต่พอถูกอาวุธเพียงเล็กน้อย
ก็แสดงความเดือดร้อนใจ กระสับกระส่าย
ไม่อาจจะสู้รบต่อไปได้


☆* พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เปรียบเหมือนกับภิกษุ
ผู้ได้ยินข่าวสตรีรูปงาม
หรือได้เห็นสตรีรูปงามนั้น
หรือได้ถูกเธอยั่วเย้าก็ยังพอทนได้อยู่
แต่ครั้นพอถูกเธอนั่งชิด นอนชิด กอดรัด
ก็ทนไม่ได้ต้องถึงศีลวิบัติ
ขาดจากความเป็นภิกษุไป นี่ถูกอาวุธแล้ว

☆* ๕. นักรบผู้เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้นมา
เห็นยอดธงของฝ่ายข้าศึก
ได้ยินเสียงอึกทึกของกองทัพฝ่ายข้าศึก
ถูกอาวุธเพียงเล็กน้อยก็ยังพอทนได้อยู่
นักรบนั้นสามารถเอาชนะสงครามได้
เป็นนักรบที่ยอดเยี่ยม

☆* เปรียบเสมือนภิกษุผู้ได้ยินข่าว
ได้เห็นสตรีรูปงามนั้น ถูกเธอยั่วยวนยั่วเย้า
ถูกเธอนั่งชิด นอนชิด หรือกอดรัด
ก็สามารถเอาตัวรอด
แล้วก็หลีกเร้นไป
ตามใจปรารถนาของตน
เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุคุณธรรมชั้นสูง
ได้ในที่สุด นี่เรียกว่าเป็นนักรบอันยอดเยี่ยม


☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:38:23 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆* พระพุทธเจ้าได้ตรัสเปรียบบุคคล ๗ ประเภทไว้อีก

☆* ประเภทที่ ๑ ผู้จมแล้วคราวเดียว
แล้วย่อมจมอยู่นั่นเอง คือคนที่อยู่ในน้ำ
พอตกลงไปก็จม จมคราวเดียวเลย
คือบุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลธรรม
ที่เป็นธรรมดำล้วนๆ
คือบุคคลนี้มีแต่จมท่าเดียว
เพราะชีวิตทั้งชีวิตทำแต่อกุศลทั้งนั้น
ทำแต่กรรมฝ่ายดำ
ประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่ตลอด

ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตประพฤติผิด
โกหกหลอกลวง ลักขโมย
ชีวิตทั้งชีวิตจมฝ่ายเดียว จมคราวเดียว


☆* ประเภทที่ ๒ ผู้โผล่ขึ้นแล้วก็จมลงอีก
พอโผล่ขึ้นมาก็กลับจมลงไป
คือบุคคลที่มีกุศลธรรมขึ้นมาได้แล้ว
เช่น มีศรัทธา - ความเชื่อ
มีหิริ - ความละอายต่อบาป
โอตตัปปะ - เกรงกลัวต่อบาป
มีวิริยะ - ความเพียร

มีปัญญาพอเข้าใจในธรรม
แต่ว่ากุศลธรรมเหล่านี้ไม่มั่นคง
ไม่เจริญ แล้วก็เสื่อมไปโดยตลอด
คนบางคนบางทีพอหนักๆ เข้าก็เสื่อม
เลิก ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วดีกว่า
ไปตามความชั่วอีก จมลงไปอีก

☆* ประเภทที่ ๓ โผล่ขึ้นแล้วก็หยุดอยู่
โผล่ขึ้นมาได้หยุดอยู่
คือบุคคลผู้มีกุศลธรรม
มีศรัทธา มีหิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
แล้วกุศลธรรมเหล่านี้ก็ไม่เสื่อม
แต่ก็ไม่เจริญ อยู่อย่างนั้น
จะว่าเสื่อมก็ไม่เสื่อมไป
แต่มันก็ไม่เจริญก้าวหน้าไปที่ไหน
ปฏิบัติอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น
แต่ก็ไม่ถึงขั้นไปทางอกุศลกรรม
ยังรักษาครองตัวอยู่ในศีลในธรรม
แต่ว่าปฏิบัติก็ไม่เจริญอยู่อย่างนั้น
นี่เรียกว่าบุคคลที่โผล่ขึ้นมา
แล้วหยุดอยู่อย่างนั้น



☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:48:50 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


☆* ประเภทที่ ๔ ผู้โผล่ขึ้นมาแล้วเหลียวมองดู
มองดูทิศหาทางที่จะข้ามฝั่ง
คือบุคคลผู้มีกุศลธรรม มีศรัทธาความเชื่อ
หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
เป็นพระโสดาบัน คือผู้ไม่ตกไปในอบายภูมิ
แล้วก็จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนในอนาคต
เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว

☆* โสดาบันนี้ก็ยังถือว่าโผล่มาแล้วดูแค่ทิศเท่านั้น

โผล่จากน้ำมาแล้วก็เหลียวมองดูทิศ
ทั้งที่ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้

ไม่ไปเกิดในอบายภูมิแล้ว
เกิดอย่างมากอีกเพียง ๗ ชาติ


บางทีบางท่านก็แค่ ๒ - ๓ ชาติ
บางท่านก็เพียงชาติเดียว เป็นเอกพีชี
ชาตินั้นก็ต่อขึ้นไปเป็นพระอรหันต์ได้


☆* ประเภทที่ ๕ ผู้โผล่ขึ้นมาแล้วว่ายข้ามไป
ไม่ได้เพียงแค่มองข้าม ว่ายข้าม
คือบุคคลผู้มีกุศลธรรม
ได้แก่มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
เป็นพระสกทาคามีบุคคล
ผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว
ตั้งแต่สมัยเป็นโสดาบัน
แล้วก็ยังทำกิเลสที่เหลืออยู่นั้นให้เบาบางลงไป


พระสกทาคามีจะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก
เพียงครั้งเดียว ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์


☆* ประเภทที่ ๖ โผล่ขึ้นมาแล้ว
ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึงได้ว่ายข้ามฟากไปแล้ว

พอไปถึงที่ตื้นอีกฝั่งหนึ่งได้ หยั่งถึงแล้ว
คือบุคคลผู้มีกุศลธรรม
มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา
เป็นผู้เกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส
เพราะละสังโยชน์ ๕ เบื้องต้นสิ้นไปแล้ว
จะปรินิพพานในพรหมโลกนั้น
ไม่กลับมาสู่โลกมนุษย์แล้ว

พระอนาคามีท่านละกามฉันทะ
กามราคะโดยเด็ดขาด ละโทสะโดยเด็ดขาด
แต่ก็ยังมีกิเลสอื่นเหลืออยู่ ตายไปก็ไปสู่พรหมโลก


อนาคามีถึงจะปฏิบัติแบบสุกขวิปัสสก
เจริญแบบวิปัสสนาล้วนๆ
แต่เวลาจะตายจริงๆ ได้ฌาน
ฌานเกิดขึ้นเองโดยคุณชาติของท่าน
จึงส่งไปสู่พรหมโลก

แล้วจิตที่ไม่มีโทสะนี้
จิตพร้อมที่จะเป็นสมาธิได้อยู่แล้ว
แล้วท่านก็จะปรินิพพานในพรหมโลก
ถ้าไปอยู่ชั้นสุทธาวาสก็เป็นพระอรหันต์ที่นั่น



☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:44:02 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆* ประเภทที่ ๗
ผู้โผล่ขึ้นแล้วก็ว่ายข้ามไปถึงอีกฝั่งแล้ว
เป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก ข้ามไปถึงฝั่งก็ขึ้นไป
เป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก คือบุคคลที่มีกุศลธรรม
เช่น มีศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา
แล้วทำให้แจ้งรู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว
เข้าถึงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
หาอาสวะไม่ได้เพราะสิ้นอาสวะ
เพราะอาสวะสิ้นไปแล้ว


☆* อันนี้ก็หมายถึงพระอรหันต์
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
หลุดพ้นด้วยกำลังของจิต
หลุดพ้นด้วยกำลังของปัญญา
กำลังของจิตก็คือท่านมีฌาน มีสมาธิ
แล้วก็ตัดอาสวกิเลสด้วย ปัญญา
เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ข้ามฝั่ง
ยืนอยู่บนอีกฝั่งหนึ่งปลอดภัยแล้ว
สิ้นทุกข์ทั้งปวงแล้ว คือพระอรหันต์ เป็นผู้ข้ามฝั่ง


☆* ส่วนผู้ที่ยังลอยคอ
ยังจมอยู่ หรือเลาะอยู่ตามฝั่ง
อันนี้ยังไม่พ้นจากอันตราย
โดยเฉพาะอันตรายจากความเกิด
ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นทุกข์
ยังต้องทนทุกข์อยู่กับเกิดบ่อยๆ ตายบ่อยๆ
พลัดพรากบ่อยๆ ไม่สมปรารถนา
จะต้องประสบความโศก ความร่ำไรรำพัน
ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ
ยังไม่มีโอกาสที่จะสิ้นสุดเมื่อไร



☆* เพราะฉะนั้น อบายภูมิยังรอคอย
จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรประมาท
รีบพากเพียรข้ามฝั่งให้ได้
ก็โดยอาศัยเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ที่จะเป็นเรือนำพาข้ามฝั่ง เป็นที่อาศัย
เราต้องมีสติกำหนดอยู่กับรูปนามปรมัตถ์
เป็นที่เกาะไป ปฏิบัติให้สติจับอยู่กับสภาวะ
ทางกาย ทางใจ ตามดูรู้เท่าทัน ถ้ารู้สึกว่าอะไรๆ
มันมากก็ดูใจไว้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ดูใจ ตามรักษาใจอย่างเดียวให้ได้
ก็ยังจะสามารถเข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นได้
เพราะว่าถ้าสติดูใจ รักษาใจ
ไม่เพียงแต่รู้อย่างเดียว
ที่จะรักษาจิตหมายถึงว่ารู้จิต เท่าทันต่อจิต
รักษาจิตไม่ให้ยินดียินร้ายต่ออารมณ์
ให้รู้จักปล่อยรู้จักวางอยู่เสมอ



☆* อันดับหนึ่งก็คือต้องรู้ ต้องตามรู้จิตใจตัวเอง
รักษาก็คือฝึกหัดจิตเรา
ไม่ให้ตกไปด้วยอำนาจของความโกรธ
ความโลภ ความหลง
รักษาจิตให้ไม่ยินดียินร้าย

ฝึกหัดจิตใจให้ปล่อยให้วางต่ออารมณ์
ที่จิตกำลังรับรู้อยู่ ด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะ
ด้วยความเพียร ละความยินดียินร้ายออกไป
อยู่เสมอๆ ก็สามารถเป็นเรือนำพาที่จะข้ามฝั่ง
ไปถึงฝั่งแห่งความปลอดภัย พ้นจากทุกข์คือนิพพานได้


ตามที่ได้แสดงมาก็พอสมควรแก่เวลา

☆* จิตพัฒนาจิต ☆*
เขมรังสิยาจารย์(จบ)
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 08:48:27 am โดย ยาใจ »