ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง ❁ - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 1785 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ความรู้สึกต้องสู้แบบนี้อาจกดดันผู้ป่วยหลายคน
เพราะฉะนั้น ใครที่ไปเยี่ยมแล้วแนะนำผู้ป่วยว่า
"สู้ๆ นะ" แม้จะมีเจตนาสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย
แต่มันอาจสร้างความกดดันให้กับผู้ป่วย
ทำให้ผู้ป่วยอึดอัด เหนื่อยล้า
กับการทำตัวให้เข้มแข็ง
หรือเคี่ยวเข็ญให้ตัวเองดีขึ้น
ครั้นอาการไม่ดีขึ้น แย่ลง เขาจะยิ่งทุกข์

ผู้ป่วยคนหนึ่ง
ซึ่งอาตมาได้พูดถึงเมื่อตอนต้น
เธอเล่าความในใจว่า
เวลาใครบอกให้เธอสู้ๆ
เธอรู้สึกเหนื่อยมาก
เธอบอกว่า "ฉันต้องใช้พลังอย่างมาก
เพื่อที่จะเข้มแข็งและสร้างความสบายใจ
แก่ผู้พบเห็น สิ่งนี้ลึกๆ ภายในเป็นอะไร
ที่กัดกร่อนอย่างยิ่ง"
ดังนั้น คำแนะนำว่า "สู้ๆ"
อาจไม่เป็นผลดีกับคนไข้

โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะท้าย
แม้แต่การถามคนไข้ว่า "ดีขึ้นหรือยัง?"
สำหรับคนไข้บางคน
คำถามทำนองนี้สร้างแรงกดดันให้กับเขา
ทำให้เขารู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกผิดเมื่ออาการไม่ดีขึ้น
แถมแย่ลง

เพราะฉะนั้น
การปล่อยวางความอยากหาย
ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ
รวมทั้งการปล่อยวางความคาดหวัง
ของคนรอบข้าง และของตัวเองด้วย
ให้นึกว่า หายเมื่อไรก็เมื่อนั้น
 พอวางความคาดหวังแล้ว
หลายคนก็พบว่าร่างกายดีขึ้น

“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




☆ ☆ ☆-----------------------------------------☆ ☆ ☆
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 03, 2024, 09:47:56 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปล่อยวางความอยากหาย
รวมทั้งความคาดหวังทั้งของตนเอง และของผู้อื่น
เพราะยิ่งอยากหายก็ยิ่งทุกข์
ยิ่งอยากหายเท่าไร พอมันไม่หาย
ก็ยิ่งทุกข์เพราะความผิดหวัง


หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเคยกล่าวไว้ว่า

"อันความอยากหายจากทุกขเวทนา
อย่าอยาก ยิ่งอยากให้หายเท่าไร
ก็ยิ่งเพิ่มสมุทัย ตัวผลิตทุกข์ให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น


แต่ให้อยากรู้ อยากเห็น
ความจริงของทุกขเวทนาที่แสดงอยู่
กับกาย กับใจเท่านั้น

นั่นคือความอยากอันเป็นมรรค
ทางเหยียบย่ำกิเลส ซึ่งจะทำให้เกิดผล
คือการเห็นแจ้งตามความจริง
ของกาย เวทนา จิต
ที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น"


คำแนะนำของหลวงปู่ขาวนี้น่าสนใจ

เป็นข้อคิดที่ดีมาก นั่นคือ
อย่า "อยากหาย"


เพราะอยากหายแล้วก็ยิ่งทุกข์
แต่ให้ "อยากรู้" "อยากเห็น"
ความจริงของทุกขเวทนา
ที่เกิดกับกายและใจดีกว่า


ข้อความดังกล่าวผู้ที่ศึกษาธรรม
ปฏิบัติธรรมจะเข้าใจว่าหมายความว่าอะไร
ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า ยิ่งอยากหาย ก็ยิ่งทุกข์
แต่พอไม่อยากหาย ความทุกข์ในจิตใจก็ลดน้อยลง


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:06:53 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


วิลโก จอห์นสัน ร็อกเกอร์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อมะเร็ง
มีนักดนตรีคนหนึ่งชื่อวิลโก้ จอห์นสัน
 เป็นนักดนตรีที่มีชื่อมาก เป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวพังค์ร็อค 
วันหนึ่งไม่สบาย ไปหาหมอ
ก็พบว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน
โรคเดียวกับสตีฟ จ๊อบส์
หมอบอกว่าเขาจะอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐ เดือน
ทันทีที่เขาออกจากโรงพยาบาล
แทนที่จิตใจจะหดหู่ ห่อเหี่ยว
เขากลับรู้สึกตรงข้าม
เขาบอกว่า
จู่ๆ ก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เวลามองเห็นต้นไม้ ท้องฟ้า
เขารู้สึกว่ามันวิเศษจริงๆ
ทั้งที่หมอบอกว่า
เขาจะอยู่ไม่เกิน ๑๐ เดือน
แต่เขากลับรู้สึกว่า ชั่วเวลานั้น
ทุกอย่างที่เขาพานพบเขารู้สึกว่ามันวิเศษมาก
เขาบอกว่า "สิ่งเล็กๆ ทุกอย่างที่เห็น
ลมเย็น ทุกสายที่สัมผัสใบหน้า
 อิฐทุกก้อนบนถนน คุณรู้สึกเลยว่า
ฉันมีชีวิต...ฉันมีชีวิต"
  เขาเล่าว่า
ตอนนั้นเขาเป็นเหมือนขนนก
ที่ปลิวไหวไปตามสายลม
ในใจรู้สึกถึงความมีอิสระเสรี
เขาบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่เยี่ยมมาก
ทั้งที่มีเวลาอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน
แต่สิ่งธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน
กลับกลายเป็นสิ่งวิเศษ มหัศจรรย์
ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา

  เพราะอะไรเขาจึงรู้สึกอย่างนั้น
เป็นเพราะทันทีที่เขารู้ว่า
จะมีเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยประสบสัมผัส
ที่แสนธรรมดาสามัญ
กลายเป็นสิ่งวิเศษมหัศจรรย์
ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
ปรากฏว่าผ่านมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว
เขายังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้
เป็นเพราะ เขาสามารถ
ที่จะสัมผัสกับความสุขในปัจจุบันได้
คนหนึ่ง หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน
แต่อยู่ได้เพียง ๑๒ วันก็เสียชีวิต
อีกคนหนึ่ง หมอบอกว่า
จะอยู่ได้เพียง ๙ - ๑๐ เดือน
ปรากฏว่าผ่านไปเกือบ ๑๐ ปีแล้ว
เขายังมีชีวิตอยู่
อะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างดังกล่าว ?
คำตอบคือ "ใจ" คือ "ทัศนคติ"
คนหนึ่งจดจ่ออยู่กับอนาคตที่น่ากลัว
อีกคนหนึ่งเปิดใจซึมซับรับเอา
ความสุขในปัจจุบันที่มีอยู่รอบตัว
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ก้อนเมฆสายลม

  อ่านล่าสุดจากลิ้งค์นี้
===> https://www.thaipbs.or.th/news/content/144922


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:11:50 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


มีผู้ป่วยคนหนึ่งอายุ ๔๐ กว่าๆ
เป็นคนเก่งแต่อารมณ์ร้อน
มีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นเป็นประจำ
วันหนึ่งเส้นเลือดในสมองแตก
เป็นอัมพฤกษ์ ช่วยตัวเองไม่ได้
เขารู้สึกหงุดหงิดมาก
ที่ตัวเองไม่สามารถจะทำอะไรได้
เวลาทำกายภาพบำบัดก็อยากหายไวๆ

ทำไปสักพักก็ยังไม่หาย
ไม่ดีขึ้นสักที ก็รู้สึกโกรธ อาละวาด
กราดเกรี้ยวใส่หมอกายภาพบำบัด

เป็นเช่นนี้มาหลายเดือน

ในที่สุดเขาก็เริ่มทำใจยอมรับว่า

ร่างกายคงจะไม่ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง
ตอนหลังก็เลยไม่ค่อยคาดหวังเท่าใด
ทำกายภาพบำบัดก็ยังทำอยู่
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร
เพราะเคยคาดหวังมามากแล้ว แต่ก็ผิดหวัง

ปรากฏว่าพอไม่คาดหวัง
จิตใจก็ไม่เครียด พอจิตใจไม่เครียด
ร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

การทำกายภาพบำบัด
ก็เห็นผลชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็กลับมาเดินได้

และที่แปลกกว่านั้นก็คือ
เขากลายเป็นคนใจเย็นขึ้น
นิสัยที่เคยกราดเกรี้ยวกับลูกน้อง
กับเพื่อนๆ ก็เปลี่ยนไป

เพราะเขาได้เรียนรู้จากความเจ็บป่วยว่า
ความใจร้อนก็ดีหรือการทำอะไร
ด้วยความคาดหวังก็ดี
มีแต่จะสร้างความทุกข์ให้แก่ตัวเอง

ความเจ็บป่วยสอน
ให้เขาอดทนและใจเย็นมากขึ้น
เมื่ออาการดีขึ้น นิสัยก็เลยเปลี่ยนไป
เหมือนเป็นคนใหม่ ที่แม้แต่เพื่อนๆ ก็แปลกใจ


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2025, 07:02:15 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


มีคุณลุงคนหนึ่งเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
เจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง
แต่ได้หมอที่เก่ง ป่วยหนักมาแต่ละครั้ง
หมอก็รักษาจนออกจากโรงพยาบาลได้
แต่แล้วไม่นานอาการก็ทรุดหนักอีก
เพราะกลับไปกินเหล้าอีก ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก

เป็นอย่างนี้อยู่ ๒- ๓ รอบ

จนวันหนึ่งหมอเรียกมาคุย
และเตือนว่าถ้าคุณลุงยังกินเหล้าไม่เลิก
ครั้งหน้าอาจจะไม่รอดแล้ว ลุงต้องเลิกเหล้านะ

"ครับ ผมจะพยายาม" คุณลุงรับคำ

หมอก็พูดต่อว่า
"ลุงก็รับปากอย่างนี้ทุกที
แต่ทำไมยังกลับไปกินอีก ทั้งๆ ที่
รับปากแล้ว" แกตอบว่า "มันเครียดครับ"
"แล้วลุงเครียดอะไร" หมอถาม

แกตอบว่า "ผมเครียดที่เลิกเหล้าไม่ได้"

ลุงอยากเลิกเหล้ามาก
แต่พอเลิกไม่ได้ก็เลยเครียด
พอเครียด ก็เลยต้องกินเหล้าจะได้หายเครียด

ครั้นกินเหล้าอีก อาการก็กำเริบหนักขึ้น

นี่เป็นเพราะอยากเลิกเหล้ามาก
ยิ่งอยากเลิกเหล้า แต่เลิกไม่ได้
ก็ยิ่งผิดหวังยิ่งเครียดเป็นทุกข์ซ้ำเติมตัวเอง
หรือทำให้อาการย่ำแย่มากขึ้น


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:25:12 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปล่อยวางอดีต
รวมทั้งให้อภัยตนเองและผู้อื่น
คนเราทุกคนต่างมีความผิดพลาด
และรู้สึกเสียใจกับการกระทำในอดีต
ความรู้สึกผิดนี้ถ้าจัดการไม่ถูกต้อง
บ่อยครั้งก็จะทิ่มแทงจิตใจของเรา
ทำให้อาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ลุกลามมากขึ้นได้
ถ้าไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกผิด
ก็จะทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ

มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งปอดระยะ ๔
และติดเชื้อ HIV มีเชื้อที่ปอดและกระแสเลือด
หมอคนหนึ่งเป็นจิตอาสาไปเยี่ยม
คนไข้บอกว่า เธอกลัว เธอยังไม่อยากตาย
หมอก็เลยถามว่า เธออยากทำอะไรมากที่สุด
เธอตอบว่า อยากเห็นลูกชายบวช
หมอจึงไปพูดคุยกับสามี
เพื่ออนุญาตให้ลูกชายบวช
แต่ปรากฏว่าสามีไม่ยอม
บอกว่าตอนนี้เป็นช่วงเข้าพรรษา
ลูกบวชในพรรษาไม่ได้
ที่จริงไม่เกี่ยวกันเลย
แต่ไม่ว่าจะหว่านล้อมอย่างไร
สามีผู้ป่วยก็ไม่ยอมให้ลูกชายบวช
พอหมอไปบอกผู้ป่วย เธอก็เสียใจมาก
เป็นทุกข์ กระสับกระส่าย
บ่นว่าปวดไปทั้งตัว
และพาลไม่อยากคุยกับหมอ
เพราะไม่สามารถสนองความต้องการของเธอได้
ไม่กี่วันต่อมา หมอก็ไปเยี่ยมเธออีกครั้ง
คนไข้ทุกข์ทรมานมาก บ่นเจ็บ
ร้องครวญครางตลอดเวลา
หมอไม่รู้จะทำอย่างไร
จึงชวนคุยเรื่องการทำบุญในอดีตที่ผ่านมา
เธอพูดถึงพระรูปหนึ่ง
ที่เคยนั่งทางในแล้วบอกเธอว่า
เธอถูกเจ้ากรรมนายเวรรังควาน
เพราะเธอเคยทำบาปเอาไว้
กับเจ้ากรรมนายเวรนั้น
พออยู่กันสองต่อสอง เธอก็เล่าว่า
เธอเคยท้องกับสามีคนแรกแล้วไปทำแท้ง
เธอเล่าเหตุการณ์
ตอนที่ทำแท้งแล้วสลดใจมาก
พระที่นั่งทางในจึงแนะนำให้เธอ
แต่งชุดขาวปฏิบัติธรรม แต่เธอก็ทำไม่ได้
หมอจึงถามว่า
จะติดต่อพระรูปนั้นได้อย่างไร
เธอก็บอกชื่อเพื่อน เพื่อจะได้ไปติดต่อพระ
หมอบอกว่าจะไปนิมนต์พระรูปนั้น
มาโปรดเธอที่โรงพยาบาล
ให้เธอใส่ชุดขาวกราบท่านที่วอร์ดนั้นเลย
พอเธอรู้ว่าพระจะมาโปรด เธอก็รู้สึกดีขึ้น
ในขณะเดียวกันหมอก็ชวน
ให้เธอสวดมนต์ น้อมจิต
ขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร
และแผ่เมตตาให้กับลูกที่เธอทำแท้ง
ปรากฏว่าทำได้ ๑๐ นาทีเธอก็สงบลง
จากที่ปวด ครวญคราง ทุรนทุราย
ก็บรรเทาเบาบางลง
แล้วเธอก็หลับไปได้ในที่สุด
ทั้งๆ ที่เธอหลับยาก
การที่เธอรู้ว่าจะได้มีโอกาสทำบุญ
ปฏิบัติธรรมกับพระ ตามที่รับปากไว้
รวมทั้งได้สวดมนต์
ขออโหสิกรรมและแผ่เมตตา
เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ลูกที่เธอได้ทำแท้ง
มันช่วยปลดเปลื้องความรู้สึกผิดในใจเธอได้มาก
ทำให้ใจเธอสงบ ที่เคยหลับไม่ได้ ก็หลับได้

“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:27:55 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปล่อยวางตัวตนเก่าและอัตลักษณ์เดิมๆที่เคยมี
ปล่อยวางตัวตนเก่าที่เคยมี
โดยการยอมรับความจริงว่า
ตอนนี้ร่างกายเราไม่เหมือนเดิมแล้ว
เราไม่ใช่คนเดิมแล้ว เพราะความเจ็บป่วย
ทำให้สูญเสียบทบาทหน้าที่และอัตลักษณ์ที่เคยมี

ไม่ว่าจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามี เป็นเจ้านาย
เป็นคนที่แข็งแรง เป็นตำรวจที่ล่ำสัน
แต่พอเจ็บป่วยแล้ว บทบาทหน้าที่ที่เคยมี
รวมทั้งสภาพดีๆ ที่เคยภาคภูมิใจ
ได้เลือนหายไปหมด …กลายเป็นอดีตไปแล้ว

บางคนเคยเป็นหลักของครอบครัว
แต่พอป่วยหนักก็กลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น
หลายคนทำใจไม่ได้ ยังติดอยู่กับอัตลักษณ์เดิม
ยังติดอยู่กับตัวตนเก่าๆ
เช่น ฉันเคยเป็นผู้นำครอบครัว
เคยเป็นคนแข็งแรง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง
แต่ตอนนี้ฉันต้องพึ่งพาคนอื่น
ถ้าไม่ปล่อยวางตัวตนเก่าๆ ก็จะทุกข์มาก
เพราะไม่สามารถยอมรับสภาพ
ความเป็นจริงในปัจจุบันได้

บางคนรู้สึกเป็นทุกข์
ที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้
คนที่เคยภูมิใจในความสวยความงาม
แต่พอเจ็บป่วย ก็สั่งร่างกายทำอะไรไม่ได้เลย

หรือไม่ก็พบว่าร่างกายไม่สวยไม่งาม
ไม่องอาจ อีกต่อไป

คนที่เคยเป็นนักกีฬา มีกำลังวังชา
รู้สึกภาคภูมิใจในร่างกายของตน
เพราะสามารถใช้ร่างกายทำอะไรมากมาย
อย่างที่คนอื่นทำไม่ได้

แต่ตอนนี้แม้แต่จะเดินเหินก็ทำไม่ได้
ความสามารถในการควบคุมร่างกาย
ที่ลดน้อยถอยลง หรือแทบจะเป็นศูนย์

คือความจริงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย
สมรรถนะดังกล่าวคืออดีต

ปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว

ดังนั้นจึงควรยอมรับความจริง
ด้วยการปล่อยวางตัวตนเก่าๆ
หรืออัตลักษณ์เดิมๆ ที่เคยมี


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:30:09 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



หลายคนประสบความทุกข์ทรมาน
ไม่ใช่จากความเจ็บป่วยอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะความรู้สึกผิดติดค้างใจ
มีผู้ชายคนหนึ่งป่วยหนักเมื่ออายุ ๖๐ กว่า
ตอนเขาอายุ ๓๐ เขาทิ้งภรรยาคนแรก
รวมทั้งลูกชายที่ยังแบเบาะ
เพื่อไปอยู่กินกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
โดยไม่ได้หวนกลับไปหาครอบครัวเก่าอีกเลย
ผ่านไป ๓๐ ปี เขาป่วยเป็นมะเร็ง
และอยู่ในระยะท้าย
เขามีอาการกระสับกระส่ายมาก
 สิ่งหนึ่งที่เขาขอจากพยาบาลคือ
อยากเห็นหน้าลูกชายที่เขาเคยทิ้งไป
ลูกชายคนนี้เขาแทบไม่รู้จักเลย
เพราะทิ้งไปตั้งแต่ยังแบเบาะ
แต่ตอนนี้เขาอยากเห็นหน้า
พยาบาลก็มีน้ำใจพยายามไปตามหาให้
โดยกลับไปที่หมู่บ้านของเขา
และตามหาจนเจอลูกชายของเขาคนนั้น
ส่วนลูกชายก็ยินดีจะมาพบพ่อ
ที่เขาไม่เคยเห็นหน้าเลย
พอคนป่วยได้เห็นหน้าลูกชาย เขาก็รู้สึกดีขึ้น
เหมือนว่าได้ไถ่ถอนความรู้สึกผิดออกไป

ทำไมเขาอยากเจอหน้าลูกชาย
ก็เพราะเขาอยากชดเชยความรู้สึกผิด
ที่ทิ้งลูกชายไปตั้งแต่ยังแบเบาะ
การได้พบเห็นหน้า
ทำให้ความรู้สึกผิดบรรเทาเบาบางลง
และช่วยทำให้ความทุกข์ใจลดลง
เหลือแต่ความทุกข์ทางกาย
ส่วนความทุกข์ใจเบาบางลงมาก
สุดท้ายเขาก็จากไปอย่างสงบ

คนเรานั้น …
หากไม่ปล่อยวางความรู้สึกผิด
เพราะได้ทำความผิดพลาดในอดีตไว้
ก็จะรู้สึกทุกข์ทรมานมากในยามเจ็บป่วย
จะทุกข์ทั้งกายและใจ
ดังนั้นหากไม่อยากทุกข์ทรมาน
ในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะวาระสุดท้าย
เราต้องรู้จักให้อภัยทั้งตนเองและผู้อื่น
แต่ปกติคนเราจะให้อภัยยาก ถ้าไม่มีคนช่วย
อย่างกรณีผู้ป่วยคนแรก
 ก็มีหมอแนะนำให้แผ่เมตตา ขออโหสิกรรม
นอกจากให้อภัยตนเองแล้ว
ก็ต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่นด้วย
หลายคนเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
เพราะจิตข้องติดอยู่กับเหตุการณ์ในอดีตที่เลวร้าย
ทำให้โกรธแค้น
อย่างเช่นโกรธสามีที่ทิ้งตนไป
โกรธเพื่อนที่โกงเงิน
หรือแค้นเพื่อนที่แย่งภรรยาไป
ความเจ็บปวดในอดีตนั้น
สามารถทำร้ายจิตใจเราได้
ถ้าไม่รู้จักปล่อย รู้จักวาง ด้วยการให้อภัย
ทั้งให้อภัยตัวเอง และให้อภัยผู้อื่น

“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2023, 09:14:46 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปล่อยวางความโกรธ
ความโกรธเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจมาก
คนป่วยหลายคนแม้ไม่ได้โกรธ
คนที่ทำร้ายตัวเองในอดีต
แต่บางทีก็โกรธชะตากรรม
มีบางคนที่ลำบากมาตลอดชีวิต

ครั้นจะสบายกับเขาบ้างก็มาป่วยเป็นมะเร็ง
เหมือนกับว่าชะตากรรมนั้นโหดร้ายกับเขามาก

ไม่เปิดโอกาสให้เขามีความสุข
ในชีวิตเหมือนกับคนอื่น บางคนโกรธ
ที่สูญเสียหน้าที่ที่เคยมี ช่วยตัวเองไม่ได้
ต้องกลายเป็นคนที่พึ่งพาคนอื่น
บางคนโกรธแม้กระทั่ง
เวลาเห็นคนอื่นยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข
ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว แต่ตัวเองกลับล้มป่วย

ต้องมานอนติดเตียงที่โรงพยาบาล
รู้สึกอิจฉาคนอื่นที่มีความสุขไม่ได้ทุกข์อย่างเรา
หรือโกรธที่ไม่มีคนสนใจใยดี เป็นต้น


มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านม
เธอได้รับการฉายแสง
และฉีดคีโมจนครบคอร์สแล้ว

เธอก็ยังบ่นว่าปวดมาก
แต่หมอและพยาบาลสังเกตว่า
เวลาเดินเหิน เธอเหมือนคนปกติ


วันหนึ่งพยาบาลมานั่งคุยกับเธอ
แต่ส่วนใหญ่เธอเป็นฝ่ายคุย
เรื่องที่คุยส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับคน คน
คือสามีและลูกชายที่ไม่อินังขังขอบเธอเลย
ไม่มาเยี่ยม ไม่มาดูแลเธอเลย
เธอโกรธและน้อยใจมาก

พยาบาลก็นั่งฟังอย่างใส่ใจ
โดยไม่ได้ขัดหรือให้คำชี้แนะอะไร
หลังจากเล่าไปเป็นชั่วโมง
เธอพบว่าความปวดของเธอทุเลาลงไปมาก
ทั้งๆ ที่ไม่ได้กินยาอะไรเลย


ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ก็เพราะความปวดก้อนใหญ่ของเธอ
มาจากความโกรธ โกรธสามี โกรธลูกชาย
เมื่อมีโอกาสได้ระบายอารมณ์
ความโกรธก็บรรเทา

พอความโกรธบรรเทา ความปวดก็ทุเลาลง

เห็นได้ว่า ความโกรธกับความปวดนั้น
สัมพันธ์กันมาก ไม่ว่าโกรธอะไรก็ตาม
ก็สามารถทำให้ปวดได้ง่าย

บางคนโกรธมะเร็งที่ทำให้ตนเจ็บปวด
หรือโกรธโรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคตับ
โรคเบาหวาน โรคหัวใจหรือแม้แต่โรคโควิด
ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักปล่อยวาง
หรือบรรเทาความโกรธ
ตัวโรคก็จะสร้างความทุกข์ใจมาก


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:37:31 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปล่อยวางความเจ็บปวดและทุกขเวทนา
ความเจ็บปวดและทุกขเวทนานั้น
ไม่มีใครชอบ แต่แทบจะร้อยทั้งร้อย
มักยึดมันเอาไว้ ลองสังเกตดู
เวลาเราปวดขา ปวดท้อง หรือปวดหัว
ใจจะไปจดจ่ออยู่ตรงจุดที่ปวดนั้น
ส่วนอื่นที่ไม่ปวด ใจเราไม่สนเลย
กลับไปจดจ่อตรงจุดที่ปวด
ไม่ได้จดจ่ออย่างเดียวแต่ไปยึดด้วย
จึงทำให้ไม่เพียงปวดกายเท่านั้น
แต่ยังปวดใจด้วย เจอแบบนี้แล้ว
เราควรทำอย่างไร ?
ก็ควรปล่อยวางความเจ็บปวด

สติ สมาธิ นั้น
ช่วยให้ใจปล่อยวางความเจ็บปวดได้
คุณหมออมรา มะลิลา
เล่าว่าเคยไปเยี่ยมผู้ป่วยคนหนึ่ง
เป็นผู้ชายอายุ ๔๐ มะเร็งลุกลาม
ไปถึงกระดูกแล้ว ปวดมาก
นอนก็นอนไม่ไหว นั่งก็นั่งลำบาก
มอร์ฟินก็เอาไม่อยู่แล้ว ตัวซีด ปากซีด
เพราะความเจ็บปวด
คุณหมออยากจะช่วยเขา
จึงถามว่าเคยนั่งสมาธิหรือไม่
เขาตอบว่าไม่เคย ถามว่าทำอย่างไร
 คุณหมอจึงแนะนำเขาว่า
เวลาหายใจเข้า ก็นึกคำว่า "พุท"
เวลาหายใจออก ก็ "โธ"
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
เขาถามว่าต้องนั่งนานเท่าไร
คุณหมอตอบว่าเท่าไรก็ได้ ๕ นาทีก็ได้
 เขาจึงลองทำดู
ส่วนคุณหมอก็นั่งสมาธิพร้อมกับเขาด้วย

๕ นาทีแรก
คนไข้หายใจเสียงดังฟืดฟาด
เพราะเขาหายใจลำบาก
แต่พอเวลาผ่านไป เสียงนั้นก็เบาลง
ตอนแรกคุณหมอเข้าใจว่า
คนไข้เลิกตามลมหายใจแล้ว
แต่พอลืมตาดู ก็พบว่า
คนไข้ยังคงทำสมาธิอยู่ และทำไปเรื่อยๆ
ปรากฏว่าเขาทำนานถึง ๕๐ นาที
ซึ่งน่าอัศจรรย์มาก
เพราะปกติคนเราเวลาปวด
 จะทำสมาธิหรือตามลมหายใจได้ลำบาก

ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ
เมื่อคนไข้ทำสมาธิเสร็จสีหน้าเขาดีขึ้น
ปากที่เคยซีดก็เป็นสีชมพู
หน้าตาดูอิ่มเอิบ ผิดกับก่อนหน้านั้น
เขาเองก็แปลกใจที่พบว่าความปวดทุเลาลงมาก

ทำไมความปวดถึงทุเลาลงได้
ก็เพราะว่าขณะที่ทำสมาธิ
จิตวางความปวด
ไปจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
หรือจะเรียกว่าลืมความปวดก็ได้
ยิ่งกว่านั้นตอนที่จิตเป็นสมาธิ
อยู่กับลมหายใจนั้น
จะมีสารบางตัวหลั่งออกมา
ทำให้ความปวดทุเลาลง
ไม่ว่าเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin)
โดพามีน (Dopamine)
หรือเซโรโทนิน (Serotonin)
การปล่อยวางความเจ็บปวด
เราทำได้ด้วยการเอาจิตมาอยู่กับลมหายใจ
หรืออยู่กับสิ่งอื่น พอจิตเป็นสมาธิ
แน่วแน่ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น ก็จะวางความปวด
หรือลืมความปวด ยิ่งมีสมาธิมากเท่าไร
ก็จะวางความปวดได้มากเท่านั้น
นี้เรียกว่าใช้สมาธิช่วยให้จิตวางความเจ็บปวด

“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:41:44 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



นอกจากสมาธิแล้ว "สติ" ก็ช่วยได้
มีคนไข้คนหนึ่งเป็นมะเร็งที่ท้อง เขาปวดมาก
ยาก็ช่วยไม่ได้แล้ว แต่เขาเคยเจริญสติมา
จึงใช้สติมาช่วย เขาบอกว่า
สติดึงจิตมาอยู่ที่หัวไหล่ แล้วมองดูท้องที่ปวด
พอจิตมาดูท้องที่ปวดก็เห็นความปวด
แต่จิตไม่ปวดด้วย เขาก็รู้สึกดีขึ้น
แต่พอเผลอ จิตไปรวมกับกาย
ไปอยู่ที่ท้องก็จะปวดมาก
ต้องดึงจิตออกจากท้อง มาเห็นความปวด
พอทำอย่างนี้ แม้กายจะปวด แต่ใจก็ไม่ปวดด้วย
อันนี้เรียกว่าสติช่วยให้ใจวาง ความเจ็บปวด

มีคุณยายคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ
กระดูกแขนแตกทิ่มออกมาข้างนอก
เมื่อไปโรงพยาบาล หมอต้องดึงกระดูกให้เข้าที่
ปกติต้องฉีดยาชาก่อน
แต่คุณยายบอกไม่ต้อง
ตลอดเวลาที่เยียวยารักษา
คุณยายไม่ร้องครวญครางเลย
หลังจากคุณยายใส่เฝือกเสร็จ
ลูกสะใภ้ถามคุณยายว่า ยายไม่ปวดเหรอ
ยายตอบว่า ปวด
ลูกสะใภ้จึงถามต่อว่า แล้วทำไมยายไม่ร้องเลย
คุณยายตอบว่า
"มันเป็นแค่เวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน"
"เรา" ในที่นี้ก็หมายถึง "ใจ"
ใจอย่าไปยุ่งกับมัน ก็คืออย่าไปยึด
หรือจดจ่อกับความเจ็บปวดที่แขน
แขนปวดก็ปวดไป ใจก็แค่ดูมันเฉยๆ
อันนี้ตรงกับที่หลวงพ่อคำเขียน
เคยสอนไว้ว่า "เห็นความปวด อย่าเป็นผู้ปวด"

เราห้ามความปวดไม่ได้
เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว
อย่าไปยึดความปวดว่าเป็นเรา เป็นของเรา
แต่ให้เห็นความปวดอย่าเป็นผู้ปวด
หลวงพ่อคำเขียนเคยบอกว่า
ความปวดมันไม่ได้ลงโทษเรา
แต่การเป็นผู้ปวดต่างหากที่ลงโทษเรา

คนที่มีประสบการณ์การเจริญสติ
จะเข้าใจว่า "ความปวด"
กับการเป็น "ผู้ปวด" นั้นต่างกันมาก
เมื่อมีความปวดเกิดขึ้น ให้ "เห็น" มัน
แต่อย่าเข้าไป "เป็น" มัน ถ้า "เป็น" มัน
หรือเป็นผู้ปวดเมื่อไรจะทุกข์มาก
สติช่วยทำให้ใจไม่เข้าไปยึดความปวด
ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด และไม่ผลักไสมันด้วย
สามารถอยู่กับมันด้วยใจที่เป็นกลาง
ทำให้เราสามารถอยู่กับความเจ็บปวดได้อย่างสันติ
โดยเฉพาะถ้าเราเห็นประโยชน์ของมัน


“ยอมรับความป่วยไข้ด้วยใจปล่อยวาง”
ทำดีด้วยใจปล่อยวาง
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2023, 08:45:24 am โดย ยาใจ »