ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป -พระราชภาวนาวชิรญาณ (พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)  (อ่าน 360 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป
ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ
หมายถึง เชื่อเรื่องกรรม
เชื่อในผลของกรรม (วิบาก)
เชื่อว่าเรามีกรรมเป็นของๆ ตน

เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นกรรมนิยาม
คือถือว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่
มีเหตุมีปัจจัย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆ


ความสุข ความเจริญ เกิดขึ้นมา
ก็เพราะ กุศลกรรม คือ
กรรมดีของบุคคลนั้นที่ได้กระทำไว้

❁ ความทุกข์ ความเสื่อม
ความเดือดร้อนต่างๆ เกิดขึ้นมาก็เพราะ
อกุศลกรรม คือ กรรมชั่วที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้

ในเมื่อเราทั้งหลายเชื่อเรื่องกรรม
เชื่อในผลของกรรมแล้ว ชีวิตของเรา
ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
โดยการนั่งงอมืองอเท้า
รอรับผลของกรรมที่ได้ทำไปแล้วก็หาไม่


ถึงแม้ว่าในอดีตเราทั้งหลาย
ก็คงได้เคยทำบาปไว้มากบ้าง น้อยบ้าง
แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ตัว
ด้วยการทำกรรมใหม่ที่ดีๆ



“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)




----------------------------------------------------


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:01:58 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



กรรมเก่าที่ทำไว้แล้วนั้นมันแก้ไม่ได้
ผ่านมาแล้วแก้ไขไม่ได้ แล้วทำอย่างไร
เราจึงจะบรรเทาหรือปลอดภัยจากบาป
ที่ได้เคยกระทำไว้แล้วในอดีต

พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้
ว่ามีวิธีปฏิบัติ ๓ ประการ ดังนี้

ประการที่ ๑ ให้ตั้งใจว่า
เราจะไม่ทำบาปชนิดนั้นอีก

เช่น เราเคยฆ่าสัตว์ เราก็ตั้งใจ
ตั้งเจตนาไว้เลยว่าเราจะไม่ฆ่าสัตว์
หรือเบียดเบียนชีวิตอื่นอีกแล้ว
หรือว่าเคยลักทรัพย์ เคยโกง
เราก็ตั้งใจเลยว่าเราจะไม่โกง
ไม่ลักขโมยอีกต่อไป
หรือเคยโกหกหลอกลวง
ก็ตั้งสัจจะไปเลยว่าจะไม่ยอม
ประพฤติผิดอีกเป็นอันขาด

พูดโดยย่อๆ ก็คือ
เรามีเจตนาจะรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิตนี้


ประการที่ ๒
ให้หมั่นทำบุญกุศลอยู่เป็นประจำ

การทำบุญทำกุศลต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
ให้เป็นอาจิณกรรม บุญกุศลที่จะกระทำ
มีมากมายถึง ๑๐ วิธี
ซึ่งอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีดังนี้

๑) ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ทาน แบ่งปันสิ่งของ

๒) สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีล

๓) ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญสมถะ - วิปัสสนา

๔) อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

๕) เวยยาวัจจมัย ทำบุญด้วยการขวนขวายรับใช้

๖) ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการแบ่งบุญให้บุคคลอื่น

๗) ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของคนอื่น

๘) ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรม

๙) ธัมมเทสนามัย ทำบุญด้วยการสอนธรรม

๑๐) ทิฏธุชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง

บุญกุศลเหล่านี้
ต้องทำในชีวิตประจำวัน
อย่างสม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้
หมั่นสั่งสมไว้มากๆ ก็จะเหมือนกับ
การเติมน้ำ (บุญ) ลงไปมากๆ
เพื่อเจือจางความเค็มของเกลือ (บาป)
โดยไม่เติมเกลือเพิ่มลงไป


ประการที่ ๓ ไม่ย้อนคิดถึงบาป
ที่ได้เคยทำไว้แล้ว บาปอันใด
ที่เคยทำแล้วก็อย่านำมาคิดนึกอีก

จิตของเราบางทีมันก็ชอบหวนไป
คิดถึงสิ่งที่เราได้ทำไว้ เมื่อคิดไปแล้ว
จิตของเรามันจะเศร้าหมอง
ก็ควรต้องเปลี่ยนอารมณ์ไปทำอย่างอื่นซะ


อย่าจับเจ่าเศร้าซึมอยู่กับเรื่องราวในอดีต

ต้องคอยเตือนใจตนเอง
สลัดความคิดที่ไม่ดีออกไป

เช่น เปลี่ยนอารมณ์ไปฟังธรรม
หรืออ่านธรรมะ หรือทำงานบ้านอะไรก็ได้
เจริญสติทิ้งความคิดเหล่านั้นไปเลย


ด้วยการหมั่นทำเหตุ ๓ ประการนี้ให้ครบ

ผลคือวิบากอาจจะบรรเทาลงไป
แต่ในชาติต่อๆ ไปก็มีโอกาสต้องรับวิบาก
เพราะวิบากจะตามไปให้ผลต่อ
จนกว่าเราจะบรรลุมรรค ผล นิพพาน

ก็จะเป็นอโหสิกรรมกันไป

พระอรหันต์ท่านดับขันธปรินิพพานแล้ว
ก็ไม่ต้องมาเวียนรับวิบวิบากอีก



“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)




----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:04:41 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



นอกจากนี้ ผลของการหมั่นทำความดี
ก็จะทำให้เราได้คุณสมบัติดี ประการ
ที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรือง
ในภพชาติต่อไป คือ


๑. ปุพเพกตปุญญตา
การเป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญไว้ในอดีต
คือ เราต้องทำบุญไว้ในชาตินี้แหละ
เพื่อจะได้เป็นปุพเพกตปุญญตาในชาติต่อไป

๒. ปฏิรูปเทสวาสะ
การได้เกิดในถิ่นฐานที่ดี
มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
คือ เป็นถิ่นฐานที่มีคนมีศีลมีธรรม

อย่างเรานับว่าโชคดี
ที่ได้เกิดมาในประเทศ
ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีทศพิธราชธรรม


ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา
มีภิกษุสงฆ์ที่ดีคอยอบรมสั่งสอนธรรรม
มีพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์


๓. สัปปุริสูปนิสสยะ
การได้คบกับสัตบุรุษ
หรือคนดีมีศีลธรรรม

เมื่อได้คบกับคนดีๆ เขาก็จะพาเรา
ไปในทางที่ดี สำคัญมากนะเรื่องการคบคน

๔.  สัทธัมมสวนะ
การได้ฟังพระสัทธรรม

๕. อัตตสัมมาปณิธิ
การตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ
ด้วยการเว้น อกุศลกรรมถ ๑๐
คือ เว้นกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
เว้นกายทุจริต คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์
ไม่ประพฤติผิดในกาม


เว้นวจีทุจริต คือ ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด
ไม่หยาบคาย ไม่เพ้อเจ้อ


เว้นมโนทุจริต คือ
ไม่เพ่งเล็งอยากได้ไนทรัพย์ของผู้อื่น


ไม่พยาบาทหรือคิดร้ายผู้อื่น
ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม


การที่เราจะได้คุณสมบัติ ๕ ประการในชาติหน้า
ก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำในชาตินี้
คือ ปัจจุบันชาติเราต้องทำความดี
แล้วก็ตั้งความปรารถนาไว้
หรืออธิษฐานให้ได้คุณสมบัติ ๕ ประการ

จึงจะได้ในภพชาติต่อไป

เวลาเราอธิษฐานนี่
เราก็ต้องอธิษฐานว่า
“ขอให้เรามีนิสัยปัจจัยในทางที่ดี
ขอให้เรามีสติปัญญาญาณทุกภพทุกชาติไป”

ถ้าเรามีสติปัญญาเรา
ก็สามารถตั้งตนไว้ในทางที่ชอบได้



“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”

มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)




----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:21:20 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถ้าเราไม่กระทำความดี ไม่เร่งขวนขวาย
ก็ไม่มีใครหรอกที่จะช่วยเราได้
คือ เราต้องทำความดี ละเว้นความชั่ว
การที่เราทำความชั่วแล้ว
เราไปพูดบนบานศาลกล่าว
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเรา


ก็คงไม่มีใครมาช่วยหรอก
เราก็คงต้องก้มหน้ารับกรรม
ที่เราได้ทำเอาไว้


แต่ถ้าเราทำความดี งดเว้นความชั่ว
เราไม่ต้องอ้อนวอนอะไรหรอก
ความดีที่เรากระทำนั่นแหละ
จะคอยคุ้มครองเรา


เทวดาทั้งหลาย
ก็จะคอยคุ้มครองรักษาเรา
ถ้าเราดีจริง ยิ่งกว่านั้นก็จะมีสิ่งดีๆ
เข้ามาสู่ชีวิตของเรา เสมือนแม่เหล็ก
ที่ดูดเหล็กเข้ามา


แต่ถ้าเราเป็นคนไม่ดีก็จะดูด
แต่สิ่งไม่ดีเข้ามาเช่นกัน
เราก็จะเจอเรื่องไม่ดีคนไม่ดี
พบเจอแต่ความเดือดร้อนใจอยู่เสมอ


ดังนั้น เราก็ยังมีโอกาสที่ตั้งตนเองไว้
ในทางที่ชอบ ยังไม่สายเกินไป
ที่จะหมั่นทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป


โดยเฉพาะการทำจิตใจใจให้ผ่องใส
ฝึกหัดอบรมจิตเจริญเมตตาอยู่เนืองนิตย์


ให้จิตผ่องใส ให้ใจเบิกบาน
จะทำให้อยู่เป็นสุข
หากเราเจริญภาวนาแผ่เมตตาอยู่เสมอ


การแผ่เมตตานั้นต้องแผ่กันเป็นประจำ
ตื่นขึ้นมานึกขึ้นได้ก็ว่า


"ขอให้สัตว์ทั้งหลาย
จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด"


อยู่ที่ไหนพอนึกขึ้นได้ก็แผ่ แผ่ปอยๆ
จิตเราก็จะเกิดเมตตาจริงๆ

พอจิตมีเมตตาจริง จิตจะอิ่มเอิบ เบิกบาน
หน้าตาก็จะผ่องใส เมื่อใจอิ่ม ปากก็จะยิ้มด้วย



“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)




----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:26:59 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ผู้ที่เจริญเมตตาอยู่เนืองนิตย์
จะเกิดอานิสงส์อีกหลายประการ คือ

๑. หลับเป็นสุข หลับง่าย
หลับสนิทดี ไม่ใช่หลับๆ ตื่นๆ

๒.ตื่นเป็นสุข ตื่นมาก็แจ่มใส เบิกบาน
แม้ว่าจะใช้เวลาในการนอน
ไม่นานนักก็ตาม เพราะว่าหลับได้สนิท

๓.ไม่ฝันร้าย จิตที่สงบ แจ่มใส
มักจะไม่ค่อยฝัน
แต่คนที่ขาดเมตตา
จิตจะฟุ้งซ่าน ฝันมั่วไปหมด
และยังฝันแต่เรื่องร้ายๆ
เพระที่คิดพยาบาทอาฆาตผู้อื่น
เวลาฝันจิตจะมีการคิดปรุงแต่ง
ทำให้สมองไม่ได้พักเต็มที่
ทำให้ร่างกายพลอยไม่สบาย
หรือไม่แข็งแรง

๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
เมื่อจิตเรามีเมตตา
หน้าตาก็จะเบิกบานผ่องใส
ทำให้ใครเห็นใครก็รัก มีเมตตาต่อเรา

อยากจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ อยากคุยด้วย
ไม่ใช่เห็นหน้าเราแล้วก็อยากเดินหนี
ไม่อยากมอง ไม่อยากพูดคุยด้วย
ไม่อยากเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ

นั่นแสดงว่าเป็นคนที่ขาดเมตตา

4.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
เช่น พวกเทวดา หรือภูตผีปีศาจก็ดี
ซึ่งบางทีเราไปในสถานที่บางแห่ง
เขาก็อาจจะมาแกล้งหรือเบียดเบียนเรา

แต่ถ้าเราแผ่เมตตาให้เขา เขารับได้
เขาก็จะมีจิตที่เมตตาต่อเรา
กลับมีจิตใจที่คิดจะอนุเคราะห์เราบ้าง

๕. ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์

๖. เทวดารักษา
สิ่งลี้ลับที่เรามองไม่อย่างเทวดานี่มีนะ

เขาจะคุ้มครองรักษาคนดี
แล้วถ้าเราแผ่เมตตาให้เขา
และเรายังมีจิตใจที่ดี เขารู้
เทวดาก็สามารถช่วยให้เรา
เดินทางปลอดภัย หรือคอยปัดเป่า
พวกที่คิดร้ายกับเรา ให้เราแคล้วคลาดได้


๗. ศาสตราอาวุธ ไฟ ยาพิษ ทำอันตรายไม่ได้

๘.หน้าผ่องใส
คนมีเมตตาหน้าตาจะผ่องใส
แววตาก็แจ่มใส ไม่เครียด

๙ สมาธิตั้งมั่นได้เร็ว
เพราะความสุขเป็นเหตุของสมาธิ

๑๐. ไม่หลงตาย เพราะขณะที่จะตาย
จิตไม่เศร้าหมอง
ถ้าจิตเศร้าหมองขณะจะตาย
ก็ต้องไปสู่อบายภูมิ คือ
ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต
อสุรกาย หรือสัตว์นรกได้

๑๑. ตายแล้วไปสู่สุคติ คือ
ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี
เช่น มนุษย์ เทวดา หรือพรหม
แต่การได้ไปเกิดเป็นพรหมนั้น
ผู้นั้นต้องได้นานด้วยนะ



  เพราะการเจริญเมตตา
สามารถยังจิตให้ได้ฌานจิต

แต่ถ้าไม่ได้ฌาน
ก็ไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา


“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)




----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:43:13 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีภัยพิบัติ
เยอะแยะมากมาย เช่น แผ่นดินไหว
น้ำท่วม พายุที่รุนแรง โรคระบาด
ภัยจากผู้ก่อการร้าย ไฟไหม้
ที่คร่าชีวิตผู้คนอยู่เสมอๆ


ถ้าเราไม่มีเกราะป้องกันเองแล้ว
ใครที่ไหนช่วยเราได้


แต่ถ้าเป็นผู้ที่เจริญเมตตา
เราก็พอจะมีเกราะป้องกันภัย
ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งไม่ดีต่างๆ
ด้วยศีล ด้วยเมตตาในจิตใจของเรา

เราจึงจำเป็นต้องแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ เนืองๆ

ด้วยการกล่าว หรือนึกในใจว่า

"ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด

อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย

อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อย่าได้ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

ขอจงมีความสุขกาย สุขใจ

รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด"


คำว่า "สัตว์ทั้งหลาย"
ไม่ใช่หมายถึงเฉพาะสัตว์เดรัจฉาน
เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง
เทวดา มนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกายด้วย

รวมหมายถึงสัตว์ทั้งหมดใน ๓๑ ภพภูมินี้
ให้แผ่ไปโดยไม่มีประมาณนั่นแหละ


ผู้แผ่เมตตาจิตจะมีความสุข
จะเกิดความสมานสามัคคีในหมู่คณะ
ศัตรูจะกลายมาเป็นมิตร


ในกลุ่มคณะที่ทำงานร่วมกัน
ถ้าต่างก็แผ่เมตตา
ก็จะมีบรรยากาศที่เป็นมิตร
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน


เพราะเมื่อมีจิตใจที่ดี
คำพูดและการกระทำ
ก็จะพลอยดีไปด้วย


ส่วนครอบครัวไหน
ที่แผ่เมตตากันเป็นประจำ
ครอบครัวนั้นก็จะมีความสุข
มีความสมานสามัคคีปรองดองกัน
ได้พบแต่ความสุขความเจริญ



“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)





----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 11:51:02 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



การแผ่เมตตานั้น เมื่อแผ่ไปแล้ว
จิตเราเกิดเมตตาจะรู้สึกมีความอิ่มเอิบ
เบิกบาน หน้าตาจะผ่องใสขึ้น
แต่ถ้าแผ่แล้วรู้สึกว่าใจมันดื้ออยู่
ก็ให้ว่ากันซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ
เป็นร้อยครั้ง พันครั้ง ก็ตามที


ในที่สุดแล้วจึงจะคล้อยตามไปเอง
กับการที่แผ่อยู่บ่อยๆ


แล้วในขณะที่แผ่เมตตา
ถ้าเราคอยสังเกตความรู้สึก
ที่ใบหน้าและที่จิตใจด้วย
มันก็จะกลับกลายเป็นวิปัสสนา
เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

การแผ่เมตตาเป็น สมถะ

การระลึกรู้สภาพธรรม
ที่กำลังปรากฎเป็น วิปัสสนา


  เมื่อชำนาญในการแผ่เมตตาแล้ว
เราแผ่เมื่อใดใจก็จะเบิกบานได้ทันที
ตัวผู้เจริญเมตาก็จะมีความสุข
ในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นั่ง นอน
เป็นสุขตลอดเวลา


แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความชำนาญ
ก็ต้องแผ่ซ้ำๆ ว่าซ้ำๆ แต่ต้องแผ่เป็นด้วย


คือ ต้องไม่เครียด ต้องทำกาย
ทำใจให้ผ่อนคลายสบายๆ
แล้วค่อยแผ่ไป ๆ ว่า

"ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข ๆ ๆ ..."

ที่สำคัญของการแผ่เมตตา
อีกอย่างหนึ่งคือ เวลาแผ่ต้องตั้งใจแผ่


อย่าแผ่แบบรีบร้อน
แบบให้เสร็จๆ ไป ต้องค่อยๆ ว่าไป
จนกระทั่งใจของเรามีความอิ่มเอิบ
มีความผ่องใส จึงจะได้ผลดี


เท่าที่ได้บรรยายมาในวันนี้
ก็เพื่อที่จะเตือนจิตสะกิดใจว่า
พวกท่านทั้งหลายยังมีลมหายใจอยู่
จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่สายเกินไป
ขอให้สั่งสมคุณงามความดี
หนีห่างจากอกุศลธรรมทั้งหลาย


ด้วยการตั้งเจตนารักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต

และหมั่นเจริญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ

ให้ครบถ้วนบริบูรณ์

ส่วนบาปใดที่ได้เคยทำไว้แล้วก็
ขอให้ผ่านไปอย่าไปหวนคิดถึง
ให้เป็นเพียงบทเรียนชีวิต
เพื่อที่จะไม่กระทำซ้ำอีก


ที่สุดแล้วก็ขอให้เราทั้งหลายแผ่เมตตา


และเจริญภาวนาอยู่เป็นเนืองนิตย์
รักตนเองและรักผู้อื่น
ด้วยการมีเมตตาประจำจิต
เพื่อควมร่มเย็นเป็นสุขของชีวิต
และเพื่อเป็นบาทฐานของจิตใจ
ที่มั่นคงสำหรับการเจริญ

วิปัสสนากรรมฐานต่อไป
อันเป็นไปเพื่อวิมุตติความหลุดพ้น
จากทุกข์ทั้งปวงได้ในปัจจุบันชาตินี้




“ชีวิตนี้ยังไม่สายเกินไป”
มุทิตาสักการะ ๗๒ ปี
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี)





----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2025, 12:07:24 pm โดย ยาใจ »