ผู้เขียน หัวข้อ: ตอบปัญหาธรรม -พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต  (อ่าน 423 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถาม : เมื่อสัญญาณชีพหยุด
 เช่น หัวใจ หรือชีพจรหยุดเต้น
จากการวิจัย สมองยังรับรู้ได้อีก
ประมาณ 15 นาที หรือวินาที
อยากทราบว่า จิตของผู้ตายยังรับรู้ได้
อีกนานแค่ไหน เป็นชั่วโมงหรือเปล่า

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ :   
อาจจะเป็นชั่วโมง แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุ
ทางธิเบตเขาว่าไม่เกินครึ่งชั่วโมง 
แต่ถ้าเป็นการตายตามธรรมชาติ
ก็อาจจะอยู่ได้นานอาจจะอยู่หลายชั่วโมง
อาจจะอยู่เป็นวัน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราไม่ทราบ
แต่ว่าสิ่งที่เราควรทำก็คือ
สร้างบรรยากาศที่ดี ที่สงบ
รอบตัวผู้ที่จากไป เพื่อให้การรับรู้
ถ้าหากว่าจิตยังไม่ดับไปสู่ภพภูมิใหม่
รับรู้สิ่งที่เป็นกุศล น้อมจิตไป
ในทางที่นึกถึงพระรัตนตรัย

ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
https://www.kanlayanatam.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5_%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5_visalo.htm?fbclid=IwY2xjawPRDCFleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFJZ2FCV1B3NWc5NktUNXduc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHhxBpNzFFx15RfkwQzUOBEFX6Jqf1GURedjJDHL6IcSp12Z0UmImmuliQs3m_aem_oB5X8aXH6iN6bqu573B2pA




✿ ✿ ✿ ✿-----------------------------------------✿ ✿ ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:55:31 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




ถาม : เมื่อผู้ป่วยจะเสียชีวิต
เราจะบอกให้ผู้ป่วยนึกถึงพระรัตนตรัย
คุณความดี มีการขออโหสิกรรมกันและกัน
เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตใหม่ ๆ
เราควรบอกเขาอีกครั้งหรือไม่ว่า
เขาได้ตายจากไปแล้ว
ขอให้ปล่อยวางทุกสิ่ง
ไม่ต้องห่วงกังวลใด ๆ

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ :
ควรจะบอก
เพราะบางทีเขาหมดลม
ร่างเขาหมดสภาพไปแล้ว
แต่จิตเขายังรับรู้ได้ ยังทำงานต่อไปได้
เขาอาจจะคิดว่าสิ่งที่เขาเห็น รอบตัวเขาเป็นความฝัน
คนเรา คนธรรมดาเวลาฝัน
บางทีนึกว่าเป็นความจริง
แต่คนตาย
เวลาเขาเห็นความจริงรอบตัวเขา
เขานึกว่าเป็นความฝัน
เราก็ต้องบอกเขาว่า
เขาตายไปแล้วนะ
ให้นึกถึงพระ ละทุกสิ่ง

ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:55:51 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถาม : ก่อนจะตาย ถ้าอธิษฐานว่าชาติหน้า
ขอให้เป็นคู่กันอีก หรือขอให้เป็นแม่ลูกกันอีก
ทำได้ไหม

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ  : 
ทำได้ แต่จะเป็นอย่างที่อธิษฐานหรือเปล่า ไม่รู้
เป็นไปได้ว่าอาจจะได้เจอกันอีก
แต่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันแบบแม่ลูกหรือเปล่า
เพราะมันขึ้นอยู่กับกรรมที่ทำไว้
ถ้ากรรมที่ทำ หรือศีลที่ทำ เสมอกัน
ก็ได้เจอกันในฐานะแม่และลูก
หรือในฐานะคนรัก แต่ถ้าศีลไม่เสมอกัน
อาจจะเจอกันในฐานะหมากับคนก็ได้ ใช่ไหม
เพราะว่าศีลไม่เสมอกัน
ตอนตาย ไม่ได้ไปเป็นมนุษย์ แต่ไปเป็นหมา
แต่ก็ได้เจอเหมือนกัน
คืออาจจะได้เจอแน่
เพราะว่าใจนึกถึงกัน
แต่จะเจอกันในสภาพไหน
เพราะถ้าหากว่ารักษาศีลดี
ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์
แต่ถ้ารักษาศีลไม่ครบ
หรือจิตสุดท้ายเป็นอกุศล
ก็อาจจะไปเป็นเดรัจฉาน
เป็นน้องหมาน้องแมว
ฉะนั้นที่เราเลี้ยงน้องหมาน้องแมว
อาจจะเป็นเพราะเคยอธิษฐานในชาติที่แล้ว
 ขอให้ได้เจอกัน แต่เจอกันแล้ว
ไม่ได้มีหลักประกันว่าจะเจอกัน
ในฐานะแม่ลูก ในฐานะมนุษย์
อาจจะเจอกันในฐานะมนุษย์กับสัตว์ก็ได้
เพราะฉะนั้น มันไม่มีหลักประกัน
มันอยู่ที่แรงกรรม เราทำดี
แต่เขาทำดีไม่พอ แม้ใจจะนึกถึงกัน
ก็เจอกันในรูปแบบอื่น ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์
กฎแห่งกรรมมันซับซ้อน
มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด

ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:56:12 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถาม : กรณี จิตสุดท้ายก่อนตาย
จะเป็นตัวบ่งบอกว่าต่อไปจะไปเกิด
ในสวรรค์หรือที่อื่น ๆ เราใช้วิทยาศาสตร์
มาอธิบายเรื่องนี้ได้หรือไม่ อย่างไร

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ :
วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
ยังเถียงกันอยู่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ
พอหมดลม หัวใจหยุดเต้น
แล้วคนตายหรือคนป่วยเขาเห็นตัวเอง
กำลังถูกปั๊ม หรือว่าเห็นประสบการณ์
หรือรับรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว
แล้วฟื้นขึ้นมาบอก

ยังเถียงกันอยู่เลย
ว่า Near Death Experience
ประสบการณ์ใกล้ตาย
สิ่งที่เห็นนี่มันเป็นเพราะอะไร

เป็นเพราะขาดออกซิเจน
จึงเกิดภาพหลอน หรือเป็นเพราะว่า
อยู่ในช่วง REM (Rapid Eye Movement)
จึงเห็นอะไรต่ออะไรมากมาย

แต่ปัญหาคือว่า สิ่งที่เห็น
มันไม่ใช่ภาพหลอน เป็นความจริง
ก็ยังเถียงกันอยู่ อาจเป็นเพราะว่า
ผู้ตายแม้หัวใจหยุดเต้นแล้ว
แต่สมองยังทำงานอยู่
เพราะว่ามีการวิจัยพบว่าหนูที่ตาย
หัวใจหยุดเต้นแล้ว แต่ปรากฏว่า
การทำงานของสมองก็ยังมีอยู่

เดี๋ยวนี้เขาค้นพบแล้วว่า
คนที่ตาย หัวใจหยุดเต้น
ปรากฏว่าสมองยังทำงานอยู่ ไม่นาน
เขาก็เลยบอกว่า การที่สมองยังทำงานอยู่
ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ระลึกนึกได้
เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
หรือที่เกี่ยวกับความฝัน

มันคือเหตุผลว่า
ทำไมคนที่ตายไปแล้ว
แล้วกลับฟื้นคืนมา
เขาสามารถบอกได้ว่า เขาเห็นอะไร

พูดง่าย ๆ ตอนนี้วิทยาศาสตร์
ยังไม่มีคำตอบที่เห็นพ้องต้องกันว่า
มันเป็นเพราะอะไร แต่ที่เรารู้แน่ ๆ
คือ มันมีเหตุการณ์แบบนี้อยู่

เหตุการณ์บางอย่าง
เรายังไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้
แต่ประสบการณ์ในเชิงประจักษ์
มันบอกเราว่า เรื่องนี้มีอยู่จริง หรือน่าจะเป็นจริง

วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถจะตอบอะไรได้เยอะ

แม้กระทั่งถามว่า ทำไมใช้ยาสลบ
ร่างถึงไม่รับรู้ความเจ็บปวด
ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า
การที่ร่างกายคนเราไม่รับรู้ความเจ็บปวด
ในขณะที่ดมยาสลบ เป็นเพราะอะไร
แต่เรารู้ว่าดมยาสลบแล้วมันสลบจริง ๆ
อันนี้ก็ยังเป็นปริศนา



ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:57:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถาม : ถ้าคนในครอบครัว
เช่น คุณป้าป่วยติดเตียง เป็นอัมพฤกษ์
โดนรถชน พูดและขยับนิ้วมือไม่ได้
ลืมตาหลับตาได้แค่นั้น
ตอนนี้เหมือนท่านทรมาน น้ำตาไหลบ่อย ๆ
ต้องแนะนำท่านในการเตรียมกายใจอย่างไรในวาะสุดท้าย

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ :
พยายามให้เวลากับท่าน พูดคุยเรื่องดี ๆ กับท่าน

ถ้าท่านชอบธรรมะก็อ่านหนังสือธรรมะให้ฟัง

ถ้าท่านชอบนิยายก็อ่านนิยายให้ท่านฟัง

แล้วค่อย ๆ น้อมใจท่าน
ให้นึกถึงพระ ละทุกสิ่ง

แล้วพยายามทำให้ท่านได้เห็นว่า
แม้จะนอนติดเตียง แต่ถ้าใจเป็นกุศล
มันก็ไม่ได้ทรมานมาก

ถ้าท่านมีเรื่องที่รู้สึกผิดติดค้างใจ
ก็ช่วยพูดให้ท่านสบายใจ

อะไรที่ท่านห่วง ก็พูดให้ท่านหายห่วง
ต้องจับให้ได้ หรือเดาให้ได้
ว่าที่น้ำตาไหล น่าจะเป็นเพราะอะไร

อย่างที่อาตมาเล่า
ทุกครั้งที่แม่มาเยี่ยมลูก
ซึ่งสมองตายอยู่ที่ศิริราช
จะเห็นลูกน้ำตาไหล

ตอนหลังก็เดาว่าลูกคงจะเสียใจ
รู้สึกผิดที่ไม่ได้ส่งเสียน้องชาย
ทั้งที่เรียนจบมาหลายเดือนแล้ว
รับปากไว้ แต่ไม่ได้ทำ

แม่ก็เลยบอกว่า ไม่ต้องเสียใจ
แม่จะส่งเสียน้องชายเอง
แม่พร้อมจะรับภาระ ลูกไม่ต้องห่วง

ลูกก็หายร้องไห้

ต้องเดาให้ได้ว่าที่ร้องไห้เพราะอะไร
แล้วพยายามช่วย



ถาม : ขณะใกล้ตาย
เราควรวางจิตวางใจของเราอย่างไร
หนึ่งยอมรับความตาย ปล่อยวางทุกสิ่ง
อยู่กับกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่นลมหายใจ เวทนา การกระทบสัมผัส
นึกถึงพระรัตนตรัย ระลึกถึงบุญกุศล
คุณงามที่ได้ทำมา นึกถึงพระนิพพาน

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ :
ทำได้หมดเลยที่พูดมา โดยเฉพาะข้อแรก
ยอมรับเสียก่อน
เพราะถ้าไม่ยอมรับ มันจะแพนิก
ตื่นตระหนกตกใจ

แล้วมันจะนึกอะไรไม่ออกเลย

เหมือนพอมีใครมาตำหนิเรา
ต่อว่าเรา เราโกรธ เราลืมพุทโธหมดเลย

เราลืมที่ครูบาอาจารย์บอกว่า
โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เพราะเราไม่มีสติ

การยอมรับความตาย
ยอมรับความจริง มันทำให้เรามีสติ
แล้วเราก็จะน้อมจิตอยู่กับกรรมฐาน
ที่เราทำจนคุ้นเคย ที่เราทำเป็นอาจิณ

พุทโธ ตามลมหายใจ หรือสวดมนต์
รวมทั้งระลึกถึงกุศลที่ได้ทำ
ซ้อมเอาไว้ จากการสมมุติ


สมมุติเวลาเราขึ้นรถลงเรือ
นั่งเครื่องบิน ก็สมมุติว่าเกิดเหตุร้าย
เราจะทำอะไร ให้นึกถึงพระ นึกถึงอะไร
ละทุกสิ่งนี่ละอะไร ต้องซ้อมเอาไว้เสมอ

เวลาลงลิฟต์ก็ลองนึกว่าเกิดลิฟต์ค้าง
จะทำใจอย่างไร ซ้อมเอาไว้ ไม่เสียเปล่า



ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:58:23 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ถาม :   ถามเรื่องอัลไซเมอร์
จิตสุดท้ายของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ที่เคยทำทั้งบุญและบาป แต่ช่วงสุดท้าย
ทำบุญปฏิบัติธรรมก่อนเป็นอัลไซเมอร์
แต่ไม่ได้มีผู้บอกทางก่อนตาย เขาจะมีที่ไปเป็นเช่นไร

พระอาจารย์ไพศาล_วิสาโล ตอบ   :   
ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำสะสมเอาไว้
ก่อนที่จะเป็นอัลไซเมอร์
สิ่งที่สะสมเอาไว้
ถ้าทำเป็นอาจิณ มันมีผล

มีพระรูปหนึ่ง ป่วย ไม่รู้ตัว
เรียกว่าโคม่าดีกว่า
สัญญาณชีพอะไรต่าง ๆ
เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
ความดันขึ้นบ้างตกบ้าง
ต้องอยู่ในการดูแลของหมออย่างใกล้ชิด
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ
เวลา 6 โมงเย็น สัญญาณชีพจะดีมาก
ความดันหัวใจจะดี แต่พอหนึ่งทุ่ม
ก็เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เป็นอย่างนี้อยู่นับอาทิตย์
หมอพยาบาลงงมาก
ตอนหลังสอบถามพระที่มาดูแล
พระทีแรกท่านก็งง
แต่ตอนหลังท่านนึกขึ้นมาได้ว่า
6 โมงเย็นเป็นเวลาทำวัตรของหลวงพ่อ
หลวงพ่อทำวัตรเย็นไม่เคยขาดเลย 30 ปีแล้ว
หมอก็เลย อ๋อ  …
เพราะว่าทุกครั้งที่ทำวัตรเย็น
ท่านจะใจสงบ เป็นอย่างนี้มา 30 ปี
ร่างกายมันจำได้ พอถึงเวลา 6 โมงเย็น
จิตใจก็จำได้ 6 โมงเย็นเป็นเวลาที่ใจสงบ

ฉะนั้นสัญญาณชีพก็จะโอเค นี่มันเป็นอัตโนมัติ
หลายอย่างที่เราทำเป็นอัตโนมัติ
หรือทำเป็นประจำ มันจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ

อย่างที่อาตมาเล่า
ผู้ชายที่ขี่จักรยานแล้วโดนรถชนข้างหลัง
แกรู้ตัวล่วงหน้าว่า
อะไรจะเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาที
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น
มีเหตุการณ์ 3 อย่างเกิดขึ้นคือ แสงสว่าง
แล้วเห็นรูปของหลวงพ่อที่เขานับถือ
เห็นภาพหลวงพ่อที่นับถือ
แล้วจิตก็เริ่มสวดมนต์ แล้วก็ดับวูบไปเลย

เผอิญเขาไม่ตาย
เพราะถ้าตาย เขาก็ไม่สามารถมาเล่า
ให้เราฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ถ้าเขาตาย เขาไปดีไหม
ถ้าเขาตาย เขาไปดีแน่
เพราะเขาไม่มีความตื่นตระหนกเลย
ศพไม่สวย แต่ว่าจิตสงบ
และทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้ตั้งใจ
มันทำงานของมันเอง เพราะอะไร
เพราะเขาสวดมนต์เป็นประจำ
เขานึกถึงครูบาอาจารย์ของตัวเองอยู่เสมอ
มันก็เลยทำงานเป็นอัตโนมัติ

ฉะนั้น สิ่งนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้
กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือถึงไม่เป็นอัลไซเมอร์
เวลาเกิดหน้าสิ่วหน้าขวานขึ้นมา
สิ่งที่ทำเอาไว้เป็นอาจิณมันก็จะผุดขึ้นมา
ถ้าเราทำสิ่งที่ดีงาม
มันก็ผุดมาในทางที่เป็นกุศล
 ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ดีงาม
มันก็ออกมาในทางที่ทำให้จิตใจเป็นอกุศล
ทั้งหมดอยู่ที่การทำอะไรเป็นอาจิณ
 เป็น routine เลยยิ่งดี
ฉะนั้น ถ้ากลัวเป็นอัลไซเมอร์
ก็พยายามทำสิ่งดี ๆ
สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ
เจริญสติอยู่เสมอ ทำบุญเยอะ ๆ
ใส่บาตรบ่อย ๆ เป็นต้น
แล้วก็คิดในทางลบทางร้ายให้น้อยลง
มันจะเป็นการสะสมบุญ
ซึ่งจะปรากฏผลในยามที่เราอยู่ในระยะท้าย
ในยามที่เราใกล้ตาย
ในยามที่เราเจอกับวิกฤต อุบัติเหตุ
หรือในยามที่เราโคม่า
ไม่ว่าจะเป็นอัลไซเมอร์หรือไม่

ตอบปัญหาธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่ 23 เมษายน 2568 ยุวพุทธิกสมาคมฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 08:05:20 pm โดย ยาใจ »