« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2012, 03:24:07 pm »
เกิดแล้วต้องดับไป เห็นเกิดหมดดับไป เรียกว่าเห็นทุกข์ อาการที่ต้องดับไปเรียกว่าเป็นทุกข์ ทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ รูปอันใดเกิดต้องดับไป นามอันใดเกิดต้องดับไปเห็นความดับไป ดับไป ดับไป ต่อหน้าต่อตาอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นความเกิดดับก็เห็นอนัตตา คือความบังคับบัญชาไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ก็คือเกิด ดับนั่นแหละ คือทุกข์นั้นแหละ ทุกข์ก็คือไม่เที่ยงนั่นแหละ สภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ก็อยู่ที่เดียวกัน อยู่ที่รูปนามนั่นแหละ ตัวรูปตัวนาม แต่ละรูปแต่ละนามมันเกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้นเรื่องสำคัญก็ต้องระลึกให้ตรงรูป นาม ระลึกให้ตรงต่อปรมัตถ์ ถ้าระลึกไม่ตรงปรมัตถ์ ก็เห็นไม่ได้ เห็นเกิดดับไม่ได้ เห็นอนิจจังไม่ได้ เห็นอนัตตาไม่ได้ เพราะว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ที่รูป นาม คือรูปนามนั้นมีสภาพเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สติก็ต้องกำหนดระลึกให้ตรงตัว และก็ต้องให้เป็นปัจจุบัน กำหนดตรงตัวที่กำลังเป็นปัจจุบัน ชั่วขณะนิดหนึ่ง นิดหนึ่ง แวบเดียว แวบเดียว รูป นามเกิดดับเร็วมาก เรียกว่านิดเดียว จะรู้จะเห็นจะแจ้งก็ขณะนิดเดียวนั่นแหละ เมื่อดับไปแล้วก็ไม่ต้องไปนึกถึง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ ถ้าเราไปนึกถึง ก็จะเป็นการคิดเอา ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นมันไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว ก็ไปนึกเอา ไปคิดเอา ไม่มีสภาวะเป็นหลักฐาน
เพราะฉะนั้น การเจริญวิปัสสนา จะต้องประครองสติสัมปชัญญะให้รู้ปัจจุบัน รู้ปัจจุบันไว้ มันคอยจะเผลอตกไปสู่อดีต อนาคต ก็คอยระลึกกลับ กลับเป็นปัจจุบัน แล้วก็รู้ให้ตรง รู้ให้ตรงปรมัตถ์ นี้ถ้าเราไม่เข้าใจปรมัตถ์ ไม่รู้จักปรมัตถ์ ไม่เข้าใจบัญญัติ ก็คัดบัญญัติไม่ออก รู้ไม่ตรงปรมัตถ์ ทำไปเท่าไหร่มันก็ไม่เกิดปัญญา เพราะไปดูสมมุติมันก็รู้ไปตามสมมุติ ถ้าไม่ดูปรมัตถ์มันก็ไม่เห็นความจริง ก็ถึงพยายามย้ำแล้วย้ำอีก เรื่องของบัญญัติ เรื่องปรมัตถ์นี่ ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้แล้วการปฏิบัติจะเป็นวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อปฏิบัติมามากแล้วก็ควรละสมมุติออกไป คือคำบริกรรมทั้งหลายที่เอามาใช้เพื่อผูกจิตให้มีสมาธิ เมื่อจะพัฒนาให้ก้าวไปสู่ปัญญา สู่วิปัสสนาก็ต้องละออก ใช้เพียงสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทัน เป็นขณะ ขณะไป
ทีนี้บางท่านก็เข้าใจดีแล้ว รู้จักปรมัตถ์ รู้จักอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์รูปนาม รู้จักอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ว่าอย่างนี้คือบัญญัติ อย่างนี้คือปรมัตถ์ แต่ว่าเวลาปฏิบัติจริงๆแล้วสติก็ไม่ค่อยอยู่กับรูปนามปรมัตถ์ คอยจะไหลไปสู่บัญญัติอันนี้มันก็จะต้องมีวิธีการ หรือ ท่าทีของการปฏิบัติให้ถูกต้องด้วย ถ้าหากว่าวางท่าทีไม่ถูกต้อง เช่น เพ่งเกินไป จ้องเกินไป บังคับ จดจ้อง เพ่งเล็ง จะจ้องจะจับ จะให้ได้มันก็เลยไปหมด เลยปรมัตถ์ไปบัญญัติอีก มันไม่พอดีก็ไม่เห็น ครั้นหย่อยยานไป ไม่คอยระลึก ไม่ใส่ใจ ไม่สังเกต นิ่งๆ เฉยๆ ไม่รู้ไม่เห็น หรือเผลอเลอ ล่องลอย อันนี้มันก็ไม่ได้อีกมันหย่อนยาน ไม่พอดี ต้องทำให้พอดี ไม่เพ่งแต่ก็ไม่เผลอ ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่เอา ไม่ยึดไว้ ไม่เอาแต่ก็ไม่ผลักดันไม่ผลักใส รับรู้แต่ก็ไม่ยึดไว้ รับรู้แล้วก็ปล่อยวางไปพร้อมกันนั่นแหละ รู้เมื่อไหร่ ก็ปล่อยเมื่อนั้น รับรู้เมื่อไหร่ ก็ปล่อยเมื่อนั้น ก็จะเกิดความพอดี หรือบางทีท่าน กลัวว่าจะไม่รู้ก็พยายาม จะดู พยายามจะเอาให้ได้ พยายาม จะให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อย่างนั้นมันเลยไปหมด 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 19, 2012, 01:12:37 pm โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ