« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2012, 04:45:35 pm »
แต่การที่เราหยั่งรู้เข้าไปเพียงนิดเดียว เราก็ยังรู้สึกว่ามันเร็วมาก ยังสัมผัสว่าจิตนี่เร็วมาก ทั้งๆ ที่จับได้เพียงคร่าวๆ ยังรู้สึกว่าจิตเร็ว รูปที่ประกอบเป็นสรีระร่างกายจะรู้สึกว่ามันมีความแตกสลาย ฉะนั้น ใครที่มีปัญญาญาณเกิดขึ้นก็จะไปเริ่มสัมผัสที่กายว่า เหมือนมันมีความพริ้วอยู่ทั้วกาย ที่เรารู้สึกมันพริ้วๆ อยู่ ไหวๆ พลิ้วๆ เล็กๆ ละเอียดๆ ในเนื้อในหนังทุกส่วน นั่นแสดงถึงว่า เรามีญาณ ปัญญาเริ่มประจักษ์ถึงธรรมชาติความจริงของมันที่มีความแตกดับอยู่ตลอดขนาดเราจับไม่ได้ทุกรูปนาม จับได้กว้างๆ คร่าวๆ ก็จะเริ่มสัมผัสถึงความไม่ได้คงที่ มีความสลายๆ อยู่ตลอดเวลา
นี้คือญาณปัญญาที่เราฝึกขึ้นมาจากการที่พยายามเจริญสติคอยตามรู้ตามระลึก มีสติระลึกสัมผัสอยู่ที่กายเสมอตั้งแต่กายวงนอกที่ดูกายยืนเดินนั่งนอน แล้วจนเข้าไปสัมผัสถึงปรมัตถ์สัมผัสสัมพันธ์ถึงความรู้สึกในเนื้อในหนังในอวัยวะ ทางผิวนอกและภายใน ค่อยมีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้น ญาณก็เกิด ปัญญาเกิด จากการที่ไม่เคยรับรู้อะไรก็เริ่มจะไปสัมผัสสัมพันธ์กับความแตกดับของสภาวะ ดังนั้นในความรู้สึกของผู้ปฏิบัติจึงเหมือนกับว่า กายนี้สั่นสะเทือนอยู่ตลอด หรือว่ามันพริ้ว มันไหว มันกระเพื่อม เราจะใช้ภาษาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มีสิ่งที่ไม่คงที่อยู่ตลอดทุกจุดทุกส่วนของร่างกาย
ที่เรามีสติสัมปชัญญะแทรกซึมเข้าไปทุกส่วนของกายสติสัมปชัญญะที่มีกำลังก็จะมีความรู้พร้อมสัมผัสสัมพันธ์แทรกซึมไปทุกส่วนของร่างกาย ในเนื้อในหนังทุกจุดในสมองก็ดี ที่ศีรษะที่ตาที่ปากที่คอที่แก้ม ที่มีความรู้สึก รู้สึกไหวๆ พลิ้วๆ ตึงๆ หย่อนๆ จุดย่อยๆ ต่างๆ นี้แสดงถึงว่ารูปก็มีความแตกดับสลายต่างๆ ฉะนั้น ผู้ฝึกปฏิบัติเท่านั้นที่จะได้พบได้สัมผัสได้ด้วยใจด้วยญาณด้วยสติปัญญา ฉะนั้นจะเห็นว่าต้องมีสติ มีสมาธิบวกกันตามสมควร แล้วก็มีการกำหนดตรงต่อสภาพธรรม เรียกว่าดูให้ตรง ระลึกให้ตรงลักษณะของสภาวปรมัตถ์ ถ้าดูไม่ตรงมันก็ไปดูแบบสมมุติไปดูเป็นรูปร่าง ไปดูเป็นความหมาย อย่างนี้ดูไม่ตรง ก็ไม่มีโอกาสเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เหมือนกับการที่เราจะเห็นลวดลายของแจกันก็ดี ลวดลายของโต๊ะหมู่นี่ เราจะเห็นได้ก็ต้องดูให้ตรงทีโต๊ะหมู่ดูให้ตรงที่แจกัน ดูไปให้ตรงๆๆ ก็จะเห็นลวดลายเองโดยธรรมชาติ โดยเหตุหลของมันแล้ว ถ้าต้องการจะเห็นลวดลายของแจกันของโต๊ะหมู่ แต่เราดูไม่ตรง เราจะดูที่โต๊ะหมู่แต่ดูไม่เป็นไปดูที่อื่นไปดูที่อากาศ ดูที่เสาไปดูอย่างอื่น มันก็ไม่เห็นไม่มีโอกาสที่จะเห็นลวดลายของโต๊ะหมู่ ก็ได้แต่นึกถึงเราดูที่อื่นเรานึกเอาเองได้ อ๋อ โต๊ะหมู่ต้องลวดลายแบบนั้นอาศัยข้อมูลอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ใช่การเห็นแบบวิปัสสนาวิปัสสนานี้ต้องดูให้ตรงสิ่งเหล่านั้นแล้วก็เห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้น โต๊ะหมู่หรือแจกันอุปมาคือรูปนาม ส่วนลวดลายของโต๊ะหมู่หรือแจกันอุปมาเหมือนกับไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลวดลายของรูปนาม หรือลักษณะของรูปนามก็คือ ไม่เที่ยง เกิดดับ บังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าสติระลึกตรงต่อรูปนามไปบ่อยๆ มาก ๆ เรื่อยๆ ก็ย่อมจะเห็นความเกิดดับของมัน เพราะรูปนามก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นเกิดดับไม่ได้ ก็จะรู้สึกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมชาติที่ต้องเห็น แต่ถ้าไม่ดูให้ตรงรูปนามก็เห็นไม่ได้รู้ไม่ได้ว่าเกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อดูอย่างอื่นไปดูความหมายไปดูรูปร่างไปดูชื่อภาษา ถ้าจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องนึกเอาคิดเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นี่ไม่ใช่ความรู้เป็นวิปัสสนา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2012, 12:03:25 pm โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ