« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 08, 2012, 05:42:18 am »
สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ เป็นองค์มรรคที่สำคัญ ถ้าขาดสัมมาสติ เป็นอันว่าหมดหวัง ไม่มีโอกาสจะดับทุกข์ได้ สติ คือ ความระลึกได้ จะต้องคอยระลึกอยู่เสมอ เป็นตัวธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ระลึกอยู่กับสภาวะรูปนามที่กำลังปรากฏ ตัวสติจะทำหน้าที่เข้าไประลึกรู้ ไม่เผลอ ถ้าไม่มีสติก็เผลอไป เผลอไปคิดเรื่องอื่น แต่พอมีสติก็กลับมาระลึกได้ ระลึกรูป ระลึกนาม ระลึกถึงสภาวะที่กำลังปรากฏ เรียกว่าเป็น สัมมาสติ
สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ ก็ต้องมีอยู่ ความเพียรเป็นตัวบากบั่น เป็นตัวกระตุ้น เป็นตัวที่จะต้องมุมานะไป ถ้าไม่มีความเพียรแล้วก็ประสบความสำเร็จไม่ได้ มัวแต่ท้อแท้ ท้อถอย เบื่อหน่าย ไม่พยายามพากเพียรก็ไม่ได้ ความเพียรจะต้องเจริญขึ้นเพียรตั้งสติ เพียรละบาป เพียรระวังไม่ให้บาปเกิด เพียรให้กุศลเกิดเพียรให้กุศลเจริญขึ้น
ถ้าพูดอย่างภาวะของการปฏิบัติ ก็คือ เพียรตั้งสติ จะต้องเพียรอยู่เสมอ ต้องมีความพากเพียรพยายาม แม้ว่าบางครั้งมันท้อถอยไม่อยากปฏิบัติก็ต้องเพียร แม้ว่ามันไม่สงบก็ต้องเพียร ต้องทำ เพียรไปเรื่อย ทั้งๆที่มันไม่สงบ เพียรเดินจงกลม เพียรนั่งสมาธิพียรตั้งสติกำหนด เพียรระลึกรู้ คู้เหยียดเคลื่อนไหว เหลียวซ้ายแลขวา เดินหน้าถอยหลัง เพียรอยู่เรื่อย ความเพียรเมื่อมีมากขึ้นๆก็จะเอาชนะความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านก็จะสิ้นไป ถ้าความเพียรนั้นมีกำลังขึ้น เมื่อมาถึงจุดนั้น บุคคลนั้นก็จะสบายเพราะว่าอยากปฏิบัติอยู่เรื่อย เพียรอยู่เรื่อย ทำอยู่เรื่อย ทุกเวลา จนกระทั่งว่าไม่อยากหลับอยากนอน เพียรปฏิบัติอยู่เสมอ เรียกว่า ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความตื่น ( ไม่เห็นแก่นอน) พอความเพียรมีมาก ความง่วงเหงาหาวนอนก็สิ้นไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสสรรเสริญความเพียรว่า วิริเยนะ ทุกขมัจฺเจติ คนจะล่วงความทุกข์ได้เพราะความเพียร
สัมมาสมาธิ คือ ตั้งมั่นชอบ จิตต้องมีสัมมาสมาธิ เวลาที่กำหนดรู้สิ่งใด ก็ให้มั่นคงอยู่ในอารมณ์นั้น เวลาที่จิตสงบ จิตว่างกายจะเบา ลมหายใจละเอียด ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความแยบคาย คือ ละเอียดละออในการสังเกต ถ้าเราดูหยาบเกินไป ก็จับไม่ออกความไหวที่ละเอียดจะมองไม่ออก ความรู้สึกละเอียดๆก็จะมองข้ามไปหมด ต้องใช้ความแยบคายเหมือนเราดูอะไรดูอย่างละเอียดลออสังเกตดูให้ละเอียด ดูซิว่ามีความไหวๆ อยู่ไหม ความกระเพื่อมไหวๆแม้ว่าจะเป็นเพียงนิดๆหน่อยๆก็รับทราบ โดยเฉพาะจิตใจต้องมีความละเอียดมาก การจะเข้าไปรู้จักจิต จะต้องมีความละเอียด ดูจิตใจให้มีความละเอียด การจะดูจิตนี้ต้องให้ทวนกระแสเข้ามากระชั้นเข้ามา หรือให้ฉุกรู้ตัวของมันเองให้จิตรู้สึกตัวของมันเองทวนกระแสเข้ามาและรู้ ไม่ใช่ขยายออกไปๆ แต่กลับทวนเข้ามา ๆ แล้วก้รู้สึกตัวเอง คือสภาพรู้นั่นแหละ กลับมารู้ที่สภาพรู้ เรียกว่าจิตเข้ามารู้ที่จิต
จิตคิดนึกก็อันหนึ่ง จิตที่เข้าไปรู้ความคิดนึกก็อีกอันหนึ่งเมื่อสติเกิดขึ้นมารู้ ตัวที่เข้าไปรู้ความคิดนึก เรียกว่ารู้ที่ผู้รู้ หนึ่งรู้ความคิด สองเข้าไปรู้ตัวผู้รู้ที่กำลังไปรู้ความคิด ฉะนั้นบางครั้งคนบางคนจะมีความรู้สึกว่าเรานี้มีคนสองคน ทำไมในกายมีสองคนอย่างฝรั่งที่มาอยู่ที่นี่เขาจะมีความรู้สึกว่าเขามีสองคน ก็คือว่าจิตที่กำลังคิดๆรับรู้อะไรนี้อันหนึ่ง และก็มีจิตอีกอันหนึ่งที่มารู้ตัวที่คิดๆอีกอันหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่ประจักษ์แจ้งความเป็นจริง มันก็เลยเหมือนกับว่าเป็นคนสองคน เมื่อเห็นว่าเป็นคนสองคนไปหนักๆเข้า เดี๋ยวมันก็จะไปยึดในสมมติว่ามีมนุษย์ต่างดาวมารู้จิตหรืออย่างไร แต่ที่จริง ถ้าเขาเข้าใจ เขาจะปฏิบัติไปได้ดี เพราะว่าเขาเริ่มดูจิตเป็น รู้จักจิตใจเป็นแต่ยังรู้ได้น้อย ยังไม่ถึงขั้นพิจารณาเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดดับ บังคับไม่ได้ เขาก็จะหลง ทำไม่ถูกก็จะหลงในอารมณ์ได้ง่ายหลงเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นตัวเรา เป็นตัวอีกตัวหนึ่ง หลงอารมณ์ไปได้
แต่ถ้าเข้าใจ ระลึกตรงสภาวะ ปล่อยวางเป็นกลางไปเรื่อยๆก็จะเห็นความเกิดดับของจิต ว่าจิตนี้เกิดดับรวดเร็ว ความคิดดับไปตัวที่ไปรู้ความคิดดับไป ตัวที่เข้ามารู้ตัวผู้รู้ดับไป มีแต่หมดไปสิ้นไป ไม่ใช่เป็นตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เพราะฉะนั้น บางทีถ้าเราดูจิตใจไม่เป็นก็หลงได้ บางคนหลงว่ามีคนคอยมาดักใจเรา มารู้ใจเรา เราคิดอย่างนี้เขาก็มาโต้ตอบอย่างนี้ พอคิดอย่างนี้เขาก็มาโต้ตอบอย่างนี้ ก็คือใจของตัวเอง มันถึงรู้ใจของตัวเอง ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัตินี้ ถ้าทำไม่ดีก็หลงทางผิดเพี้ยนได้ บางคนหลงนิมิต ทำไปแล้วคอยจะเห็นเป็นนิมิต แล้วก็ชอบดูอยากดู อยากรู้นิมิตนั้นๆ ทำให้เกิดความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นจริงเป็นจัง คือ การเห็นนิมิตมันเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่ใช่ของจริง บางทีเห็นเป็นพระพุทธเจ้า คุยกันได้ จับมือถือแขนได้ พระพุทธเจ้ามาเทศน์ให้ฟัง เขาก็ไม่ได้โกหก เขาเห็นจริง แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นของปลอม ใครไปบอกก็ไม่เชื่อเพราะว่าเขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ คือไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นมายา เป็นสมมติ สร้างขึ้นมาจากจิต จิตสร้างมโนภาพขึ้นมาได้ อย่าว่าแต่ภาพเลย เสียงก็สร้างสมมติขึ้นมาได้ บางคนก็รู้สึกว่าทำไมมีคนมาคอยบอก ปฏิบัติไปก็จะมีคนมาบอกว่าให้ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ มีเสียงมากระซิบบอกว่าเป็นครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ที่จริงแล้วเป็นเรื่องจิตของตัวเองจิตนี้สร้างนิมิตทางหูก็ได้ เกิดเป็นเสียงซึ่งที่จริงไม่ใช่เสียงจริงแต่ว่ามันเป็นความจำ เป็นความปรุงแต่ง
เนื่องจากอำนาจของสมาธิ จึงทำให้นิมิตเหล่านั้นชัดเจน เหมือนกับว่าเป็นจริงเป็นจัง อย่างบางคนหลับตาก็เห็นลืมตาก็เห็นอย่างนี้ใครจะไปบอกยังไงเขาก็ไม่เชื่อ เพราะเขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัตินั้นอย่าไปใส่ใจในเรื่องนิมิต ถ้าเราหวังการหลุดพ้น หวังความบริสุทธิ์ หวังความสิ้นกิเลส อย่าไปสนใจกับพวกนิมิต นิมิตอะไรเกิดขึ้นมา วิธีแก้คือดูที่จิต สติน้อมมาที่จิตใจตัวเอง นิมิตจะหายไป บางคนก็เห็นเป็นสีเป็นแสงเป็นดวงให้ดูมาที่จิต สติทวนมาดูที่จิตใจ มาดูที่สภาพรู้ อย่างนี้แล้วจะไม่หลงทาง พอดูที่จิตแล้วนิมิตจะหายไป
หรือว่าขณะที่เราปฏิบัติมีสมาธิ กายสงบ ลมหายใจสงบ มันว่างไปหมดไม่มีอะไร ความว่างก็เป็นสมมติอย่างหนึ่ง ให้น้อมมาดูที่จิตเหมือนกัน จิตที่กำลังไปอยู่กับความว่าง ไปดูว่าง ก็คือปรมัตถ์ความว่างเป็นอารมณ์ จิตใจที่กำลังไปรู้ความว่างเป็นปรมัตถ์ ฉะนั้นสติต้องรู้ที่สภาพรู้ หรืออย่างน้อยก็ดูอาการในจิตที่สงบ หรือเกิดปีติหรือสุข หรือเบิกบาน ดูอย่างนี้เรียกว่า ดูปรมัตถธรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 08:35:38 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ