« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 05:51:23 am »

ธรรมาพร รับปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ของ พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ.
ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์เพื่อแสวงหาที่เกิด
อาหาร ๔ อย่าง
๑. กวฬิงการาหาร (เปรียบเหมือนเนื้อบุตร)
๒. ผัสสาหาร (เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่มีหังหุ้ม)
๓. มโนสัญเจตนาหาร (เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง)
๔. วิญญาณาหาร (เปรียบเหมือนนักโทษประหาร)
...เปรียบเหมือน เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น หรือ สีแดงอ่อน ช่างย้อมหรือจิตรกร พึงเขียนรูปภาพสตรี
หรือรูปภาพบุรุษ ให้ได้สัดส่วนครบถ้วน ลงบนแผ่นกระดาษที่ขัดดีแล้ว หรือฝาผนัง หรือแผ่นผ้า
อุปมานี้ ฉันใด อุปไมยนี้ ฉันนั้น
....ถ้าราคะ (ความกำหนัด) นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ตัณหา (ความทะยานอยาก) มีในอาหาร วิญญาณจะตั้งอยู่ งอกงามในที่นั้น
- ที่ใด วิญญาณ ตั้งอยู่งอกงาม ที่นั้น ย่อมมี นามรูป หยั่งลง
- ที่ใด นามรูป หยั่งลง ที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่ง สังขาร ทั้งหลาย
- ที่ใด มีความเจริแห่ง สังขาร ทั้งหลาย ที่นั้น ย่อมมีการเกิดใน ภพ ใหม่ต่อไป
- ที่ใด มีความเกิดใน ภพ ใหม่ต่อไป ที่นั้น ย่อมมี ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป
- ที่ใด มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ที่นั้น เรา (พระพุทธเจ้า) กล่าวว่า มีความโศก มีความกระวนกระวาย มี
ความคับแค้น
..เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือ ศาลาเรือนยอด มีฝาและหน้าต่าง ทางทิศเหนือ และทิศใต้
ทางทิศตะวันออก พอดวงอาทิตย์ขึ้น แสงสว่างที่เข้าทางหน้าต่าง จะพึงส่องไปที่ไหน ?
ส่องไปที่ฝา ทิศตะวันตก พระพุทธเจ้าข้า
ถ้าไม่มีฝาทางทิศตะวันตกเล่า แสงสว่างนั้นจะส่องไปที่ไหน ?
ที่น้ำ พระพุทธเจ้าข้า
ไม่มีน้ำเล่า แสงสว่างจะพึงส่องไปที่ไหน ?
ไม่มีที่ส่อง พระพุทธเจ้าข้า
ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ก็ฉันใด อุปไมย ก็ฉันนั้น
..ถ้าราคะ นันทิ ตัณหา ไม่มีในอาหาร วิญญาณ จะไม่ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น
- ที่ใด วิญญาณ ไม่ตั้งอยู่งอกงาม ที่นั้น ย่อมไม่มี นามรูป หยั่งลง
- ที่ใด ไม่มี นามรูป หยั่งลง ที่นั้น ย่อมไม่มีการเจริญ แห่งสังขารทั้งหลาย
- ที่ใด ไม่มีความเจริญแห่ง สังขาร ทั้งหลาย ที่นั้น ย่อมไม่มีการเกิดใน ภพ ใหม่ต่อไป
- ที่ใด ไม่มีการเกิดใน ภพ ใหม่ต่อไป ที่นั้น ย่อมไม่มี ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป
- ที่ใด ไม่มี ชาติ ชาติ มรณะ ต่อไป เรา (พระพุทธเจ้า) กล่าวว่า ที่นั้นย่อมไม่มีความโศก ไม่มีความ
- กระวนกระวาย ไม่มีความคับแค้น
คัดย่อจาก ปุตตมังสสูตร , อัตถิราคะสูตร
โดย เขมรํสี ภิกฺขุ
หมายเหตุ
อาหาร แปลว่า นำมา หมายความว่า ทำให้ผลเกิดขึ้น และช่วยอุดหนุนให้ตั้งอยู่ได้
กวฬิงการาหาร คือ ธรรมชาติที่นำให้อาหารชรูปเกิด ได้แก่ โอชาที่อยู่ในอาหารต่างๆ
ผัสสาหาร คือ ธรรมชาติที่นำให้เวทนาเกิด ได้แก่ การกระทบอารมณ์
มโนสัญเจตนาหาร คือ ธรรมชาติที่ทำให้ วิปากวิญญาณ มีปฏิสนธิวิญญาณจิตเป็นต้น เกิด ได้แก่ เจตนา ความจงใจ (กรรม)
วิญญาณาหาร คือ ธรรมชาติที่นำเจตสิก และกัมมชรูปเกิด ได้แก่ ธาตุรู้อารมณ์
เจตสิก คือ ธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด (เกิดร่วมกับจิต)
กัมมชรูป คือ รูปที่เกิดจากกรรม
วิปากวิญญาณ คือ ชีวิตที่เป็นผลของกุศล อกุศล เช่ย เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้สึกในโผฏฐัพพะ (รู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง)
ปฏิสนธิวิญญาณจิต คือ จิตที่สืบต่อภพใหม่ (จิตดวงแรกเกิด)
เวทนา คือ เสวยอารมณ์ รู้สึกสบาย ไม่สบาย เฉยๆ.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2013, 06:09:35 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ