ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเชิญอ่าน " ทสุตตรสูตร ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ " โดย ชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ  (อ่าน 8784 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

มหาปรินิพพานสถูป สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมืองกุสินารา


*** ทางชมรมได้นำมาจัดเรียงหัวข้อใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาและจดจำ ***


ทสุตตรสูตร ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ



ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้


สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา เขตกรุงจัมปา ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านภิกษุทั้งหลาย”          ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า


“เราจักกล่าวทสุตตรสูตร


อันเป็นธรรมเครื่องปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์”


* ๑. ธรรมที่มีอุปการะมาก *


ธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก


ธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ

๑. สติ (ความระลึกได้)

๒. สัมปชัญญะ(ความรู้ตัว)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก


ธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ

๑. สัปปุริสสังเสวะ      (การคบหาสัตบุรุษ)

๒. สัทธัมมัสสวนะ      (การฟังพระสัทธรรม)

๓. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ จักร ๔ ได้แก่

๑. ปฏิรูปเทสวาสะ      (การอยู่ในถิ่นที่ดี)

๒. สัปปุริสสังเสวะ      (การคบหาสัตบุรุษ)

๓. อัตตสัมมาปณิธิ      (การตั้งตนไว้ชอบ)

๔. ปุพเพกตปุญญตา    (ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในก่อนแล้ว)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ องค์ของผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.     เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า “แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและ จรณะ เสด็จไปดี ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค”

๒.     เป็นผู้มีอาพาธน้อย โรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ปานกลาง เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร

๓.     เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ทำตนให้เปิดเผยตามความเป็นจริงในพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย

๔.     เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่

๕.     เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความ สิ้นทุกข์โดยชอบ

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๖ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ สารณียธรรม ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.     ตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ                              นี้เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้ เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน           เพื่อความไม่ วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๒.     ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ แม้นี้ก็เป็น        สารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่ วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๓.     ตั้งมั่นเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้ง และในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ฯลฯ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๔.     บริโภคโดยไม่แบ่งแยกลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มา โดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต (อาหารในบาตร) บริโภค รวมกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ฯลฯ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๕.     มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ เสมอกันกับ เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๖.     มีอริยทิฏฐิ อันเป็นธรรมเครื่องนำออก๓เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็น         ที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อ ความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอัน เดียวกัน

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๗ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ อริยทรัพย์ ๗ ได้แก่

๑. สัทธาธนะ            (ทรัพย์คือศรัทธา)

๒. สีลธนะ                (ทรัพย์คือศีล)

๓. หิริธนะ                (ทรัพย์คือหิริ)

๔. โอตตัปปธนะ         (ทรัพย์คือโอตตัปปะ)

๕. สุตธนะ                (ทรัพย์คือสุตะ)

๖. จาคธนะ              (ทรัพย์คือจาคะ)

๗. ปัญญาธนะ           (ทรัพย์คือปัญญา)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๘ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญา ที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ คืออะไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.     เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ มีความรักและความเคารพอย่างแรงกล้าในพระศาสดา หรือในเพื่อน พรหมจารีบางรูป ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะ ครูที่เธออาศัยอยู่ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ เป็นไปเพื่อได้ อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๒.     เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ มีความรักและความเคารพอย่างแรงกล้าในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีบางรูป ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะ ครูที่เธออาศัยอยู่ เธอเข้าไปหาท่านเหล่านั้นตามเวลาอันควร สอบถามไต่สวนว่า “พระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความของพระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ท่านเหล่านั้นจะเปิดเผยธรรมที่ยังไม่เปิดเผย จะทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย และบรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่างแก่เธอ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๒ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหม จริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๓.     ครั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมได้รับความสงบเย็น ๒ ประการคือ (๑) ความสงบเย็นทางกาย (๒) ความสงบเย็นทางจิต นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๓ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๔.     เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อม ด้วยอาจาระ (มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๔ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหม จริยกปัญญา ที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๕.     เป็นพหูสูต ทรงสุตะสั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมาก ซึ่งธรรมทั้งหลาย ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๕ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๖.     เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๖ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๗.     เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน อย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำ และคำที่พูดแม้นานได้ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๗ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๘.     ภิกษุพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า “รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง เวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็น อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้” นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๘ เป็นไป เพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๙ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ ได้แก่

๑. บุคคลมนสิการโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด

๒. เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด

๓. เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ

๔. ผู้มีกายสงบ ย่อมได้รับสุข

๕. เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

๖. เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง

๗. เมื่อรู้ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายได้เอง

๘. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

๙. เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่มีอุปการะมาก



ธรรม ๑๐ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ นาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) ๑๐ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.     เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระ(มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นนาถกรณธรรม

๒.     เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรม ทั้งหลายที่มีความงามในเบื้องต้น  มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ แม้การที่ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๓.     เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๔.     เป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๕.     เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงาน สูงและงานต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญา เป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงานสูงและงานต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๖.     เป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็นที่พอใจ มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็น    ที่พอใจ มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๗.     เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้    แม้การที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่ จะได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๘.     เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ นี้ก็เป็น นาถกรณธรรม

๙.     เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ แม้การที่ ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษา       ตนอย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ นี้ก็เป็น นาถกรณธรรม

๑๐. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ      ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่มีอุปการะมาก



ที่มา : ชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงและขออนุโมทนาด้วยค่ะ
http://www.wdtmc.org/index/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2014, 10:17:50 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

วิหารหลวง วัดนิโครธาราม วัดแห่งแรกในกรุงกบิลพัสดุ์




* ๒. ธรรมที่ควรเจริญ *


ธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ กายคตาสติ สหรคตด้วยความสำราญ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ

๑. สมถะ        (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)

๒. วิปัสสนา    (ความเห็นแจ้ง)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สมาธิ ๓ ได้แก่

๑. สมาธิที่มีทั้งวิตก และมีวิจาร

๒. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร

๓. สมาธิที่ไม่มีวิตก และไม่มีวิจาร

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.     พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒.     พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ...

๓.     พิจารณาเห็นจิตในจิต ...

๔.     พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สัมมาสมาธิ ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่

๑. มีปีติแผ่ไป

๒. มีสุขแผ่ไป

๓. มีการกำหนดรู้จิตผู้อื่นแผ่ไป

๔. มีแสงสว่างแผ่ไป

๕. ปัจจเวกขณญาณเป็นนิมิต

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๖ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ อนุสสติฏฐาน ๖ ได้แก่

๑. พุทธานุสสติ          (การระลึกถึงพระพุทธเจ้า)

๒. ธัมมานุสสติ          (การระลึกถึงพระธรรม)

๓. สังฆานุสสติ           (การระลึกถึงพระสงฆ์)

๔. สีลานุสสติ            (การระลึกถึงศีล)

๕. จาคานุสสติ           (การระลึกถึงการบริจาค)

๖. เทวตานุสสติ         (การระลึกถึงเทวดา)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สัมโพชฌงค์ ๗ ได้แก่

๑. สติสัมโพชฌงค์                (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้)

๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์         (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเฟ้นธรรม)

๓. วิริยสัมโพชฌงค์               (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร)

๔. ปีติสัมโพชฌงค์                (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ)

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์           (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบ กายสงบใจ)

๖. สมาธิสัมโพชฌงค์             (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น)

๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์          (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจ เป็นกลาง)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ            (เห็นชอบ)

๒. สัมมาสังกัปปะ       (ดำริชอบ)

๓. สัมมาวาจา                    (เจรจาชอบ)

๔. สัมมากัมมันตะ      (กระทำชอบ)

๕. สัมมาอาชีวะ         (เลี้ยงชีพชอบ)

๖. สัมมาวายามะ       (พยายามชอบ)

๗. สัมมาสติ              (ระลึกชอบ)

๘. สัมมาสมาธิ                    (ตั้งจิตมั่นชอบ)

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๙ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ ได้แก่

๑.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือสีลวิสุทธิ        (ความหมดจดแห่งศีล)

๒.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือจิตตวิสุทธิ      (ความหมดจด แห่งจิต)

๓.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือทิฏฐิวิสุทธิ      (ความหมดจด แห่งทิฏฐิ)

๔.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือกังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย)

๕.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง)

๖.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นทางดำเนิน)

๗.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือญาณทัสสนวิสุทธิ (ความ หมดจดแห่งญาณทัสสนะ)

๙.     องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือปัญญาวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งปัญญา)

๑๐.            องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือวิมุตติวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งความหลุดพ้น)

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรเจริญ



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ กสิณายตนะ (บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์) ๑๐ ได้แก่

๑.บุคคลหนึ่งจำปฐวีกสิณ(กสิณคือดิน)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง  ไม่มีประมาณ

๒. บุคคลหนึ่งจำอาโปกสิณ (กสิณคือน้ำ)ได้ ...

๓. บุคคลหนึ่งจำเตโชกสิณ (กสิณคือไฟ)ได้ ...

๔. บุคคลหนึ่งจำวาโยกสิณ (กสิณคือลม)ได้ ...

๕. บุคคลหนึ่งจำนีลกสิณ (กสิณคือสีเขียว)ได้ ...

๖. บุคคลหนึ่งจำปีตกสิณ (กสิณคือสีเหลือง)ได้ ...

๗. บุคคลหนึ่งจำโลหิตกสิณ (กสิณคือสีแดง)ได้ ...

๘. บุคคลหนึ่งจำโอทาตกสิณ    (กสิณคือสีขาว)ได้ ...

๙. บุคคลหนึ่งจำอากาสกสิณ   (กสิณคือความว่าง)ได้ ...

๑๐. บุคคลหนึ่งจำวิญญาณกสิณ (กสิณคือวิญญาณ)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง  ไม่มีประมาณ

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2013, 08:04:25 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

พระพุทธเมตตา
พระประธานในพระมหาเจดีย์พุทธคยา
เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย




* ๓. ธรรมที่ควรกำหนดรู้ *


ธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ ผัสสะที่ยังมีอาสวะ มีอุปาทาน

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ

๑. นาม

๒. รูป

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ เวทนา ๓ ได้แก่

๑. สุขเวทนา             (ความรู้สึกสุข)

๒. ทุกขเวทนา           (ความรู้สึกทุกข์)

๓. อทุกขมสุขเวทนา    (ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อาหาร ๔ ได้แก่

๑. กวฬิงการาหาร      (อาหารคือคำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด

๒. ผัสสาหาร             (อาหารคือผัสสะ)

๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา)

๔. วิญญาณาหาร       (อาหารคือวิญญาณ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อุปาทานขันธ์ (กองแห่งความยึดมั่น) ๕ ได้แก่

๑. รูปูปาทานขันธ์                (อุปาทานขันธ์คือรูป)

๒. เวทนูปาทานขันธ์             (อุปาทานขันธ์คือเวทนา)

๓. สัญญูปาทานขันธ์             (อุปาทานขันธ์คือสัญญา)

๔. สังขารูปาทานขันธ์            (อุปาทานขันธ์คือสังขาร)

๕. วิญญาณูปาทานขันธ์         (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๖ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่

๑. จักขวายตนะ         (อายตนะคือตา)

๒. โสตายตนะ           (อายตนะคือหู)

๓. ฆานายตนะ          (อายตนะคือจมูก)

๔. ชิวหายตนะ          (อายตนะคือลิ้น)

๕. กายายตนะ                    (อายตนะคือกาย)

๖. มนายตนะ            (อายตนะคือใจ)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๗ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ วิญญาณฐิติ ๗ ได้แก่

๑.      มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

๒.      มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นพรหมกายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดใน ปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓.      มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน คือ พวกเทพชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔.      มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕.      มีสัตว์ทั้งหลายบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖.      มีสัตว์ทั้งหลายล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุด มิได้” นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗.      มีสัตว์ทั้งหลายล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๘ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ โลกธรรม ๘ ได้แก่

๑. ได้ลาภ                          ๒. เสื่อมลาภ

๓. ได้ยศ                            ๔. เสื่อมยศ

๕. นินทา                           ๖. สรรเสริญ

๗. สุข                              ๘. ทุกข์

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๙ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ สัตตาวาส ๙ ได้แก่

๑.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๑

๒.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นพรหม           กายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดใน ปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๒

๓.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน คือ พวกเทพชั้นอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๓

๔.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้เป็น สัตตาวาสที่ ๔

๕.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ คือ พวกเทพชั้นอสัญญีสัตตพรหม       นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๕

๖.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง  นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๖

๗.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๗

๘.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ              อากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๘

๙.  มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๙

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรกำหนดรู้



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร


คือ อายตนะ ๑๐ ได้แก่

๑. จักขวายตนะ         (อายตนะคือตา)

๒. รูปายตนะ             (อายตนะคือรูป)

๓. โสตายตนะ           (อายตนะคือหู)

๔. สัททายตนะ          (อายตนะคือเสียง)

๕. ฆานายตนะ          (อายตนะคือจมูก)

๖. คันธายตนะ          (อายตนะคือกลิ่น)

๗. ชิวหายตนะ          (อายตนะคือลิ้น)

๘. รสายตนะ             (อายตนะคือรส)

๙. กายายตนะ                     (อายตนะคือกาย)

๑๐. โผฏฐัพพายตนะ   (อายตนะคือโผฏฐัพพะ)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรกำหนดรู้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2013, 03:03:43 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

เสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช เมืองสังกัสสะ


* ๔. ธรรมที่ควรละ *


ธรรม ๑ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรละ



ธรรม ๒ ประการที่ควรละ คืออะไร


คือ

๑. อวิชชา       (ความไม่รู้แจ้ง)

๒. ภวตัณหา    (ความอยากในภพ)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรละ



ธรรม ๓ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ ตัณหา ๓ ได้แก่

๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม)

๒. ภวตัณหา    (ความทะยานอยากในภพ)

๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรละ



ธรรม ๔ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ โอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ๔ ได้แก่

๑. กาโมฆะ     (โอฆะคือกาม)

๒. ภโวฆะ       (โอฆะคือภพ)

๓. ทิฏโฐฆะ     (โอฆะคือทิฏฐิ)

๔. อวิชโชฆะ   (โอฆะคืออวิชชา)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรละ



ธรรม ๕ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่

๑. กามฉันทะ            (ความพอใจในกาม)

๒. พยาบาท              (ความคิดร้าย)

๓. ถีนมิทธะ              (ความหดหู่และเซื่องซึม)

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ     (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)

๕. วิจิกิจฉา              (ความลังเลสงสัย)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรละ



ธรรม ๖ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ หมวดตัณหา ๖ ได้แก่

๑. รูปตัณหา             (ความอยากได้รูป)

๒. สัททตัณหา           (ความอยากได้เสียง)

๓. คันธตัณหา           (ความอยากได้กลิ่น)

๔. รสตัณหา             (ความอยากได้รส)

๕. โผฏฐัพพตัณหา      (ความอยากได้โผฏฐัพพะ)

๖. ธัมมตัณหา           (ความอยากได้ธรรมารมณ์)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรละ



ธรรม ๗ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ อนุสัย ๗ ได้แก่

๑. กามราคานุสัย       (อนุสัยคือความกำหนัดในกาม)

๒. ปฏิฆานุสัย            (อนุสัยคือความยินร้าย)

๓. ทิฏฐานุสัย            (อนุสัยคือความเห็นผิด)

๔. วิจิกิจฉานุสัย         (อนุสัยคือความลังเลสงสัย)

๕. มานานุสัย            (อนุสัยคือความถือตัว)

๖. ภวราคานุสัย         (อนุสัยคือความติดใจในภพ)   

๗. อวิชชานุสัย           (อนุสัยคือความไม่รู้แจ้ง)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรละ



ธรรม ๘ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ มิจฉัตตธรรม (ธรรมที่ผิด) ๘ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ            (เห็นผิด)

๒. มิจฉาสังกัปปะ       (ดำริผิด)

๓. มิจฉาวาจา           (เจรจาผิด)

๔. มิจฉากัมมันตะ      (กระทำผิด)

๕. มิจฉาอาชีวะ         (เลี้ยงชีพผิด)

๖. มิจฉาวายามะ       (พยายามผิด)

๗. มิจฉาสติ              (ระลึกผิด)

๘. มิจฉาสมาธิ                    (ตั้งจิตมั่นผิด)

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรละ



ธรรม ๙ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ได้แก่

๑. เพราะอาศัยตัณหา ปริเยสนา (การแสวงหา) จึงเป็นไป

๒. เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ(การได้) จึงเป็นไป

๓. เพราะอาศัยลาภะ วินิจฉยะ (การกำหนด) จึงเป็นไป

๔. เพราะอาศัยวินิจฉยะ ฉันทราคะ (ความกำหนดด้วยอำนาจความพอใจ) จึงเป็นไป

๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ อัชโฌสานะ (ความหมกมุ่นฝังใจ) จึง เป็นไป

๖. เพราะอาศัยอัชโฌสานะ ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง) จึงเป็นไป

๗. เพราะอาศัยปริคคหะ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) จึงเป็นไป

๘. เพราะอาศัยมัจฉริยะ อารักขะ (ความหวงกั้น) จึงเป็นไป

๙. เพราะอาศัยอารักขะเป็นเหตุ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนก ที่เกิดขึ้น จากการถือท่อนไม้ การถือศัสตรา  การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวขึ้นเสียงว่า “มึง มึง” และการพูดเท็จ จึงเป็นไป

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรละ



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ มิจฉัตตะ (ความเป็นธรรมที่ผิด) ๑๐ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ            (เห็นผิด)

๒. มิจฉาสังกัปปะ       (ดำริผิด)

๓. มิจฉาวาจา           (เจรจาผิด)

๔. มิจฉากัมมันตะ      (กระทำผิด)

๕. มิจฉาอาชีวะ         (เลี้ยงชีพผิด)

๖. มิจฉาวายามะ       (พยายามผิด)

๗. มิจฉาสติ              (ระลึกผิด)

๘. มิจฉาสมาธิ           (ตั้งจิตมั่นผิด)

๙. มิจฉาญาณะ         (รู้ผิด)

๑๐. มิจฉาวิมุตติ        (หลุดพ้นผิด)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:03:50 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

รูปภาพพุทธคยา



* ๕. ธรรมที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม *


ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อโยนิโสมนสิการ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ

๑. โทวจัสสตา           (ความเป็นผู้ว่ายาก)

๒. ปาปมิตตตา          (ความมีบาปมิตร)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อกุศลมูล ๓ ได้แก่

๑. อกุศลมูลคือโลภะ (ความอยากได้)

๒. อกุศลมูลคือโทสะ (ความคิดประทุษร้าย)

๓. อกุศลมูลคือโมหะ (ความหลง)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ โยคะ (เครื่องเกาะเกี่ยว) ๔ ได้แก่

๑. กามโยคะ   (โยคะคือกาม)

๒. ภวโยคะ     (โยคะคือภพ)

๓. ทิฏฐิโยคะ   (โยคะคือทิฏฐิ)

๔. อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของ ภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๑

๒. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ...

๓. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ...

๔. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา (ข้อที่จะ ต้องศึกษา) ...

๕. เป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะ (ความคิดประทุษร้าย) กระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของ ภิกษุผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะกระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๕

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อคารวะ ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา

๒. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม

๓. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์

๔. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา

๕. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในความไม่ประมาท

๖. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในปฏิสันถาร

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อสัทธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา   

๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ

๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ

๔. เป็นผู้มีสุตะน้อย

๕. เป็นผู้เกียจคร้าน   

๖. เป็นผู้มีสติหลงลืม

๗. เป็นผู้มีปัญญาทราม

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ๘ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจักต้องทำงาน เมื่อเราทำงานอยู่ กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๑

๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานอยู่ กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๒

๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจักต้อง เดินทาง เมื่อเราเดินทาง กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๓

๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเดินทางแล้ว เมื่อเราเดินทางอยู่ กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๔

๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ก็ไม่ได้ โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของเรานั้นเมื่อยล้าแล้ว ไม่ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๕

๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว กาย ของเรานั้นหนัก ไม่ควรแก่การงาน จะเป็นเหมือนถั่วราชมาส ชุ่มด้วยน้ำ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๖

๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อยแล้ว มีข้ออ้างที่จะนอนได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๗

๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน กายของเรานั้นยังอ่อนแอ ไม่ควรแก่การงาน มีข้ออ้างที่จะนอนได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน” เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภ ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม


ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อาฆาตวัตถุ (เหตุผูกอาฆาต) ๙ ได้แก่

๑.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์๒แก่เรา”

๒.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา”

๓.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา”

๔.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา”

๕.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา”

๖.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา”

๗.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอ        ของเรา”

๘.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา”

๙.บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอ ของเรา”

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อกุศลกรรมบถ (ทางแห่งอกุศลกรรม) ๑๐ ได้แก่

๑. ปาณาติบาต          (การฆ่าสัตว์)

๒. อทินนาทาน          (การลักทรัพย์)

๓. กาเมสุมิจฉาจาร    (การประพฤติผิดในกาม)

๔. มุสาวาท              (การพูดเท็จ)

๕. ปิสุณาวาจา          (การพูดส่อเสียด)

๖. ผรุสวาจา             (การพูดคำหยาบ)

๗. สัมผัปปลาปะ        (การพูดเพ้อเจ้อ)

๘. อภิชฌา               (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา)

๙. พยาบาท              (ความคิดร้าย)

๑๐. มิจฉาทิฏฐิ          (ความเห็นผิด)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:15:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

เสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช สถานที่ประสูติในลุมพินีวัน


* ๖. ธรรมที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ *


ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร
คือ โยนิโสมนสิการ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร


คือ

๑. โสวจัสสตา           (ความเป็นผู้ว่าง่าย)

๒.กั ลยาณมิตตตา      (ความมีกัลยาณมิตร)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ กุศลมูล ๓ ได้แก่

๑. กุศลมูลคืออโลภะ (ความไม่อยากได้)

๒. กุศลมูลคืออโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)

๓. กุศลมูลคืออโมหะ (ความไม่หลง)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ วิสังโยคะ (ความพราก) ๔ ได้แก่

๑. กามโยควิสังโยคะ   (ความพรากจากกามโยคะ)

๒. ภวโยควิสังโยคะ     (ความพรากจากภวโยคะ)

๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ   (ความพรากจากทิฏฐิโยคะ)

๔. อวิชชาโยควิสังโยคะ (ความพรากจากอวิชชาโยคะ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่

๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา)

๒. วิริยินทรีย์   (อินทรีย์คือวิริยะ)

๓. สตินทรีย์    (อินทรีย์คือสติ)

๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ)

๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ คารวะ ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา

๒. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระธรรม

๓. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระสงฆ์

๔. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา

๕. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในความไม่ประมาท

๖. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในปฏิสันถาร

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ สัทธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีศรัทธา     

๒. เป็นผู้มีหิริ

๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ   

๔. เป็นพหูสูต

๕. เป็นผู้ปรารภความเพียร   

๖. เป็นผู้มีสติมั่นคง

๗. เป็นผู้มีปัญญา

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ


ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อารัมภวัตถุ (เหตุแห่งการปรารภความเพียร) ๘ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระในธรรมวินัยนี้ มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจักต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน การจะใส่ใจคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่ทำได้ง่าย อย่ากระนั้น เลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง                     นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๑

๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุ ประการที่ ๒

๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจักต้องเดินทาง การที่เราเดินทางอยู่   จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิใช่ทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการ ที่ ๓

๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราได้เดินทางแล้ว เมื่อเดินทางอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการ ที่ ๔

๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของเรานั้นเบา ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๕

๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว ร่างกาย ของเรานั้นมีกำลัง ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภ ความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๖

๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อยแล้ว เป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะพึงรุนแรงขึ้น อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๗

๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะพึงกลับกำเริบขึ้น อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง” เธอจึง ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรม ที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น            อารัมภวัตถุประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อุบายเป็นเครื่องกำจัดอาฆาต ๙ ได้แก่

๑. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๒. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๓. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๔. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๕. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๖. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๗. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๘. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

๙. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า “ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน”

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ



ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ กุศลกรรมบถ (ทางแห่งกุศลกรรม) ๑๐ ได้แก่

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี        (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์)

๒. อทินนาทานา เวรมณี        (เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์)

๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี   (เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม)

๔. มุสาวาทา เวรมณี            (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ)

๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี     (เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด)

๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี       (เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ)

๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี        (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)

๘. อนภิชฌา                       (ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา)

๙. อพยาบาท                     (ความไม่คิดร้าย)

๑๐. สัมมาทิฏฐิ                   (ความเห็นชอบ)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:04:41 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

ภายในมหามายาเทวีวิหาร สถานที่ประดิษฐานหินแกะสลักปางประสูติ


* ๗. ธรรมที่แทงตลอดได้ยาก *


ธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ เจโตสมาธิ อันมีลำดับติดต่อกันไป

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร


คือ

๑. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย

๒. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๓ ได้แก่

๑. ธาตุที่สลัดกามคือเนกขัมมะ

๒. ธาตุที่สลัดรูปคืออรูป

๓. การสลัดสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือนิโรธ

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ สมาธิ ๔ ได้แก่

๑. หานภาคิยสมาธิ     (สมาธิฝ่ายเสื่อม)

๒. ฐิติภาคิยสมาธิ       (สมาธิฝ่ายดำรง)

๓. วิเสสภาคิยสมาธิ    (สมาธิฝ่ายวิเศษ)

๔. นิพเพธภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายชำแรกกิเลส)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก





ธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๕ ได้แก่

๑. เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการกามทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส     ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการเนกขัมมะ จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในเนกขัมมะ จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อน ที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัย เธอย่อม ไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดกาม ทั้งหลาย

๒. เมื่อภิกษุมนสิการพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในพยาบาท แต่เมื่อเธอมนสิการอพยาบาท จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปใน อพยาบาท จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท เธอ หลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดพยาบาท

๓. เมื่อภิกษุมนสิการวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในวิหิงสา แต่เมื่อเธอมนสิการอวิหิงสา จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอวิหิงสา จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสา เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มี พระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดวิหิงสา

๔. เมื่อภิกษุมนสิการรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่ เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการ อรูป จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอรูป          จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น       ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดรูปทั้งหลาย

๕. เมื่อภิกษุมนสิการสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่ เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในสักกายะ แต่เมื่อเธอมนสิการ สักกายนิโรธ (ความดับแห่งสักกายะ) จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในสักกายนิโรธ จิตของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสักกายะเป็น ปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น       นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดสักกายะ

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๖ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๖ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ๒แล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว  แต่พยาบาท (ความคิดร้าย) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่” ข้อนั้นเป็นไป ไม่ได้เลย เพราะเมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดพยาบาท

๒. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เจริญกรุณาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสา (ความเบียดเบียน) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญกรุณาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสาก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่” ข้อนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะกรุณาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดวิหิงสา

๓. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เจริญมุทิตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ (ความไม่ยินดี) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มี อายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาค ไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญมุทิตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ ก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่” ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะ มุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดอรติ

๔. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เจริญ อุเบกขาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ราคะ (ความกำหนัดยินดี) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญอุเบกขาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ ยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ราคะก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่” ข้อนั้นเป็นไป ไม่ได้เลย เพราะอุเบกขาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดราคะ

๕. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เจริญ อนิมิตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณของข้าพเจ้าก็ยังแส่หานิมิตอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้ กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะ การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญอนิมิตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็น ที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณของภิกษุนั้นก็ยังแส่หานิมิตอยู่” ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะอนิมิตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดนิมิตทั้งปวง

๖. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าปราศจาก อัสมิมานะแล้ว และไม่พิจารณาเห็นว่า “เราเป็นนี้” แต่ลูกศร คือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่” ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า “อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ ปราศจากอัสมิมานะแล้ว และไม่พิจารณาเห็นว่า “เราเป็นนี้” แต่ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่” ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสภาวะที่ถอนอัสมิมานะ๒นี้เป็นธาตุที่สลัดลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย”

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๗ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ สัปปุริสธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นธัมมัญญู         (ผู้รู้จักเหตุ)   

๒. เป็นอัตถัญญู          (ผู้รู้จักผล)

๓. เป็นอัตตัญญู          (ผู้รู้จักตน)     

๔. เป็นมัตตัญญู         (ผู้รู้จักประมาณ)

๕. เป็นกาลัญญู          (ผู้รู้จักเวลา)   

๖. เป็นปริสัญญู          (ผู้รู้จักชุมชน)

๗. เป็นปุคคลัญญู        (ผู้รู้จักบุคคล)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๘ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ กาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ได้แก่

๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน๓ ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้เข้าถึงนรก นี้เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑

๒. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรม ที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๒

๓. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงเปรตวิสัย นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓

๔. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้เข้าถึงเทพนิกายที่มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่ง นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๔

๕. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท อยู่ในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาผ่านไปมา นี้ก็ เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๕

๖. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตว่า “ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลกนี้” นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๖

๗. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ ไม่สามารถจะรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗

๘. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก และไม่ทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศไว้แล้ว ถึงบุคคลนี้จะกลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท และเป็นผู้มีปัญญาไม่โง่เขลา ไม่เป็น คนเซอะ สามารถรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ข้อที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๙ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ นานัตตะ (สภาวะที่ต่างกัน) ๙ ได้แก่

๑. ความต่างกันแห่งธาตุ

๒. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งธาตุ ความต่างกันแห่งผัสสะ จึงเกิดขึ้น

๓. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ ความต่างกันแห่งเวทนาจึงเกิดขึ้น

๔. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งสัญญา จึงเกิดขึ้น

๕. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งสัญญา ความต่างกันแห่งความดำริจึงเกิดขึ้น

๖. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความดำริ ความต่างกันแห่งความพอใจจึงเกิดขึ้น

๗. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความพอใจ ความต่างกันแห่งความเร่าร้อนจึงเกิดขึ้น

๘. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความเร่าร้อน ความต่างกันแห่งการแสวงหาจึงเกิดขึ้น

๙. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งการแสวงหา ความต่างกันแห่งการได้จึงเกิดขึ้น

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



ธรรม ๑๐ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ อริยวาส (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้

๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖

๓. เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก

๔. เป็นผู้มีอปัสเสนธรรม (ธรรมเป็นดุจพนักพิง) ๔ ประการ

๕. เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้

๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี

๗. เป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว

๘. เป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้

๙. เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี

๑๐. เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี



ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ได้ เป็นผู้ละพยาบาท (ความคิดร้าย)           ได้ เป็นผู้ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม) ได้ เป็นผู้ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ได้         เป็นผู้ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)ได้ ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่  ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้อง โผฏฐัพพะทางกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยใจที่รักษาด้วยสติ ภิกษุเป็น ผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาแล้วเสพอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร

คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากของสมณพราหมณ์จำนวนมากที่มีอยู่ทั้งหมด ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้บรรเทาได้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ ปล่อยวางได้ ละได้ สละคืนได้ ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละการแสวงหากามได้ ละการแสวงหาภพได้ ระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้ ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่าง นี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละความดำริในกามได้ เป็นผู้ละความดำริในพยาบาท(การคิดร้าย) ได้ เป็นผู้ละความดำริในวิหิงสาได้ ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอัน ไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัส ดับไปก่อนแล้ว จึงบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากราคะ มีจิตหลุดพ้นจาก โทสะ มีจิตหลุดพ้นจากโมหะ ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ชัดว่า “ราคะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไป ไม่ได้” รู้ชัดว่า “โทสะเราละได้เด็ดขาด ฯลฯ เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้” รู้ชัดว่า “โมหะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้” ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่แทงตลอดได้ยาก



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:06:04 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

มหามายาเทวีวิหาร ปี 2550


* ๘. ธรรมที่ควรให้เกิดขึ้น *


ธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณอันไม่กำเริบ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ ๒ ได้แก่

๑. ขยญาณ               (ความรู้ในการสิ้นกิเลส)

๒. อนุปปาทญาณ       (ความรู้ในการไม่เกิดกิเลส)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ ๓ ได้แก่

๑. อตีตังสญาณ          (ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต)

๒. อนาคตังสญาณ      (ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต)

๓. ปัจจุปปันนังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ๓ ๔ ได้แก่

๑. ธัมมญาณ   (ความรู้ในธรรม)

๒. อันวยญาณ (ความรู้ในการคล้อยตาม)

๓. ปริยญาณ   (ความรู้ในการกำหนดจิตของผู้อื่น)

๔. สัมมติญาณ           (ความรู้ในสมมติ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัมมาสมาธิ ประกอบด้วยญาณ ๕ ได้แก่

๑. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “สมาธิ๒นี้มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป”

๒. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “สมาธินี้ เป็นอริยะ ปราศจากอามิส๓”

๓. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “สมาธินี้มิใช่บุรุษชั่ว๔เสพแล้ว”

๔. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “สมาธินี้ สงบ ประณีต ได้ด้วยความสงบระงับ บรรลุได้ด้วยภาวะที่จิต  .....เป็นหนึ่งผุดขึ้น และ มิใช่บรรลุได้ด้วยการข่ม(ธรรมที่เป็นข้าศึก) ห้ามกิเลส ด้วย สสังขารจิต๕”

๕. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “เรานั้นมีสติ เข้าสมาธิ และเรามีสติออกจากสมาธินี้”

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๖ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ของพระขีณาสพ) ๖ ได้แก่

๑. เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

๒. ฟังเสียงทางหู ...

๓. ดมกลิ่นทางจมูก ...

๔. ลิ้มรสทางลิ้น ...

๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ...

๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๗ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๗ ได้แก่

๑. อนิจจสัญญา         (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๒. อนัตตสัญญา         (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)

๓. อสุภสัญญา           (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๔. อาทีนวสัญญา        (กำหนดหมายทุกข์โทษของกายอันมีความเจ็บไข้ต่าง ๆ)

๕. ปหานสัญญา         (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม ทั้งหลาย)

๖. วิราคสัญญา          (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

๗. นิโรธสัญญา          (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๘ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ความตรึกของมหาบุรุษ ๘ ได้แก่

๑. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มักน้อย ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มักมาก

๒. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สันโดษ ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ไม่สันโดษ

๓. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สงัด ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ยินดีในการคลุกคลี

๔. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้เกียจคร้าน

๕. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้หลงสติ

๖. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มีใจไม่ตั้งมั่น

๗. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีปัญญา ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มีปัญญาทราม

๘. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ยินดีในนิปปปัญจธรรม ผู้พอใจในนิปปปัญจธรรม ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้.....ยินดีในปปัญจธรรม ผู้พอใจในปปัญจธรรม

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๙ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๙ ได้แก่

๑.อสุภสัญญา                      (ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๒.มรณสัญญา                     (ความกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา)

๓.อาหาเร ปฏิกูลสัญญา         (ความกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร)

๔.สัพพโลเก อนภิรตสัญญา     (ความกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)

๕.อนิจจสัญญา                    (ความกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๖.อนิจเจ ทุกขสัญญา             (ความกำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความ ไม่เที่ยงแห่งสังขาร )

๗.ทุกเข อนัตตสัญญา            (ความกำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์)

๘. ปหานสัญญา                   (ความกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)

๙. วิราคสัญญา                    (ความกำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๑๐ ได้แก่

๑. อสุภสัญญา                     (ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๒. มรณสัญญา                    (ความกำหนดหมายความตายที่จะมาถึงเป็นธรรมดา)

๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา        (ความกำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหาร)

๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา    (ความกำหนดหมายความไม่เพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)

๕. อนิจจสัญญา                   (ความกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา           (ความกำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๗. ทุกเข อนัตตสัญญา           (ความกำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์)

๘. ปหานสัญญา                   (ความกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)

๙. วิราคสัญญา                    (ความกำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

๑๐. นิโรธสัญญา                  (ความกำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:06:37 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

ปัจฉิมสักขิสาวกสถูป สถานที่ที่พระสุภัททะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้ายที่ทันพระชนม์ชีพพระศาสดา 



* ๙. ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง *



ธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ ธาตุ ๒ ได้แก่

๑. สังขตธาตุ   (ธาตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)

๒. อสังขตธาตุ  (ธาตุที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ ธาตุ ๓ ได้แก่

๑. กามธาตุ     (ธาตุคือกามภพ)

๒. รูปธาตุ       (ธาตุคือรูปภพ)

๓. อรูปธาตุ     (ธาตุคืออรูปภพ)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่

๑. ทุกขอริยสัจ                             (อริยสัจคือทุกข์)

๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ                      (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์)

๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ                       (อริยสัจคือความดับแห่งทุกข์)

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ      (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ วิมุตตายตนะ(เหตุแห่งความหลุดพ้น) ๕ ได้แก่

๑. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดง ธรรมแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้น ตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดงธรรมแก่เธอ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข       จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๑

๒. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แต่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา ที่เธอแสดงแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๒

๓. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร แต่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา ที่เธอสาธยายโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อ มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๓

๔. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้ แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ มาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรม ตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร ภิกษุตรึกตาม ตรองตามเพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมา ที่เธอตรึกตามตรองตามเพ่งตามด้วยใจ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมี ปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมี กายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็น วิมุตตายตนะประการที่ ๔

๕. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้ แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้ สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร และไม่ได้ตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา แต่เธอเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นตามที่เธอได้เรียนสมาธิ-นิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็น วิมุตตายตนะประการที่ ๕

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๖ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อนุตตริยะ (ยอดเยี่ยม) ๖ ได้แก่

๑. ทัสสนานุตตริยะ     (การเห็นอันยอดเยี่ยม)

๒. สวนานุตตริยะ       (การฟังอันยอดเยี่ยม)

๓. ลาภานุตตริยะ       (การได้อันยอดเยี่ยม)

๔. สิกขานุตตริยะ       (การศึกษาอันยอดเยี่ยม)

๕. ปาริจริยานุตตริยะ  (การบำรุงอันยอดเยี่ยม)

๖. อนุสสตานุตตริยะ   (การระลึกอันยอดเยี่ยม)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรรู้ยิ่ง





ธรรม ๗ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ นิททสวัตถุ ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา และไม่ ปราศจากความรัก๓ในการสมาทานสิกขาต่อไป

๒.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และไม่ปราศจากความรักในการใคร่ครวญธรรมต่อไป

๓.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และไม่ปราศจากความรักในการกำจัดความอยากต่อไป

๔.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และไม่ปราศจากความรักในการหลีกเร้นต่อไป

๕.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และไม่ปราศจากความรักในการปรารภความเพียรต่อไป

๖.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในสติปัญญาเครื่องรักษาตน และไม่ปราศจากความรักในสติปัญญาเครื่องรักษาตนต่อไป

๗.  เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และไม่ปราศจากความรักในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิต่อไป

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๘ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อภิภายตนะ ๘ ได้แก่

๑. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๑

๒. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาด ใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๒

๓. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๓

๔. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาดใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๔

๕. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม เปรียบเหมือนดอกผักตบที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี อันมี เนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๕

๖. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม เปรียบเหมือนดอกกรรณิการ์ที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๖

๗. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม เปรียบเหมือน ดอกชบาที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูป ทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๗

๘. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม เปรียบเหมือนดาวประกายพรึกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาว เข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสี ขาวเข้ม ฉันใด บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเ หมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วย ของขาว มีสีขาวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๙ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อนุปุพพวิหารธรรม ๙ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

๒ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่

๓. เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า “ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข”

๔. เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน แล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาอยู่

๕. บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง

๖. ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” อยู่

๗. ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” อยู่

๘. ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่

๙. ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรรู้ยิ่ง



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ นิชชรวัตถุ (ธรรมที่ทำให้เสื่อม) ๑๐ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย

๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) ของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย

๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ของผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาวาจาเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาวาจาเป็นปัจจัย

๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) ของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย

๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ของผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย

๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด) ของผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาวายามะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาวายามะเป็นปัจจัย

๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ของผู้มีสัมมาสติ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาสติเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาสติเป็นปัจจัย

๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) ของผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาสมาธิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญ เต็มที่เพราะสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย

๙. มิจฉาญาณะ (รู้ผิด) ของผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาญาณะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาญาณะเป็นปัจจัย

๑๐. มิจฉาวิมุตติ (หลุดพ้นผิด) ของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรรู้ยิ่ง





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:07:02 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด

พระพุทธรูป ปางปรินิพพาน ในมหาปรินิพพานวิหาร


* ๑๐. ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง *


ธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ เจโตวิมุตติ อันไม่กำเริบ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ

๑. วิชชา        (ความรู้แจ้ง)

๒. วิมุตติ        (ความหลุดพ้น)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง


ธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ วิชชา ๓ ได้แก่

๑. วิชชา คือความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกถึงชาติก่อนได้

๒. วิชชา คือความหยั่งรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

๓. วิชชา คือความหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ได้แก่

๑. โสดาปัตติผล

๒. สกทาคามิผล

๓. อนาคามิผล

๔. อรหัตตผล

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่

๑. สีลขันธ์                         (กองศีล)

๒. สมาธิขันธ์                      (กองสมาธิ)

๓. ปัญญาขันธ์                    (กองปัญญา)

๔. วิมุตติขันธ์                      (กองวิมุตติ)

๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์        (กองวิมุตติญาณทัสสนะ)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๖ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อภิญญา ๖ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียว แสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดง ให้ปรากฏ หรือแสดงให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง (และ)ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดำลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำโดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศ เหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

๒. ภิกษุนั้นได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์

๓. ภิกษุนั้นกำหนดรู้จิตของสัตว์และคนอื่นด้วยจิตของตน คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจาก ราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้ว่า ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือฟุ้งซ่านก็รู้ว่า ฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ หรือไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น

๔. ภิกษุนั้น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติ บ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอด สังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า “ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้วก็ไปเกิดในภพโน้น ในภพ นั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุข ทุกข์ และมีอายุอย่างนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้วจึงมาเกิดในภพนี้” เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้

๕. ภิกษุนั้นเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิด  ไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า “หมู่สัตว์ที่ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระ อริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นผิด พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบ และ ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์” เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง จุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้แล

๖. ภิกษุนั้นทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๗ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่

๑.   สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้เห็นว่าเป็นสภาวะไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง ข้อที่สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเป็นสภาวะไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของ ภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะ ทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๒.   กามทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่กามทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุมถ่าน เพลิงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะ ทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๓. จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปในวิเวก โน้มไปใน วิเวก โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๕. อินทรีย์ ๕ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่อินทรีย์ ๕ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็น กำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๖. โพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อ ที่โพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความ สิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

๗. อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพ อาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรทำให้แจ้ง


ธรรม ๘ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่

๑. บุคคลผู้มีรูป เห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๑

๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๒

๓. บุคคลผู้น้อมใจไปว่า “งาม” เท่านั้น นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๓

๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “อากาศหา ที่สุดมิได้” อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์                  ประการที่ ๔

๕. บุคคลล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๕

๖. บุคคลล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๖

๗. บุคคลล่วงอากิญจัญญายนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๗

๘. บุคคลล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่     นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๙ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ได้แก่

๑. กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป

๒. วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป

๓. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป

๔. ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป

๕. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป

๖. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ดับไป

๗. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ดับไป

๘. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ดับไป

๙. สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธดับไป

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



ธรรม ๑๐ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อเสขธรรม ๑๐ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิที่เป็นอเสขะ

๒. สัมมาสังกัปปะที่เป็นอเสขะ

๓. สัมมาวาจาที่เป็นอเสขะ

๔. สัมมากัมมันตะที่เป็นอเสขะ

๕. สัมมาอาชีวะที่เป็นอเสขะ

๖. สัมมาวายามะที่เป็นอเสขะ

๗. สัมมาสติที่เป็นอเสขะ

๘. สัมมาสมาธิที่เป็นอเสขะ

๙. สัมมาญาณะที่เป็นอเสขะ

๑๐. สัมมาวิมุตติที่เป็นอเสขะ

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรทำให้แจ้ง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 25, 2013, 09:07:36 am โดย ยาใจ »