ผู้เขียน หัวข้อ: การตัดกรรมตัดเวร - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย  (อ่าน 1891 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
การตัดกรรมตัดเวร - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 05:11:13 am »
การตัดกรรมตัดเวร
โดย พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)


การ ตัดกรรม คือ การหยุดทำความชั่วหยุดทำบาป
ส่วนการตัดเวร คือ การหยุดการพยาบาทอาฆาตจองเวร
ซึ่งกันและกัน คือไม่แก้แค้นซึ่งกัน และกันรู้จักคำว่าให้อภัย
ซึ่งกันและกัน และผู้ที่ทำผิดก็ให้รู้จักคำว่าขอโทษ
ผู้ที่ถูกขอโทษก็รู้จักคำว่าให้อภัย อันนี้เป็นอุบายตัดกรรมตัดเวร

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า

ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้
 
กัมมัสสะโกมหิ  (เรามีกรรมเป็นของๆตน)
กัมมะทายาโท        (เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น)
กัมมะโยนิ               (เรามีกรรมนำเกิด)
กัมมะพันธุ                (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้อง)
กัมมะปะฏิสะระโน        (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย)
ยัง กัมมัง กะริสสามิ       (เราทำกรรมอันใดไว้)
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา    (เป็นบุญหรือเป็นบาป)
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ    (เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น)
อภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง      (พึงพิจารณาเห็นเนืองๆดังนี้)
ไปทำพิธีตัดกรรม ก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า

กรรมใดใครก่อไว้แล้วในเมื่อใจเป็นผู้จงใจทำลงไปแล้วเป็นกรรมอันเป็นบาป
ภายหลังจึงมานึกได้และไม่ต้องการผลของบาป มันก็หลีกเลี่ยงปฏิเสธไม่ได้
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้กาย วาจา ทำลงไป พูดลงไป ใจตัวนี้ต้องรับผิดชอบ
โดยความเป็นธรรมโดยหลักของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการที่ไปทำ
พิธีตัดกรรมนี่หมายถึงตัดผลของบาปนั้นมันตัดไม่ได้ อย่าไปเข้าใจผิด

ถ้าเข้าใจว่าทำบาปทำกรรมแล้วแล้วไปทำพิธีล้างบาปได้ ทำพิธีตัดกรรม
แล้วมันหมดบาปประเดี๋ยวก็ทำกรรมชั่วแล้วมาหาหลวงพ่อหลวงพี่ตัด
บาปตัดกรรมให้ มันก็ไม่กลัวต่อบาปเพราะฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่า
ทำกรรมอันเป็นบาปแล้วตัด กรรมให้หมดไปได้ มันเป็นไปไม่ได้

********ยกตัวอย่างเรื่องกรรมบางส่วนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า********

ชาติหนึ่งเคยเกิดเป็นนักเลงชื่อปุนาลี ได้กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้า
พระนามว่าสุรภิผู้มิได้ประทุษร้ายใคร ด้วยผลแห่งกรรมนั้นต้องไปท่องนรก
สิ้นกาลนาน เสวยทุกขเวทนาสิ้นพันปี ด้วยกรรมที่เหลือในภพสุดท้าย
ก็ถูกใส่ความ เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา ซึ่งเป็นนักบวชหญิงถูก
พวกเดียรถีย์ใช้ให้ทำเป็นไปค้างคืนกับพระสมณโคดม ให้ใครต่อใคร
หลงเข้าใจพระองค์ผิด

ทั้งที่นางค้างที่อื่น แต่รุ่งเช้ามาก็ทำท่าโผเผมาจากเชตวนาราม
ที่พำนักของพระพุทธองค์ อีกสองสามวันต่อมามีคนโจษจันเรื่องนี้กันแล้ว
พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านางสุนทริกา เพื่อป้ายความผิดว่านางถูก
พระพุทธองค์ฆ่าปิดปาก คนทั้งหลายก็สงสัยว่าอาจจะเป็นจริง ร้อนถึง
พระราชาต้องส่งราชบุรุษไปสืบเรื่องดูตามร้านสุรา เมื่อได้ความชัดแจ้ง
ก็จับนักเลงที่ฆ่านางสุนทริกา กับเดียรถีย์ที่จ้างฆ่านางสุนทริกา
มาลงโทษทั้งหมด

อีกชาติหนึ่งเกิดเป็นพราหมณ์ผู้มีความรู้ มีผู้เคารพสักการะ เป็นผู้สอนมนต์
แก่มานพ ๕๐๐ คน และได้ใส่ความภีมฤษีผู้มีอภิญญา มีฤทธิ์มาก หาว่าฤษีนี้
เป็นผู้บริโภคกาม มานพทั้งหลายก็พลอยชื่นชมยินดีไปด้วย เมื่อไป
ภิกขาจารในสกุล ก็เที่ยวกล่าวแก่มหาชนว่าฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกาม

ผลของกรรมนั้นภิกษุ ๕๐๐ คนเหล่านี้ทั้งหมดพลอยถูกใส่ความด้วย
เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกาที่ถูกนักเลงฆ่าและป้ายความผิดให้พระพุทธองค์
รวมทั้งภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในเชตวนาราม ก็พลอยถูกหาว่าร่วมกันฆ่าปิดปาก
นางสุนทริกาและถูกด่าว่าด้วย จนกระทั่งพระราชาจับนักเลงและเดียรถีย์
ที่ร่วมกันฆ่านางได้ เรื่องราว จึงได้สงบ

อีกชาติหนึ่งไปกล่าวใส่ความพระสาวกของพระสัพพาภิภูพุทธเจ้า
มีนามว่านันทะ จึงต้องท่องไปในนรกหลายหมื่นปี เมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีก
ก็ถูกใส่ความมาก และด้วยกรรมที่เหลือ ชาติสุดท้ายนี้จึงถูก
นางจิณจมาณวิกา ใส่ความว่าพระองค์ทำให้นางตั้งครรภ์

ชาติหนึ่งเคยฆ่าน้องชายต่างมารดาเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ได้ผลัก
น้องชายต่างมารดาลงในซอกเขา เอาหินทุ่มใส่ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
จึงถูกพระเทวทัตเอาหินทุ่มใส่ที่เขาคิชกูฏ จนสะเก็ดหินกระเด็น
ถูกหัวแม่เท้า ห้อพระโลหิตในชาติสุดท้าย

จะเห็นว่าแม้ขณะเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายท่านยังต้องได้
รับผลของกรรม เก่าที่ทำไว้ในชาติก่อนมาสนองหลายอย่าง
จึงเห็นได้ว่าเรื่องของกรรมนั้นตัดไม่ได้

แต่ตัดเวรนี้มีทางเป็นไปได้ เวรหมายถึงการผูกพยาบาท
คอยแก้แค้นกันอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นฆ่าเขาตายเมื่อนึกถึงกรรมแล้ว
กลัวเขาจะอาฆาตจองเวร จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา ถ้าหากว่า
เขาได้รับส่วนกุศลเขาได้รับความสุข เขาเลื่อนฐานะจากภาวะที่
ทุกข์ทรมานไปสู่ฐานะที่มีความสุข เมื่อเขานึกถึงคุณความดี
นึกถึงบุญคุณ เขาก็อโหสิกรรมให้ไม่ตามล้างตามผลาญกันอีกต่อไป
อันนี้คือตัดเวรซึ่งตัดได้

บางท่านอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้าช่างโหดร้ายจริงๆ ทำอะไรก็บาป
แต่แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้โหดร้ายอย่าเข้าใจท่านผิด
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้กฎความเป็นจริงของธรรมชาติคือรู้ว่า
ฆ่าสัตว์เป็นบาป ลักทรัพย์เป็นบาป ผิดกาเมเป็นบาป
มุสาเป็นบาป ดื่มสุราและสิ่งมอมเมาเป็นบาป

แต่บาปที่กล่าวมานั้นมันมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะประสูติแล้ว
ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มาประสูติแล้วมาบัญญัติขึ้นเอง
หรือมาบัญญัติบาปกรรมและโทษทัณฑ์อะไรไว้ลงโทษสัตว์ทั้งหลาย

การทำบาปทำกรรมนั้นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบาปเป็นการกระทำด้วย
กาย วาจา โดยมีใจเป็นผู้เจตนาคือมีความตั้งใจ ทำลงไปแล้ว
เป็นบาปทันทีคือการละเมิดศีลห้าข้อเท่านั้น เพราะฉะนั้น
ใครรักษาศีลห้าข้อได้บริสุทธิ์บริบูรณ์
จึงเป็นการตัดทอนผลของบาป

บาปกรรมที่ทำไว้ในอดีต เมื่อวานนี้หรือเมื่อเช้านี้
ย่อมตัดกรรมไม่ได้แล้วและจะต้องให้ผลต่อไป
แต่เราจะตัดการทำกรรมชั่วในปัจจุบันได้ และไม่ต้องรับผลของกรรมชั่ว
ในอนาคต เมื่อเราตั้งใจรักษาศีลห้าข้อให้บริสุทธิ์ตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ขณะ
ปัจจุบันนี้ได้ชื่อว่าตั้งใจตัดเวรตัดกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าหากเรา
สามารถปฏิบัติต่อๆ ไปได้จนกระทั่งตลอดชีวิตของเรา เราก็จะได้
ตัดกรรมตัดเวรตลอดชีวิตเรา นี่คือการตัดกรรมตัดเวรที่ถูกต้อง

ศีลห้านี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นแม่บทแห่งศีลทั้งหลายทั้งปวง
เป็นหลักธรรมที่เป็นข้อมูลเป็นจุดเริ่มแห่งการทำความดี
ผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาเป็นประโยชน์
ให้เกิดทางมรรคผลนิพพานอย่าง แท้จริง


ขอให้ยึดมั่นในศีลห้าประการ เมื่อท่านมีศีลห้าข้อนี้ครบ
โดยบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ความเป็นมนุษย์ของท่านสมบูรณ์
ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจะปลูกฝังความดีอันใดลงไป
คุณความดีนั้นก็จะฝังแน่นในกาย วาจา และในใจของท่าน


การตัดกรรมตัดเวร - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ที่มา เว็บธรรมจักร