« ตอบ #50 เมื่อ: เมษายน 27, 2015, 11:08:48 am »
เด็กชายอีกคนหนึ่ง อายุประมาณสี่ขวบ เป็นคนกลัวโป๊ะมาก เวลาพ่ออุ้มลงโป๊ะเพื่อนั่งเรือข้ามแม่น้ำ เด็กจะกลัวมาก ดิ้นสุดฤทธิ์ เพื่อให้พ่อพาออกจากโป๊ะ พ่อก็พยายามพูดกับลูก ใช้เหตุผลกับลูกว่า อย่ากลัว ลูกอยู่กับพ่อแล้ว พ่ออุ้มลูกไว้แน่น ลูกไม่ต้องกลัว เด็กก็ยังกลัว โวยวาย ดิ้นไม่หยุด เป็นอย่างนี้ประจำ พ่อก็ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร
วันหนึ่งเขาอุ้มลูกชายลงโป๊ะ ลูกก็ดิ้นเหมือนเคย ร้องโวยวาย พ่อก็พูดกับลูกว่า ตอนนี้ลูกกลัวใช่มั้ย ลูกตอบว่า ใช่
พ่อถามต่อว่า กลัวมันเป็นยังไง ตอนนี้หัวใจเป็นยังไง เด็กตอบว่า หัวใจมันเต้นเร็ว พ่อถามถึงร่างกายส่วนอื่น เด็กก็ตอบว่าตอนนี้ตัวเกร็ง ขนลุกเลย
ทีนี้พ่อถามถึงความรู้สึกว่า แล้วใจเป็นยังไง เด็กตอบว่า ใจมันกลัว มันหนัก พูดคุยสักพักเด็กก็นิ่ง หยุดดิ้น เสร็จแล้วก็ปล่อยมือออกจากตัวพ่อ แล้วก็ลงมาวิ่งเล่นบนโป๊ะ กลายเป็นว่าเด็กไม่กลัวโป๊ะแล้ว ความกลัวมันหายไปเลย
สิ่งที่พ่อทำก็คือทำให้ลูกได้ "เห็น" ความกลัวของตัว ได้ดูกายดูใจ กายเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร แค่รู้หรือเห็นมัน ความกลัวก็หายไป
เห็นได้ว่า การดู การรู้ หรือการเห็นเฉย ๆ นั้นมีพลังสามารถปลดเปลื้องอารมณ์ต่างๆ ออกจากใจได้ แต่เคล็ดลับอันนี้ผู้คนไม่ค่อยตระหนักเท่าไร ส่วนใหญ่จะพยายามกดข่ม ต่อต้าน เช่น เวลาเด็กกลัวก็บอกลูกว่าอย่ากลัวๆ พอเด็กโกรธก็บอกว่าอย่าโกรธๆ หรือแม้กระทั่งเวลาเกิดขึ้นกับตัวเองก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน อันนั้นเป็นวิธีหนึ่งแต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด วิธีที่ดีกว่านั้นคือการมีสติดูมัน เห็นมัน รู้เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร
การเจริญสติก็คือการฝึกจิตให้มีนิสัยที่จะรู้เฉยๆ เห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องทำอะไรกับมัน ไม่ต้องตีค่าว่าดีหรือชั่ว เพราะถ้าตีค่าว่าดีก็อยากจะยึดครอง ถ้าตีค่าว่าชั่วก็อยากจะผลักไส ให้เห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่เห็นตามที่เราอยากจะให้มันเป็น วางใจเป็นกลาง ไม่ตีค่าไม่ตัดสิน ช่วยให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง จนกระทั่งได้เห็นถึงสภาวะที่เป็นปรมัตถ์ของมัน
การตัดสินอารมณ์ต่างๆ ว่าดีหรือชั่ว บวกหรือลบ อันนี้ยังเป็นสมมติอยู่ แต่ถ้าเราเห็นจนกระทั่งว่ามันเป็นแค่สภาวธรรมที่เกิดขึ้น ความโกรธกับความเมตตาที่จริงก็เป็นธรรมเหมือนกัน และก็ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์เหมือนกัน ความเมตตาที่เกิดขึ้นในใจก็สอนธรรมได้ ความโกรธที่เกิดขึ้นในใจก็สอนธรรมให้กับเราได้เช่นกัน เช่น สอนเรื่องไตรลักษณ์ สอนให้เห็นว่ามันไม่จีรัง มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตน
การเจริญสติเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องยกระดับเป็นวิปัสสนา คือการเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง โดยไม่มีการให้ค่าไม่ตัดสินตามสมมติ
แต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเราก่อนถึงตรงนั้น คือทำให้เราอยู่เหนืออารมณ์ได้ ไม่ปล่อยให้มันมารังควานจิตใจ จนเกิดความรุ่มร้อน เกิดความรู้สึกบีบคั้น แค่เห็นมัน ดูมัน มันจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน จะมองมันว่าเป็นเพื่อนก็ได้ เป็นเพื่อนหรือแขกที่มาเยี่ยม อยากจะเข้ามาก็เชิญ เราไม่ผลักไส เราไม่ทำอะไรกับเธอทั้งสิ้น
พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 27, 2015, 11:12:20 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ