ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352812 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #210 เมื่อ: มกราคม 20, 2016, 06:47:50 am »



การระลึกว่าความตายอาจมาถึงเราเมื่อไรก็ได้ ยังทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือไม่ ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่คนรักยังอยู่กับเรา เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่ ทำให้เราชื่นชมกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวและรอบตัว เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้เราจะมีโอกาสชื่นชมสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ทำให้เราติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความใส่ใจ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่

กล่าวโดยสรุป  การเจริญมรณสติอยู่เสมอช่วยกระตุ้นให้เราขวนขวายในสิ่งที่ชอบผัดผ่อน ปล่อยวางในสิ่งที่ชอบยึดติด และเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่หรือกระทำอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเอื้ออำนวยให้เราสามารถตายอย่างสงบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อยู่อย่างมีความสุขด้วย

ชีวิตกับความตายเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกจากกัน ความข้อนี้นอกจากจะหมายความว่าชีวิตกับความตายเป็นของคู่กันแล้ว ยังหมายความอีกว่าเราอยู่อย่างไร เราก็ตายอย่างนั้น ถ้าหากเราต้องการ “ตายดี” ก็ต้องมีชีวิตที่ดีงาม กล่าวคือสร้างสมคุณงามความดีหรือบุญกุศล ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน นอกจากการหมั่นบำเพ็ญทาน และรักษาศีลตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเจริญภาวนาเป็นนิจ หมายถึงการฝึกฝนใจให้บังเกิดความสงบและความสว่าง รู้เท่าทันความเป็นจริงของชีวิต จนไม่เผลอเป็นทุกข์เพราะความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 20, 2016, 06:51:14 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #211 เมื่อ: มกราคม 21, 2016, 12:23:50 pm »



ดูของจริงเห็นความจริง

“การเห็นความจริงว่ามันไม่มีตัวเรา

มีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ

นี้สำคัญมาก มันเป็นการทะลุ

ทะลวงสมมติที่ทำให้เห็นความจริง

และทำให้เป็นอิสระจากความทุกข์

ที่เกิดกับกาย หากสามารถอยู่เหนือสมมติ

เรื่องตัวตนได้ ก็ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลง

ที่ยิ่งใหญ่มาก มีอานิสงส์มากมันสามารถ

ทำให้เราเจอทุกข์โดยที่ใจไม่ทุกข์ได้”


----------------------------------------------

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ใหม่ล่าสุดเพิ่งบรรยายเมื่อครู่ที่วัดป่าสุคะโต

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด


 :) => https://archive.org/details/Visalo2016



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/surinrukid/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 21, 2016, 12:38:05 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #212 เมื่อ: มกราคม 21, 2016, 12:41:10 pm »



ขอบคุณที่มา : Facebook Kanlayanatam
https://www.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #213 เมื่อ: มกราคม 21, 2016, 12:43:58 pm »




ขอบคุณที่มา : Facebook ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ย.พ.ส.)
https://www.facebook.com/ybatpage

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #214 เมื่อ: มกราคม 28, 2016, 06:30:42 pm »


พุทธกับไสย : แค่ไหนจึงจะควร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
แต่ไหนแต่ไรมาพุทธศาสนาไม่ได้แยกขาดจากไสยศาสตร์ ถ้าไสยศาสตร์หมายถึงระบบความเชื่อที่ยอมรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์ และสิ่งลี้ลับเหนือปกติวิสัย พุทธศาสนาก็มีส่วนหนึ่งเป็นไสยศาสตร์อยู่แล้ว เพราะพุทธศาสนายอมรับว่ามีผีสางเทวดาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่ถ้าไสยศาสตร์มิได้หมายเพียงเฉพาะความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือสามัญเท่านั้น หากยังรวมถึงการพยายามนำอำนาจของสิ่งเหล่านี้(ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่)มาก่อให้เกิดผลหรือความสำเร็จในทางโลก และอาจรวมถึงผลในโลกหน้า เช่นขอให้ไปเกิดในสวรรค์ พุทธศาสนาไม่จัดว่าเป็นไสยศาสตร์เพราะเชื่อมั่นในผลแห่งการกระทำหรือกรรมของบุคคลเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามในอดีตพุทธศาสนาก็ไม่เคยปฏิเสธไสยศาสตร์อย่างหลัง หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ พุทธศาสนายอมรับไสยศาสตร์อย่างหลังในบางแง่หรืออย่างมีเงื่อนไข ทั้งนี้เพราะการยอมรับไสยศาสตร์ในบางกรณีไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะต้องไปสยบยอมสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอไป พระเจ้ากรุงธนบุรีแม้จะทรงเชื่อในอำนาจของเทวดา แต่แทนที่จะอ้อนวอนพึ่งพิงเทวดา พระองค์กลับทรงมีพระราชโองการประกาศเทพารักษ์ให้กำจัดปีศาจ ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่พุทธศาสนาในอดีตยอมรับไสยศาสตร์ ก็คือต้องการเอาไสยศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางธรรม ทั้งนี้เพราะความจริงมีอยู่ว่า มนุษย์นั้นตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ในยามเป็นทุกข์อย่างน้อยบางครั้งบางเวลาก็ต้องการสิ่งปลอบประโลมใจยิ่งกว่าเหตุผล การรู้จักใช้ไสยศาสตร์ให้เป็น โดยมีธรรมะเป็นตัวนำย่อมช่วยให้เขาเกิดความอบอุ่นใจ สามารถตั้งหลักใหม่เพื่อแก้ปัญหาของตัวด้วยวิธีการที่ถูกทำนองคลองธรรม ขณะเดียวกันก็เป็นการให้กำลังใจแก่คนที่เพียรพยายามสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ชีวิต

ที่สำคัญก็คือไสยศาสตร์หากใช้ให้ถูกก็สามารถควบคุมกิเลสตัณหาของผู้คนให้อยู่ในขอบเขต เพื่อให้การแสวงหาโชคลาภและความสำเร็จแบบโลก ๆ เป็นไปในทางที่เหมาะสม ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะคนบางประเภทนั้น การสอนด้วยเหตุผลหรือธรรมะล้วน ๆเพื่อให้เกิดหิริ(ความละอายต่อมโนธรรมสำนึกของตน) นั้นยากที่จะประสบผล เพราะปัญญายังไม่มีพลังพอที่จะทัดทานสัญชาตญาณใฝ่ต่ำ จำเป็นต้องเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือนรกเข้ามา ขู่เพื่อให้เกิดโอตตัปปะ (ความกลัวต่อโทษทัณฑ์ที่จะได้รับจากภายนอก) ถึงจะควบคุมพฤติกรรมให้อยู่ในร่องรอยได้
มิไยจะต้องเอ่ยถึงคนอีกมากที่ต้องการทางลัดสู่ความมั่งมีศรีสุข จนง่ายที่จะติดหลงงมงายอยู่กับการอ้อนวอนบวงสรวง หรือเป็นเหยื่อของคนที่เอาไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน คนกลุ่มนี้ก็ต้องการไสยศาสตร์ที่มีพุทธศาสนากำกับเพื่อชักนำให้สู่หนทางที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้แม้แต่ท่านพุทธทาสภิกขุก็ยังยอมรับว่า "พุทธศาสตร์นี้ยังต้องอาศัยไสยศาสตร์"

การเชื่อไสยศาสตร์ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะต้องหลงงมงายเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ว่าเชื่ออย่างไร ถ้าเชื่อจนเลิกพึ่งพิงปัญญาหรือการกระทำของตนเอง ก็ย่อมเป็นความงมงาย แต่เมื่อเชื่อแล้วเกิดกำลังใจที่จะทำความดี เพียรพยายามที่จะกระทำให้เกิดผลสำเร็จด้วยตนเอง จะเรียกว่าเป็นความงมงายได้อย่างไร

ในเรื่องนี้พระธรรมปิฎกได้ชี้ว่า การเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นที่ยอมรับได้ในพุทธศาสนาหากว่าไม่ขัดต่อหลักการใหญ่ ๆ ๓ ประการคือ

๑) หลักกรรม กล่าวคือ ความเชื่อนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมให้เกิดความเพียรพยายามเพื่อให้เกิดผลสำเร็จด้วยการกระทำของตนเอง
๒) หลักสิกขา กล่าวคือ ความเชื่อนั้นสามารถถูกชักนำไปสู่การฝึกฝนพัฒนาตนให้เจริญก้าวหน้า ไม่ติดจมอยู่กับสิ่งปลอบใจภายนอก
๓) ความหมายที่แท้จริงของความศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ เห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงนั้นอยู่ทีคุณธรรมและปัญญา มิใช่ควบคู่ไปกับกิเลสหรือโลภะโทสะโมหะ
ในทางตรงกันข้าม การเชื่อในเหตุผลและวิทยาศาสตร์นั้น หากเชื่อด้วยความติดยึดหรือเกิดอุปาทานขึ้นมา ก็สามารถเป็นความหลงงมงายได้ง่าย ๆ เพราะเมื่อติดยึดในเหตุผลอย่างฝังแน่นเข้าแล้ว อะไรที่ไม่สอดคล้องกับเหตุผลของตัว (หรือไม่สามารถลำดับเป็นเหตุเป็นผลได้) ก็อาจถูกบอกปัดไปได้ทันทีโดยไม่ทันใช้ปัญญาพิจารณา

ในทำนองเดียวกันคนที่เชื่อวิทยาศาสตร์ก็อาจกลายเป็นคนงมงายได้หากว่าเอาวิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์ประทับตราความจริงไปเสียทุกเรื่อง จนถึงขั้นว่าไม่ยอมรับว่าบุหรี่เป็นสิ่งเสพติดจนกว่าจะมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน หรือปฏิเสธความจริงที่ว่าฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาอาการเจ็บคอได้ตราบใดที่นักวิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบสารออกฤทธิ์ ส่วนอะไรก็ตามที่วิทยาศาสตร์ไม่รับรองหรือยังพิสูจน์ไม่ได้ ก็โจมตีว่าเป็นของหลอกลวง ไม่มีจริง ทั้งๆที่วิทยาศาสตร์เป็นเพียงวิถีทางหนึ่งเท่านั้นในการบ่งชี้ความจริง มิพักต้องกล่าวว่าทฤษฎีและกรอบของวิทยาศาสตร์นั้นแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลตลอดเวลา

อย่าว่าแต่เหตุผลหรือวิทยาศาสตร์เลย แม้สิ่งที่ประเสริฐกว่านั้นคือพระรัตนตรัย หากเชื่อด้วยความติดยึด พระรัตนตรัยนั้นแหละกลับจะกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพุทธศาสนา ความข้อนี้ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวเตือนไว้นานแล้วว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สามารถเป็น"ภูเขาแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม"ได้

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในทัศนะพุทธศาสนานั้นสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่เชื่ออะไร แต่เชื่ออย่างไรต่างหากที่สำคัญกว่า ถ้าเชื่อว่ามีผีสางเทวดาแต่ไม่งมงายกับผีสางเทวดา ย่อมดีกว่าเชื่อวิทยาศาสตร์แต่กลับงมงายใหลหลงจนปฏิเสธบุญบาป ถ้าเช่นนั้นเชื่ออย่างไรถึงจะสอดคล้องกับพุทธศาสนา นอกจากหลัก ๓ ประการของพระธรรมปิฎก ตลอดจนการเชื่อโดยไม่ยึดมั่นหรือเชื่ออย่างงมงายไม่ใช้ปัญญาพิจารณาดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เน้นแล้ว

เกณฑ์สำคัญอีกหมวดหนึ่งก็คือหลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ นั่นคือไม่ว่าจะเชื่ออะไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เชื่อแล้วนำไปสู่การคลายกำหนัด ส่งเสริมความเพียร เลี้ยงง่าย มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่ก่อทุกข์ ลดกิเลส หรือไม่ เป็นต้น ถึงไม่เชื่อผีสางเทวดา หากเชื่ออย่างอื่นที่ดูส่งส่งมีเหตุมีผลกว่า แต่ถ้าก่อให้เกิดสิ่งที่ตรงข้ามกับหลัก ๘ ประการนี้ก็ไม่ถือว่าเข้ากับหลักพุทธ ไม่ว่าความเชื่อเช่นนั้นจะอ้างตัวเป็นวิทยาศาสตร์เพียงใด ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็น "พุทธแท้" ได้เลย

ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่ควรปฏิเสธไสยศาสตร์อย่างสิ้นเชิง หากพึงยอมรับไสยศาสตร์อย่างจำแนก แต่เกณฑ์ในการยอมรับนั้นไม่พึงให้วิทยาศาสตร์มากำหนด กล่าวคือ จะยอมรับไสยศาสตร์อย่างใดแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่า ไสยศาสตร์นั้น ๆ มีความไม่เป็นวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด หากแต่เอาจุดมุ่งหมายในทางธรรมเป็นตัวตั้ง กล่าวคือรับเอาไสยศาสตร์เข้ามาเพื่อใช้ไสยศาสตร์นั้นเป็นสื่อนำไปสู่ความรู้ผิดชอบชั่วดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ช่วยให้พึ่งตนเอง และพัฒนาตนให้เจริญก้าวหน้าในทางธรรม จนเป็นอิสระจากไสยศาสตร์ และแก้ปัญหาชีวิตของตนได้ด้วยปัญญาและคุณธรรม


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2016, 04:03:04 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #215 เมื่อ: มกราคม 28, 2016, 06:39:58 pm »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #216 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 05:34:13 pm »



เมื่อพูดถึงความมั่นคงของชีวิต อันเป็นยอดปรารถนาของผู้คน ส่วนใหญ่แล้วมักนึกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย เพราะเมื่อมีเงินแล้ว สวัสดิภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายก็ตามมา ยังไม่ต้องพูดถึงบริษัทบริวารที่ห้อมล้อม แต่ทั้งหมดนี้จะมีความหมายอะไร หากชีวิตไม่มีความสุข ปราศจากความรักและความอบอุ่นจากครอบครัวและมิตรสหาย ถึงจะมีพวกแต่ไร้เพื่อน จิตใจก็คงอ้างว้าง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโดดเดี่ยวในยามที่อยู่คนเดียว ยิ่งเงินที่มีอยู่นั้น มิได้มาด้วยวิธีการที่ชอบธรรม ก็ย่อมเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ

ในขณะที่ผู้คนพากันแสวงหาความมั่นคงของชีวิตนั้น สิ่งที่มักถูกมองข้ามไปก็คือ ความมั่นคงของจิตใจ แม้จะมีเงินมากมายมหาศาล แต่ถ้าจิตใจเต็มไปด้วยความวิตกกังวล หวาดกลัว รุ่มร้อน รู้สึกพร่อง ไม่รู้จักพอ ขาดความสุขสงบเย็น ก็ยากที่จะรู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคง

ในสมัยพุทธกาลมีพระราชาองค์หนึ่งชื่อว่าพระเจ้าภัททิยะ เป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า ต่อมาได้ออกบวชเพราะทนการรบเร้าอ้อนวอนของเพื่อน(คือเจ้าชายอนุรุทธะ)ไม่ได้ เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ว่าท่านอยู่ที่ใด ในป่าหรือใต้ร่มไม้

ท่านมักเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ ๆ” เป็นประจำ


เพื่อนภิกษุได้ยินก็เข้าใจว่าท่านไม่ยินดีในการบวช จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วถามเหตุผล พระภัททิยะจึงตอบว่า เมื่อครั้งเป็นฆราวาสครอบครองราชสมบัติ แม้มีทรัพย์และบริวารมาก มีคนคอยดูแลปกป้องรอบข้าง ก็ยังอดสะดุ้งจิตหวาดกลัวไม่ได้ แต่บัดนี้ไม่ว่าข้าพระองค์อยู่ที่ใดเพียงลำพัง ก็ไม่รู้สึกสะดุ้งกลัว มีแต่ความสุขในทุกหนแห่ง จึงเปล่งอุทานเช่นนั้น

สำหรับพระภัททิยะแล้ว แม้เป็นกษัตริย์ก็มิได้รู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตเลย สาเหตุก็เพราะจิตใจไม่มีความมั่นคงอย่างแท้จริง

มีหลายสิ่งที่ทำให้คนเราไม่รู้สึกมั่นคงในจิตใจ สิ่งหนึ่งก็คือ ความกลัว ดังกรณีของพระภัททิยะ หลายคนอาจไม่ได้กลัวอันตราย แต่กลัวการสูญเสีย อาทิ การสูญเสียทรัพย์

เป็นธรรมดาที่ว่า ยิ่งฝากชีวิตไว้กับทรัพย์สินเงินทองมากเท่าใด ก็ยิ่งกลัวการสูญเสียทรัพย์มากเท่านั้น นี้คือทุกข์ข้อแรกของคนมีทรัพย์ ซึ่งนำไปสู่ทุกข์ประการต่อมา คือ ต้องเหน็ดเหนื่อยในการปกป้องรักษาทรัพย์ แม้ไม่เหนื่อยกายก็เหนื่อยใจ ยังไม่ต้องพูดถึงก่อนหน้านั้นที่ต้องดิ้นรนขวนขวายในการหาทรัพย์ ซึ่งแม้ประสบความสำเร็จ แต่ความสุขที่เกิดขึ้นก็ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าไม่นานก็รู้สึกเฉย ๆ หรืออาจถึงกับเบื่อด้วยซ้ำ ทำให้อยากได้ของใหม่....

ชีวิตนี้แท้จริงแล้วไม่มีความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกคนเมื่อเกิดมา นอกจากต้องแก่ ต้องป่วยแล้ว ยังหนีความตายไม่พ้น ชีวิตที่มีความตายเป็นจุดหมายโดยมีความเจ็บป่วย ความแก่อยู่ระหว่างทาง (ไม่นับความสูญเสียพลัดพรากที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน) จะเป็นสิ่งที่มั่นคงได้อย่างไร

ไม่ว่ามีเงินมากมาย มีอำนาจล้นฟ้า ก็ไม่อาจป้องกันความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ (ทำได้อย่างมากก็แค่ชะลอเท่านั้น) ใช่แต่เท่านั้น เงินทองและอำนาจก็ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่จิรัง ไม่มั่นคง แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ในเมื่อตัวมันเองยังไม่มั่นคง มันจะไปค้ำยันชีวิตเราให้มั่นคงได้อย่างไร

ใช่หรือไม่ว่า ความมั่นคงของชีวิตนั้นแท้จริงเป็นของชั่วคราว หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นก็คือ มันเป็นมายาภาพ ที่เราหลงคิดว่าเป็นความจริง ตราบใดที่เรายังหลงในมายาภาพดังกล่าว เราจะไม่มีวันพบกับความสุขที่แท้จริงได้เลย

ต่อเมื่อเราเห็นความจริงว่าไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้หรือมั่นคงอย่างแท้จริงเลย เราจึงจะพบกับความสงบเย็น เพราะจิตไม่ลุ่มหลงยึดติดกับสิ่งใด ๆ อีกต่อไป ไม่ว่ามีอะไร ก็รู้ว่าสักวันหนึ่งมันย่อม “หมด” ไป ดังนั้นเมื่อวันนั้นมาถึง จึงไม่ทุกข์ ไม่เศร้าโศก เสียใจ หรือโกรธแค้น จิตใจยังคงเป็นปกติ มั่นคง ไม่หวั่นไหว

โลกและชีวิตนี้เต็มไปด้วยความผันผวนแปรปรวน เมื่อใดเราเปิดใจยอมรับและเห็นความจริงดังกล่าว ไม่ยึดหรืออยากให้ทุกอย่างเที่ยงแท้มั่นคงหรือเป็นไปตามใจเรา ความผันผวนนั้นจะไม่อาจทำให้เราทุกข์ได้ต่อไป ถ้าไม่อยากทุกข์ใจเพราะความผันผวนดังกล่าว ก็ควรพากเพียรสั่งสมความดีและฝึกใจให้เห็นความจริงดังกล่าว อย่ามัวแต่แสวงหาเงินทองหรือสะสมวัตถุจนมองข้ามสิ่งที่สำคัญและประเสริฐกว่าไปเลย


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 05:42:12 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #217 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 05:46:33 pm »




ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #218 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 03:56:36 pm »



การให้ทานและเอื้อเฟื้อเจือจาน


เป็นการสร้างภูมิต้านทานให้แก่จิตใจ

ทำให้ไม่ทุกข์เมื่อประสบความสูญเสีย

ในทางตรงข้าม คนที่ตระหนี่ แม้จะมี

ความสุขจากเงินทองที่พอกพูน

แต่หารู้ไม่ว่า จิตใจพร้อมที่จะ

ถูกกระทบกระแทกในยามเสียทรัพย์

แม้จะเป็นเรื่องที่จำเป็นก็ตาม”



พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต เพื่อธรรมะและธรรมชาติ
https://www.facebook.com/วัดป่าสุคะโต-เพื่อธรรมะและธรรมชาติ-704694382956471/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 04:03:29 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #219 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 04:03:06 pm »



ทุกข์เพราะเปรียบเทียบ


“ตราบใดที่เรายังเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่เสมอ

เราจะหาความสุขไม่ได้เลย ไม่ว่าร่ำรวยแค่ไหน

โชคได้ลาภเพียงใดก็ตาม แต่ทันทีที่เรารู้จักพอใจ

สิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้ ความสุขจะบังเกิดขึ้นทันที

แทนที่จะเฝ้ามองสมบัติของคนอื่นว่าดีกว่าอย่างไร

เราลองหันมาชื่นชมสิ่งที่เรามี เห็นข้อดีหรือประโยชน์

ของสิ่งที่มีอยู่ ความพอใจก็จะเกิดขึ้น ความรุ่มร้อน

ก็จะหายไป แทนที่จะเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่เราไม่มี

ทำไมไม่หาความสุขจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้วในขณะนี้



พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต เพื่อธรรมะและธรรมชาติ
https://www.facebook.com/วัดป่าสุคะโต-เพื่อธรรมะและธรรมชาติ-704694382956471/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 04:05:46 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #220 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 04:12:04 pm »



ฝึกใจให้นิ่งฝึกจิตให้วาง


“ ความสุขและความทุกข์ของผู้คนส่วนใหญ่

ถึงที่สุดก็ขมวดอยู่ตรงที่การวางนี้เอง

ถ้าวางไม่เป็น ไม่ว่าด้วยมือหรือด้วยใจ

ก็เป็นทุกข์ได้ง่าย แต่ถ้าวางเป็น ชีวิต

ก็มีความสุขและสงบเย็นได้ง่ายขึ้น

ส่วนจะวางเป็นหรือไม่ คำตอบก็อยู่ที่สติเป็นสำคัญ


* ----------------------------------------------------------------- *

เสียงธรรมจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

เพิ่งบรรยายหลังทำวัตรเช้าที่วัดป่าสุคะโต

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้


:) => https://archive.org/details/Visalo2016



ที่มา : Facebook พระสุรินทร์ ก่อนการคิด
https://www.facebook.com/profile.php?id=100002331721139
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 02, 2016, 04:17:17 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #221 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2016, 03:58:23 pm »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #222 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2016, 03:59:45 pm »



พุทธศาสนามองว่าความรักมีสองประเภท ประเภทหนึ่งเป็นความรักที่มีความยึดติดถือมั่น เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพื่อตอบสนองตัวตน หรือหวังความสุขเพื่อปรนเปรอตัวตน เราเรียกว่า สิเนหะ หรือเสน่หา

เป็นความรักที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่ารักแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องถูกใจฉัน ต้องพะเน้าพะนอฉัน ความรักอีกประเภทหนึ่งเป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดี ไม่มุ่งหรือคาดหวังให้เขามาปรนเปรอตัวตน เป็นความปรารถนาดีโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว อันนี้เรียกว่าเมตตา

พุทธศาสนามองว่าสิเนหะเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ เพราะว่าถ้าคาดหวังให้เป็นไปตามใจตัวแล้ว เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังก็ทุกข์ เกิดความพลัดพรากสูญเสียไปก็ทุกข์ แต่เมตตานั้น เนื่องจากไม่มีความยึดติดถือมั่นเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ดังนั้นเขาจะทำอย่างไรกับเรา เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่ามีแต่ความปรารถนาดีอย่างเดียว ไม่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องทำดีกับฉัน เขาต้องเทิดทูนบูชาฉัน หรือว่าเขาต้องเป็นลูกของฉัน เป็นสามีของฉัน เป็นคนรักของฉัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์มีความเมตตาต่อพระเทวทัตเท่ากับพระราหุล เมตตาคือความรักโดยไม่แบ่งแยก คนส่วนใหญ่มองว่าถ้าเป็นลูกฉันก็รัก ถ้าเป็นศัตรูฉันไม่รัก อันนี้เป็นสิเนหะ แต่เมตตาไม่มีเลือก ไม่มีแบ่งแยก เป็นความรักที่ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ขณะเดียวกันเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับเขา เราก็ไม่ทุกข์เพราะไม่ได้ยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา หรือต้องอยู่กับเราชั่วนิจนิรันดร์


พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2016, 04:21:22 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #223 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2016, 07:28:32 am »



ชีวกโกมารภัจจ์ หรือ “หมอชีวก” เป็นบุคคลที่แพทย์แผนไทยทุกคนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาชนิดที่หาใครเทียบได้ยากแล้ว ท่านยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า มีผลงานมากมายจารึกไว้ในพระไตรปิฎก

เกร็ดประวัติตอนหนึ่งของท่านซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาก็คือ หลังจากที่ท่านได้ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักสิลาเป็นเวลานานถึง ๗ ปี ท่านอยากรู้ว่าต้องเรียนอีกนานเท่าใดจึงจะจบการศึกษา อาจารย์จึงทดสอบความรู้ของท่านด้วยการให้ท่านถือเสียมไปตรวจดูว่าบริเวณ ๑ โยชน์รอบเมืองตักสิลามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ตัวยา ท่านตรวจอยู่นานก็หาไม่พบ เมื่อกลับมาบอกอาจารย์ อาจารย์จึงว่าท่านสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านจึงเดินทางกลับกรุงราชคฤห์

ในสายตาของผู้รู้อย่างหมอชีวก แม้กระทั่งวัชพืชที่ใคร ๆ มองเห็นว่าไร้ค่า น่ารังเกียจ หรือมีพิษ อาทิ หญ้าคา ไมยราบ อุตพิด ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น นอกจากประโยชน์ใช้สอยทั่ว ๆ ไป เช่น มุงหลังคา ทำรั้ว ยังสามารถทำเป็นยารักษาโรคได้ด้วย

จะว่าไปแล้วสิ่งที่หมอชีวกค้นพบนั้นสะท้อนความจริงที่กว้างกว่านั้นก็คือ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไร้ประโยชน์เลย อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นหรือรู้จักใช้มากน้อยเพียงใด อะไรก็ตามที่เราคิดว่าไม่มีประโยชน์ หรือเป็นโทษนั้น แท้จริงเป็นเพราะเรามองไม่เป็นหรือไม่รู้จักใช้ต่างหาก

ความจริงที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งที่เราเห็นด้วยตาสัมผัสด้วยมือเท่านั้น หากยังรวมถึงทุกอย่างที่เราประสบหรือทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่เรารังเกียจหรือทำความทุกข์ให้แก่เรา ใช่หรือไม่ว่าความยากลำบากทำให้เราเข้มแข็ง ส่วนความล้มเหลวก็ให้บทเรียนที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จในวันหน้า แม้แต่ความพิการก็ช่วยให้ศักยภาพของอวัยวะส่วนอื่นที่ปกติพัฒนาขึ้น คนตาบอดจำนวนไม่น้อยพบว่าหูและสัมผัสของตนไวขึ้นชนิดที่คนธรรมดาเทียบไม่ได้ คนปัญญาอ่อนไม่น้อยมีความจำเป็นเลิศ บางคนจำหนังสือได้ถึง ๙,๐๐๐ เล่ม!

ยิ่งประโยชน์ในทางธรรมด้วยแล้ว กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรเลยที่เอามาใช้ในการพัฒนาจิตใจไม่ได้ รอยยิ้มของหญิงสาวที่กระตุ้นราคะของใครหลายคนนั้น เมื่อมองด้วยสายตาที่ใคร่ครวญของพระลกุฏกภัททิยะ ก็ทำให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอนาคามีได้ เช่นเดียวกับพระติสสะที่บรรลุอรหัตผลเมื่อบังเอิญได้ฟังเสียงเพลงของนางทาสี

ในทำนองเดียวกันสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็มีประโยชน์ทางธรรมไม่น้อย คำต่อว่าด่าทอนั้นนอกจากเป็นแบบฝึกหัดสร้างขันติและฝึกสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแล้ว ยังสอนเรื่องโลกธรรมให้แก่เราด้วยว่าสรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน คำตำหนิติฉันเป็นธรรมดาโลก ของหายแต่ละครั้งสอนใจให้เราระมัดระวัง มีสติ และตระหนักถึงความจริงว่าความพลัดพรากเป็นธรรมดาโลก เพราะไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ส่วนโรคภัยไข้เจ็บก็บอกเราว่าสังขารนี้ไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้

แม้แต่อารมณ์อกุศลที่เกิดขึ้นในใจ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความเศร้า ก็ล้วนเป็นอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติธรรม นอกจากช่วยฝึกสติให้ว่องไวปราดเปรียว สามารถรู้ทันและปล่อยวางมันอย่างทันท่วงทีแล้ว การเห็นความเกิด-ดับและสาเหตุของความเกิด-ดับ ยังทำให้เกิดปัญญาจนเห็นสัจธรรม คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้ง

เจออะไรก็มีประโยชน์ทั้งนั้นหากรู้จักมอง แต่เป็นเพราะเรามองไม่เป็น เมื่อเจอสิ่งไม่พึงปรารถนา จึงปล่อยให้มันทำร้ายจิตใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือถึงกับหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต แต่ถึงจะทุกข์อย่างไร ก็ไม่สายที่จะหาประโยชน์จากมัน โดยเฉพาะการเปิดใจรับสัจธรรมจากมัน แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีสติ เห็นทุกข์ ไม่เผลอเป็นผู้ทุกข์

หากเห็นมันอย่างแจ่มแจ้ง สัจธรรมที่มันเผยแสดงออกมาย่อมช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ในที่สุด


พระไพศาล วิสาโล


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 17, 2016, 07:31:28 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #224 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2016, 11:49:41 am »



มีเงินมีทองมากเท่าไร ได้เที่ยว ได้เล่น ได้เสพมากเท่าไร ถึงจุดหนึ่งก็จะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่คำตอบ เพราะว่าขาดความสงบในจิตใจ

และนี่แหละที่ทำให้คนจำนวนมาก แม้จะมีเงิน วัตถุมากเท่าไร ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ

แล้วในที่สุดก็ต้องกลับมาหาความสุขในจิตใจ ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ไม่ได้อยู่ที่ภาพ ไม่ได้อยู่ที่โรงหนัง ไม่ได้อยู่ที่เมืองนอก หรือว่าสถานบันเทิง แต่

อยู่ที่ใจ


พระไพศาล วิสาโล