ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352926 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #450 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2017, 05:58:59 am »



   ทำงานอย่างปล่อยวาง 


ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงแนะว่าให้เรา
"ยกผลงานให้เป็นของความว่าง”
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
ก็อย่าไปยึดว่ามันเป็นของเรา
ถ้าเป็นความสำเร็จ ก็มิใช่ความสำเร็จของเรา

หากเรายึดมั่นว่าเป็นความสำเร็จของเรา
อัตตาก็จะพองโต เกิดความหลงใหลได้ปลื้ม หรือหลงตัวลืมตนได้ง่าย
จนเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า “กูแน่”
ใครที่เคยอยู่ใกล้กับคนที่มีความคิดเช่นนี้
ย่อมรู้ได้เองว่าคนอย่างนี้น่ารักและน่าคบหรือไม่

ในทำนองเดียวกันหากผลออกมาเป็นความล้มเหลว
ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความล้มเหลวของเรา
มันเป็นแค่ความล้มเหลวของงานเท่านั้น
แต่เราไม่ได้ล้มเหลวด้วย จึงไม่ได้ทุกข์ท้อ
หรือหดหู่

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า
เป็นความล้มเหลวของเรา
ใครจะวิจารณ์ผลงานเหล่านั้น เราก็ไม่ทุกข์
แต่พร้อมจะรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข
ในครั้งต่อไป


พระไพศาล วิสาโล



ภาพ : Ekaterina Zagumennova


ที่มา : Facebook Kanlayanatam
https://www.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2017, 06:04:28 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #451 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 04:45:47 am »



  สงบด้วยปัญญา 

ความสงบใจอีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นได้ทั้ง ๆ ที่รับรู้ ไม่ว่าจะรับรู้เสียงดัง รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่ใจก็สงบได้ ความสงบแบบนี้ต่างหากที่น่าสนใจ เพราะไม่ขึ้นกับสถานที่ ไม่ต้องไปอยู่ที่วัดหรือห้องแอร์ ไม่ต้องอยู่แต่ในบ้าน ถึงจะอยู่ข้างนอก หรืออยู่ในที่ทำงานก็สามารถสงบใจได้ อาตมาคิดว่าเราควรสนใจความสงบประเภทนี้ให้มาก

ความสงบทั้ง ๆ ที่รับรู้เกิดขึ้นได้ เพราะมีสติ ... อารมณ์จะเข้ามารบกวนจิตใจเราได้ก็เพราะเราไม่มีสติรักษาใจเอาไว้ สติเปรียบเหมือนยามเฝ้าประตูเมือง...

ความสงบประเภทนี้เป็นความสงบเพราะรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้ทันใจเมื่อกระเพื่อม ตอนที่ใจกระเพื่อมขึ้นคงไม่ค่อยเท่าใดนัก แต่ตอนที่ใจกระเพื่อมลงนี่เองที่เราไม่ค่อยชอบกัน ถ้าเรามีสติรู้ทัน ก็จะช่วยดึงจิตใจที่เคยแฟบลงให้กลับมาเป็นปกติ ที่เคยกระเพื่อมให้กลับมานิ่ง ที่มีอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความเศร้า มาครอบงำให้จมลงไปในอารมณ์เหล่านั้น ก็สามารถดึงจิตออกมาจากอารมณ์เหล่านั้นได้

คนมักคิดว่าที่เราหงุดหงิดเป็นทุกข์นั้นก็เพราะมีสิ่งมากระทบจิตใจ เช่น เสียงหรือการกระทำของคนอื่น อันที่จริงแล้ว หากใจเราไม่เปิดช่อง สิ่งเหล่านั้นก็ทำอะไรใจเราไม่ได้ ไม่มีอารมณ์ใดมาครอบงำใจเราได้ ไม่มีใครสร้างความทุกข์หรือรบกวนความสงบของเราได้ ถ้าใจเราไม่ร่วมมือด้วย หากใจเรามี "สติ" เสียงดังแค่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ เสียงก็แค่มากระทบที่หูแล้วผ่านเลยไป สักแต่ว่าได้ยิน


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:18:42 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #452 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 04:51:20 am »



  ในเมื่อชีวิตเป็นทุกข์ จะทำใจให้เบิกบานตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร 


ปุจฉา – กราบนมัสการ พระไพศาล วิสาโล ครับ กระผมมีคำถามที่ยังไม่เข้าใจในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่องการทำจิตใจให้เบิกบาน คือผมเข้าใจว่าชีวิตของมนุษย์นั้นส่วนใหญ่ก็มีความทุกข์มากๆ กว่าความสุข เวลาที่เราทุกข์ทำไมคำสอนของพระพุทธองค์จึงบอกว่าให้เราทำใจให้เบิกบาน อย่างนี้มันมิใช่เป็นการโกหกหรือครับ (ผิดศีลห้าครับ)

ผมตั้งใจจะกราบเรียนถามอยู่หลายครั้งแล้วครับ วันนี้จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องถามให้ได้ ที่ถามนี่มิใช่ดูหมิ่นพระศาสนาครับ ผมเองก็เชื่อและศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์และพระอาจารย์ทุกๆท่านครับ มีเกิด มีดับ มีเสื่อม มีรุ่งโรจน์ มีล้มหายตายจาก ข้อนี้ผมสงสัยจริงๆ ครับ กราบนมัสการช่วยตอบกระผมด้วยนะครับ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – เวลาเรามีความทุกข์ พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้เราทำใจเบิกบานอย่างที่คุณเข้าใจ พระองค์จะสอนให้เราสืบสาวหาเหตุแห่งทุกข์ จากนั้นก็แก้ไขทุกข์ พระองค์ทรงสอนว่าวิธีแก้ทุกข์นั้นมีหลายวิธี เช่น “ละด้วยการใช้สอย” คือ หิวก็กิน หนาวก็หาผ้ามาห่ม หรือ “ละด้วยการละเว้น” เช่น หนีห่างจากอันตราย หรือ “ละด้วยการอดกลั้น” เช่น อดทนต่อทุกขเวทนา รวมทั้ง “ละด้วยการเจริญ” ก็คือการฝึกฝนพัฒนาจิตใจให้มีธรรมมากขึ้น เช่น มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา พูดอีกอย่างคือ เจริญในมรรค(มีองค์)แปดนั่นเอง เมื่อฝึกฝนพัฒนาตนจนเกิดสติและปัญญา ก็จะสามารถดับทุกข์ในใจได้ แม้จะยังมีทุกข์กายอยู่ก็ตาม

จิตของเราเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของเราได้ จะสั่งให้สุขก็ไม่ได้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงไม่เคยสอนว่าให้เราทำใจให้เบิกบาน แต่ถ้าหากมีสติ สมาธิ ปัญญา มีความรู้ตัวทั่วพร้อม ใจก็จะเบิกบานผ่องใสเอง แต่สติ สมาธิ ปัญญา และความรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นไม่อาจเกิดขึ้นเอง เราต้องสร้าง ต้องพัฒนา หรือทำให้มีมากขึ้น

คุณพูดถูกแล้วที่ว่าชีวิตมนุษย์มีทุกข์มากกว่าสุข หรือจะเรียกว่าทุกข์ล้วน ๆ ก็ได้ แต่ถ้าไม่ยึดติดถือมั่นว่าชีวิตนี้จะต้องเป็นสุข หรือไม่ยึดติดถือมั่นในทุกข์นั้นว่าเป็นเราเป็นของเรา หรือไม่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาเป็นผู้ทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดกับชีวิต(เช่น เจ็บป่วย พลัดพราก สูญเสีย) ก็ไม่อาจทำให้ใจเป็นทุกข์ได้ เรียกว่าจิตอยู่เหนือทุกข์ การไม่ยึดติดถือมั่นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีปัญญาเห็นสัจธรรม ปัญญาดังกล่าวเกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติ ไม่ใช่แค่คิดทำใจให้เบิกบานเท่านั้น (ซึ่งทำไม่ได้ดังที่ได้อธิบายในย่อหน้าก่อน)


ภาพ http://www.youtube.com


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:18:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #453 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 04:54:23 am »




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:20:17 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #454 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 04:57:34 am »



  “ฉันทำผิดอะไร ถึงต้องมาเป็นอย่างนี้ ?” หญิงชราวัย ๗๕ ตัดพ้อกับหลวงพ่อที่เธอเคารพนับถือ 


หญิงชราผู้นี้จัดว่าเป็นผู้หญิงเก่ง ธุรกิจของเธอประสบความสำเร็จ สร้างความร่ำรวยให้แก่เธออย่างรวดเร็ว แต่แม้อายุล่วงเลยมาถึงปานนี้แล้ว เธอก็ยังคงคร่ำเคร่งกับงาน ทั้ง ๆ ที่ลูกทุกคนขอร้องให้วางมือเสียที อันที่จริงเธอไม่มีภาระใด ๆ ที่ต้องเป็นห่วงเลย ลูกทั้งห้าของเธอล้วนเจริญก้าวหน้าในการงาน มีฐานะดีกันทั้งนั้น หลาน ๆ ก็น่ารักทุกคน เธอมีทุกอย่างที่ใคร ๆ ปรารถนา ยกเว้นอย่างเดียวคือสุขภาพ เธอเป็นโรคพาร์คินสันมาได้ ๕ ปีแล้ว ทุกวันนี้ต้องนั่งรถเข็น พูดไม่ถนัด มือสั่นเกือบตลอดเวลา สร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอมาก เธอเฝ้าแต่ถามตนเองว่า เธอทำผิดอะไร ทำไมจึงเจอเคราะห์กรรมแบบนี้ อดคิดไม่ได้ถึงบาปกรรมที่เคยทำในอดีตชาติ

“ผิดแน่นอน” หลวงพ่อตอบ “โยมผิดที่ไม่ยอมฟังคำเตือนของร่างกาย ก่อนที่โยมจะป่วยเพราะโรคพาร์คินสัน ร่างกายเขาเตือนโยมมาเป็นปี ๆ แล้วว่า ‘หยุดพักบ้าง ฉันเหนื่อยเต็มที’ แต่โยมก็ไม่ฟัง ยังทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ถึงเวลาพักผ่อน โยมก็ยังหมกมุ่นงาน ไม่ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนเลย ก่อนหน้านี้โยมคงป่วยด้วยโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นคือสัญญาณเตือนของร่างกายที่ส่งเสียงดังขึ้น แต่โยมก็ไม่ฟังอีก พอหายป่วยก็โหมงานอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่โยมไม่ฟังเสียงเตือนของร่างกาย ในที่สุดจึงเป็นโรคพาร์คินสัน ที่จริงนี้เป็นคำเตือนอีกระลอกหนึ่งของร่างกาย หากโยมยังดื้อดึง ต่อไปก็จะเจอหนักกว่านี้”

“โยมรู้ไหมว่า ตอนนี้โยมไม่ได้ป่วยกายเท่านั้น แต่ป่วยใจด้วย” หลวงพ่อพูดต่อ “ที่จริงป่วยกายแล้ว ไม่ป่วยใจก็ได้ แต่น้ำเสียงและสีหน้าของโยมบ่งบอกว่าโยมป่วยทั้งกาย ป่วยทั้งใจ และสาเหตุที่โยมป่วยใจก็เพราะทำผิดอีกข้อหนึ่ง นั่นคือไปยึดมั่นในร่างกายนี้”

“หมายความว่าอย่างไร ?” หญิงชราสงสัย

“โยมยึดมั่นในร่างกายนี้ว่ามันต้องเที่ยง ต้องเป็นสุข เคยมีสุขภาพดีอย่างไร ก็ต้องมีสุขภาพดีอย่างนั้นไปตลอด โยมรู้ไหมว่าความคาดหวังของโยมสวนทางกับความจริง เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน ร่างกายนี้ในที่สุดก็ต้องแก่และเจ็บป่วย แต่เนื่องจากโยมวางใจผิด ไม่สอดคล้องกับความจริง โยมจึงทุกข์ใจมากเมื่อร่างกายเจ็บป่วย”

หญิงชรามีสีหน้าครุ่นคิด เธอสงสัยมาตลอดว่าเธอทำกรรมอะไรในชาติที่แล้วหรือ ชาตินี้จึงล้มป่วยแบบนี้ แต่คำอธิบายของหลวงพ่อ เป็นสิ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อน และเถียงได้ยากเพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

“โยมคงสงสัยด้วยใช่ไหมว่า โยมทำดีมาตลอด บุญก็ทำเป็นนิจ ทำไมจึงมาเจอเคราะห์กรรมแบบนี้” หลวงพ่อถามเหมือนจะรู้ใจหญิงชรา

“โยมคิดว่าโยมเป็นคนโชคร้ายที่มาล้มป่วยแบบนี้ แต่นั่นเป็นเพราะโยมมองเห็นแต่ด้านลบ ชีวิตของโยมทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งดี ๆ มากมาย เช่น มีฐานะร่ำรวย กินอิ่มนอนอุ่น ลูกทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครล้มหายตายจาก หรือล้มป่วยด้วยโรคร้าย เป็นคนดีทุกคน การงานก็มั่นคง ไม่ทำอะไรให้โยมเดือดเนื้อร้อนใจ สามีโยมก็ยังอยู่ โยมอยากไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ไปมาแล้วทั้งนั้น ถ้าสิ่งดี ๆ ในชีวิตมี ๑๐ อย่าง โยมก็ได้มา ๙ อย่างแล้ว ขาดอย่างเดียวคือ สุขภาพดี ถ้าชีวิตของโยมเปรียบกับการสอบ คะแนนเต็ม ๑๐๐ โยมก็สอบได้ ๙๐ คะแนน ชีวิตอย่างนี้ไม่น่าพอใจอีกหรือ”

หลวงพ่อมองหน้าหญิงชรา ก่อนจะพูดต่อ “สมัยที่โยมเรียนหนังสือ ถ้าโยมสอบได้ ๘๐% โยมก็พอใจแล้วใช่ไหม นี่โยมสอบได้ถึง ๙๐% ทำไมจึงเสียใจ เป็นเพราะโยมมัวเป็นทุกข์กับ ๑๐ คะแนนที่หายไปใช่ไหม อย่าลืมว่าข้อสอบวิชาชีวิตนั้น ไม่มีใครที่สอบได้ ๑๐๐% หรอก ชีวิตนี้ไม่มีใครที่ได้สมปรารถนาในทุกเรื่อง สิ่งสำคัญก็คือ ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ อย่ามัวหมกมุ่นกับสิ่งที่หายไป”

หญิงชราเริ่มยิ้มได้ เธอเพิ่งตระหนักว่าที่จริงเธอเป็นคนโชคดีมาก แต่เพราะมองไม่เป็น จึงเห็นแต่ทุกข์ คำพูดของหลวงพ่อทำให้เธอได้คิด จากนี้ไปเธอต้องวางใจให้ถูก รวมทั้งรู้จักวางงานลงบ้าง ให้กายและใจได้พักผ่อนจริง ๆ เสียที

“ขอบคุณหลวงพ่อมาก” หญิงชรากล่าวก่อนที่จะลากลับบ้าน


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:29:40 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #455 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 05:01:13 am »



  มุมมองของความสุข 


มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า บ่ายวันหนึ่งมีรถแท๊กซี่มาจอดอยู่หน้าบ้านของเธอ ซึ่งอยู่ในซอย พอเห็นรถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน เธอรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที รู้สึกว่าหากมีรถในบ้านจะเข้าจะออกจะทำอย่างไร พอมองไปที่ร่มไม้ก็ยิ่งไม่พอใจว่า นั่นเป็นต้นไม้ที่พ่อปลูกไว้เพื่อให้ร่มเงาหน้าบ้าน ไม่ใช่ที่ที่จะให้ใครมาจอดเพื่ออาศัยร่มเงา

แต่สักพักเธอก็ได้สติ เพราะมาคิดทบทวนใหม่ว่าตอนนี้เราก็ยังไม่มีธุระจะออกจากบ้าน ถนนหรือซอยนั้นก็เป็นของสาธารณะมี ขนาดกว้างพอสมควร ถ้าจะเข้า-ออก ก็คงจะไม่ลำบาก เธอคิดด้วยว่าคนขับคงเหนื่อย อากาศร้อน พอเห็นร่มเงาจึงมาจอดพัก พอเธอนึกถึงคนขับแท็กซี่คนนั้น ที่คงจะร้อนเพราะอากาศอบอ้าว และได้มาอาศัยร่มเงาหน้าบ้านของเธอเป็นที่ดับร้อน เธอก็รู้สึกดีขึ้น

และยิ่งรู้สึกดีขึ้นอีกเมื่อเห็นคนขับแท๊กซี่เอาข้าวมากิน เธอดีใจว่าต้นไม้ที่พ่อปลูกได้ให้ร่มเงาแก่คนที่ร้อน คนขับแท๊กซี่อาจจะเหนื่อย ยังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เช้า ได้มาอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่พ่อเธอปลูกไว้ ได้ใช้ประโยชน์ ดับทุกข์ เธอจึงดีใจความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปจากทีแรกที่เธอรู้สึกไม่พอใจเพราะรู้สึกว่านี่เป็นบ้าน "ของฉัน" หน้าบ้านของฉันซึ่งที่จริงเป็นถนนสาธารณะ แต่พอไปนึกเองว่าถนนหน้าบ้านนี้เป็นของฉันก็เลยเกิดความไม่พอใจทันทีที่มีรถแท๊กซี่มาจอด และยิ่งไม่พอใจเมื่อนึกว่าต้นไม้ "ของพ่อฉัน" ปลูกไว้เพื่อให้ร่มเงากับลูกๆ

แต่พอเธอกลับมาคิดอีกมุมหนึ่งมองถึงความรู้สึกของคนขับแท็กซี่ว่า เขาคงร้อน เหนื่อย หิวความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป เกิดความเห็นใจความเมตตาขึ้นมาและสิ่งที่ตามมาคือความสุข ความดีใจที่เขาได้ดับทุกข์โดยอาศัยร่มเงาหน้าบ้านของเธอ

คนบางคนเมื่อเจอเหตุการณ์นี้ จะโมโหไม่พอใจ อาจจะเดินไปต่อว่าคนขับแท๊กซี่แต่คนบางคนกลับรู้สึกดีใจ อันนี้เป็นเพราะ "คุณภาพจิต" หรือ "มุมมอง"

เธอดูอยู่สักพัก คนขับแท๊กซี่กินข้าวเสร็จและขับรถออกไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่หน้าบ้านของเธอ รถจะเข้าจะออกก็ไม่มีปัญหา เธอจึงคิดได้ว่าเมื่อสักครู่เรากังวลไปเองว่าหากรถจะเข้าจะออกจะทำอย่างไร ที่จริงเป็นการกังวลไปล่วงหน้า เพราะแท๊กซี่อยู่ประเดี๋ยวเดียวก็ไปแล้ว เธอกังวลเพราะไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คนเราก็ทุกข์เพราะเหตุนี้เหมือนกัน อะไรบางอย่างยังไม่เกิดขึ้นเลยแต่กังวลไปล่วงหน้าแล้ว เป็นเพราะว่าใจไปอยู่กับอนาคต มองข้ามปัจจุบันไป

คนเราจะทุกข์หรือสุขอยู่ที่มุมมอง ซึ่งมีส่วนทำให้ใจเราเล็กหรือแคบ หรือทำให้ใจเรากว้างใหญ่ ถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง ทำให้ใจเราคับแคบ เช่น คิดว่าบ้านของฉัน ถนนของฉัน ต้นไม้ของพ่อฉัน แต่ถ้าเราคิดถึงคนอื่น ก็ทำให้ใจเรากว้างขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าใจเราก็แคบ เราก็คิดถึงตัว เองอยู่เสมอ แต่ถ้าใจเรากว้างเราจะคิดถึงคนอื่นๆ ได้ง่าย เวลาเจอเหตุการณ์อะไรแล้วทุกข์ ลองนึกดูว่าเป็นเพราะเราคิดถึงแต่ตัวเองหรือเปล่า หรือเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:29:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #456 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 05:04:29 am »



  "ทำไมรู้ว่าโกรธแล้วไม่หายโกรธ" 

ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อจิตเผลอ
ไม่มีสติ หลง
เมื่อสติเกิดขึ้น ความหลงจะหายไป
ความเผลอจะหายไป
เพราะความโกรธนั้นไม่มีที่ตั้ง

ปัญหาของผู้ปฏิบัติก็คือ
ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้น
ลึกลงไปในใจมีความรู้สึก
ไม่ชอบความโกรธนั้นร่วมอยู่ด้วย
จึงไม่ใช่แค่ "รู้เฉยๆ" แต่มีความรู้สึกว่า
อยากผลักไสความโกรธออกไปด้วย
จึงไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
หากจะเปรียบความโกรธเหมือนไฟ
และสติเหมือนน้ำ เหตุใดน้ำนี้จึงดับไฟไม่ได้?

สาเหตุที่น้ำนี้ไม่สามารถดับไฟได้
ก็เพราะน้ำนี้ไม่บริสุทธิ์ แต่เจือด้วยน้ำมัน
น้ำมันในที่นี้ คือ ความรู้สึกลบต่อความโกรธ

อยากจะให้ความโกรธหายไป
มันมีทั้งตัณหาและโทสะร่วมอยู่ด้วยกัน
ตัณหา คือ ความอยากให้ความโกรธหายไป

โทสะ คือ ไม่ชอบความโกรธ รู้สึกลบต่อความโกรธ
จึงเปรียบเหมือนน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ เจือด้วยน้ำมัน
หลายคนมักบ่นว่า "ทำไมรู้ว่าโกรธแล้วไม่หายโกรธ"
สาเหตุก็เพราะว่าไม่ได้แค่รู้เฉยๆ
ไม่ได้รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง
แต่มีความรู้สึกลบต่อความโกรธร่วมอยู่ด้วย...

สิ่งใดก็ตามที่ถูกกดข่มจะสู้ จะต่อต้าน
มีคำพูดหนึ่งที่อาตมาใช้ได้ดี คือ
อะไรที่เธอผลักไสจะคงอยู่
อะไรที่เธอตระหนักรู้จะหายไป
เราจึงต้องมีสติรู้ให้เท่าทันตรงนี้ให้มากขึ้น

ซึ่งเป็นตัวที่ละเอียด เมื่อเราแค่รู้เฉยๆ
ความโกรธจะดับไปเอง
ความฟุ้งซ่านก็เช่นเดียวกัน
แต่หากยิ่งพยายามกดข่มไว้
ความฟุ้งซ่านก็จะยิ่งรังควานจิตใจเรา
สิ่งใดที่เรากดข่มจะไม่ยอมไปง่ายๆ
ถ้าเป็นความรู้สึกผิด ยิ่งพยายามกดข่ม
ยิ่งพยายามลืม ก็จะยิ่งรบกวนจิตใจหนักขึ้นไปอีก

หนทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้ก็คือ
ต้องรู้มันด้วยใจที่เป็นกลาง
อารมณ์เหล่านั้นก็จะไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป


พระไพศาล วิสาโล
#เจริญสติ #รู้ซื่อๆ


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:30:15 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #457 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 05:07:01 am »



  ขี้น้อยใจ ชอบชักสีหน้า ทำอย่างไรจึงจะรู้ทันและมีสติที่ว่องไว? 



ปุจฉา – กราบนมัสการพระอาจารย์ ดิฉัน ได้อ่านเจอหัวข้อ “สติที่ว่องไว้ ช่วยพาจิตใจให้เป็นปกติสุข” จึงอยากทราบวิธีปฏิบัติตัวให้เป็นผู้มีสติที่ว่องไวค่ะ โดยดิฉันเป็นคนขี้ใจน้อย เวลามีอะไรที่ทำให้รู้สึกแย่ มักแสดงออกด้วยอาการเงียบ สีหน้าก็เป็นภัยแก่ตัว พอรู้ตัวและสำนึกได้ ก็ทำให้ผู้คนรอบข้างอึดอัด และมองเราเป็นคนไม่ดี จึงขอกราบเรียนพระอาจารย์ ช่วยชี้แนะด้วยค่ะ _/|\_

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – สติจะว่องไวได้ก็ด้วยการฝึกบ่อย ๆ ทั้งด้วยการฝึกในรูปแบบ เช่น นั่งสมาธิ ตามลมหายใจ หรือเดินจงกรม และการฝึกอย่างไม่มีรูปแบบ คือการฝึกในชีวิตประจำวัน หรือฝึกจากกิจกรรมและอิริยาบถต่าง ๆ เช่น เวลาอาบน้ำ ถูฟัน ล้างจาน ก็มีสติอยู่กับงานนั้น การฝึกสติมีหลักง่าย ๆ ว่า ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น ทำอะไร ใจก็อยู่กับสิ่งนั้น ขอให้สังเกตว่า เวลาทำอะไรก็ตาม ใจมักจะล่องลอยไปที่อื่นเสมอ หรือเวลาตัวอยู่บ้าน แต่ใจออกไปนอกบ้าน ตัวอยู่ในห้องครัว แต่ใจแล่นออกไปยังที่ทำงาน ฯลฯ เมื่อรู้ตัวว่าใจลอยไปที่อื่น ก็ดึงจิตกลับมา ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ใจก็จะอยู่กับเนื้อกับตัว เกิดความรู้สึกตัวต่อเนื่องมากขึ้น ทำอะไรก็จะมีสติ

ต่อมาก็ให้หมั่นดูใจ รู้ทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเผลอคิด เผลอโกรธ เผลอน้อยใจ ถ้าไม่รู้ทัน มันก็จะครอบงำจิต และผลักให้คิด พูด และทำในทางที่ก่อปัญหา ทำให้ทุกข์เป็นอาจิณ ถ้าคุณหมั่นตามดูรู้ใจเสมอ ก็จะรู้ทันความน้อยใจเร็วขึ้น และอาจเห็นต่อไปว่าอะไรเป็นสาเหตุให้น้อยใจบ่อย ๆ เป็นเพราะมัวคาดหวังพึ่งพาคนอื่น หรือแคร์ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นมากเกินไปใช่ไหม

สาวไปลึก ๆ ก็จะโยงไปถึงเรื่องตัวตนหรืออัตตา เห็นได้ว่าที่น้อยใจบ่อย ๆ ก็เพราะอยากให้คนอื่นพะเน้าพะนออัตตา หรืออยากให้คนอื่นเห็นความสำคัญของเรา ซึ่งเป็นการสนองอัตตาแบบหนึ่ง ถ้าคุณรู้ทันอัตตาเร็วเท่าไร มันจะก่อกวนรังควาญจิตใจคุณน้อยลง และทำให้ไม่น้อยใจหรือหวั่นไหวง่าย ๆ ต่อการกระทำของคนอื่น


ภาพ ketchula-eng.blogspot.com


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 07:30:34 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #458 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2017, 05:21:24 am »



   เมตตากรุณา 

คนเราเวลามีความทุกข์ นอกจากการเยียวยาร่างกายด้วยยา หรือเยียวยาทุกขเวทนาตามเหตุปัจจัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มพลังให้กับจิตใจ และทำให้จิตใจเป็นปกติสุขมากขึ้นคือความเมตตากรุณา มันมีผลดีทั้งต่อจิตใจและร่างกาย ความรักความห่วงใยที่มีให้กับคนใกล้ชิด คนรู้จัก คนที่อยู่ไกลออกไป หรือแม้แต่สัตว์ ล้วนส่งผลดีต่อตัวเรา

พระไพศาล วิสาโล



*--------------------------------------------*





พึงระลึกว่าผลสำเร็จนั้นไม่อยู่ในอำนาจของเรา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย สิ่งเดียวที่เราพอจะคุมได้ก็คือการกระทำของเราเอง ถ้าเราอยากให้งานสำเร็จ เราต้องทำให้ดีที่สุด แต่แม้จะทำดีที่สุด ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้ดังใจ จึงมีภาษิตจีนกล่าวว่า “การกระทำเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า” พูดอย่างพุทธก็คือ เรามีหน้าที่ประกอบเหตุ ส่วนผลนั้นเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เวลาเราทำงาน จึงควรทำให้ดีที่สุด ปล่อยให้ผลสำเร็จเป็นเรื่องของธรรมชาติไป

พระไพศาล วิสาโล


*--------------------------------------------*





จิตสดใสแม้ชีวิตมืดมน

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

บรรยายหลังทำวัตรเช้าที่ภูหลง

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้


   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560


*--------------------------------------------*




หล่อเลี้ยงใจด้วยความสุข

ธรรมะรับอรุณที่ภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

บรรยายหลังทำวัตรเช้าที่ภูหลง

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้


   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560


*--------------------------------------------*





   ทำงานอย่างไรให้มีความสุข 

การทำงานสามารถเป็นเครื่องฝึกฝนจิตใจได้เป็นอย่างดี นอกจากการฝึกสติหรือดูใจของตนระหว่างทำงานได้ งานยังช่วยเสริมสร้างมโนธรรมให้เข้มแข็งได้ หากวางใจอย่างถูกต้อง เช่น เมื่อทำงานก็นึกถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม ไม่มัวคิดว่า “ทำแล้วฉันจะได้อะไร ?” การคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอทำให้อุปสรรคและความเหนื่อยยากที่เกิดขึ้นกับเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้นจึงทำให้เรามีความทุกข์น้อยลงจากการงานและทำให้เราทำงานได้อย่างต่อเนื่อง


เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

พูดให้กลุ่มฟังเรื่องการทำงานที่วัดป่าสุคะโต

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้เลย


   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560


*--------------------------------------------*





อย่าปล่อยให้ความหลงครองใจ

อารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ตัวหลงก็เช่นเดียวกัน มันพยายามทุกทางที่จะครองใจของเรา แต่ว่ามันแพ้ทางสติ มันกลัวถูกรู้ ถูกเห็น นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรเพียรเจริญสติ หมั่นรู้สึกตัวบ่อย ๆ หมั่นสังเกตความคิด หมั่นมองตนบ่อย ๆ เราจะรู้ทันอารมณ์ได้เร็วขึ้น และไม่เปิดโอกาสให้มันครองใจเรา หรือบงการชีวิตของเราไปตามอำนาจของมัน

พระไพศาล วิสาโล


*--------------------------------------------*




   สุขได้เมื่อใจสงบ 

คนทุกวันนี้ไม่ต่างจากคนหนีเงา พยายามทำทุกอย่างเพื่อหนีทุกข์ โดยคิดว่าเป็นความสุข แต่ทุกข์ก็ยังตามมาไม่หยุด เขาหารู้ไม่ว่า ความทุกข์จะหมดไปเมื่อเขาหันเข้าหาร่มแห่งธรรมและทำใจให้นิ่งสงบ ถึงที่สุดแล้ว ใครจะมีความสุขหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาออกไปตักตวงแสวงหาทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศได้สำเร็จหรือไม่ แต่อยู่ที่เขามีความสงบนิ่งได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก

พระไพศาล วิสาโล


*--------------------------------------------*




เราทุกคนล้วนมีเวลาเพียงน้อยนิดในโลกนี้ เราไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดที่มีเพื่อหาวัตถุสิ่งเสพมาสนองความปรารถนาจนเต็มอิ่มได้ แต่เวลาน้อยนิดที่เรามีอยู่นั้นมากพอที่จะแสวงหาความดีงามมาเติมเต็มจิตใจจนอิ่มเอมได้

พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 12, 2017, 08:06:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #459 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2017, 05:46:20 pm »



บ้านที่แท้จริงนั้นประเสริฐกว่าบ้านที่เราจากมา บ้านที่เป็นอาคาร ที่ก่อด้วยอิฐ สร้างด้วยไม้ แต่บ้านที่เราจะได้พบสัมผัสด้วยใจนี้ คือความรู้สึกตัว

ความรู้สึกตัวเป็นบ้านของใจที่ประเสริฐมาก เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้เราต้องวิตกกังวลเหมือนบ้านที่ก่อด้วยอิฐหรือปูนซึ่งเดี๋ยวหลังคาก็รั่ว เดี๋ยวฝาก็ร้าว เดี๋ยวพื้นก็ทรุด เดี๋ยวท่อก็แตกบางแห่งพื้นทรุด จนไม่กล้าอยู่ กลัวว่ามันจะพังครืนลงมานั่นแหละ
คือบ้านที่ก่อด้วยอิฐด้วยปูน แม้จะราคาหลายล้าน แต่ก็สร้างความกังวลได้ แต่บ้านของใจหรือความรู้สึกตัวนั้น ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรากังวลเลย อย่แล้วมีแต่ความสบายใจ มีแต่ความโปร่งเบา

บ้านนี้เราจะพบได้ก็ด้วยการมีสติ สติทำให้เราไม่ลืมตัว ทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา

ความรู้สึกตัว ภาษาบาลีเรียกว่า “สัมปชัญญะ” สติและ สัมปชัญญะนั้นคู่กัน สติคือไม่ลืม สัมปชัญญะคือไม่หลง ไม่หลง คือรู้ตัวหรือรู้สึกตัว เราจะเกิดภาวะนี้ได้ ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ วัดป่าสุคะโตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สถาบันสติปัฏฐาน” คือเป็นสถานที่ที่จะช่วยให้เรารู้วิธีเข้าถึงสิ่งประเสริฐของชีวิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเอกที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น คำว่าทางเอก ภาษาบาลีเรียกว่า “เอกายโนมัคโค” แปลอีกอย่างว่า ทางตรงสู่ความพ้นทุกข์ ส่วนทางที่ไม่ตรง แต่ไปถึงเหมือนกัน อาจจะช้าหน่อย เช่น การให้ทาน การรักษาศีล


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #460 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2017, 05:49:51 pm »




ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่เมื่อความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก ความล้มเหลวบังเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเศร้าโศก เสียใจ อาลัยอาวรณ์ ขุ่นเคือง ท้อแท้ หรือจมอยู่กับความตกต่ำย่ำแย่เสมอไป เหตุการณ์เหล่านี้สามารถเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ฝึกใจเราให้เข้มแข็ง เตือนให้ไม่ประมาทกับชีวิต อีกทั้งยังเปิดใจให้เห็นสัจธรรมได้ด้วย

ความทุกข์ไม่เพียงผลักดันให้เราเข้าหาธรรม หากยังแสดงธรรมให้เราเห็น เพราะทุกข์ก็คือธรรมนั้นเอง

สัจธรรมที่ช่วยให้พ้นทุกข์นั้นล้วนอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่าทุกข์ แต่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่เมื่อเจอทุกข์แล้วมักปล่อยใจให้เป็นทุกข์ จึงถูกทุกข์กระทำย่ำยี อันที่จริง ทุกข์นั้นหากเราดูมันด้วยสติ พิจารณาด้วยปัญญา ก็สามารถเห็นธรรมที่ช่วยให้จิตเป็นอิสระจากทุกข์ได้ เพราะกุญแจที่ไขไปสู่ความพ้นทุกข์ก็อยู่ในทุกข์นั้นเอง ทุกข์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับความพ้นทุกข์

ปราศจากโคลนตม ดอกบัวอันงดงามย่อมมิอาจเกิดขึ้นได้ฉันใด ปราศจากความทุกข์ ปัญญาหรือความรู้แจ้งก็มิอาจเกิดขึ้นได้ฉันนั้น ดังนั้นเมื่อประสบทุกข์จึงไม่ควรตีโพยตีพาย หรือปล่อยใจให้จมอยู่ในความทุกข์ แทนที่จะเป็นผู้ทุกข์ พึงถอยออกมาเห็นทุกข์ ทุกข์จะกลายเป็นธรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2017, 07:56:57 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #461 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2017, 06:13:53 pm »



ก่อนหน้านี้ ๒ เดือน วันวิสาขบูชาเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักว่าการพ้นทุกข์นั้นเป็นไปได้ ส่วนวันอาสาฬบูชา ซึ่งเวียนมาอีกครั้งในวันนี้ บอกให้เรารู้ว่า การพ้นทุกข์นั้นทำได้อย่างไร กล่าวคือการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือทางสายกลาง (ซึ่งไม่ได้มีความหมายแค่ “ความพอดี”เท่านั้น) คือทางที่ไม่ข้องแวะกับความสุดโต่ง ๒ ประการ คือการปรนเปรอตนด้วยกาม และการทรมานตน เพราะทั้ง ๒ ประการนอกจากไม่ทำให้พ้นทุกข์แล้ว ยังทำให้ทุกข์มากขึ้นทั้งกายและใจ

แม้ผู้คนจำนวนมากไม่ปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง แต่ทางสายกลางที่พระองค์ทรงแสดงในวันนี้เมื่อ ๒๖๐๐ กว่าปีก่อนนั้น ก็ยังมีประโยชน์กับเขาเหล่านั้น เพราะช่วยให้อยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขได้ ท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรไม่หยุดหย่อน เพราะการทำความดีทั้งทางกายและวาจา ย่อมช่วยป้องกันความเดือดเนื้อร้อนใจมากมายไม่ให้มาถึงตัว และหากรักษาใจให้เป็นปกติ ไม่ “เพลินในสุข” และไม่ “จมในทุกข์” อันเป็นความสุดโต่งชนิดหนึ่งที่ทุกคนมักทำเป็นประจำ ก็ช่วยให้ชีวิตมีความเบาสบาย ไม่ตกเป็นทาสของเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ

ใช่หรือไม่ว่า หากเพลินในสุข ถึงเวลาที่สุขนั้นเจือจางหรือสลายไป ใจก็เป็นทุกข์ทันที (ยังไม่ต้องพูดถึงสุขส่วนใหญ่ ที่หากไม่รู้จักความพอดี ก็ทำให้เดือดร้อนทั้งกายและใจ) ส่วนความทุกข์นั้น แม้ผู้คนไม่ชอบ แต่พอเกิดขึ้นทีไร ใจก็จมหมกมุ่นในสิ่งนั้น แม้จะผ่านไปแล้วก็ตาม บางครั้งทุกข์ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่ก็ชอบครุ่นคิดจนวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และไม่ยอมถอนใจออกมารับรู้ความสุขที่อยู่ตรงหน้า

ลองฝึกใจให้ไม่เพลินในสุข และไม่จมในทุกข์ ก็จะรู้จักความสงบเย็นที่มีอยู่แล้วในใจเรา

พระไพศาล วิสาโล


*--------------------------------------------*



  ไม่เพลินในสุขไม่จมในทุกข์ 


ใช่หรือไม่ว่า หากเพลินในสุข ถึงเวลาที่สุขนั้นเจือจางหรือสลายไป ใจก็เป็นทุกข์ทันที (ยังไม่ต้องพูดถึงสุขส่วนใหญ่ ที่หากไม่รู้จักความพอดี ก็ทำให้เดือดร้อนทั้งกายและใจ) ส่วนความทุกข์นั้น แม้ผู้คนไม่ชอบ แต่พอเกิดขึ้นทีไร ใจก็จมหมกมุ่นในสิ่งนั้น แม้จะผ่านไปแล้วก็ตาม บางครั้งทุกข์ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่ก็ชอบครุ่นคิดจนวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และไม่ยอมถอนใจออกมารับรู้ความสุขที่อยู่ตรงหน้า ลองฝึกใจให้ไม่เพลินในสุข และไม่จมในทุกข์ ก็จะรู้จักความสงบเย็นที่มีอยู่แล้วในใจเรา

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล
บรรยายธรรมวันอาสาฬหบูชา
หลังทำวัตรสวดมนต์เย็นที่วัดป่าสุคะโต
ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

  ===>  https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560




ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 22, 2017, 06:40:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #462 เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2017, 05:51:24 am »



   ทำความดีในพรรษานี้ 
 

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

พูดรับอรุณวันเข้าพรรษาที่วัดป่าสุคะโต

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด


   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*






   เข้าพรรษา ช่วงเวลาแห่งการฝึกตน   


เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

พูดหลังทำวัตรเย็นวันเข้าพรรษา

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*






  ทิ้งของเดิม เรียนของใหม่    



ธรรมะรับอรุณที่วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*






   ยิ่งผลักไส ยิ่งอยู่นาน   


ลองวางใจเป็นกลางต่อสุขและทุกข์ดูบ้าง สุขมาก็ไม่ยินดี ทุกข์มาก็ไม่ยินร้าย เมื่อได้รับคำชมก็ไม่ระเริง เมื่อถูกตำหนิก็ไม่ห่อเหี่ยว ยามสำเร็จก็ไม่ลิงโลด ยามล้มเหลวก็ไม่ซึมเซา แต่ถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับใจ ไม่ว่าบวกหรือลบ ก็แค่รับรู้เฉย ๆ ด้วยใจเป็นกลาง ดีใจก็รู้ว่าดีใจ ไม่ไขว่คว้าคลอเคลีย เสียใจก็รู้ว่าเสียใจ ไม่ปฏิเสธผลักไส ถือว่าต่างคนต่างอยู่ ไม่นานก็จะพบว่าพอไม่รักสุข สุขกลับมา พอไม่เกลียดทุกข์ ทุกข์กลับลาจาก แม้ทุกข์กายยังต้องเจออยู่ แต่ใจไม่ทุกข์ แม้เสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสียไปด้วย

ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

พูดหลังสวดมนต์ทำวัตรเช้า

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN



*--------------------------------------------*






  มีตนเป็นที่พึ่ง   


ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

พูดหลังสวดมนต์ทำวัตรเช้า

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN



*--------------------------------------------*






  เมตตากรุณา ไม่เพียงกับคน   


แม้กระทั่งกับสัตว์และต้นไม้

มีอานุภาพต่อกายและใจของเรา

อย่างคาดไม่ถึง เป็นธรรมโอสถที่หาได้ง่าย

เพราะมีอยู่แล้วในใจเรา ขอเพียงแต่เปิดใจ

นึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นเท่านั้น

เมตตากรุณาก็จะเบ่งบานขึ้นในใจเรา


พระไพศาล วิสาโล



*--------------------------------------------*






  Back to Basic   


อารมณ์ฝ่ายลบหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ น่าจะช่วยให้เรารู้จักมันดีขึ้น รู้ทันมันฉับไวขึ้น ธรรมชาติได้ให้สติแก่เราซึ่งช่วยให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นได้ เป็นแต่เราไม่ค่อยได้ใช้มัน ผลก็คือ แทนที่เราจะรู้เล่ห์กลของอารมณ์เหล่านี้และพาจิตห่างไกลจากมัน มันกลับรู้วิธีควบคุมและบงการจิตของเราให้เป็นไปตามอำนาจของมัน กลายเป็นว่ายิ่งนานวันมันก็ยิ่งฉลาดกว่าเรา ลองหมั่นสังเกตอารมณ์ของเราบ่อย ๆ อย่าเพิ่งเชื่อหรือทำตามมันอยู่ร่ำไป

เสียงธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้เลย

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN



*--------------------------------------------*






  วิถีแห่งความสุข   


เสียงธรรมก่อนนอน วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลดได้เลย

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*






   เพิ่มตัวรู้สู้ตัวหลง   


เมื่อใดที่มีสติ ใจจะไม่เผลอพุ่งออกไปข้างนอก

และโทษสิ่งรอบตัวว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์

แต่จะกลับมารู้เท่าทันตนเอง ไม่เปิดทางหรือยินยอม

ให้ใครหรืออะไรมายัดเยียดความทุกข์แก่เราได้

เสียงธรรมรับอรุณ วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*






   ความสุขเป็นเรื่องง่าย   


เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*







   ฟื้นฟูป่า รักษาธรรม   


เสียงธรรมรับอรุณ วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560

*--------------------------------------------*





   เมื่อรู้ตัว..ตัวกูก็หมดฤทธิ์   


อารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ตัวหลงก็เช่นเดียวกัน มันพยายามทุกทางที่จะครองใจของเรา แต่ว่ามันแพ้ทางสติ มันกลัวถูกรู้ ถูกเห็น นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงควรเพียรเจริญสติ หมั่นรู้สึกตัวบ่อย ๆ หมั่นสังเกตความคิด หมั่นมองตนบ่อย ๆ เราจะรู้ทันอารมณ์ได้เร็วขึ้น และไม่เปิดโอกาสให้มันครองใจเรา หรือบงการชีวิตของเราไปตามอำนาจของมัน

ธรรมะฟังสบายๆ วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560



*--------------------------------------------*





   ทำเหตุวางผล 


เสียงธรรมรับอรุณ วัดป่าสุคะโต

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560


*--------------------------------------------*




 
   “พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้”    


คือกุญแจสู่ความสุขและความก้าวหน้าของชีวิต พอใจในสิ่งที่มีแปลว่าได้เท่าไรก็พอใจ แม้คนอื่นจะได้มากกว่าก็ไม่เป็นทุกข์ อย่างไรก็ตามเมื่อพอใจสิ่งที่ได้มาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่านั่งเฉย ๆ งอมืองอเท้า ตรงกันข้ามเราควรขยันหมั่นเพียรต่อไป เพราะความสุขที่แท้จริงมิได้อยู่ที่การมีมาก ๆ หรือบริโภคเยอะ ๆ แต่อยู่ที่การทำงานและการสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่โลก

พระไพศาล วิสาโล


*--------------------------------------------*





   รับมือกับเสียงในหัว   


ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล


ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN


*--------------------------------------------*





   รู้ทันอุบายของอัตตา   


ชีวิตจิตใจของเราเปรียบเสมือนกับสมรภูมิแห่งการต่อสู้ระหว่างอัตตากับมโนธรรม ธรรมชาติทั้งสองส่วนต่างขับเคี่ยวเพื่อครองใจเรา อะไรจะมีชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าเราดำเนินชีวิตอย่างไร หากเราพยายามทำความดี นึกถึงสิ่งดีงาม มโนธรรมก็จะเข้มแข็ง แต่ถ้าเรานึกถึงแต่ตัวเอง ทำเพื่อตัวเองอยู่เสมอ อัตตาก็จะกล้าแกร่ง มิตรสหายหรือชุมชนแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ การมีชีวิตแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมทำให้มโนธรรมเจริญงอกงาม แต่หากอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เห็นแก่ตัว หรือหมกมุ่นอยู่กับสื่อที่กระตุ้นความโลภ อัตตาก็จะครอบงำใจได้ง่าย

ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN


*--------------------------------------------*





ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN


*--------------------------------------------*






การบิณฑบาตเป็นกิจวัตรที่พระภิกษุควรทำทุกวัน ทั้งนี้เพราะความเป็นอยู่ของพระขึ้นอยู่กับญาติโยม นี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ช่วยกำกับให้พระภิกษุประพฤติอยู่ในพระธรรมวินัย ทำตนให้น่าศรัทธา เพราะหาไม่แล้วญาติโยมก็จะไม่ใส่ใจอุปถัมภ์

การบิณฑบาตยังเป็นการโปรดญาติโยม ให้มีโอกาสได้ทำบุญ บำเพ็ญทาน สละทรัพย์เพื่อลดละความเห็นแก่ตัว ส่วนพระภิกษุก็อาจได้บำเพ็ญทาน โปรดสัตว์ตามทางด้วย นอกเหนือจากการได้ออกกำลังกายรับอรุณทุกเช้า

พระไพศาล วิสาโล

ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN



*--------------------------------------------*





   รู้ทุกข์ จึงพ้นทุกข์   


ธรรมะรับอรุณป่าภูหลง

จากพระอ.ไพศาล วิสาโล

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

   ===> https://archive.org/details/VISALOPAMAHAVAN




ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2017, 07:59:56 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #463 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2017, 07:56:20 pm »




  มองดูให้ดี ไม่มีอะไรเลย 

ที่เมื่อยึดมั่นว่าเป็น "ของเรา" แล้ว

เราไม่กลับเป็น "ของมัน"

แม้กระทั่งความคิด


ความคิดใดก็ตามเมื่อเกิดขึ้นมาในใจแล้ว เรามักคิดว่ามันเป็นของเรา แต่ในความเป็นจริงมันไม่ยอมอยู่ในอำนาจของเราเลย มีหลายเรื่องที่เราไม่อยากคิด แต่มันกลับผุดขึ้นมาเอง

ไม่เชื่อ ก็ลองนั่งสมาธิทำใจสงบดู หรือเวลาเกลียดใครสักคน แล้วไม่อยากคิดถึงหมอนั่น ไม่ช้าไม่นานเราจะเผลอคิดถึงเขา แล้วก็จะคิดไม่หยุด บางทีกินก็คิด นอนก็คิด ทั้งๆที่ไม่อยากคิดเลย

ความคิดนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง เช่น ต้องการดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมตาย ดังนั้น มันจึงพยายามกระตุ้นให้เราคิดถึงมันอยู่บ่อยๆ เพราะถ้าไม่คิดถึงมัน มันก็จะตายไปในที่สุด

เหมือนไฟที่ไม่มีเชื้อ ยิ่งคิดก็เท่ากับเติมชีวิตให้มัน เสมือนเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟ สังเกตได้เวลาอยู่ในที่เงียบๆ หรือหลีกเร้น ความคิดต่างๆจะพรั่งพรูออกมา เพื่อหลอกล่อหรือยั่วยุให้เราคิดถึงมันเรื่อยๆ

ใช่แต่เท่านั้น มันยังต้องการให้เราปกปักรักษามัน หรือเผยแพร่มันไปเรื่อยๆ

ใครก็ตามที่พยายามหักล้าง หรือขัดขวางความคิด(ที่หลงคิดว่าเป็น)ของเรา เราจึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องไปเถียงหรือทะเลาะกับเขา จนอาจถึงขั้นทำร้ายกัน บางทีถึงกับทำสงครามกัน เพื่อปกป้องความคิด ซึ่งอาจมาในรูปของศาสนาหรืออุดมการณ์ทางการเมืองการที่เรายอมให้ความคิดผลักดันเราไปตายหรือไปฆ่าคนอื่น แสดงว่ามันอยู่ในอำนาจของเรา หรือเราอยู่ในอำนาจของมันกันแน่

น่าแปลกก็คือ พอไปยึดมั่นว่าเป็นความคิดของเราแล้ว มันสามารถผลักดันให้เราทำอะไรได้ร้อยแปด ทั้งๆที่เป็นผลเสียกับเราเอง (แม้ไม่ถึงขั้นพาไปตายก็ตาม)

ชายคนหนึ่งรักและหวงแหนสนามหญ้ามาก พยายามดูแลรักษามันทั้งเช้า-เย็น ทั้งฉีดยาและใส่ปุ๋ยอย่างดี ใครมาเดินเหยียบก็ไม่ยอม เป็นต้องทะเลาะกัน (ตกลงสนามหญ้าเป็น "ของเขา" หรือเขา "เป็นของสนามหญ้า" กันแน่)

แล้ววันหนึ่ง เขาก็พบว่า มี ตัวตุ่น มาขุดรูทำรังอยู่ใต้สนามหญ้า นับวันรูตุ่นก็ขยายเป็นเครือข่ายกว้างขวาง ทำให้สนามหญ้ามีรอยนูนไปทั่ว เขาเห็นแล้วก็ทนไม่ได้ พยายามกำจัดมันหลายวิธีแต่ก็ไร้ผล

นับวันเขาก็ยิ่งคั่งแค้นเจ้าตัวตุ่นทั้งวันทั้งคืน คิดแต่จะหาทางเอาชนะเจ้าตุ่นนรกนี้ให้ได้ แล้วในที่สุดเขาก็พบวิธีเผด็จศึก

วันรุ่งขึ้นเขาเอาน้ำมันฉีดอัดเข้าไปในรูตุ่น จนกระทั่งแน่ใจว่าน้ำมันท่วมรูตุ่นทุกชั้นและทั้งเครือข่าย แล้วเขาก็โยนไม้ขีดไฟใส่เข้าไปในรู ไม่นานไฟก็ไหม้ลามตามรูตุ่นจนทั่วหมด ไม่มีตุ่นตัวไหนมีชีวิตรอด

แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมา ก็คือ สนามหญ้าแสนรักแสนหวงของเขาก็พังพินาศด้วย

เมื่อคิดจะเอาชนะใครสักคน(หรือสักตัว) ความคิดนั้นก็สามารถผลักดันให้เราทำทุกอย่าง เพื่อจะได้ชัยชนะ โดยไม่สนใจหรือเผื่อใจคิดว่าจะสูญเสียอะไรบ้าง

ใช่หรือไม่ว่า บ่อยครั้งสิ่งที่เราสูญเสียไป ก็คือ สิ่งที่เราแสนรักแสนห่วง และหมายจะปกป้องนั่นเอง ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ บุคคล ความคิด รวมไปถึงชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออะไรก็ตาม

เมื่อใดที่เราถือว่ามันเป็นของเรา เมื่อนั้นเราก็กลายเป็นของมันทันที

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ เป็นเพราะความยึดมั่นนั่นเอง

เมื่อเรายึดมั่นอะไรก็ตาม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาสุขหรือทุกข์ของเราไปขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น ถ้ามันเป็นไปตามใจเรา เราก็สุข แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามใจเรา เราก็ต้องทุกข์ ดังนั้น เราจึงพยายามที่จะควบคุมบังคับมัน ให้เป็นไปตามใจเราให้ได้


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2017, 08:03:51 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #464 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2017, 08:03:24 pm »



ในบทสวดมนต์ มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งเป็นพุทธพจน์ว่า "เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลงนั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด" ข้อความนี้ระบุชัดว่า “เห็นด้วยปัญญา” คือเมื่อมีปัญญารู้ชัดว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ จิตก็จะสงบอย่างแท้จริง เพราะปัญญาที่เกิดขึ้นนั้นคงอยู่ไม่แปรเปลี่ยน ในขณะที่สติ ถ้าไม่ฝึกก็หายไปหรืออ่อนแรงไป ต้องฝึกอยู่เสมอ แต่เมื่อฝึกจนถึงที่สุด ก็เกิดปัญญาเห็นกายและใจตามความเป็นจริง ช่วยให้เห็นสัจธรรมแจ่มแจ้ง โดยไม่มีอคติเจือปน

สติกับอคตินั้นตรงข้ามกัน อคติคือเห็นอย่างคลาดเคลื่อน เห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง เหมือนกับกระจกที่บิดเบี้ยว อคติเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความกลัว ความหลง ทำให้เห็นความจริงคลาดเคลื่อน แต่สติทำให้เห็นกายและใจตามความเป็นจริง จนถึงที่สุดก็จะเกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนิจจา

ความสงบที่ดีที่สุดคือ สงบเพราะรู้ เริ่มต้นด้วยการรู้เพราะสติ ต่อจากนั้นก็รู้ด้วยปัญญา จะทำเกิดสภาวะจิตอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวอยู่ในโลก แต่จิตอยู่พ้นโลก หรือจิตอยู่เหนือโลก เปรียบเหมือนกับดอกบัวที่เกิดในน้ำ โตในน้ำ แต่สามารถเจริญพ้นน้ำได้ นี้คือสภาพจิตของคนที่มีปัญญา เกิดในโลก โตในโลก แต่จิตอยู่เหนือโลกได้ น้ำไม่สามารถฉาบติดดอกบัวหรือใบบัวได้ฉันใด กิเลสหรือความทุกข์ก็ไม่อาจแปดเปื้อนจิตใจได้ฉันนั้น นี้แหละคือความสงบอันประเสริฐสุด ที่เราควรรู้จักและไปให้ถึง


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2017, 06:56:35 pm โดย ยาใจ »