ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ โดย พระมหากีรติ สนทนากับ พระมหาฟูกิจ  (อ่าน 1947 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ตอนแรกไม่ได้คิดจะเรียนอภิธรรม
คือผมก็เรียนแต่บาลีก็เพราะว่า
อยากจะเข้าใจพุทธวจนะ อยากจะเรียน
จะได้เข้าใจพระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร
ยอมรับเลยว่าตอนแรกนี่คือผมเรียนบาลีนี่
ผมก็ไม่เห็นคุณค่าของอรรถกถา
ผมรู้สึกว่าอรรถกถานี่มันแปลก
มันทำไมยิ่งแปลแล้วมันยิ่งยาก
ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น
มันควรจะยิ่งแปลแล้วยิ่งง่ายใช่ไหม

เราก็เข้าใจอย่างนั้น
คือผมเรียนบาลีแล้วผมเรียนเป็น ๒ part
ช่วงแรกนี่ผมเรียนบาลีจนจบ ป.ธ.๓ ก่อน
ก็ได้เป็นมหา จริงๆ ผมไม่ได้สนใจจะเป็นมหา
หรืออะไรเท่าไหร่ คือผมอยากจะอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่อง


อยากจะเข้าใจพระพุทธเจ้าสอนอะไร
เป็นเขาเรียกเป็น First Hand คือโดยตรง
ไม่ต้องไปผ่านการแปล คือเราอ่านแล้วเราแปลเองได้



​ทีนี้พอเรียนจบเป็นมหาแล้ว
ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะเรียนสูงขึ้นไป
เพราะว่าพอเป็นมหามันแปลได้แล้วนะ
เอาพระไตรปิฎกมาอ่านก็แปลได้ใช่ไหม

เออ ผมยังจำได้ตอนที่ผมได้เป็นมหา
ก็โยมพ่อก็จะให้รางวัล ผมก็บอกว่า
ขอพระไตรปิฎกแต่ว่าไม่เอาอรรถกถา
เอาแต่บาลีอย่างเดียว
รู้สึกว่าเราแปลบาลีได้แล้วเราก็ภูมิใจ

แต่ว่าอรรถกถา
โอ้โห อะไรนี่ทำไมมันยาก มันซับซ้อน
มันยิ่งแปลยิ่งยากน่ะมันจะถูกทางได้ยังไง
ผมก็เลยไม่สนใจ ก็สนใจแต่พุทธวจนะ


พูดง่ายๆ ก็คือว่า
เอาแต่พระพุทธเจ้าพูดอะไร
แล้วเราพอแปลได้แล้ว
ก็เปิดพจนานุกรม อันนี้ก็เป็นช่วงแรก


​ทีนี้พอไปเห็นปัญหาว่า
การตีความพระไตรปิฎก
แม้ว่าอ่านส่วนเดียวกัน
ก็จะตีความไปต่างๆ กันใช่ไหม
ในคนที่อ่านน่ะ อ่านแบบเดียวกัน

บางคนก็ตีความอย่างนี้ๆ

ทีนี้เราจะเอาอะไรเป็นหลัก
ก็เลยพอกลับมาเรียนครั้งที่ ๒
ก็เลยรู้ว่าหนึ่งก็คือจะต้องรู้บาลีให้ลึกขึ้น
ก็มาเรียนจากเดิมเรียนเขาเรียกว่า
เรียนบาลีเล็ก (บาลีสนามหลวง)
ก็มาเรียนเป็นบาลีฐานมันกว้างขึ้นเป็นบาลีใหญ่
ซึ่งจะต้องเรียนละเอียดขึ้น
แล้วก็ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือต้องเรียนอภิธรรมด้วย

อภิธรรมเป็นไวยากรณ์ A B C ของธรรมะ
เพราะถ้าไม่เรียนอภิธรรมมันก็จะงง
แม้ว่าจะอ่านได้แปลได้
แต่ก็ไม่เข้าใจองค์ธรรมสภาวธรรมของมัน


​ฉะนั้นก็เลยเพิ่งมาค่อยๆ รู้ว่า
อ้อ มันมีเขาเรียกว่าระบบการเรียนที่มันเป็นระบบ
ที่แต่ก่อนเขาเรียนกันอย่างนี้เหมือนกัน


คือ การเรียนไวยากรณ์ใหญ่ เรียนอภิธรรมนะ

แล้วก็ค่อยๆ เข้าไปสู่... พระไตรปิฎก
พอเข้าใจส่วนงานนี้แล้วค่อยเข้าไปเจาะพระไตรปิฎก


ก็เป็นความเข้าใจ
จะเข้าใจพระไตรปิฎกได้
ก็ต้องผ่านอรรถกถาฎีกา

เพราะเราไม่ได้เกิดในยุคพระพุทธเจ้า
อรรถฎีกามันเหมือนเป็นสารานุกรม
หรือพจนานุกรมที่มันสำหรับเราเปิดเช็คได้

เวลาเราแปลจะได้แปลถูกใช่ไหม
ที่เขาแปลเอามาให้เรา
เขาดูอรรกถามาแปลให้เราแล้วไง
เราก็เลยคิดว่ามันง่ายแต่จริงๆ กว่าจะไปเข้าใจ

เพราะศัพท์หนึ่งเราไม่รู้
เราไม่รู้มันไม่มีใครใช้แล้ว
เราก็ต้องรู้ว่าเขาก็จะอธิบายให้อาจารย์
ก็จะไขที่ว่าคำนี้มันยังไงๆ
จนมาถึงคำที่มันง่าย เราก็อ้อ อ๋อ
นี้คำนี้ใช้อรรถนี้ มันก็จะเริ่มแปลได้


​เพราะฉะนั้นมันมีกระบวนการ
ที่จะเข้าไปเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
ซึ่งกระบวนการแบบนี้
คือแต่ก่อนเราก็คงเรียนกันอย่างนี้มา
แต่ว่าช่วงหลังๆ นี่เราสูญหาย
ความเกี่ยวเนื่องมันไป มันก็เลยแยกไป
สายอภิธรรมก็เรียนแต่อภิธรรม
ก็ไม่ได้เรียนบาลีอะไร
สายบาลีก็เรียนแต่บาลี
ไม่ได้เรียนอภิธรรมอะไร ก็มันก็เลยแยกไป

แล้วก็ไปเน้นที่เรื่องของเป็นนักภาษา
แทนที่เราจะไปเน้นเรื่องของการเข้าใจ
องค์ธรรมเพื่อมาเจาะพระไตรปิฎก
แล้วก็เอาไปปฏิบัติ มันเหมือนกับกระจาย
กันไปคนละทิศคนละทาง

แต่ว่าสิ่งเหล่านี้
มันยังคงอยู่ในประเทศพม่า
พม่าเขายังมีพระที่สามารถที่จะรักษาพวกนี้ไว้ได้หมด


คือเรียนทั้งอภิธรรม บาลี แล้วก็แปลด้วย
เข้าใจด้วย แล้วก็ปฏิบัติด้วย รักษาวินัยด้วย
เรียนครบทุกอย่าง...ครบเครื่องทุกอย่าง
แต่ว่าเขาก็ยังมีเขาเรียกว่ายังมีสายแบบนี้อยู่
ซึ่งเราก็ค่อยๆ ทยอยได้รับกลับมา


​ตอนนี้ก็มีอย่างสายบาลี
ก็มีการสอนบาลีใหญ่มากขึ้น
ก็มีละเอียดมากขึ้นก็กลับมา
พวกอภิธรรมก็กลับมา
พวกการปฏิบัติใช่ไหม
เราก็บางทีเราก็ไปเอากลับมาจากพม่า
เกือบทั้งนั้นแหละ เพราะว่าพวกเขายังเข้มแข็งอยู่

เพราะตอนที่เราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒
นี่เราก็เสียอะไรไปเยอะ แล้วเราก็ทุกวันนี้
เราก็ยังไม่ได้ฟื้นกลับมาเหมือนอย่างนั้น
แล้วเราก็กลับไปติดต่อกลับมาจากพม่าอีกทีหนึ่ง


มันก็เลยไม่เป็นที่รู้จักกัน
คือกว่าผมจะมาถึงจุดนี้ว่า
เข้าใจว่ามันจะต้องเรียนอะไรบ้างก็ต้องมาเรียน
แล้วก็ค่อยๆ ถึงบางอ้อไปทีละจุดๆ อ๋อ
มันต้องเรียนอย่างนี้นะ
อ้อ มันต้องเรียนอันนี้เพิ่มขึ้นไปอย่างนี้



แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓





---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 13, 2023, 09:10:46 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  ปริยัติต้องเคียงคู่ไปกับปฏิบัติ


  ​พระมหาฟูกิจ :

คือโดยส่วนตัวนี่ตัวอาตมา...
ตัวกระผมเองนี่นะครับ
ก็ศึกษาบวชมาวัดป่าเหมือนกัน
แล้วก็มีพระอาจารย์ต้นนี่แหละ
ที่คล้ายๆ เป็นแบบอย่างในการศึกษา
มันก็เห็นคล้ายๆ กันว่ามันค่อยๆ เติบโต
พัฒนาไปเป็นจังหวะๆ ของมัน
ไม่ได้มีอะไรที่ไม่มีประโยชน์
เมื่อกี้พระอาจารย์ก็ได้เมตตาบอกพวกเรา
อย่างหนึ่งว่าการแยกนี่แหละจะทำให้เป็นปัญหา

การศึกษาไปเรื่อยๆ
นี่มันก็จะเข้าใจไปมากเรื่อยๆ
แต่สมัยก่อนก็ยังคงไว้ยังงี้
มายุคหลังนี่แหละเพิ่งมาปรับเปลี่ยน
แล้วเพิ่งมาเป็นแยกเป็นสายๆ

พระอาจารย์เห็นว่าตรงนี้
มันเป็นปัญหายังไงมั่งครับ
การที่ศึกษาแบบแยกส่วน
ฝั่งนี้ส่วนหนึ่ง ฝั่งนี้ส่วนหนึ่ง
แล้วก็ไม่ได้มาศึกษาอีกฝั่งหนึ่ง

  ​พระมหากีรติ : ใช่ ผมก็รู้สึกว่า
นี่มันเป็นปัญหาของบ้านเรา

คือของเรามันเหมือนกับแยก...
อย่างว่าเราแยกเป็นสายปริยัติกับปฏิบัตินะ

ซึ่งจริงๆ สองสายนี้มันแยกกันไม่ได้นะ
คือปริยัติโดยไม่มีปฏิบัตินี้
มันก็ไม่รู้จะเป็นปริยัติยังไง
เพราะสองอย่างนี้
มันต้องเช็คซึ่งกันและกันใช่ไหม

ส่วนปฏิบัติโดยไม่มีปริยัติมันก็หลงทาง
มันไม่รู้จะเช็คยังไงที่เราปฏิบัติมันตรงไหมอย่างนี้

  เพราะฉะนั้นสองอย่างนี้มันควรจะไปด้วยกัน
คือการแยกสมัยก่อนนี่
เขาแยกเป็น อรัญวาสี กับ คามวาสี


​อรัญวาสี ก็อยู่ที่ป่า ก็จะเน้นวิปัสสนาเป็นหลัก
ส่วน คามวาสี ก็เน้นอยู่ใกล้บ้านหน่อย
ก็จะเน้นพวกคัมภีร์ต่างๆ เป็นหลักนะ

แต่ว่าทั้งสองสายนี้
ก็ต้องทำทั้งปริยัติและปฏิบัติ
เพียงแต่ว่าเน้นอันไหน
ทีนี้ส่วนใหญ่ตอนแรกบวชเข้ามาก่อนนี่ก็ยัง

...หัวยังเขาเรียกว่ายัง Fresh อยู่น่ะ
ยังมีศรัทธามีอะไรเยอะ
ก็ให้ไปฝึกเรื่องของการเรียนพวกคัมภีร์ก่อน
แล้วก็ไปเรียนพวกสายปริยัติ...หนักปริยัติก่อน

แต่ว่าก็ต้องมีปฏิบัติด้วยนะไม่ใช่ทิ้งไปเลย
อย่างจะบอกว่าเดี๋ยวค่อยปริยัติให้สมบูรณ์ก่อน
แล้วค่อยไปปฏิบัติ

ที่จริง...มันไม่ได้หรอก
มันก็ต้องไปด้วยกันแหละ
เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้เน้นปฏิบัติ


​ปฏิบัติอันแรกก็คือต้องมีศีล
ไม่มีศีลก็ไม่ได้ใช่ไหม
มันเริ่มต้นก็ต้องมีศีลแล้ว

จะไปบอกว่า
“ขอหย่อนศีลเพื่อว่าจะไปเรียนปริยัติ”
ความเห็นผมผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
คือไปก็ต้องไปด้วยกัน
,ก็ศีลก็ต้องรักษาให้ถูกต้อง
เพียงแต่ข้อวัตร
หรือธุดงควัตรบางอย่างอาจจะไม่ได้
เพราะว่ามันอยู่...มันต้องมีภาระ
ที่จะต้องศึกษาคันถธุระ

แต่ว่าแล้วตอนนี้พอพรรษาเยอะๆ ขึ้นมา
พอมีพื้นฐานแล้ว
ตอนนี้ก็ต้องเน้นเรื่องของการปฏิบัติ
แต่ว่าจะต้องมีทีมปริยัติ คือหมายความว่า
ต้องพอตอบตัวเองได้ว่า
ตอนนี้เราปฏิบัติไปถึงไหน
อันไหนยังเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ
ต้องมีแผนที่คอยกำกับอยู่เสมอ

แล้วก็ไปปฏิบัติสักพัก
ถ้ามันไม่ได้ผลก็ต้องกลับมาเรียนปริยัติใหม่
เพื่อว่าจะได้เพิ่มพื้นฐานต่อไปได้อีก
ซึ่งตอนนี้เราจะเห็นอย่างของพระพม่านี่เขาจะคู่กัน

เขาไม่ได้แยกจากกัน

อย่างสมมติตอนไปเรียนเขาก็เรียนเต็มที่น่ะ
อย่างที่บอกว่าเรียนก็ท่องกันเต็มที่นะ
ผมไปดูพม่าแล้วประทับใจมาก
เขาเรียนแล้วเขายังมีการทรงจำ มีการท่อง


​ก็อย่างคำว่าปริยัตินี่มันแปลว่า
จะต้องท่องบ่อยๆ นะ สิ่งที่ควรเรียนรู้
และ ปริ มันมีความหมาย ปุนปฺปุนํ นะ
คือกลับไปบ่อยๆ ให้ถึง...
คือถึงและถึงบ่อยๆ ก็คือมันจะต้องขึ้นใจน่ะ
มันเป็นสิ่งที่เราจำได้แล้วเอามาเป็นที่พึ่งของเราได้

เดี๋ยวนี้พุทธพจน์อะไรก็ตามอะไรงี้
เดี๋ยวนี้เรายิ่งไม่ได้เน้นท่องจำ
เราก็เลยไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย

ฉะนั้นปริยัติอย่างของพม่า
เขามีอะไรอยู่ในหัวที่จะจำว่า
เออ ตัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
เป็นอะไรที่ควรจะต้องเข้าใจอรรถ
ให้มันลึกซึ้งๆ ไปเรื่อยๆ
มันก็พ่วงอยู่กับคัมภีร์แล้วก็ศัพท์บางอย่าง
ที่มันเป็นคำที่มันลึกซึ้งในอรรถ

อยู่ที่ว่าเราไม่เห็นตรงนี้
เราไม่เห็นประโยชน์ของเรื่องของคำบาลี
อะไรพวกนี้ เวลาพูดถึงบาลีเราก็ส่ายหัว
แต่จริงๆ มันมีอรรถอยู่ในนั้น
ที่เราจะต้องทำความเข้าใจ


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓



---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:09:11 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


พระมหากีรติ : “อย่างยกตัวอย่างง่ายๆ
อย่างส่วนของสุตตนิบาต สุตตนิบาตนี่
เป็นชั้นเก่าแก่ของพระไตรปิฎกเลย
เป็นคำสอนที่พระเณรส่วนใหญ่ก็จะท่องได้
แล้วก็เอาไปเข้าไปในป่า
แล้วก็ไปพิจารณาข้ออรรถข้อธรรม
มันจะเป็นคาถาสั้นๆ แต่ว่าอมความไว้เยอะ

พระสารีบุตรก็มาแตกอรรถกถาคือ
อธิบายน่ะชื่อว่า มหานิทเทส กับ จูฬนิทเทส
ตอนแรกๆ มันก็คงจะเป็นชั้นอรรถกถา
เพราะว่ามันเป็นคำอธิบายตัวพระไตรปิฎกใช่ไหม

แต่พอหลังๆ เขาก็ยกขึ้นมา
เป็นชั้นพระไตรปิฎกเลยเพราะว่ามันสูงมาก

พระสารีบุตรท่านอธิบายเองเลย
ก็เลยมหานิทเทส จูฬนิทเทส
ก็ขึ้นไปอยู่ในชั้นอรรถกถา
เหมือนกับปฏิสัมภิทามรรคก็เหมือนกัน
ก็ขึ้นไปเหมือนกัน ซึ่งของพม่านี่เขาก็ยกขึ้นไป
อีกอย่างเนตติปกรณ์ซึ่งเป็นของมหากัจจายนะ
เขาก็ยกขึ้นไป มิลินทปัญหาเขาก็ยกขึ้นไป
แต่ของเราแยกออกไป”


ฉะนั้นพวกนี้มันก็เป็นคล้ายๆ ว่าเป็นขั้นๆ
เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ อย่างวิสุทธิมรรคก็สำคัญ
เพราะมันเป็นองค์รวมของอรรถกถา

อย่างพระพุทธโฆษาจารย์นี่
ท่านประมวลความรู้ทั้งหมด
รวมอยู่ในวิสุทธิมรรค

แล้วก็เวลาท่านจะต้องไปแยกอธิบายในแต่ละคัมภีร์
ท่านก็ดึงออกไปจากวิสุทธิมรรคนี้แหละ


เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนอรรถกถา
ก็ต้องเรียนวิสุทธิมรรคด้วย มันก็ไปด้วยกัน


เพราะฉะนั้นเวลามาเรียน
นี่เหมือนกับเราเรียนไปด้วย
แล้วเราก็จะต้องรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า


เออ ตอนนี้มันมาอย่างนี้ๆ อะไรยังไงบ้าง

แต่ว่าตอนแรกๆ ก็โอเค
ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะเรียนพระไตรปิฎกก่อนก็ได้

แต่ว่าพอเรียนพระไตรปิฎกแล้วก็อยากจะรู้
...เราก็ต้องไปเรียนเพิ่มอรรถ
เวลาจะขยายความก็ต้องไปดูอรรถกถาฎีกา
แล้วอยากจะรู้เขายังไง ก็ต้องไปเรียนอภิธรรม
เพิ่มมานิดหน่อยแล้วก็จะได้อธิบายได้
ไปได้ตรงแนวตามที่ที่เขาตั้งใจไว้


​พระมหาฟูกิจ : เหมือนว่าพระไตรปิฎกนี้
คือคำสอนของพระพุทธเจ้านะครับ
แล้วก็ก่อนที่จะสังคายนา
นี่ก็มีพระช่วยกันจดจำมาแล้ว

พระอานนท์ก็จดจำ
แล้วก็จะมีคำอธิบายของพระสารีบุตร
ซึ่งก็จะเป็นคำอธิบายพุทธพจน์นั่นแหละ
ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงรับรองคำสอนเหล่านี้
ก็เลยมีคนยกขึ้นไป
เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกด้วย
ซึ่งของพม่าก็จะมีมากกว่านี้อีก


ฉะนั้นพระไตรปิฎกก็อาจจะพูดรวมๆ ว่า
เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยทั้งหมด
ใช่ไหมครับ แล้วก็นัย...นัยคำสอน
ความหมายของที่พระพุทธองค์ทรงตรัส
สอนไว้อยู่ในพระไตรปิฎกหมดแล้ว


ส่วนต่อมาอรรถกถานี้ก็คือคำอธิบาย
คำขยายพระไตรปิฎกอีกทีหนึ่ง
เพื่อสร้างความเข้าใจในแง่มุมต่างๆ
ที่พระพุทธเจ้าก็ดี พระสารีบุตรก็ดี
ได้ขยายได้สอนเอาไว้ในที่เหล่านั้นใช่ไหมครับ

แล้วตัวฎีกานี่ล่ะครับพระอาจารย์


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:08:54 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



…แล้วตัวฎีกานี่ล่ะครับ พระอาจารย์
พระมหากีรติ : อ๋อ เดี๋ยวขอกลับไปที่อรรถกถาก่อน
คือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง
ท่านก็เป็นอรรถกถาในตัวของท่านเองเหมือนกัน
คือ อรรถกถา แปลว่าขยายความ
บางทีพระพุทธเจ้าเทศน์สำหรับคนหนึ่งสั้นๆ
ทีนี้สำหรับคนนั้นน่ะ Work ไง
เพราะเขาเข้าใจ แต่ว่าคนอื่นมันไม่เข้าใจ
พระพุทธเจ้าก็ต้องมาขยายคำของตัวเอง
นั่นแหละที่เทศน์ไปแล้วน่ะ
ว่าไอ้ที่เทศน์ไปแบบสั้นๆ
สำหรับคนที่เขาปัญญาดีเขาบรรลุธรรมไปแล้ว
แต่คนปัญญาไม่ดีก็ฟังแล้วก็ไม่รู้อยู่ดี
พระพุทธเจ้าก็เอาคำเดิมนั่นแหละ
แต่มาเพิ่มขยายเข้าไปนะ
จริงๆ ถ้าในกรณีอย่างนี้
ก็เท่ากับพระพุทธเจ้านี้ก็เป็นอรรถกถาจารย์
อรรถกถาธิบายตัวของท่านเองใช่ไหม
คือพระพุทธเจ้าก็เป็นชั้นแรกน่ะ
เขาเรียกว่าเป็นมหาอรรถกถาชั้นสุดยอดเลย
เพราะว่าท่านรู้แน่นอนว่าท่านหมายความว่ายังไง

​ทีนี้พอออกจากชั้นพระพุทธเจ้ามา
ก็จะมีชั้นพระมหาสาวก
อย่างสมัยก่อนนี้
เขาก็จะนิยมไปหาพระมหากัจจายนะ
พระมหากัจจายนะก็เป็นเลิศ
ในทางที่จะขยายข้อความ
ทีนี้พระพุทธเจ้าเทศน์นิดหนึ่ง
แล้วท่านเข้ากุฏิไปแล้ว ปล่อยให้พระงง
พระก็จะไปกราบพระมหากัจจายนะ
บอกว่า “ที่พระพุทธเจ้าเทศน์สั้นๆ
อย่างนี้หมายความว่ายังไง”
พระมหากัจจายานะก็จะบอกก่อนเลยว่า
“ท่านก็ต้องไปถามพระพุทธเจ้าสิ
จะมาถามเราได้ยังไง”
คือสมัยก่อนเขาก็เกรงใจกันใช่ไหมว่า
เอ่อ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ควรจะฟัง
จากท่านโดยตรง แต่ลูกศิษย์ก็จะรบเร้า
บอกว่า “พระพุทธเจ้าท่านเทศน์แล้วกลับไปแล้ว
เกรงใจท่าน ขอฟังจากท่านก่อนเถอะ
ว่ายังไง ก็ให้ท่านลองพูดก่อน”
พระมหากัจจายนะก็เหมือนกับถ่อมตัว
บอกว่า “โอเค เราก็พูดได้ แต่ว่าพูดเสร็จแล้ว
ท่านต้องไปกราบเรียนพระผู้มีพระภาคเจ้านะ
ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่ายังไงก็ให้ทรงทำตามนั้น”
คือแต่ก่อนก็เป็นลักษณะอย่างนั้น
แล้วท่านก็ใช้ความสามารถของท่านเอง
ในการขยายความออกมา


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:08:36 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



อย่าง มธุปิณฑิกสูตร
นี่ซึ่งเป็นพระสูตรที่เพราะมาก
เป็นเขาเรียกว่าเหมือนกับรังผึ้ง
มันมีความหวานว่าอันนี้
ก็พระพุทธเจ้าตรัสไว้คาถาสั้นๆ
แล้วพระกัจจายนะมาขยายความอีก
ซึ่งก็ไพเราะมาก
พระสูตรที่เหมือนกับเป็นระบบปรัชญา
ทั้งหมดอยู่ในนั้น ถ้าใครศึกษามธุปิณฑิกสูตรนะ
แล้วก็พอภิกษุได้ฟังเสร็จแล้วก็กลับไปหาพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็ยอมรับบอกว่า
 “ถ้าเป็นเราจะขยายความ
ก็ขยายความแบบเดียวกับพระมหากัจจายนะ”
มันก็เห็นได้เลยว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง
ท่านก็ยอมรับ
ถ้าสมมติว่าคนที่พระมหากัจจายนะ
ท่านเป็นพระอรหันต์ด้วย ท่านมีปฏิสัมภิทาด้วย
 พูดง่ายๆ ท่านก็มีความรู้พอสมควร
เพียงแต่ท่านก็เกรงใจ
ท่านก็อยากจะให้กลับมาหาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก
แต่พระพุทธเจ้าก็อยากเปิดโอกาส
ให้คนอื่นได้มีการตีความด้วย
แล้วท่านก็บอกว่าถ้าเป็นท่านๆ
ก็จะขยายแบบเดียวกัน
แล้วสุดท้ายอันนี้ก็ได้ยกเป็นพระไตรปิฎก
เพราะฉะนั้นอย่างนี้จะเอาเป็นยังไง
 มันก็จะมีส่วนหนึ่งเป็นของพระพุทธเจ้า
ส่วนหนึ่งเป็นของมหากัจจายนะ
ซึ่งสรุปแล้วทุกอย่างก็ควรจะเรียนทั้งหมดล่ะ
เพราะว่ามันสำคัญ แล้วก็คนฟังจะได้ประโยชน์

เพราะฉะนั้นอรรถกถา
ก็จะมีหลายชั้นตอนใช่ไหม
แบบระดับพระพุทธเจ้าเอง
ระดับพระมหาสาวก แล้วก็มารุ่นหลัง
ก็มีเหมือนรุ่นอรรถกถาที่ทรงจำกันมา
แต่ว่ารุ่นแรกๆ
พระอรรถกถาก็เป็นพระอรหันต์ทั้งนั้นแหละ
 ก็มีความรู้เยอะ มีปฏิสัมภิทาด้วย
เพราะฉะนั้นก็เชื่อถือได้เพราะท่านเป็นพระอรหันต์

แต่ว่ามันก็จะมีช่วงหลังๆ
คือปัญหาของคนที่ตำหนิอรรถกถา
คือไม่เข้าใจว่าอรรถกถามันมีหลายชั้น
มันมีหลายรุ่น ก็ไปเข้าใจว่าอรรถกถา
อย่างอรรถกถามีการอธิบายธรรมบทอย่างนี้
บางทีเป็นอรรถกถาที่มาในรุ่นหลัง
 อย่างธรรมบทบางทีก็มีเรื่องในลังกา
ใส่เข้าไปบ้างใช่ไหม บางทีตัวเลขน่ะ
ส่วนมากจะติก็ติตัวเลข ทำไม โห
มีเป็นโกฏิเลยตั้งสิบล้านอะไรอย่างนี้
ฟังแล้วไม่น่าเชื่ออะไรอย่างนี้
พอไม่เชื่อตรงนี้ก็ไม่เชื่อตัวเลข
ก็ไปไม่เชื่ออย่างอื่นด้วยอย่างนี้
แต่ว่าเราก็ต้องเข้าใจบางทีมันเป็นสำนวน
ของทางภาษา ก็แตะไว้มันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นใช่ไหม


อย่างผมบอกท่านว่า “โห ท่านแสนดี”
อย่างนี้ มันไม่ได้หมายความว่าท่านดีสักแสนครั้งนะ
แสนดีมันเป็นสำนวนใช่ไหมว่า
เอ้อ ท่านดีเหลือเกินน่ะใช่ไหม
แบบเดียวกันอย่างนี้
อรรถกถาเขาก็จะมีสำนวนของเขาว่า
อันนี้เป็นยังไงๆ อย่างคำว่า “แสน” มันไม่ได้
อย่างคำว่า “โกฏิ”
มันอาจจะไม่ได้หมายความว่าสิบล้าน
แล้วต้องนับ ๑ ๒ ๓ ๔ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ยังงั้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจวิธีการ
การสำนวนภาษาเป็นอย่างนั้น
อย่าไปเขาเรียกว่าอย่าไปงง
แล้วพอๆ เห็นว่าตัวเลขมันไม่น่าเชื่อถือ
ประวัติศาสตร์ไม่นั่นก็เลยตัดไปหมด...
มันไม่ใช่ เพราะมันมีหลายระดับ เราก็ต้องควรเลือก


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓





---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2023, 05:21:09 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหากีรติ : ยุคอรรถกถาก็ประมาณพันปี
เป็นยุคที่พระพุทธโฆษาจารย์มาที่ศรีลังกา
แล้วก็แปลกลับไปเป็นภาษามคธ
แต่เดิมนี่มันรักษาอยู่ในปราสาทศรีลังกา
เพราะฉะนั้นเวลาแปลกลับไป
มันก็เลยมีวัฒนธรรมมีอะไรของศรีลังกา
พ่วงเข้าไปด้วย เวลาเราไปดูนี่
อรรถกถาพระธรรมบทอย่างนี้
จะมีเรื่องในลังกาเสริมเข้าไป
เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ถึงได้ว่ามันจะมีหลายระดับ
เราก็ต้องแยกแยะให้ดี


​ทีนี้พระพุทธศาสนาก็พัฒนาต่อมา...
มาในช่วงหลังต่อมานี่ ก็มีปัญหาทุกครั้งแหละ
ว่าพระภิกษุก็ปฏิบัติเสื่อมวินัยอะไรบ้าง
แล้วก็การเรียนอักษรมันก็ค่อยๆ เสื่อมไปอย่างนี้
ก็ต้องมีการเหมือนกับว่ามีการปฏิวัติ
มีการสังคายนาใหม่น่ะ

ทุกครั้งที่สังคายนาใหม่ก็ต้องมีการ
รวมเขาเรียกว่ามีการรวมเอาข้อต่างๆ
ที่มันมีปัญหาออกมาประมวล
แล้วก็มีการตอบโจทย์ในแต่อันแต่ละยุคๆ ไป


ทีนี้พอหมดยุคอรรถกถาไปนี่
ยุคอรรถกถาก็เป็นอีกยุคหนึ่งนะ
ยุคฎีกานี่ก็เป็นอีกยุคหนึ่งที่หลังจากนั้นนะ
ยุคฎีกานั่น น่าจะมาในยุคสมัย
พระเจ้าปรักกมพาหุของศรีลังกา
มีพระเจ้ากัสสปะไม่ใช่องค์ในสมัยพุทธกาลนะ

เป็นพระเจ้ากัสสปะ
เป็นพระกัสสปะรุ่นหลังสมัย
พระเจ้าปรักกมพาหุ
มหาราชของศรีลังกา
ก็แต่งฎีกาขึ้นมาเป็นการอธิบายอรรถกถาอีกทีหนึ่ง

นั้นฎีกาก็เป็น...
พออรรถกถาก็ห่างออกไปแล้ว
ตอนนั้นมัน ๑,๕๐๐-๑๖๐๐ ปีแล้ว
ก็เลยมาตั้งเป็น ๕๐๐-๖๐๐ ปี ก็ต้องมีการปรับ
เขียนฎีกาขึ้นมาตีความอรรถกถาอีกต่อหนึ่ง

​ฉะนั้นเวลาเราไปเรียนเราก็อรรถกถาไม่รู้
ก็มาดูฎีกา เราก็จะ อ้อ ชัดเจนมากขึ้น
ทีนี้มาในยุคหลังๆ นี่ก็จะมาถึงยุคของที่ว่า
ยุคของนิสสยะอีกของพม่า
เขาก็จะมีการแตกคัมภีร์ขึ้นมาอธิบาย
เวลาเขาสังคายนากันแบบสังคายนา
เรื่องอะไรที่มีประเด็นที่สำคัญๆ
เขาก็มีนิสสยะเขียนขยายไปอีก

เพราะฉะนั้นการเขียนขยาย
นี่มันก็มีเป็นยุคๆ ไป
ส่วนใหญ่ก็จะคู่กับการสังคายนา
สังคายนาก็ต้องมีการประมวลใหม่
แล้วก็มีการตอบปัญหาว่า
อันนี้ตกลงอันไหนถูกอันไหนผิด
ที่เขาตีความอย่างนี้
อาจารย์เกจิบางอาจารย์บอกว่าอย่างนี้
บางอาจารย์บอกว่าอย่างนี้

ตกลงอย่างไหนที่ถูก
หรือว่ามันพอจะรับได้ทั้ง อย่าง
หรือว่าอย่างนี้มันผิด
อย่างนี้มันนอกมติของเถรวาท
ก็ต้องมีฎีกาอาจารย์มาเป็นคนตัดสินนะ

เพราะว่ามันก็จะค่อยๆ มี
การพัฒนาออกมาอีกเรื่อยๆ
และพวกนี้ก็คือสิ่งที่เราค่อยๆ ศึกษาไปได้

พระมหาฟูกิจ : ก็เป็นคล้ายๆ
ผู้ช่วยนะครับอาจารย์...ผู้ช่วยศึกษานะครับ
อรรถกถาก็เป็นผู้ช่วยศึกษาพระไตรปิฎก
ฎีกาก็เป็นผู้ช่วยศึกษาอรรถกถา
นิสสยะก็เป็นผู้ช่วยศึกษาฎีกา
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นผู้ช่วยการศึกษาเรานี่แหละ


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2023, 05:24:46 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหาฟูกิจ : พระอาจารย์ครับ
แล้วแนวทางการศึกษาแบบนี้ครับ
มีอยู่ในต่างประเทศด้วยไหมครับ
เนื่องจากพระอาจารย์นี่เป็นธรรมทูต
แล้วก็เดินทางไปมาแล้วหลายที่
แล้วก็เป็นนิมนต์ไปหลายที่ครับ
มันมีแบบนี้นี่มันเป็นเฉพาะ Unique
ของประเทศไทยหรือประเทศไหนอีก
แล้วมีการเรียนการสอนแบบนี้ไหมครับ
ครอบคลุมไปถึงฆราวาสไหม

พระมหากีรติ : คือแบบนี้มัน...
การศึกษาของพุทธศาสนานี้
มันก็โดยตรงก็คือพระ พระเณรก็เป็นหลักใช่ไหม

แต่ของเถรวาทเรานี่ก็ให้ความสำคัญมาก
แล้วก็โดยเฉพาะการตีความอะไรพวกนี้
มันจะมีสิ่งที่จะต้องเรียนรู้เยอะมากนะ
คือต้องเรียนรู้ให้เรียนทั้งภาษา
เรียนทั้งอภิธรรมอะไรพวกนี้
เพื่อจะได้ให้มั่นใจว่าเรามีทิฏฐิที่มันตรงจริงๆ

แต่ว่าอย่างของถ้าเป็นนิกายอื่น
ผมก็มีความรู้ไม่เยอะเท่าไหร่
แต่ผมรู้อย่างหนึ่งอย่างสมมติว่า
ของญี่ปุ่น หรือของจีน หรือของทิเบตอะไรพวกนี้

เขาก็มีการศึกษาของเขาเหมือนกัน

แต่ของทิเบตมันก็น่าสนใจเขาเคย
ผมเคยคุยกับพระที่ทิเบต
เขาเรียนกลับกันกับของเรา

ของเราเรียนวินัย พระสูตร อภิธรรม ใช่ไหม

ของเขาไปเรียนอภิธรรมก่อน แล้วก็พระสูตร
แล้วก็วินัยทีหลัง เออ ก็แปลกดี

คือผมไปคุยกับเขา
เขาก็เหมือนกับเป็นดอกเตอร์
แล้วเขาก็มาเรียนวินัย
มาเรียนวินัยที่วัดป่านานาชาตินะ
พื้นฐานนี่เขาเริ่มอภิธรรมมาก่อน
แล้วก็มาปิดท้ายด้วยวินัยทีหลัง

เอ่อ ก็แปลกดีเหมือนกัน
คือเขากลับหัวกลับหางกับที่เราเรียน
จากวินัยขึ้นไปก่อนใช่ไหม อันนี้ก็คือข้อแตกต่าง

ส่วนของศรีลังกา
ศรีลังกาเขาก็มีหลักระบบดีพอสมควรเหมือนกัน

ผมเพิ่งสัมภาษณ์ท่านพระอาจารย์
ที่มาจากศรีลังกา เขาก็มีระบบนี่แหละ
พยายามที่จะเอาปริยัติ ปฏิบัติไปด้วยกัน

แล้วก็เอาสิ่งที่อย่างของพระนี่
เขาก็จะมีต้องสอบ สอบ
อย่างวินัยนี่เขาจะสอบ
ปาราชิก กับ สังฆาทิเสส
นี่สำคัญจะต้องผ่านให้ได้
แต่ถ้าวินัยที่มันรองลงมานี่
ก็อาจจะแบบรู้ไว้ก็ได้แต่ว่าไม่สำคัญ
วินัยหลักนี่ต้องได้ก่อนเพราะว่าสำคัญใช่ไหมอย่างนี้

แล้วก็ส่วนพระสูตรนี่
ก็พระสูตรที่โยงกับการปฏิบัติ
อย่างสติปัฏฐานสูตรนี่ก็ต้องรู้มาก่อน
หลายๆ อันคือต้องรู้ก่อน
แล้วก็เขาถึงจะส่งไปปฏิบัติได้นะ



แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓




---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 26, 2023, 04:51:49 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหาฟูกิจ : พระอาจารย์เคยเป็นแพทย์มาก่อน
ถ้าพระอาจารย์พอจะอุปมาอุปไมยเชื่อมโยง
ระหว่างการศึกษาปริยัติกับการเรียนหมอ
มันต่างกันเหมือนกันคืออะไรครับ
การปฏิบัติกับการเรียนหมอมันคืออะไรอย่างนี้ครับ

พระมหากีรติ : อ๋อ ถ้าเป็นผมอุปมานะ
ผมก็จะเปรียบเทียบคืออย่างหมอนี่
เราจะมีเขาเรียกว่า Textbook เป็นสิ่งที่สำคัญ
อย่างการมี Textbook นี่มันเป็นหลักเลยว่า
จะเป็นหลักว่าโรคแบบนี้นะมันจะมาด้วยอาการอย่างนี้ๆๆ

เราก็ต้องวินิจฉัยได้ด้วยอะไรๆ ก็ต้องชัดเจน
แล้วก็ใช้ยาอะไรแล้วจะหาย มันจะมีชัดเจน
ว่ามันเป็นยังไงเป็นเรื่องเป็นราว


แต่ว่าสำหรับเป็นหมอนี่
เราก็รู้กันเลยว่าทุกคนที่เข้ามานี่
มันไม่ได้ตรงตาม Textbook หมดนะ
คือจะต้องเอา Textbook ต้องรู้ Textbook ไหม?
ต้องรู้ ถ้าไม่รู้นี่แย่เลยนะ เราจะจับหลักอะไรไม่ได้

แต่รู้แล้วนี่มันยังไม่พอ
มันจะต้องมาดูในรายนั้นเฉพาะราย
เพราะแต่ละคนนี่คนไข้
ก็จะมีความแตกต่างกันในหลายๆ เรื่อง
แต่ว่าเราเอาความรู้จาก Textbook นี่มาเข้าใจ
แล้วเราก็รู้ อ้อ เราก็รู้ว่าส่วนใหญ่นะ


สมมติว่าคนไข้ๆ อย่างโควิดนี่
มันจะมีอาการอย่างนี้ๆ
แต่มันก็ไม่ได้มีอย่างนี้ทุกคน
อาจจะเป็นอย่างนี้ ๘๐เปอร์เซ็นต์
อย่างนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี่เราก็รู้
แต่ว่ามาเจอคนไข้จริง
เราก็ต้องประมวลอีกทีหนึ่ง


แบบเดียวกันนะเวลามาเป็นพระนี่
พระไตรปิฎกก็เหมือนกับ Textbook สำคัญไหม
...สำคัญ แต่ว่ามันจะตรงยังงั้นเป๊ะๆ ไหม

ผมว่าเราก็ต้องเอาไปใช้ก่อนใช่ไหมว่า
โอเค ในรายนี้มันเอาไปใช้อย่างไร
บางทีก็ต้องมีการปรับให้มันเข้ากับแต่ละคน


เพราะฉะนั้นคือ Textbook
มันควรจะมีและเราควรจะศึกษาด้วย
แต่ว่าการที่เราจะไปบอกอย่างเดียวว่า
ต้องตรง Textbook เท่านั้นนะ
ถ้าไม่ตรงจาก Textbook ไม่ใช่

อันนี้ก็ต้องระวังเลยธงไปเหมือนกัน


บางคนไปเรียนอภิธรรมแล้วก็เขาเรียกว่าจับผิดน่ะ

เอาเป็นเครื่องมือในการไปฟาดฟันคนอื่น
เวลาใครพูดก็ อ้อ นี่ผิดๆๆๆๆ อย่างนี้
อันนี้ก็ถือว่ามันก็ไม่ตรง
เพราะว่ามันก็ไม่ใช่ทุกคน
มันจะตรงมาจาก Textbook หมด
บางทีก็จะต่างกันไปบ้างตามสิ่งแวดล้อมอะไร

แต่แล้วถามว่าเรียนไหม...ก็เรียนก็สำคัญ

แต่ว่าเวลาเอาไปใช้ก็คือต้องใช้วิจารณญาณ
และต้องใช้ในบริบทของสิ่งนั้นอีกทีหนึ่ง


เพราะฉะนั้นควรเรียน
แล้วก็ต้องมีการชั่งน้ำหนักกันระหว่าง ๒ สิ่งนี้
ระหว่างสิ่งที่เป็นหลักกับสิ่งที่เวลาเอาไปใช้จริงๆ
เราก็ต้องรู้ว่ากรณีไหนควรจะใช้อย่างไร


พระมหาฟูกิจ : ครับ พระอาจารย์มีคำถามมาครับ
พระมหากีรติ : เห็นแล้วๆ โอเค อ๋อ
การเป็นมหาต้องเรียนสาขาใดในพุทธศาสนา?

อ๋อ อันนี้มันเป็น... ตำแหน่งมหานี่
เป็นตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ไทย ยกย่อง
เป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์บูชา
เกิดจากการที่ถ้าเป็นเมืองไทย
ก็คือเรียนบาลีครบประโยค ๓
ก็จะได้ตั้งชื่อว่าเป็นพระมหา ก็แค่คือง่ายๆ
ก็ต้องเรียนบาลีจบประโยค ๓ ขึ้นไปก็จะเรียกว่า พระมหา


ส่วนฆราวาสเรียนเพื่อเป็นมหาได้หรือเปล่า?

อ๋อ ถ้าเป็นฆราวาสเขาก็ไม่เรียกมหา
จริงๆ มหานี่ก็ต้องเรียกเฉพาะพระเท่านั้น
ถ้าเป็นเณรนี่เขาก็ไม่เรียกมหา เขาเรียกเปรียญ

อย่างเณรที่จบ ป.ธ.๓ นี่เขาก็เรียกว่าเปรียญ
ก็ต่อท้ายว่าเปรียญเฉยๆ เพราะฉะนั้นฆราวาสนี่
ก็น่าจะมีชื่อเป็นพิเศษมั้ง ก็อาจจะไม่ได้มีตำแหน่งอะไร

เพียงแต่ว่าฆราวาสก็เรียนได้นะ
เรียนถึงจบ ป.ธ.๙ ก็ยังมีเลย
นั้นก็เรียนได้แต่ว่าจะไม่ได้ตั้งชื่อเป็นมหา
ตามหลักของที่ในหลวงท่านทรงเมตตา
ท่านอยากจะสนับสนุนการศึกษาพระบาลี
ท่านก็เลยมีการสนับสนุน
มีการถวายพัดเขาเรียกว่า พัดยศ น่ะ
พัดสำหรับวุฒิ จบวุฒิการศึกษาว่าเป็นพระมหาแล้ว

ก็จะมีท่านก็ถวายพัดมาให้อย่างนี้ว่าเป็นที่...
คนก็ในแง่หนึ่งก็ทำให้
การศึกษาบาลีของเมืองไทยเจริญ
เพราะว่าคนก็อยากได้จากในหลวงใช่ไหม
ก็ทำให้พระเณรนี่ตั้งใจเรียนพระมหา
ก็เป็นขั้นตอนแรกในการที่จะทำความเข้าใจบาลี
ก็คนที่จบมหาอย่างน้อยเขาก็แปลได้นะ
...สามารถที่จะแปลพระไตรปิฎกได้บ้าง


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓




---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2023, 12:51:40 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหาฟูกิจ : แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรครับ
ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรน่ะครับพระอาจารย์
พระมหากีรติ : อ้าว ก็ต้องกลับมาดูที่บาลีสิครับ
คือพระพุทธเจ้าก็ต้องสอนเป็นพุทธพจน์
คือบาลีเป็นภาษาที่รักษาพุทธพจน์ไว้
พูดง่ายๆ คือ ต้องอยู่ในพระไตรปิฎก
จะบอกว่าพระพุทธเจ้าพูดอย่างนี้
ก็ต้องถามคุณว่า “อ้าว แล้วคุณเอามาจาก
พระไตรปิฎกสูตรไหนส่วนไหน”
ถ้าเขายกบาลีมาอ้างได้
แล้วมันแปลเป็นอย่างนั้นได้
แล้วเราก็โอเคยอมรับว่าพระพุทธเจ้าพูดอย่างนี้


แต่ว่าถ้ามันไม่มีบาลีรองรับเลย
แล้วเขาเอามาจากไหน
บางทีมันก็จะเข้าข่าย …อ้างมั่วว่าเป็นพุทธพจน์

คือตรงนี้เป็นข้อแตกต่างระหว่างเถรวาทกับมหายาน

เถรวาทเราจะต้องชัดเจนว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง
ว่าอันนี้นะมันมาจากพระไตรปิฎกตรงนี้...ตรงนี้
พระพุทธเจ้าตรัสที่เมืองนี้ ตรัสกับใคร
ทุกอย่างมันจะมีขึ้นหัวไว้หมดเลย

แล้วก็จะมี Reference ทุกอย่างหมด
แต่ว่าของมหายานเขาไม่ได้เคร่งครัดเรื่องนี้
เขาก็ไปแต่งใหม่ได้
เกิดอย่างปรัชญาปารมิตาหรืออะไรงี้
เขาก็ไปแต่งใหม่ว่าเกิดที่โน่นที่นี่
สุคติว่าอย่างนี้
พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างนี้ๆ
พระยูไลอะไรก็ว่าไปอย่างนี้ มันก็ยากแล้ว
เพราะว่าเขาเหมือนกับแต่งทีหลังแล้ว
เขาไปบอกว่าพระพุทธเจ้าพูดใช่ไหม เออ มันก็ยาก



แต่ถ้าเรามาลงอย่างของเถรวาท
เรามีคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานนี่
เราก็ยิ่งโยงกับมันได้นี่
ตกลงที่คุณว่าพระพุทธเจ้าพูดอย่างนี้นี่
มันอยู่ในพระสูตรไหน พระสูตรส่วนไหน
แล้วมันก็จะต้องมีบาลีกำกับ ถูกไหม
เราก็สามารถจะบอกได้
ถ้าบอกบาลีอย่างนี้
ใช่แล้วว่าพระพุทธเจ้าพูดแน่
แต่ว่ามันมีปัญหาอีกว่าตอนแปลออกไป
บางทีเขาแปลอาจจะมีบาลีเป็นอย่างนี้
พระพุทธเจ้าพูดบาลีตรงนี้

แต่เวลาเขาแปลเป็นภาษาอังกฤษ
เขาแปลเป็นอีกสำนวนหนึ่ง
ยังงี้เราก็ต้องมาคุยกันแล้ว

อันนี้มันเถียงกันได้ว่า
คุณแปลถูกหรือคุณแปลผิด

แต่ว่าตัวบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัสนี่
อันนี้เถียงไม่ได้ เพราะมันมีหลักอยู่นี่ว่า
พระพุทธเจ้าพูดอย่างนี้จริงหรือเปล่า

พระมหาฟูกิจ : คือสำคัญที่หลักฐานที่มานะครับ
มากกว่าใครพูด ใครบอก ใครอธิบาย

พระมหากีรติ : อืม ก็ถ้าเราเป็นเถรวาทเรา
ก็จะมีข้อสรุปตกลงกันว่า
ถ้ามันมาจากพระไตรปิฎก
ถึงจะยอมรับว่าเป็นของพระพุทธเจ้า
แต่ว่าถ้าเป็นอย่างอื่นเราก็พูดไปสิว่าใครพูดก็ว่าไป

จริงๆ มันก็ยอมรับได้คือสิ่งนั้นน่ะ
ถ้ามันเป็นเหตุเป็นผล???


แต่ว่าอย่าไปบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัส
เพราะมันจะทำให้มันสับสน
ก็อาจจะเป็นเขาเรียกว่าเป็นอนุพุทธ (ผู้รู้ตามหลัง)

อันนี้ก็ต้องแล้วแต่นะว่า
ตกลงเป็นพุทธจริงหรือเปล่า
ก็ต้องว่าตามอีกทีหนึ่ง

บางสิ่งก็น่าฟังน่ารับไปพิจารณา
แต่ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้า (เป็น) พระพุทธพจน์ไหม
มันมีที่มาที่ไปเราก็ต้องพูด
เราก็ต้องหาให้มันได้


…ทีนี้การมาเรียนนี่
มันจะมาเกื้อกูลตรงนี้ว่า
เราจะรู้ว่าคำนี้พระพุทธเจ้าพูดไหม
คำนี้มันมาจากบาลีว่าอะไร
แล้วก็จะโยงกลับไปเช็คไปหาข้อมูลได้

พระมหาฟูกิจ : ครับ ก็เป็นเรื่องที่
เราต้องรับผิดชอบตัวเราเองนะครับ
ว่าเราจะศึกษาอะไร ปฏิบัติโดยอะไร
ต้องรับผิดชอบตัวเราเองด้วย
มากกว่าจะไปฝากชีวิตไว้ที่คนอื่น
พึ่งพาคนอื่นโดยส่วนเดียวนะครับอาจารย์


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2023, 12:42:58 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



สมัยก่อนนี้อาจจะไม่มีหนังสือแปลอย่างนี้
คนที่จะอ่านได้ก็ต้องเป็นมหา
ถึงจะไปอ่านให้ฟังได้ใช่ไหม
แต่ปัจจุบันนี้ก็มีคำแปลเยอะ
บาลีคนก็ไม่ได้เห็นความสำคัญ
คือบางทีเรียนมหา
แต่ก็ไม่ได้เอาไปแปลพระไตรปิฎก
ส่วนใหญ่ก็เรียนแต่เฉพาะในบทเรียน
ก็แปลแต่ในธรรมบทนะ
อันนั้นก็ยังไม่ได้ประโยชน์


จริงๆ แล้วก็ควรจะเอาความรู้ที่ได้นี่
ไปเข้าใจพระไตรปิฎกอีกทีหนึ่ง
ถึงจะเป็นพระมหาที่ได้ใช้จริงๆ ที่ได้เรียนมา

เพราะเรียนบาลีก็เหมือนเรา
เรียนรู้ภาษาไทยอย่างนี้ใช่ไหม
มันยังไม่ได้เอาไปใช้นะ
มันต้องเอาภาษาไทยนี้ไปอ่าน
ทำความเข้าใจใช่ไหม จะเอาอะไร
ก็ไปทำความเข้าใจในนั้นไป
แค่รู้ภาษาเฉยๆ มันยังไม่พอน่ะ
แต่มันก็เป็นพื้นฐานสำคัญ

เพราะฉะนั้นของๆ เรานี่
เราเอาแค่ภาษาเบื้องต้นพอแปลได้
ท่านก็ยกย่องแล้วว่าเป็นพระมหา



พระมหาฟูกิจ :
พอที่จะเข้าไปแปลตัวบาลีได้นะครับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจ
ครอบคลุมทั้งหมดในพระไตรปิฎก
ก็มีเครื่องมือพอประมาณแล้วที่จะ
สามารถศึกษาบาลีได้

ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองผมจบ ป.ธ.๓ มานี่

ผมก็เข้าใจว่า
มันก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนเดียว
และต้องใช้ฉันทะมาก
ในการศึกษาพระไตรปิฎกต่อไป
ซึ่งถ้าให้แบ่งปันให้ญาติโยมฟัง
ในนามของพระรูปหนึ่งที่เรียน ป.ธ.๓
จบเหมือนกัน ก็คือมันเหมือนเรียนรู้
ว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเล็กๆ แล้ว

แล้วพระไตรปิฎกนี่
เหมือนกับสระว่ายน้ำใหญ่ แม่น้ำ
ลำคลอง เหมือนกับทะเล มหาสมุทรเลย
ซึ่งการว่ายน้ำนี้แม้มันจะใช้ได้ในสระเล็กๆ
แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าจะครอบคลุมไปทั้งหมด

ต้องไปฝึกว่ายน้ำในสถานที่ต่างๆ
ในบริบทต่างๆ ด้วย



แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2023, 12:45:16 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



แล้วก็จะไปเจออีกอย่างหนึ่งก็คือ
เรื่องของอภิธรรมซึ่งสำคัญมาก
คือคอร์สที่ผมทำน่ะครับพระอาจารย์
ก็จะมีทั้งบาลี ทั้งอภิธรรม
แล้วก็ยกพระสูตรมา แล้วก็ดึงอรรถกถา
มาตรวจสอบอยู่เสมอน่ะครับพระอาจารย์


ทีนี้นี่ไม่มีคำถามอย่างอื่นเลย
ไม่รู้โยมเขาเข้าใจกันกี่มากน้อยนะครับ
แต่ผมรู้สึกว่าผมฟังแล้วเอิบอิ่มใจมากเลยครับ
เหมือนว่ามีกลุ่มพระจำนวนหนึ่ง
ที่กำลังตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง
เพื่อคงไว้ซึ่งพระศาสนาน่ะครับ

พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรครับ
ว่าที่ปริยัติเป็นรากของพระศาสนาน่ะครับ


พระมหากีรติ : (หัวเราะ)
ก็ผมก็เห็นด้วยนะจริงๆ
ก็คือการปฏิบัตินี่
มันเป็นเรื่องส่วนตัวใช่ไหม
คือใครทำก็คนนั้นได้
แต่ว่าปริยัตินี่มันเป็นสิ่งที่เหมือนกับ
เป็นมรดกของพระพุทธเจ้ามา
แล้วมันก็สามารถที่จะรักษาส่งทอดต่อๆ ไปได้

ฉะนั้นเขาก็เลยให้ความสำคัญของปริยัติ
โดยเฉพาะอย่างพระที่บวชใหม่ๆ ก็ดี
หรือว่าใครที่อยากจะเข้าใจแผนที่
ของการปฏิบัติน่ะก็ต้องมาเรียนปริยัติเป็นหลัก


คือปัจจุบันนี้ความที่เราไม่ได้ถ่ายทอด
มาเป็นมุขปาฐะ เราก็เลยไม่ค่อยเห็นความสำคัญ
แต่ว่าสมัยก่อนนี่ถ้าไม่มีปริยัตินี่จบเลยนะใช่ไหม

มันไม่มีหนังสงหนังสืออย่างนี้นะ
มันต้องอยู่ในความจำของแต่ละองค์ไง
แล้วเวลาจะพูดก็ต้องจำ
แล้วก็ถ่ายทอดออกมา...ถ่ายทอดออกมา

เพราะฉะนั้นปริยัติมันถึงสำคัญมาก
เป็นพื้นฐานทั้งหมด แต่ปัจจุบันนี้
ความที่พอมันมีสื่ออย่างอื่นแล้ว
บางทีก็ทำให้อย่างนี้ก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่ง
ก็คือว่าพระก็เห็นว่า อ้าว ก็มันมีอยู่แล้วนี่
อยู่ในพระไตรปิฎกอะไรอย่างนี้
ก็เลยไม่ได้ใส่ใจที่จะศึกษา

แต่ว่าพอไม่ศึกษา
มันก็เลยไม่ได้เอามาใช้เท่าที่ควรน่ะ
มันก็เลยเป็นสิ่งที่อยู่ในตู้อะไร
ที่มัน...เออ ดีไหม? ดี ควรบูชาไหม?
ควรบูชา แต่ว่าไม่เข้าใจว่ามันดียังไง
ไม่ได้เอาออกมาศึกษา
ไม่ได้เอามาเรียนรู้ ก็เลยเสียดายตรงนั้น


ฉะนั้นปริยัติคือก็อยากให้เอามาเรียน
เอามาสาธยาย แล้วก็จะได้พยายาม
เข้าใจอรรถของมันแต่ละคำนะ
คือมันโยงอยู่กับคำเหมือนกันนะใช่ไหม

เวลาเราจะสื่ออะไรบางอย่าง
ถ้าคำเราไม่มีมันก็ไม่รู้จะสื่ออย่างไร
อย่างคำบางคำเป็น Keyword อย่างนี้
อย่าง ปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้
เราก็ควรจะเข้าใจว่ามันคืออะไร
แล้วมันแปลว่าอะไรนะ อย่าง???คำง่ายๆ
อย่าง อนัตตา อะไรพวกนี้
มันเป็นสิ่งที่เราควรจะเรียนรู้และเข้าใจ
อรรถของมันมากขึ้น ในการที่เรามีบาลีแล้ว
มีการศึกษายังงี้ ยังมีองค์ธรรม
มีครูที่จะสอนเราได้นี่ เราก็ควรจะ
ใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด



แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2023, 06:19:49 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


























ขอบคุณรูปภาพจาก Álbumes de Kanlayanatam พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
https://web.facebook.com/100064859643754/photos/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2023, 06:45:20 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
พระมหาฟูกิจ : มีคำถามครับพระอาจารย์
มีพระบางกลุ่มกล่าวว่าพระไตรปิฎกนั้น
มีคำที่ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้าปะปนอยู่
กลุ่มของพวกเขาเลยตัดคำเหล่านั้นทิ้ง
พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร
และฆราวาสจะต้องทำอย่างไร
กับความคิดเห็นแบบนี้ครับ

พระมหากีรติ : ก็แน่นอนก็ในพระไตรปิฎก
ก็ต้องมีกรณีว่าบางทีพระพุทธเจ้าไปสนทนา
กับคนอื่นก็จะมีคำของคนอื่นอยู่ด้วย
คือเราก็ศึกษาไปทั้งหมดนั่นแหละ
ว่ามีอะไรอยู่ในพระไตรปิฎก
แล้วก็การที่เราจะไปตัดนู้นตัดนี้นี่มันยาก
 เดี๋ยวดีไม่ดีเดี๋ยวไปตัดของพระพุทธเจ้า
ออกไปด้วยใช่ไหม

คือแล้วอย่างที่บอก ยกตัวอย่าง
ที่ต้นชั่วโมงที่บอกแล้ว 
บางทีพระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับนะ
อย่างคำของพระกัจจายนะ เป็นต้น
อะไรอย่างนี้
หรือว่าในนั้นก็จะมีคำของพระสารีบุตร
คือในนั้นเขาจะสรุปว่ามีคำสอน
ของพระพุทธองค์ ๘๒,๐๐๐
แล้วคำสอนของสาวก ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์นะ
ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่
ก็เป็นของพระพุทธเจ้านั่นแหละ
แต่ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็มีอยู่ก็
เป็นของพระสาวกก็ปะปนอยู่ในนั้น
แต่ว่าเชื่อถือได้
เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น
การที่เราจะไปตัดทิ้งอะไร
อย่างนี้ก็เสียดาย
เพราะว่าเราควรจะทำความเข้าใจ
แล้วถ้าเราไปตัดทิ้งหมด
มันก็จะเข้าใจยากเหมือนกัน

อย่างอรรถกถา
ก็มีความสำคัญเหมือนกัน
ในการที่จะตีความ อย่างบางเรื่อง
เอ้า ยกตัวอย่างอย่างพระสูตรบางสูตร
พระพุทธเจ้าก็โผล่ขึ้นมาเลย
 “เธอควรฆ่าพ่อ ควรฆ่าแม่ ควรฆ่าพราหมณ์
ควรฆ่าพระราชาทั้งสอง” อะไรอย่างนี้
แล้วถ้าเราไม่อ่านอรรถกถา
แล้วเราก็พระพุทธเจ้าบอก
ให้ไปฆ่าพ่อหรือฆ่าแม่เหรอ? ไม่ใช่
พระพุทธเจ้าสอนต้องการจะสอนให้ฉุกคิด
พระอรรถกถาก็จะอธิบายว่าพ่อนี่หมายถึงอะไร
 พ่อนี่หมายถึง มานะ แม่นี่หมายถึง ตัณหา
ให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่
ราชาทั้งสอง ก็คือ มิจฉาทิฏฐิทั้ง ๒
เป็นอุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ อะไรอย่างนี้
อรรถกถาก็เป็นตัวอธิบายมา
ให้เราตีความอย่างถูกต้อง...ไม่ให้เข้าใจผิด
มีการคล้ายๆ ว่าดึงเชื่อมโยงแล้วก็ให้ว่า
เอ้อ ในที่นี้พระพุทธเจ้าต้องการหมายถึงอะไร
เพราะคนที่อ่านอรรถกถานี่
ท่านเรียกว่าเป็นพุทธมะตัญญู
เป็นผู้รู้มติของพระพุทธเจ้า
เพราะท่านอ่านมาเยอะ
ท่านท่องได้หมดอยู่แล้ว
 ท่านก็รู้ว่าคำนี้แหละควรจะหาคำอะไร
มาอธิบายว่าพระพุทธเจ้านี่เทศน์บอกคนนั้น
ท่านก็คนนั้นพร้อมอย่างนั้นท่านก็ใช้คำอย่างนั้น
แต่บางทีมันอาจจะไม่เหมาะกับเรา
พระอรรถกถาก็จะมาเป็นตัวมาไกล่เกลี่ยให้ว่า
อ้อ คำอย่างนี้นะ
มันควรจะหมายความว่าอย่างไร
แล้วเราก็อ่าน เราก็ศึกษา

ฉะนั้นก็เห็นด้วยว่าควรจะศึกษาพระพุทธพจน์
แต่การที่จะเข้าถึงพระพุทธพจน์ได้
เราก็ต้องศึกษาอรรถกถาฎีกาอะไรพวกนี้
เพื่อว่าเราจะได้เข้าถึงพระพุทธพจน์ด้วย
...มันไปในทางเดียวกัน
เหมือนเราจะศึกษาอะไรคัมภีร์อะไร
บางอย่างโบราณ แล้วเราไม่อ่าน Dictionary
ไม่อ่านสารานุกรม
แล้วเราจะเข้าใจได้ไหม...
มันก็ไม่ได้
เหมือนกับเราตัดขาตัวเอง
เราจะเข้าไปถึงได้เราก็ต้องอ่านพวกนี้
เป็นทางเพื่อจะเข้าไปศึกษาอยู่ดี
เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วยต้องศึกษาพระพุทธพจน์
แต่ว่าก็อย่าไปตัดอย่างอื่นทิ้ง
เพราะว่ามันเป็นทางที่เรา
จะเข้าใจพระพุทธพจน์ได้ดีมากขึ้น

​พระมหาฟูกิจ :
เหมือนให้มองประโยชน์มากกว่านะครับ
ว่าเวลาพระพุทธองค์ทรงสนทนากับใคร
ยกตัวอย่างเช่น
พระพุทธองค์สนทนาประโยคนี้
มีคนอื่นสนทนาประโยคนี้ คนอื่น
 พระพุทธองค์สนทนาประโยคนี้
คนอื่นสนทนาประโยคนี้
คำของพระพุทธองค์คืออันนี้ครับ
แต่คำของคนอื่นคืออันนี้
แต่ถ้าตัดอันนี้ไปไม่เข้าใจเลย


พระมหากีรติ : ใช่
มันเป็นปฏิกิริยาซึ่งกันและกันใช่ไหม
เรารู้อันนั้นด้วยใช่ไหม เออ ก็ควรจะศึกษาด้วย
หรืออย่างเวลา
พระพุทธองค์วิพากษ์พวกพราหมณ์
อย่างนี้ การบูชายัญอะไรพวกนี้
ถ้าเราไม่รู้บริบทมาก่อนว่า
พราหมณ์เขาทำอะไรกันอยู่ก่อน
เราก็ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้ากำลังวิจารณ์อะไร
บางทีมันก็ต้องศึกษาไปด้วยเราจะได้รู้
ก็ศึกษาสิ่งที่ผิดนั่นแหละเพื่อจะได้รู้ว่า
ถูกมันเป็นอย่างไร ที่มันไม่ใช่สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูก
เพราะฉะนั้นบางทีมันก็ไปด้วยกัน
เราจะไปศึกษาของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว
มันก็ทำให้เราบางทีไม่ได้เข้าใจมุมมองอย่างอื่น
ในการศึกษาทั้งหมด
เราก็จะทำให้เราเข้าใจว่า
พระพุทธเจ้านี่ท่านตรัสอะไร
ก็จะศึกษาไปด้วยกันอย่างนี้แหละ


แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓


ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



   พระมหาฟูกิจ : เหมือนว่าการพยายามที่ผิดๆ
โดยอ้างว่าจะทำให้พระพุทธพจน์บริสุทธิ์ถูกต้อง
กลับจะยิ่งทำให้พระธรรมคำสอนผิดเพี้ยนไป
แล้วสำหรับฆราวาสนี่ ถ้าสนใจศึกษาบ้าง
เขาควรต้องทำอย่างไรล่ะครับอาจารย์

   ​พระมหากีรติ : สำหรับฆราวาสก็ต้องศึกษา
มีอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่แล้วก็อ่านได้ อย่างนี้
เอ้าก็ไปเปิดดูในเว็บ ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ได้
หรือเข้าไปศึกษาพระสูตรอะไรเดี๋ยวนี้
เขาจะมีข้างล่างอยู่ว่า ในอรรถกถาว่าอย่างไร
เราก็ไปอ่านเพิ่มตรงนั้นได้นะ ถ้าไม่เข้าใจ
ก็อาจจะต้องไปอ่านพวกอภิธรรมมาเสริม
จะได้ทำความเข้าใจให้มันมากขึ้น

  หรือว่าถ้าแนะนำก็คือ
อาจจะต้องไปศึกษาวิสุทธิมรรคด้วย
เพราะว่าอรรถกถานี่มันมีข้อกำจัด
เพราะว่าอันไหนที่เขียนไว้ในวิสุทธิมรรค
แล้วเขาก็จะไม่เขียนในอรรถกถาอีก
เขาก็จะบอกว่าที่เหลือให้ไปศึกษาเอาในวิสุทธิมรรค


   เพราะฉะนั้นคนที่จะศึกษา
คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ในแง่หนึ่ง
ก็ต้องผ่านตัววิสุทธิมรรคมาก่อน
ไปเรียนระบบของเขามาก่อน
แล้วเวลามาอ่านพระสูตรนี่
มันก็ทำให้เราเข้าใจได้ดีมากขึ้น

อันนี้ก็เป็นการศึกษาในระบบ
ที่เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้
ถ้าเรามีเวลาเราก็ศึกษาไปตามระบบของเขา

   แต่ถ้าเราไม่มีเวลาเราก็เอาเท่าที่เราได้
ก็เอาพระสูตรเข้ามาอ่านแล้วก็เข้าใจ
ตามที่เราเข้าใจนั่นแหละว่า...
ก็ต้องยอมรับว่ามันก็มีข้อจำกัดน่ะใช่ไหม

เราลงทุนได้เท่าไหร่เราก็ได้เท่านั้น
เพราะฉะนั้น โอเค ถ้าเราอ่านอย่างนี้
ก็ยังดีกว่าไม่อ่านเลย นะอย่างน้อย
ก็ไปอ่านพระสูตรมาแล้วเราก็เข้าใจ

   แต่ว่าจริงๆ เป็นภาษาแปลมานี่
บางทีเราควรจะต้องไปดูย้อนไปดูว่า
คำบาลีเขาเป็นอะไรด้วย จะดีกว่า
เพราะว่าอย่างคำๆ หนึ่งมันแปลเป็นไทย
ได้ตั้งหลายคำใช่ไหม แต่ว่าบาลีมันเป็นคำนี้
หรือบางทีคนแปลเขาอาจจะไม่ได้แปล
อย่างตรงศัพท์ก็ได้ เพราะฉะนั้นควรจะ
ย้อนกลับมาดูที่คำบาลีทุกครั้งนะจะได้เทียบได้


   ทีนี้เป็นข้อแตกต่างถ้าเป็นบาลี
พระไตรปิฎกของเขมรนี่เขาจะมีคู่กันเลย
ภาษาบาลีหน้าหนึ่ง ภาษาเขมรหน้าหนึ่ง
เขาจะเทียบกันได้ตลอดเวลา

แต่ของไทยนี่เราตัดของบาลีทิ้งไป
เราก็เหลือแต่ของไทยอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นเวลาเราอ่านแล้ว
เราก็เลยคือไม่เห็นความสำคัญของบาลี

แล้วก็ไม่ย้อนกลับไปดูว่า
คำที่มีปัญหาคือคำอะไร

  บางทีก็ไปเรื่องทีหลัง
เรื่องของแปลมาแล้วยังงี้ จริงๆ เราควรจะ...
คือคำแปลนี่มันเป็นแค่เครื่องมือไง
ที่สำคัญคือตัวบาลีต่างหาก
อย่างไรก็ต้องกลับไปดูต้นฉบับบาลีเสมอ


   พระมหาฟูกิจ : ครับพระอาจารย์
ผมขออนุญาตขมวดคำตอบพระอาจารย์
สักนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวผิดอย่างไร
พระอาจารย์แก้ไขด้วยนะครับ

  คือพระอาจารย์มีความคิดเห็น
เกี่ยวกับพระที่ตัดคำเหล่านี้ว่า

   จริงๆ แนวทางการศึกษาคำสอน
ของพระพุทธเจ้านี่ดี มีประโยชน์
แล้วก็น่าสนับสนุน แต่ว่าการไปตัดออก
นี่เราอาจจะมีความรู้ไม่เพียงพอ
ที่จะไปตัดส่วนไหนทิ้งเสีย
เราก็อาจจะเก็บเอาไว้เพื่อศึกษาเป็นบริบท
แล้วก็อาจจะต้องศึกษาอรรถกถา ศึกษาฎีกา
ศึกษาคัมภีร์ต่างๆ ที่พระอาจารย์
เคยได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วนี่
เพื่อมาช่วยเราในการทำความเข้าใจทั้งพุทธพจน์
แล้วก็บุคคลที่สนทนาในที่นั้นๆ ดีกว่าที่จะไปตัดทิ้ง

   เพราะว่าตัดทิ้งเราไม่แน่ว่าอาจจะ
ไปตัดคำสอนของพระพุทธเจ้าทิ้งไป
แล้วคนก็มีอัธยาศัยในความเข้าใจนั้น


   ส่วนภาวะของฆราวาสนี่
ในฐานะของฆราวาสแล้วก็ต้องศึกษาเหมือนกัน
ศึกษาทั้งคำสอน ศึกษาทั้งอะไร
ไม่ใช่ที่จะเลือกไปว่าจะตัดนู่น ตัดนั่น ตัดนี่

คล้อยตามครูบาอาจารย์ไป
แต่ว่าฆราวาสนี่ก็ต้องศึกษาด้วยตนเอง
แล้วก็อาจจะต้องโยงไปถึงบาลีให้เป็นด้วย

  แล้วก็ผมขอเสริมนิดหนึ่งก็คือ
อาจจะต้องช่วยกันศึกษานะครับพระอาจารย์
เป็นชุมชน เป็นกลุ่มคนที่ช่วยกันศึกษา
เปิดใจกว้างให้แก่กัน เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับอาจารย์


  พระมหากีรติ : ใช่
คือการศึกษาไม่ได้จำกัดเฉพาะพระ

สมัยพุทธกาลก็มีญาติโยมมากมาย
ที่เก่งเป็นเอตทัคคะทางการแสดงธรรมก็มี

อย่างจิตตคหบดีหรือว่านางขุชชุตตรา
อะไรพวกนี้ เขาก็เก่งแสดงธรรมมา
แล้วก็ฟังมาแล้วก็สามารถที่จะขยายข้อความได้
เพราะฉะนั้นโยมก็มีความสำคัญในการที่จะช่วยกันรักษา

   พระพุทธเจ้ามาถึงตอนที่จะปรินิพพาน
ท่านถึงบอกว่า เงื่อนไขน่ะต้องมี
ไม่ใช่เฉพาะพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา


   มีความสามารถที่จะเข้าใจธรรมะ
อธิบายแล้วแก้ไข ปรัปวาทะได้ด้วย
เพราะฉะนั้นก็ทุกๆ อย่างก็ต้องมา
นี้โยมก็มีความสำคัญด้วย
ในการที่จะศึกษาสิ่งที่ถูกต้อง



   แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓





---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหาฟูกิจ : คำถามว่าปริยัติที่จำเป็นต้องศึกษา
เอาสรุปสักง่ายๆ น่ะครับว่าเป็นคัมภีร์ไหนก่อน
เริ่มต้นอาจจะสัก เล่มอย่างนี้นะครับ
เริ่มจาก ๑ ๒ ๓ เริ่มก่อนอย่างนี้ครับ
พระอาจารย์พอจะมีแนะนำ เอา เล่มก็ได้ครับ
ถ้าอยากจะแนะนำในความคิดเห็นของพระอาจารย์

พระมหากีรติ : แนะนำเหรอ เอามากน้อยแค่ไหน
คืออยากให้เรียน อภิธัมมัตถสังคหะ
รู้สึกว่ามันดีน่ะสุดยอด คือมันเป็นการสรุปอภิธรรม
อภิธรรมนี้เยอะมากเราจับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่ อภิธัมมัตถสังคหะ นี่มันย่อลงมาแล้วนะ
อภิธัมมัตถสังคหะ นี่มันมี ๙ ปริจเฉท

โอเค ถ้าไม่มีฉันทะจะเรียนทั้งหมดได้
อย่างน้อยปริจเฉท ๑, ๒, ๖ น่ะ
๑. ก็เรื่องจิต ๒. เจตสิก ๖. รูป กับ นิพพาน
พูดง่ายๆ จิต เจตสิก รูป นิพพานน่ะ
เป็นปรมัตถธรรมที่เราอย่างน้อยก็ควรจะรู้บ้าง
มันจะเป็นปริยัติที่คิดว่ามันสำคัญ
ต่อการปฏิบัติแล้วก็ปฏิเวธด้วยนะ



ส่วนเรื่องอื่นถ้ามีฉันทะมากขึ้นก็
เราจะเลือกหรือเราจะเลือกพระสูตรก็ได้
มีพระสูตรที่ท่านแนะนำไว้ตั้งเยอะ
ที่เป็นพระสูตรเกี่ยวกับการปฏิบัติก็มี
อย่างพระสูตรที่เกี่ยวกับการวิปัสสนา
คือพระสูตรนี่มันหลากหลายขึ้นอยู่กับเรา
เราชอบอะไร เราก็ไปดูในส่วนนั้นๆ ของเรา

หรือถ้าไม่งั้นเราอยากรู้เป็นระบบ
ก็ศึกษา วิสุทธิมรรค ถ้ามันยากไปหน่อย
ก็ศึกษา พุทธธรรม
ของท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ปยุตฺโต
ก็เป็นปริยัติที่แบบท่านย่อยมาให้แล้วนะ
หรือไม่งั้นก็ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็อ่านฉบับย่อ
ฉบับเขาเรียกว่าฉบับเดิม
คือถ้าอ่านฉบับเดิมซึ่งมันแค่นี้
...มันต้องอ่านได้ล่ะไม่นานหรอก


ถ้าเอาจริงๆ เอาอันเดียวแล้วก็ไม่อยากจะคิดมาก

คือบางคนไม่อยากจะรู้อะไรมาก
แค่ปริยัติสำหรับ...
ผมคิดว่าปริยัติแค่ พุทธธรรมฉบับเดิม
อันนั้นก็ใช้ได้แล้วถ้าเข้าใจทั้งหมด
เพราะเขาจะจัดวางในระบบ
เขาเรียก อริยสัจ ยกมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ

ไม่เอาอะไรเลยก็เอาแค่เล่มนั้นเล่มเดียว
ก็คิดว่าก็น่าจะพอสำหรับหลายๆ คน
ที่ว่า เออ อย่างน้อยๆ มันจะได้มีหลักบ้างว่า
มันมีอะไรเป็นอะไร เราจะไม่สับสนว่า
ตรงนี้มันเป็นอะไร เพราะว่าในนั้น
เขาก็จะกำหนดมาให้หมด


ดังนั้นก็ให้ เล่มแหละ
อภิธรรมมัตถสังคหะ วิสุทธิมรรค
แล้วก็ พุทธธรรม ของสมเด็จ ปยุตฺโตนะ

ก็คือถ้าจะให้เลือก เล่มนะ ก็อยากจะให้…

พระมหาฟูกิจ : แล้วก็พระสูตรที่ชอบใช่ไหมครับ

พระมหากีรติ : อันนั้นมันเยอะมากแล้ว
แต่เราชอบอันไหนก็มันมีมากมายเลยนะ

พระมหาฟูกิจ : ครับผมก็จะมี Comment
สุดท้ายน่ะครับ เขาบอกว่าดูเหมือนโอกาส
ที่เราจะเข้าใจผิดในพระธรรมมีสูงมากเลย
นะครับพระอาจารย์


พระมหากีรติ : (หัวเราะ) ก็ถูกอยู่
คือเราเรียนเราก็ต้องมีหลักน่ะ มีครูบาอาจารย์
มีแนวให้ถูกต้องนะ คือหลายๆ อย่างเราเข้าใจมา
แต่ว่ามันเข้าใจมาผิดๆ ก็มีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นบางทีมันก็ต้องมีการรื้อคำจำกัดความ
รื้ออะไรใหม่ ฉะนั้นการมาศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว
มันก็ถึงสำคัญเหมือนกัน นั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป

เรียนอภิธรรม จะไปใจร้อนไม่ได้
เหมือนกับการปูพื้นฐาน รู้ไปทีละคำ
ค่อยๆ รู้ แต่ว่าเวลารู้ได้เข้าใจได้แล้ว
จะมีหลักสำคัญ ก็สามารถเข้าใจธรรมได้ดี

แต่ถ้าเราไม่ได้ลงทุนอย่างนั้น
เราจะไปรู้ ทีละอัน...ทีละอัน
บางทีเราก็ต้องขยันหน่อยน่ะ
เวลาเจอปัญหาอะไร
เราก็ต้องกลับไปค้น...กลับไปค้น
เพื่อเราจะเข้าใจว่าสิ่งที่เข้าใจนี้มันถูกนะ
คำๆ เดียวกันนี่ เราอาจเข้าใจผิดก็ได้ใช่ไหม
เราก็ต้องกลับไปค้นคว้ามากหน่อย


แต่ว่าถ้าเราเรียนอภิธรรมนี่
จะเป็นระบบๆ แล้วเราก็ค่อยๆ
เข้าใจไปอย่างนั้นไปเลยก็ได้

แต่ก็ต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่ง
แต่ว่าอาตมาว่ามันคุ้มค่านะ
ถ้าเราอยากเรียนธรรมะนี่
...อภิธรรมก็น่าจะเรียนก่อน
จริงๆ ก็ไม่ได้ใช้เวลานานอะไรเท่าไหร่

จะได้มีหลัก พอได้อภิธรรมแล้ว
ก็เอาหลักไปจับธรรมะอย่างอื่นได้

แล้วจะไปปฏิบัติ ไปอะไรต่อก็ได้นะ
ก็จะได้มีหลักอภิธรรมเป็นตัวยึดไว้
ส่วนบาลี เรียนไว้ก็ดี จะได้เข้าใจศัพท์
อย่างน้อยก็ให้ได้พื้นฐานไว้หน่อยนะ



พระมหาฟูกิจ : ครับ
ขอบพระคุณพระอาจารย์มากเลยครับ
รู้สึกว่าบทสนทนาครั้งนี้มีประโยชน์มากเลย
แล้วก็เหมือนกับพระอาจารย์เหมือนตัวผมเอง
นะครับที่ผมอยู่เป็นฆราวาสมา ๒๔-๒๕ ปี
แล้วก็มาบวชเป็นพระสายวัดป่านี้ครับ
ที่เขาเรียกกัน แต่ได้ประโยชน์มากๆ

แล้วเข้าใจมากๆ แล้วก็พูดโดยตรง
ก็คือกล้าหาญที่จะมานำธรรมะสอนญาติโยม
นี่ก็หลังจากที่ได้ศึกษาปริยัติแล้ว
ได้ศึกษาพระบาลีแล้ว ได้ศึกษาอภิธรรมแล้ว
และก็ได้แนวทางของครูบาอาจารย์
ที่เชื่อมโยงทำความเข้าใจจากพระสูตร
พระอภิธรรม พระวินัย
อธิบายคำน้อมนำมาสู่การปฏิบัติ

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นอานิสงส์
เป็นกำไรที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน
ทั้งนั้นเลยครับพระอาจารย์
ผมนี่ประจักษ์แจ้งกับประโยชน์ของตัวเองมาก

แล้วก็ถ้าญาติโยมมีประโยชน์ได้รับประโยชน์
จากสิ่งที่อาตมาแล้วก็พระอาจารย์ต้น
ได้สนทนากันวันนี้ นั่นก็หมายความว่า
อยากจะเชิญชวนญาติโยม
ให้ได้ศึกษาปริยัติเพิ่มขึ้นด้วย

ก็จะเป็นคล้ายๆ กับว่าเราศึกษาไปด้วยกันนะครับ
เป็นเพื่อนกันในการศึกษา ทำความเข้าใจ
และดำรงเอาไว้ในซึ่งพระศาสนานี้นะครับพระอาจารย์

………

แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2023, 01:43:33 pm โดย ยาใจ »