❁ พระมหาฟูกิจ : มีคำถามครับพระอาจารย์
มีพระบางกลุ่มกล่าวว่าพระไตรปิฎกนั้น
มีคำที่ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้าปะปนอยู่
กลุ่มของพวกเขาเลยตัดคำเหล่านั้นทิ้ง
พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร
และฆราวาสจะต้องทำอย่างไร
กับความคิดเห็นแบบนี้ครับ
❁ พระมหากีรติ : ก็แน่นอนก็ในพระไตรปิฎก
ก็ต้องมีกรณีว่าบางทีพระพุทธเจ้าไปสนทนา
กับคนอื่นก็จะมีคำของคนอื่นอยู่ด้วย
คือเราก็ศึกษาไปทั้งหมดนั่นแหละ
ว่ามีอะไรอยู่ในพระไตรปิฎก
แล้วก็การที่เราจะไปตัดนู้นตัดนี้นี่มันยาก
เดี๋ยวดีไม่ดีเดี๋ยวไปตัดของพระพุทธเจ้า
ออกไปด้วยใช่ไหม
❁ คือแล้วอย่างที่บอก ยกตัวอย่าง
ที่ต้นชั่วโมงที่บอกแล้ว
บางทีพระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับนะ
อย่างคำของพระกัจจายนะ เป็นต้น
อะไรอย่างนี้
หรือว่าในนั้นก็จะมีคำของพระสารีบุตร
คือในนั้นเขาจะสรุปว่ามีคำสอน
ของพระพุทธองค์ ๘๒,๐๐๐
แล้วคำสอนของสาวก ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์นะ
ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่
ก็เป็นของพระพุทธเจ้านั่นแหละ
แต่ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็มีอยู่ก็
เป็นของพระสาวกก็ปะปนอยู่ในนั้น
แต่ว่าเชื่อถือได้
เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น
การที่เราจะไปตัดทิ้งอะไร
อย่างนี้ก็เสียดาย
เพราะว่าเราควรจะทำความเข้าใจ
แล้วถ้าเราไปตัดทิ้งหมด
มันก็จะเข้าใจยากเหมือนกัน
❁ อย่างอรรถกถา
ก็มีความสำคัญเหมือนกัน
ในการที่จะตีความ อย่างบางเรื่อง
เอ้า ยกตัวอย่างอย่างพระสูตรบางสูตร
พระพุทธเจ้าก็โผล่ขึ้นมาเลย
“เธอควรฆ่าพ่อ ควรฆ่าแม่ ควรฆ่าพราหมณ์
ควรฆ่าพระราชาทั้งสอง” อะไรอย่างนี้
แล้วถ้าเราไม่อ่านอรรถกถา
แล้วเราก็พระพุทธเจ้าบอก
ให้ไปฆ่าพ่อหรือฆ่าแม่เหรอ? ไม่ใช่
พระพุทธเจ้าสอนต้องการจะสอนให้ฉุกคิด
พระอรรถกถาก็จะอธิบายว่าพ่อนี่หมายถึงอะไร
พ่อนี่หมายถึง มานะ แม่นี่หมายถึง ตัณหา
ให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่
ราชาทั้งสอง ก็คือ มิจฉาทิฏฐิทั้ง ๒
เป็นอุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ อะไรอย่างนี้
อรรถกถาก็เป็นตัวอธิบายมา
ให้เราตีความอย่างถูกต้อง...ไม่ให้เข้าใจผิด
มีการคล้ายๆ ว่าดึงเชื่อมโยงแล้วก็ให้ว่า
เอ้อ ในที่นี้พระพุทธเจ้าต้องการหมายถึงอะไร
เพราะคนที่อ่านอรรถกถานี่
ท่านเรียกว่าเป็นพุทธมะตัญญู
เป็นผู้รู้มติของพระพุทธเจ้า
เพราะท่านอ่านมาเยอะ
ท่านท่องได้หมดอยู่แล้ว
ท่านก็รู้ว่าคำนี้แหละควรจะหาคำอะไร
มาอธิบายว่าพระพุทธเจ้านี่เทศน์บอกคนนั้น
ท่านก็คนนั้นพร้อมอย่างนั้นท่านก็ใช้คำอย่างนั้น
แต่บางทีมันอาจจะไม่เหมาะกับเรา
พระอรรถกถาก็จะมาเป็นตัวมาไกล่เกลี่ยให้ว่า
อ้อ คำอย่างนี้นะ
มันควรจะหมายความว่าอย่างไร
แล้วเราก็อ่าน เราก็ศึกษา
❁ ฉะนั้นก็เห็นด้วยว่าควรจะศึกษาพระพุทธพจน์
แต่การที่จะเข้าถึงพระพุทธพจน์ได้
เราก็ต้องศึกษาอรรถกถาฎีกาอะไรพวกนี้
เพื่อว่าเราจะได้เข้าถึงพระพุทธพจน์ด้วย
...มันไปในทางเดียวกัน
เหมือนเราจะศึกษาอะไรคัมภีร์อะไร
บางอย่างโบราณ แล้วเราไม่อ่าน Dictionary
ไม่อ่านสารานุกรม
แล้วเราจะเข้าใจได้ไหม...
มันก็ไม่ได้
เหมือนกับเราตัดขาตัวเอง
เราจะเข้าไปถึงได้เราก็ต้องอ่านพวกนี้
เป็นทางเพื่อจะเข้าไปศึกษาอยู่ดี
เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วยต้องศึกษาพระพุทธพจน์
แต่ว่าก็อย่าไปตัดอย่างอื่นทิ้ง
เพราะว่ามันเป็นทางที่เรา
จะเข้าใจพระพุทธพจน์ได้ดีมากขึ้น
❁ พระมหาฟูกิจ :
เหมือนให้มองประโยชน์มากกว่านะครับ
ว่าเวลาพระพุทธองค์ทรงสนทนากับใคร
ยกตัวอย่างเช่น
พระพุทธองค์สนทนาประโยคนี้
มีคนอื่นสนทนาประโยคนี้ คนอื่น
พระพุทธองค์สนทนาประโยคนี้
คนอื่นสนทนาประโยคนี้
คำของพระพุทธองค์คืออันนี้ครับ
แต่คำของคนอื่นคืออันนี้
แต่ถ้าตัดอันนี้ไปไม่เข้าใจเลย
❁ พระมหากีรติ : ใช่
มันเป็นปฏิกิริยาซึ่งกันและกันใช่ไหม
เรารู้อันนั้นด้วยใช่ไหม เออ ก็ควรจะศึกษาด้วย
หรืออย่างเวลา
พระพุทธองค์วิพากษ์พวกพราหมณ์
อย่างนี้ การบูชายัญอะไรพวกนี้
ถ้าเราไม่รู้บริบทมาก่อนว่า
พราหมณ์เขาทำอะไรกันอยู่ก่อน
เราก็ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้ากำลังวิจารณ์อะไร
บางทีมันก็ต้องศึกษาไปด้วยเราจะได้รู้
ก็ศึกษาสิ่งที่ผิดนั่นแหละเพื่อจะได้รู้ว่า
ถูกมันเป็นอย่างไร ที่มันไม่ใช่สิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูก
เพราะฉะนั้นบางทีมันก็ไปด้วยกัน
เราจะไปศึกษาของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว
มันก็ทำให้เราบางทีไม่ได้เข้าใจมุมมองอย่างอื่น
ในการศึกษาทั้งหมด
เราก็จะทำให้เราเข้าใจว่า
พระพุทธเจ้านี่ท่านตรัสอะไร
ก็จะศึกษาไปด้วยกันอย่างนี้แหละ
❁ แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ
วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓