ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ โดย พระมหากีรติ สนทนากับ พระมหาฟูกิจ  (อ่าน 1951 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




เรียนอภิธรรม จะไปใจร้อนไม่ได้
เหมือนกับการปูพื้นฐาน รู้ไปทีละคำ
ค่อยๆ รู้ แต่ว่าเวลารู้ได้เข้าใจได้แล้ว
จะมีหลักสำคัญ ก็สามารถเข้าใจธรรมได้ดี

แต่ถ้าเราไม่ได้ลงทุนอย่างนั้น
เราจะไปรู้ ทีละอัน...ทีละอัน
บางทีเราก็ต้องขยันหน่อยน่ะ
เวลาเจอปัญหาอะไร
เราก็ต้องกลับไปค้น...กลับไปค้น
เพื่อเราจะเข้าใจว่าสิ่งที่เข้าใจนี้มันถูกนะ
คำๆ เดียวกันนี่ เราอาจเข้าใจผิดก็ได้ใช่ไหม
เราก็ต้องกลับไปค้นคว้ามากหน่อย



แต่ว่าถ้าเราเรียนอภิธรรมนี่
จะเป็นระบบๆ แล้วเราก็ค่อยๆ
เข้าใจไปอย่างนั้นไปเลยก็ได้

แต่ก็ต้องใช้เวลาสักนิดหนึ่ง
แต่ว่าอาตมาว่ามันคุ้มค่านะ
ถ้าเราอยากเรียนธรรมะนี่
...อภิธรรมก็น่าจะเรียนก่อน
จริงๆ ก็ไม่ได้ใช้เวลานานอะไรเท่าไหร่


จะได้มีหลัก พอได้อภิธรรมแล้ว
ก็เอาหลักไปจับธรรมะอย่างอื่นได้

  แล้วจะไปปฏิบัติ ไปอะไรต่อก็ได้นะ
ก็จะได้มีหลักอภิธรรมเป็นตัวยึดไว้
ส่วนบาลี เรียนไว้ก็ดี จะได้เข้าใจศัพท์
อย่างน้อยก็ให้ได้พื้นฐานไว้หน่อยนะ

………

  แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2023, 01:46:52 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  สุดท้ายนี้อยากจะกราบขอพระอาจารย์
ให้กำลังใจให้กับญาติโยมแล้วก็ตัวกระผมด้วย
ในการศึกษาปฏิบัติธรรมต่อไปครับพระอาจารย์ครับ

  พระมหากีรติ : ก็ขออนุโมทนา
กับท่านพระมหาฟูกิจและกลุ่มเพื่อนๆ สหธรรมิก
หรือว่าเพื่อนญาติโยมฆราวาสที่ได้สนใจ
ศึกษาธรรมะเป็นระบบซึ่งก็คิดว่าก็สำคัญ


  ปัจจุบันนี้เราก็ให้ความสำคัญกับ...
ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์เป็นเฉพาะสาย
บางทีก็ทำให้มันแยกออกไปแล้วก็
บางทีสื่อสารกันยากนะว่า เออ
ตกลงอย่างไร มันเป็นอย่างไร

  ทีนี้ถ้าเราพอมีการศึกษาเป็นระบบ
ตามระบบครูบาอาจารย์ที่ท่านวางแผนไว้
มีการศึกษาอย่างนี้ๆ ก่อนเป็นเรื่องเป็นราวไป
เราก็จะได้อย่างน้อยคุยกันก็จะได้ใช้ศัพท์ที่มัน
...ใช้คำจำกัดความที่มันตรงกัน
แล้วเวลาปฏิบัติเราก็จะได้มีข้ออ้างอิงได้
เราเรียนรู้ แล้วเราก็มาปฏิบัติมีหลักเทียบนะ
ว่าสมัยก่อนเขาคงปฏิบัติมาแบบเดียวกันนี่แหละ
เขาเจออุปสรรคอะไรๆ แล้วเขาก็ได้บันทึกไว้หมดแล้วล่ะ


แล้วบางทีตัวเราก็มีการไปศึกษาไปเรียนรู้
ขณะเดียวกันเราก็เอามาปฏิบัติด้วยนะ
อย่ารู้เฉยๆ อย่าเป็นเฉพาะในคัมภีร์
เราก็ต้องเอามาน้อมนำมาปฏิบัติ
แล้วก็เช็คซึ่งกันและกันนะ


เวลาเราปฏิบัติเราก็จะรู้ว่า
อ้อ สิ่งนี้เรายังขาดไป
เราก็ต้องไปดูเพิ่มในสูตรนี้
แล้วมันก็จะเช็คซึ่งกันและกัน


ดังนั้นก็ขออวยพรแล้วก็ขออนุโมทนา
ขอให้ได้มีโอกาสที่จะศึกษาธรรมะที่ถูกต้องนะ
แล้วก็น้อมนำเอาความรู้ไป...

คนที่ได้ประโยชน์ได้ก็คือพวกเราเองนะ
แต่ว่าคนที่อยู่รอบข้างเรา
อย่างน้อยเราก็ถ้าเราเข้าใจ
เราก็สามารถจะเผยแผ่


  อันหนึ่งที่ได้จากการเรียนก็คือ
เราก็ไม่ได้พูดคำของเราเอง เราก็มีเทียบอีก
แล้วเราก็เหมือนกับว่าเราถ้าพูดของเราเอง
บางทีเราก็อาจจะผิดได้เพราะเราก็ยังใหม่ในการปฏิบัติ


  เหมือนกับว่าพอมีคำของครูบาอาจารย์
ที่ท่านเป็นหลักเอาไว้
เราก็น้อมนำมาชี้ชวนกันนะให้ดูว่า
ท่านมีนัยอย่างนี้ๆ นะ แล้วเราก็พยายาม
ปฏิบัติไปด้วยกัน แล้วก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตร
ร่วมกันศึกษาไปพร้อมๆ กัน


  อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการที่จะรักษาศาสนาไว้ได้
ไม่ได้ปล่อยให้อยู่เฉพาะในหนังสือ
แต่ว่าเอามาสวด เอามาสาธยาย
เอามาเรียน มาสอน มาคุยกัน

อันนี้หมายความว่าอะไรคำนี้นะ
อรรถมันว่าอย่างไรอะไรอย่างนี้ แล้วก็คุยๆ กัน


  แล้วเราก็จะได้เพิ่มความรู้มากขึ้น
สิ่งนี้หมายถึงว่าเป็นเขาเรียกคัมภีร์มันลึกซึ้ง
ไม่ใช่ว่าคำที่มันมาแต่งขึ้นมาใหม่ๆ
แล้วมันก็ยังไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไร
มันก็เหมือนกับเป็นการเล่นคำเฉยๆ
มันไม่ได้ไปไหน
แต่ว่าเรามีคำที่มันมีอมความลึกซึ้งอยู่
มันเป็นคัมภีร์ เราเข้าไปศึกษา
แล้วก็ไปคิดแบบนั้น แล้วเราก็มาคุยกัน
ระหว่างทางในการปฏิบัติ


คิดว่ามันเป็นการเขาเรียกว่ามีความสุข
มีความ... ที่เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกๆ วัน
ในการที่ได้เข้าถึงอรรถ เข้าถึงธรรมะ สภาวธรรม
แล้วก็ขออวยพรให้ทุกๆ ท่านได้ประสบความสำเร็จ


  พระมหาฟูกิจ : ครับ กราบขอบพระคุณ
พระอาจารย์มหากีรติหรือพระอาจารย์ต้นมากๆ
เลยครับผม แล้วญาติโยมที่สนใจพระธรรมเทศนา
ของพระอาจารย์ต้นก็จะมีอยู่ใน YouTube
ของชมรมกัลยาณธรรม แล้วก็หนังสือ
ที่พระอาจารย์ได้เรียบเรียงไว้ทั้งสูตรหายใจ
แล้วก็มรณสติ พระอาจารย์ก็มีไฟล์ดาวน์โหลดอยู่ด้วย


  ถ้าไปติดตามอยู่ในเพจของกัลยาณธรรม
หรือว่าทาง YouTube ก็จะมีไฟล์เป็นเอกสาร
ซึ่งพระอาจารย์ก็จะอ้างอิงเอาจากพระไตรปิฎก
หยิบมาแล้วก็มาใช้วิธีการที่พระอาจารย์ท่านพูด
บรรยายให้เราฟังนี่แหละนะว่าขยายคำบาลีอย่างไร
อภิธรรมอย่างไร เพื่อให้สอบทานความเข้าใจกับตัวเราเอง


  เมื่อเราศึกษาแล้วก็จะได้เข้าใจพุทธพจน์
แล้วก็น้อมเข้ามาใส่ตัวได้ง่ายด้วย
ในวันนี้มีประโยชน์มากๆ ครับ


………

  แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓



---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 11, 2023, 08:45:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ขออภัยค่ะ ตกหล่นค่ะ.... ทำให้ไม่ต่อเนื่องค่ะ ✿




พระมหาฟูกิจ : มีคำถามต่อมาครับ
ถามว่ากิจที่พึงกระทำต่อปริยัติที่เรียนรู้มา
โดยสภาวะการปฏิบัติเฉพาะตนที่ยังไปไม่ถึง
กิจมันคืออะไรครับพระอาจารย์

พระมหากีรติ : ปริยัติที่เรียนรู้มาโดยสภาวะ
การปฏิบัติยังไปไม่ถึง เอ้า เราก็...
ถ้าเรายังปฏิบัติไปไม่ถึง...เราก็วางไว้ก่อนนะ
เราก็รู้แต่ว่าเรายังปฏิบัติไปไม่ถึง
แล้วก็คล้ายๆ กับว่ามันเป็นส่วนของสัญญาไว้ก่อน

ก็ทำความเข้าใจไว้นะ
แต่ว่าเมื่อไรที่เราปฏิบัติไปถึงตอนนั้น
เราก็จะได้ปริยัตินั้นก็จะมา
เหมือนกับเรามีแผนที่น่ะใช่ไหม
เรายังเดินไม่ถึงเราจะทำอะไรกับแผนที่นั้น
เราก็วางไว้ก่อนนะ แล้วพอเราเดินไปถึงแล้ว
เราก็จะได้หยิบแผนที่ส่วนที่เราเดินถึงแล้วเอามาดู

บางทีแผนที่ตอนนั้น
มันอาจจะขยายน้อยไปก็ได้
ถ้าเราเดินไปถึงเราอยากจะ
อันนี้มันหยาบจังเลย เราก็ต้องไปดูปริยัติเพิ่ม
คือไปดูแผนที่ส่วนนั้นให้มันละเอียดขึ้น

พระมหาฟูกิจ : ซึ่งมันก็ไม่สูญเปล่าใช่ไหมครับ

พระมหากีรติ : ใช่ๆ มันก็จะอยู่ตรงนั้นแหละ
เพียงแต่ว่าเรายังไปไม่ถึงเท่านั้นเอง
เมื่อเราไปถึง เราก็ไปเอามาดูให้มันชัดขึ้นก็เท่านั้น

ข้อสองลำดับการศึกษาสืบค้นปริยัติ
เพื่อค้นหาคำตอบเทียบเคียงสภาวะ
การปฏิบัติที่ปรากฏขึ้นจริง

อ๋อ อันนี้ก็ต้องมีการโยงให้ได้น่ะว่า
ปริยัติเราเรียนมา แล้วการปฏิบัตินี่
ตอนนี้มันเทียบกับปริยัติในส่วนไหนนะ
ก็คือตอนแรกที่เรียนนี่
มันอาจจะต้องเรียนคร่าวๆ ก่อน
เพราะว่ามันอาจจะไม่ไปตรงกับปฏิบัติโดยตรง
อย่างเราก็ต้องมาเรียนคำจำกัดความ

เรียน ขันธ์ ๕ คืออะไรๆ พวกนี้
มันเป็นส่วนของเขาเรียกว่าญาตปริญญา
คือต้องรู้ทั่วๆ ไปก่อนนะ แต่ว่ามันก็มีส่วนหนึ่ง
ที่ว่าเป็นการปฏิบัติโดยตรง ก็พูดง่ายๆ
อันนี้คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗
อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาโดยตรง
อันนั้นก็จะตรงกันได้
แต่ว่าในช่วงของญาตปริญญาที่เกี่ยวกับทุกข์
ที่จะต้องปริญญานี่บางทีมันก็เยอะไง

แต่ว่าเราจะรู้อะไร เราก็รู้เท่าที่เรา...
คือพูดง่ายๆ เรายึดติดอะไรก็ต้องรู้อันนั้น (หัวเราะ)

ยึดติดมากก็ต้องรู้เยอะนะ
ยึดติดน้อยก็ไม่ต้องรู้เยอะก็ได้นะ
ยิ่งเราไม่ยึดติดเราก็ไม่ต้องไปรู้มันมาก
แต่ว่าถ้าเราติดไปทั้งหมดเลยเราก็ต้องรู้ให้ได้
เพื่อว่าเราจะได้ถอนความยึดติดในนั้นให้มันได้

เพราะฉะนั้นก็จะมากน้อยแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับเราไปยึดติดกับมันมากน้อยแค่ไหน
ก็อย่างน้อยเรียนตอนแรกก็รู้ศัพท์
รู้วิธีจัดการกับมันก่อนนะ
แล้วตอนหลังเรามีเวลา
เราก็เน้นในเรื่องของการปฏิบัติ
ก็เน้นตรงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ให้มันเกิดขึ้นมา


พระมหาฟูกิจ : รู้อะไรเป็นอะไรก่อน
รู้อะไรว่าเรียกว่าอะไรก่อน
แล้วก็รู้หน้าที่ต่อสิ่งนั้นๆ
แล้วก็รู้ว่าเราส่วนไหนที่เราทำได้อย่างเต็มที่
ก็คือตัวโพธิปักขิยธรรม ๓๗ นะครับพระอาจารย์

คำถามต่อไป ปริยัติที่จำเป็นต้องศึกษา
และปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่พระอาจารย์จะสรุปให้กับฆราวาส
เอาสักง่ายๆ น่ะครับว่าเป็นคัมภีร์ไหนก่อน
เริ่มต้นอาจจะสัก ๕ เล่มอย่างนี้นะครับ
เริ่มจาก ๑ ๒ ๓ เริ่มก่อนอย่างนี้ครับ
แล้วก็แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่งครับ
พระอาจารย์พอจะมีแนะนำ เอา ๓ เล่มก็ได้ครับ
ถ้าอยากจะแนะนำในความคิดเห็นของพระอาจารย์
………

แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 11, 2023, 08:41:09 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระมหาฟูกิจ : แนวทางการปฏิบัติตามปริยัติ
ศึกษายังไงนะครับมันถึงจะลดละสักกายทิฏฐิได้
พระมหากีรติ : คือตัวปริยัตินี่จะอธิบาย
ความเป็นไปของสภาวธรรมทั้งหมด
คือเราเข้าใจสักกายทิฏฐิ
ก็เพราะว่าเราไปยึดขันธ์ ๕
ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งหรือทั้งหมดว่าเป็นตัวเรา
เราไม่เห็นความเชื่อมโยงของเหตุปัจจัย
ไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันมีเกิดมีดับ
แล้วมันก็เกิดดับตามเหตุตามปัจจัย
มันไม่ได้เป็นตัวเรา
เราไม่สามารถที่จะบังคับควบคุมได้นะ
ฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจตัวนี้
เราก็ต้องเข้าใจว่ามันประกอบด้วยอะไร
ก็คือต้องเข้าใจสภาวธรรมทั้งหมด
ที่มันประกอบด้วยกันทั้งหมดน่ะ

การเรียนปริยัติก็ก็คือน้อมไปในสูตรนั้นว่า
เราเข้าใจว่าขันธ์ ๕ ทั้งหมดที่เราเคยเข้าใจว่า
เป็นตัวเรานี่แหละ...จริงๆ มันเป็นแค่สภาวธรรม
และมันมีการต่อเนื่องกันอย่างไร อะไรมันเกิดก่อน
แล้วอะไรมันตามมา อะไรเป็นเหตุ
อะไรเป็นปัจจัยตามกระบวนการ จริงๆ

สรุปก็คือต้องเข้าใจกระบวนการ
ปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตานั่นแหละ
ว่ามันเป็นอย่างไร ก็ทีนี้จะเข้าใจตัวนี้ได้อย่างไร

ตัวนี้เป็นกระบวนการทั้งหมด
อธิบายทั้งหมดว่ามันไม่ใช่ใครเลย
มันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

อยู่ในปฏิจจสมุปบาทเลย
แต่ว่ากระบวนการมันมี
แต่ว่าความทุกข์มันมีใช่ไหม
แก่ ความเจ็บ ความตาย พวกนี้มันมีหมด
แต่ว่ามันไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะไปยึดถือ
ว่าเป็นเรา-ของเรา


เพราะฉะนั้นการเรียนปริยัติที่ถูกต้องก็คือ
เรียนไปในส่วนนั้น ไปเข้าใจสภาวธรรมว่า
มันเกิดอะไรขึ้น ทุกข์มันเกิดมาอย่างไร
แล้วที่เราหลงอยู่ในวัฏฏะก็เพราะเราไปหลง
ในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเรา แล้วมันไม่ใช่สุขด้วย
แล้วมันไม่เที่ยงด้วย เราไปถือว่ามันเที่ยง
สุขแล้วเป็นตัวเรา
แล้วก็ไปยึดเอาสิ่งที่อยู่ในปฏิจจสมุปบาท
นั่นแหละเอามาเป็นตัวเรา แล้วเราก็ทุกข์อยู่อย่างนี้

เพราะฉะนั้นก้าวแรกก็คือ
เราต้องเห็นอันนี้ก่อนว่ามันเป็นแค่กระบวนธรรม

เพราะฉะนั้นปริยัติมันก็สำคัญในช่วงแรก
ถ้าเรายังเห็นเป็นก้อนตัวเราอยู่
แล้วปฏิบัติจะให้ก้อนนั้นมันเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง

มันก็ผิดทางตั้งแต่แรกแล้ว

เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้มีก้อนอะไรเลย
มันมีแต่กระบวนการ เหตุและปัจจัย

แต่ว่าเราก็ต้องมีส่วนเข้าไปร่วม
ในกระบวนการนั้นถ้าเราจะให้มันหยุดน่ะ
เพราะว่ามันเกิดดับก็จริงแต่ว่ามันเกิดมาอีกน่ะ


เพราะฉะนั้นข้อปฏิบัติของพระสงฆ์เราน่ะ
ก็ปฏิบัติเพื่ออะไร ก็จุดประสงค์
เพื่อ อนุปาทิเสสปรินิพพาน ก็คือเพื่อจะไม่เกิดอีก

เพราะว่ามันดับอยู่แล้วล่ะ
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่มันไม่ดับ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมันดับหมด
แต่ปัญหาอยู่ที่เกิดอีก

เพราะฉะนั้นของเราก็คือว่า
ขันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้
เราก็ให้มันดับตามสภาวะของมันนะ
คือเหมือนกับดับอยู่แล้ว
แต่ว่าเราไม่ไปสร้างเหตุปัจจัยให้มันจะเกิดอีก
เราจะเข้าถึง อนุปาทิเสสปรินิพพาน ก็คือตรงนี้


เพราะฉะนั้นกระบวนการธรรมศึกษาทั้งหมด
มันจะต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนนะ
แล้วถึงว่าต้องมีปริยัติเป็นพื้นฐานให้เข้าใจว่า
เรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วถึงจะไปลงมือทำ
ตอนลงมือทำนี่มันไม่ใช่เป็นตัวเรา
แต่มันเป็นกระแสของธรรมะ

เรากำลังสร้างศีล สมาธิ ปัญญา
ให้เกิดขึ้นเพื่อเราจะได้มีองค์มรรค
เพื่อจะได้ตัดกระแสตัวนี้ มันจะได้ไม่เกิดอีก

ไม่งั้นเราก็เกิดไปเรื่อยๆ วัฏฏะก็ไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้นอันนี้ก็คือต้องมีความเข้าใจในปริยัติ
เพื่อว่าจะนำไปสู่ปฏิบัติเพื่อว่าจะได้จบ


พระมหาฟูกิจ : ปริยัติก็คล้ายๆ เป็นแผนที่
ปฏิบัติก็เป็นเหมือนหนทางที่การเดินทางไป

แล้วการเดินทางกับแผนที่นี่ต้องสอดคล้อง
ไปในขันธ์ ๕ แล้วก็ถอดถอนความเข้าใจผิด
ในขันธ์ ๕ นี้ใช่ไหมครับ
แยกแยะว่ามันมีปัจจัยที่เกื้อกูลกันมา
และปัจจัยที่เกื้อกูลกันมานี้ก็มีความเกิดดับ
เนื่องกันไป...เนื่องกันไป

ให้เราเห็นว่าไอ้นี้มันเป็นกระบวนการที่มันเกิดขึ้น

การศึกษาก็ดี การปริยัติปฏิบัติก็ดี
เพื่อให้เข้าใจกระบวนการที่แท้จริงนี้
มันถึงจะลดสักกายทิฏฐิใช่ไหม


พระมหากีรติ : ใช่ๆ คือเราจะไปลดอันหนึ่งได้
เราก็ต้องเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อน
เราต้องเข้าใจกระบวนการที่มันมี
เราถึงจะไปลดได้ว่ามันไม่ใช่ตัวตน
มันไม่ใช่ไม่มีตัวตนแล้วมันว่างหายไป...

มันไม่ใช่อย่างนั้น
มันมี...มันมีกระบวนการเยอะด้วย
ซับซ้อนด้วยมันไม่ใช่ง่ายๆ นะ

ถ้าเราไม่ได้เรียน
บางทีมันแยกยากเหมือนกันว่าอะไรเกิด
เสร็จแล้วอะไรมันดับ แล้วอะไรมันเป็นปัจจัยซึ่งอะไร

ฉะนั้นการมาเรียนในการที่จะเข้าใจมัน
แล้วจะได้จับได้ อ้อ แต่ว่าตอนแรกเลย
เราก็เรียนเราก็จำไปก่อน
แต่ว่าตอนที่เราไปเห็นสภาวธรรม
ตอนที่มันเกิดดับจริงๆ เราก็จะเข้าใจมันจริงๆ

อ้อ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ที่เรียนมาน่ะเหมือนเรามาเห็นจริงๆ
แต่ว่าถ้าไม่ได้เรียนมานี่มันยากเหมือนกันนะ

เพราะปัญญาเราๆ
ไม่ได้คิดไปในแนวนั้นน่ะซี่
มันจะฝืนสัญชาตญาณของเราน่ะ
เราจะเห็นอีกแบบหนึ่งใช่ไหม

เพราะอันนี้มันเป็นธรรมดาของคนที่อยู่รอดไป
เพราะมันมีวิวัฒนาการมาสอนให้เราคิดอย่างนี้
เราจะได้เพื่อจะได้มีภพน่ะ มีชาติขึ้นมา

พระมหาฟูกิจ : พระอาจารย์ครับ เหมือนคล้ายๆ ว่า
เรียนเพื่อเรียนว่าเราจะรู้อะไร เราจะดูอะไรน่ะนะครับ
คือการเรียนนี่มากกว่าที่จะเรียนไปเรื่อยๆ
แต่เรียนเพื่อเราจะได้รู้อะไร ศึกษาอะไร
ก็จะได้ทำให้มันจบได้

พระมหากีรติ : อื้ม ใช่

………

แนวทางและวิธีการศึกษาปริยัติ
โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ
สนทนากับ พระมหาฟูกิจ ชุติปัญโญ

วันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๓




---------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 11, 2023, 08:45:42 am โดย ยาใจ »