ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ ธรรมพรเพื่อการสร้างสรรค์สังคมรมณีย์ ๑๒ ปี สวนโมกข์ - สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (อ่าน 1015 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




คณะหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เข้ากราบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)เพื่อถวายรายงานและขอพรในวาระครบรอบ ๑๒ ปี สวนโมกข์กรุงเทพ

ณ ที่พักสงฆ์ในชนบท อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖

ขอเชิญร่วมงาน “สร้างสรรค์สังคมรมณีย์…๑๒ ปีสวนโมกข์กรุงเทพ”

อาจารยบูชา ๓๐ ปี พุทธทาสละสังขาร

๒๐ - ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖

ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส  อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)

อ่านรายละเอียดได้ที่ ===>     https://main.bia.or.th/BlogDetail/event/88


===> http://www.namjaidham.net/forum/index.php?topic=4977.0




❁❁❁❁❁❁❁❁------------❁❁❁❁❁❁❁❁-----------❁❁❁❁❁❁❁❁


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ
https://web.facebook.com/buddhadasaarchives
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:30:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ปีนี้ที่สวนโมกข์กรุงเทพอายุครบ ๑๒ ปี รอบนักษัตร ก็มาจัดรายการนี้ที่เรียกว่า สร้างสรรค์สังคมรมณีย์ก็เป็นการเดินหน้าไปอีกอันหนึ่ง คือนอกเหนือหรือต่อจากอนุรักษ์รมณีย์ของธรรมชาติแล้ว ก็มาสร้างสังคมให้เป็นรมณีย์ ไม่เอาแค่สิ่งแวดล้อม ทีนี้เอาตัวสังคมนี้เลย

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาช่วยกันอย่างสำคัญทีเดียวสร้างสังคมรมณีย์นี่อาจจะยากกว่าอนุรักษ์รมณีย์ของธรรมชาติอีก แค่อนุรักษ์รมณีย์ของธรรมชาตินี่...

ตามปกตินี้ธรรมชาติเขาก็มีความเป็นรมณีย์ของเขาอยู่เยอะแล้วเป็นพื้น เรายังรักษาไม่อยู่เลยอันนี้จะมาทำสังคมให้เป็นรมณีย์อีกก็เรียกว่ากล้าหาญมากทีเดียว ก็จะต้องใช้เรี่ยวแรงกำลังเยอะ

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:30:46 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


พระพุทธเจ้าก็ยังตรัสไว้อีกนะไม่ใช่แค่นั้น คือตรัสไว้แห่งหนึ่งบอกว่าจะเป็นสวนรมณีย์ก็ตาม จะเป็นป่ารมณีย์ก็ตามตลอดจนมีสระโบกขรณีเป็นรมณีย์ อย่างกับแดนเนรมิต แต่ทั้งหมดนั้นก็มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของความมี มนุษย์รมณีย์

ก็ที่เราต้องการน่ะเราบอกว่าสร้างรมณีย์ ก็สวนบ้าง ป่าบ้าง สระน้ำ สมัยก่อนเขาเรียกสระโบกขรณีนี่สระนี้สำคัญมากเลยเป็นที่งดงามอย่างกับแดนเนรมิตสร้างกันขึ้นมา แต่ก็มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖

อันนี้เป็นสำนวนบาลี ก็ถ้าเทียบไทยก็คือไม่ถึง ใน ๑๐๐ ส่วนของการมีมนุษย์รมณีย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีอีกอันหนึ่ง ไม่ใช่แค่มีสวนรมณีย์ มีป่ารมณีย์ มีสระโบกขรณีรมณีย์ เป็นต้น แต่มันต้องมีมนุษย์รมณีย์ก็คือคนรมณีย์

ถ้ามีคนรมณีย์นะ นี่แหละรมณีย์อื่นมันจะพลอยมาด้วยและรักษาไว้ได้ ทีนี้ที่ทางสวนโมกข์ว่าจะสร้างสังคมรมณีย์ก็คือ ก็ต้องสร้างคนนะ สร้างมนุษย์รมณีย์ขึ้นมา แล้วมนุษย์รมณีย์ก็รวมกันเป็นสังคมรมณีย์อันนี้ก็เข้าคติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นสุดยอดของรมณีย์ ใช่ไหม เพราะว่าเป็นมนุษย์รมณีย์แล้ว เอาละตอนนี้เราจะต้องสร้างมนุษย์รมณีย์

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:30:55 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ที่ว่ารมณีย์ๆ นี่ มันไปๆ มาๆ มันอยู่ที่คนเป็นสำคัญนะ มันมาเชื่อมกับสังคมรมณีย์ บอกว่าที่ไหนๆ เราพูดกันถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอะไรต่ออะไรมันเป็นรมณีย์สวยงาม มีดินน้ำลมไฟดี ฟ้าอากาศดี อะไรต่างๆ แต่ว่าถ้ามีคนไกลกิเลส กิเลสน้อย คนดีนั่นเอง อยู่ที่ไหนก็ที่นั้นก็เป็นถิ่นสถานที่รมณีย์

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:07 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



นี้เรื่องสร้างมนุษย์รมณีย์ให้มารวมเป็นสังคมรมณีย์นี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก นี่มันเข้าคติพุทธศาสนาไปถึงขั้นจุดหมายสูงสุดเลย เพราะอะไรเรื่องรมณีย์นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดินแดนรมณีย์นั้นเป็นชื่อของนิพพาน เพราะฉะนั้นเราสร้างสังคมรมณีย์ก็เป็นสังคมที่มีคติแห่งนิพพาน อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ

เพราะฉะนั้นตอนนี้จะมาถึงจุดหมายของพุทธศาสนาเลย เราก็พูดกันถึงนิพพาน นิพพาน ใช่ไหม ว่าเป็นจุดหมายพุทธศาสนาแล้วก็บอกกัน ถามกันว่านิพพานคืออะไรนิพพานคือดับกิเลสดับกองทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ ดับไฟโลภะ ดับไฟโทสะ ดับไฟโมหะ

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เราจะเอาสังคมอุดมคติกันยังไง สังคมต้นแบบ จะเอาสังคมสวรรค์ เอาสวรรค์เป็นต้นแบบหรือเอานิพพานเป็นต้นแบบ ทีนี้ในที่นี้เราบอกว่าสังคมรมณีย์ก็คือสังคมที่เอานิพพานเป็นต้นแบบ

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



สังคมเวลานี้กำลังเอาสวรรค์เป็นต้นแบบ จริงไม่จริงขอให้ดู

สวรรค์ก็คือมุ่งการเสพสิ่งเสพบริโภคทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่มันเอร็ดอร่อยต่างๆ แล้วนี่สังคมปัจจุบันนี้มันเป็นลักษณะนี้ไหม เอาสวรรค์เป็นแบบ มุ่งสวรรค์จะให้สังคมมนุษย์นี่สังคมไทยอะไรต่ออะไรมุ่งจะไปสวรรค์กันจะไปสวรรค์ก็ต้องเศรษฐกิจดีมีกินมีใช้พรั่งพร้อมทุกอย่างใช่ไหม

เสร็จแล้วเป็นยังไงล่ะเวลานี้ กินเสพไป เอ้าดูจิตใจ สังคมที่มั่งคั่งพรั่งพร้อม จิตใจเครียด จิตใจเร่าร้อนกระวนกระวายจิตใจกลุ้มกังวลเบื่อหน่ายเก่ง เอ๊ะ ทำไมมีความสุขกินเสพมากมายทำไมเบื่อหน่าย เอ๊ะ ไม่มีความสุขเลย แล้วทางสังคมก็มีความหวาดระแวง กลัวคนนั้นจะขึ้นหน้าเด่นกว่ากันอะไรต่ออะไรแย่งชิงแข่งดีแข่งอะไรกันนี่ เอ๊ะ ดูสังคมที่เอาสวรรค์เป็นแบบนี้ มั่งคั่งพรั่งพร้อมไปดูสิสังคมไหน มีความสุขไหม มันยุ่งพิลึกนะ

หนึ่ง ทางด้านจิตใจแย่อย่างที่บอกเมื่อกี้มีเครียด กระวนกระวาย เบื่อหน่าย กลุ้มกังวลอะไรต่ออะไร ขุ่นมัวเศร้าหมองอะไรสารพัด ใช่ไหม

แล้วออกมาทางร่างกาย โรค ไขมันในเส้นโลหิต โรคหัวใจ โรคอะไร โรคเบาหวาน โรคความดันโรคมะเร็ง โรคอะไรต่ออะไรนี่มาจากเรื่องกินเสพบริโภคสวรรค์มากไปใช่ไหม อันนี้ก็เมืองฝรั่งนี้อาการหนักเพราะไอ้เรื่องนี้แหละ เมืองไทยก็ไม่ใช่เบานี่ก็สวรรค์เหมือนกันนะ แล้วอะไรอีก

อันนี้ทางด้านชีวิตตัวเองจิตใจร่างกายก็ไม่ดีแล้วสังคมเป็นยังไง แย่งชิงกันแข่งขันกัน มีทุกข์ในการแข่งขันแล้วก็เบียดเบียนกัน มีความแปลกแยกจากกัน มิตรไมตรีไม่ถึงใจไม่ทราบซึ้งใจจริงๆ ไมตรีมันไม่จริงจัง มันผิวเผินและก็มีความหวาดระแวงอะไรต่ออะไรเยอะแยะปัญหาเรื่องมนุษย์น่ะ จนกระทั่งว่าแตกแยกกันเพราะว่าต้องข่มเหงกันแย่งชิงกัน ไปๆ มาๆ ยกทัพทำสงครามกัน เบียดเบียนกัน รบราฆ่าฟัน...

เอาละนะนี่ ก็จนกระทั่งสงครามนี่ก็สังคมแบบที่เอาสวรรค์เป็นต้นแบบ แล้วก็ไปๆ มาๆ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติหมดรมณีย์ กินกันไปบริโภคกันไป เบียดเบียนทำลายธรรมชาติแล้วทำลายธรรมชาตินี่ธรรมชาติทรุดโทรมไม่พอนะ มันยังเอาสิ่งสกปรกรุงรังไปใส่ธรรมชาติอีก มีขยะมาก มีมลภาวะอากาศ ดินน้ำ ดินเสียน้ำเสียอากาศเสีย แล้วก็เกิดภูมิอากาศผันแปรแปรปรวนวิปริตเกิดความร้อนเกินไป น้ำในทะเลน้ำในมหาสมุทรจะท่วมโลกหรือเปล่า ปัญหาเยอะแยะหมด อากาศเดี๋ยวนี้ก็ยุ่งพิลึก
e][/glow] ตกลงว่านี่คือสังคมที่เอาสวรรค์เป็นแบบนี่ก็คือสังคมที่มุ่งเศรษฐกิจเป็นใหญ่ มั่งคั่งพรั่งพร้อมมุ่งเสพนั่นเองแหละ สังคมที่เป็นสวรรค์ก็เสพอารมณ์ชั้นเลิศใช่ไหม มีความสุขทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย นี่คืออย่างนั้น

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:37 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  สังคมรมณีย์ก็คือสังคมที่มีนิพพานเป็นต้นแบบ นิพพานเป็นต้นแบบสังคมนั้นก็จะมีลักษณะที่ว่า ก็คือ มี

หนึ่ง วิชชา
สอง วิมุตติ ความหลุดพ้นเป็นอิสระเสรี
วิสุทธิ ความสะอาดหมดจด แล้วก็มีสุข ความสุขที่เป็นอิสระไม่ต้องขึ้นต่ออามิส แล้วก็เกษม ความปลอดภัยไร้ทุกข์ไร้กังวลอะไรต่างๆ ความมั่นคงอะไรต่างๆ แล้วก็สันติที่ว่าความสงบอันนี้ก็คือ สังคมที่จะมีลักษณะอย่างนี้ถ้าทำได้

ถ้าหากว่าสวนโมกข์คิดอย่างนี้ จะสร้างสังคมรมณีย์ก็คือสังคมที่เอานิพพานเป็นต้นแบบอย่างนี้เรียกว่าเป็นสวนโมกข์อะไรนะ สวนโมกข์สร้างสังคมรมณีย์ manifesto เลยนะนี่ใช่ไหม เป็น manifesto เลยนะ เออกำลังประกาศใหญ่เลยนี่ ไหวไหม เรื่องใหญ่นะ จะทำสังคมรมณีย์นี่มันฝืนกระแส สู้กระแสของมนุษยโลกเวลานี้ที่เขาจะต้องเอาสังคมสวรรค์เป็นต้นแบบใช่ไหม

เวลานี้แต่เราก็เห็นพิษแล้วความเลวร้ายของสังคมที่เอาสวรรค์เป็นแบบนี้มันยุ่งแค่ไหน ที่เรากำลังเดือดร้อนอะไรกันอยู่นี่มันก็เพราะเอาสังคมสวรรค์เป็นต้นแบบ เพราะฉะนั้นก็ ในแง่หนึ่งก็น่าโมทนานะที่ว่าจะเอาสังคมรมณีย์ก็คือสังคมมีนิพพานเป็นต้นแบบแต่มันไม่ใช่ง่ายต้องบอกไว้ก่อน

นี้ทำไงจะสร้างสังคมอย่างนี้ได้ ก็กลับไปสู่ที่บอกเมื่อกี้ไง พระพุทธเจ้าตรัสว่าไง มันก็ประสานสังคมที่มีธรรมชาติรมณีย์กับมนุษย์รมณีย์มาถึงกันที่พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อกี้บอกว่า มีสวนอันรมณีย์ มีป่าอันรมณีย์ มีสระโบกขรณีที่เป็นรมณีย์งามอย่างเนรมิตอย่างดีแล้ว ก็ยังไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของการมีมนุษย์รมณีย์ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็คือว่า จากสภาพแวดล้อมธรรมชาติรมณีย์นี้ก็จะต้องสร้างมนุษย์รมณีย์มนุษย์รมณีย์จะเกิดขึ้นได้ยังไง

...สังคมที่มีนิพพานเป็นต้นแบบ หรือเป็นอุดมคติ โดยมีลักษณะสำคัญที่ว่ามีวิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สุข เกษม ศานต์ ถ้าได้ลักษณะอย่างนี้ล่ะก็เป็นอันว่าเป็นสังคมรมณีย์แน่เราตอบได้เลย...แล้วก็เศรษฐกิจไม่ใช่ไม่สำคัญ เศรษฐกิจเดี๋ยวนี้เขามุ่งเศรษฐกิจเป็นสุดยอด คล้ายๆ เศรษฐกิจเป็นจุดมุ่งหมายเลยใช่ไหม มีเศรษฐกิจ มีกินมีใช้มีสิ่งเสพบริบูรณ์มั่งคั่งพรั่งพร้อมมันคล้ายๆ เอาเศรษฐกิจบริบูรณ์นี้เป็นจุดหมาย

ของพุทธศาสนาที่จะเอานิพพานเป็นต้นแบบ เอาเศรษฐกิจเป็นปัจจัย

อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:48 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆*: .。. เป็นสังคมดีแต่ละคนต้องดี ทีนี้เมื่อกี้บอกแล้วว่ารมณีย์น่ะ สุดยอดของรมณีย์ก็คือ "มนุสสรมณีย์"

มนุสสรมณีย์ ตอนนี้ก็มาถึงแล้วก็คือว่า เรากำลังสร้างมนุษย์รมณีย์ขึ้นมา คือมนุษย์ที่มีความเป็นที่น่ารื่นรมย์ หมายความมนุษย์อย่างนี้เป็นคนที่มีคุณภาพอย่างนี้แล้วใครมาอยู่ด้วย ใครมาคบหา ใครมาใกล้ ใครมาเห็นอะไรนี่ ก็มีความรู้สึกสบาย มีความรื่นรมย์ มีความสดชื่นเบิกบาน .。.:*☆


อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 07:31:58 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



คุณสมบัติในตัวคนที่ว่าจะสร้างมนุษย์รมณีย์ มนุษย์รมณีย์ คนยังไงล่ะ...

ให้มีคุณสมบัติประจำใจคือ ปราโมทย์ ใจผ่องใจผ่อง ใจผ่องก็คือใจสดชื่น เบิกบาน แจ่มใส ปลอดโปร่ง โล่งเบา ใจคล่อง คือใจที่มันปราโมทย์มันผ่อง แล้วมันไม่มีอะไรกดบีบ ไม่มีอะไรรบกวนนั่นมันก็โล่งโปร่งสดชื่นเบิกบาน เวลาใช้ปัญญานี่ พุทธศาสนานี่เน้นปัญญาใช่ไหม มันใช้ปัญญามันก็เดินหน้าได้

ใจปราโมทย์ใจสดชื่น ร่าเริงเบิกบานแจ่มใสปลอดโปร่งโล่งเบา อะไรต่ออะไรคล่องเวลาจะคิดจะทำงานอะไรใจมันก็ไปง่ายหมดเลยมันโล่ง มันไม่มีอะไรกวนมันไม่มีอะไรเกะกะขวางทาง

พระพุทธเจ้าตรัสนะพอเริ่มก็ปราโมทย์ พอมีปราโมทย์ แล้วก็ปีติตามมา ปีติดตามมาเสร็จ เป็นปัสสัทธิ ปัสสัทธิก็ผ่อนคลาย ทั้งกายใจปัสสัทธิ สุขมาละ สมาธิมา

พอมันปราโมทย์ตัวเองแล้วมันก็ดีต่อคนอื่นด้วยนะ เจอใครก็ยิ้มได้ แจ่มใส มันก็สร้างไมตรีได้ สร้างปฏิสันถารได้ มันดีหมดเลยสภาพจิตพื้นฐานพระพุทธเจ้าให้มีปราโมทย์ไว้...

ทีนี้พอได้ปราโมทย์แล้วต่อไปอะไร ต่อไปก็ย้ำอีกที ฉันทะ

ฉันทะคืออะไรล่ะ คือความปรารถนาที่เป็นกุศลใช่ไหม ความอยากนั่นเองแหละ

คนไทยนี่มารังเกียจความอยาก ต้องกำราบคนไทย ขออภัย ไปทำให้เขว ไปบอกอยากไม่ได้ อยากเสียหมดเลย อยากมันมี ๒ อย่าง

พระท่านแยกไว้ชัด ความอยากมี ๒ อย่าง มี ๑) ตัณหาปัตถนา ๒) ฉันทปัตถนา ความอยาก ไอ้ปัตถนาก็ภาษาบาลีก็คือความอยาก ความอยากที่เป็นตัณหากับความอยากที่เป็นฉันทะ

ฉันทะนี่แหละเป็นตัวมูลเป็นตัวราก จะเป็นพระโพธิสัตว์จะเป็นพระพุทธเจ้าไม่มีทางได้ถ้าไม่มีฉันทะ

โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์นี่ต้องมีฉันทะแรงกล้า ฉันทะเป็นคุณสมบัติสำคัญของพระโพธิสัตว์ มีฉันทะแรงขนาดที่ว่าอยากจะช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ คนเขาติดไฟอยู่นี่ต้องมีแรงขนาดที่ฝ่าเพลิงไปช่วยคนในไฟได้คนตกน้ำอยู่ที่ไกลต้องมีฉันทะแรงอยากจะช่วยให้คนนี่พ้นจากความทุกข์พ้นความตาย มีฉันทะแรงขนาดนั้น พอฉันทะเกิดมันจะตามมาด้วยวิริยะ คือความเพียรความเพียรก็ออกเลย เพียรพยายามที่จะว่ายน้ำไปช่วยคนนั้นให้พ้นทุกข์พ้นการจมน้ำให้ได้

นี่ฉันทะตัวนี้ต้องมี นี้ฉันทะเราต้องปลุกให้ได้นะ ตั้งแต่เด็กเกิดมานี่ถ้าปลุกตัวนี้ไม่ได้เมืองไทยไม่มีทางฟื้นเมืองไทยเวลานี้ขาดฉันทะอย่างยิ่ง

ลมหายใจนี่พุทธศาสนานี่เน้นมาก พระพุทธเจ้าตรัสเลย อานาปานสตินี่แหละมาถึงลมหายใจ สติกำหนดลมหายใจ

เอาละทีนี้มันจะได้ประโยชน์จากลมหายใจมากขึ้นแล้วก็จิตมันก็จะเกิดสภาวะที่มีปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิได้ง่าย

ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคตอนหนึ่งท่านบอกอย่างนี้นะเราหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว เราก็สบายใช่ไหม เพราะว่าลมหายใจมันเป็นชีวิตเรานี้ ตอนนี้เราได้ลมหายใจ แล้วก็เราหายใจในท่าที่สบาย ทีนี้ท่านก็เหมือนกับบอกว่าเราให้รู้เราตระหนักในคุณค่าประโยชน์ของลมหายใจนะ มันเกื้อกูลเป็นพลังงานชีวิตหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา แล้วเราหายใจด้วยฉันทะที่เห็นคุณค่าความดีงามของเจ้าลมหายใจนี้ พอหายใจด้วยความคิดความเข้าใจตระหนักคุณค่าอย่างนี้นะ ฉันทะมันเกิดขึ้น ฉันทะก็คือความพอใจใช่ไหม ก็คือชื่นชม ชื่นชมพอใจในการที่เราได้หายใจได้ลมหายใจอย่างดีอย่างพอสมควรเพียงพอ หายใจเรียกว่าหายใจด้วยฉันทะ

พอหายใจด้วยฉันทะ มีฉันทะหายใจด้วยความพอใจมีฉันทะก็เกิดปราโมทย์ เพราะฉะนั้นแค่อยู่กับลมหายใจนี้ท่านก็จะพักผ่อนได้แล้วก็มีความสุขอยู่กับลมหายใจเท่านั้นเอง เพียงอยู่กับชีวิตของตัวเองที่มีลมหายใจแล้วก็หายใจให้ดี หายใจอย่างมีความสุข...

การหายใจนี้ก็จะประสานกับรมณีย์ใช่ไหม ได้ลมหายใจที่ดีแล้วก็ทำให้ได้ปราโมทย์มีฉันทะผสานหมดเลยถูกไหม

ฉันทะ ปราโมทย์ รมณีย์ อานาปานะ การหายใจ ชีวิตได้แค่นี้ก็สบายไปเยอะแยะพื้นฐานนี้ มนุษย์รมณีย์เตรียมเกิดได้แล้วนะ แล้วก็ต่อไปพอได้อานาปานสติใช่ไหม เป็นอันว่าใช้ลมหายใจอะไรนี้ให้ดีแล้วก็เป็นการเตือนตัวเราอยู่ด้วย ที่เราจะได้มีสติ

สตินี้เป็นตัวสำคัญมาก เวลาเราเกิดอะไรขึ้นมานี้ให้เตือนตัวเองแล้วหันมามีสติหายใจ อย่างคนเกิดความกลัวตระหนกตกใจ ไม่รู้ตัวว่าหายใจผิดปกติแล้ว บางคนหายใจแทบไม่หายใจเลยบางคนกลัวแล้วกลั้นหายใจเลย พอรู้ตัวมีสติก็หายใจซะ หายใจเข้ายาวออกยาวความกลัวนั้นก็เบา แล้วก็สติมา แล้วก็จะทำอะไรได้

เพราะฉะนั้นสติเสียไป หมดสติ กลายเป็นคนทำอะไรผิดพลาดไปหมดเลย โกรธขึ้นมาก็เหมือนกันนะ คนโกรธนี้ลมหายใจฟืดฟาดๆ หายใจผิดปกติ พอรู้ตัวนี่หายใจยาวๆ สบายๆความโกรธเองก็ลดลง แล้วมีสติเกิดขึ้นใช่ไหม

ใช้ลมหายใจให้เป็นนะไม่ว่าโกรธว่ากลัวว่าอะไร ประหม่าอีกอย่าง คนประหม่าจะพูดประหม่าไม่รู้ตัวหรอกว่าจะหยุดหายใจแล้ว พอรู้ตัวหายใจซะหายใจยาวๆ เข้ายาวออกยาว ไอ้ความประหม่าจะค่อยๆ เบาหรือหายไปเลย แล้วก็จะทำอะไรมีสติขึ้น อันนั้นเอาอานาปานสติมาช่วย แล้วอยู่ไม่มีอะไรทำก็อานาปานสติสบายบอกว่าชาวพุทธนี่แค่อยู่กับตัวเองแค่มีลมหายใจก็มีความสุขได้แล้ว มีชีวิตที่ดี

เอาละก็เป็นอันว่าผสานกันหมดละนะ มีฉันทะ มีปราโมทย์ มีอานาปานสติ ก็มีรมณีย์ สภาพรมณีย์นี้ ก็มีรมณีย์แล้ว ทีนี้ก็ต่อไปอะไรต่อไปก็นี่แหละจะมาถึงสังคมแล้ว แต่ละคนมันได้อย่างนี้ก่อน ก่อนจะไปเป็นสังคมแต่ละคนมันต้องดีใช่ไหม เป็นสังคมดีแต่ละคนต้องดี




อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:15:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



สร้างมนุษย์รมณีย์ก็คือคนที่มีคุณสมบัติที่ดี มนุษย์รมณีย์นี้ก็จะมารวมกันเป็นสังคมก็เป็นสังคมแห่งกัลยาณมิตรใช่ไหม

นี่หลักนี้เป็นหลักพื้นฐานของพุทธศาสนา กัลป์ยาณมิตตตา เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาเลย...

คนที่เป็นรมณีย์นี่จะเป็นประกอบกันขึ้นเป็นสังคมแห่งกัลยาณมิตร เป็นคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย แล้วแต่ว่าไม่ใช่แค่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่มีแง่ลบแต่มีแง่บวกก็คือจะมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยเฉพาะทางแง่ความดีงามเกื้อกูลประโยชน์ความสุข แล้วก็ปัญญานี่สำคัญที่สุด ก็คือมาช่วยเกื้อหนุนกันทางปัญญา

กัลยาณมิตตตานี้หลักสำคัญก็คือ มันเป็นตัวที่ชักพาให้คน เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ พระพุทธเจ้านี้ตรัสว่าพระพุทธเจ้าเราเป็นกัลยาณมิตรของสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นกัลยาณมิตรก็คือพระองค์มาสอนทำให้คนเกิดปัญญาแล้วเขาก็จะพ้นทุกข์ไปนิพพานอะไรต่ออะไรได้ ปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นกัลยาณมิตรนี้มีความหมายมากถึงขั้นที่ว่ามีคนอย่างพระพุทธเจ้า ก็มีคนที่ดีทุกอย่างทุกระดับนั่นเอง

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างสังคมแบบนี้ขึ้น ทีนี้คนที่เป็นมนุษย์รมณีย์นั่นแหละจะไปเป็นกัลยาณมิตร ก็เท่ากับจุดตัวนี้ก็คือว่าตอนนี้จะมาถึงตอนที่จะรวมเป็นสังคมแล้ว ก็คือสร้างมนุษย์รมณีย์มีคุณสมบัติและมาเป็นกัลยาณมิตรกันแล้วก็มาประกอบเป็นสังคมที่เป็นรมณีย์





อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:17:25 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ในสังคมกัลยาณมิตรน่ะ แต่ละคนมันก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ท่านเรียกว่าพึ่งตนได้นะ ไม่ใช่ว่ามันเป็นสังคมกัลยาณมิตรแล้วมีแต่คนช่วยทั้งนั้นเลย อย่างนั้นไม่ได้ความแล้วใช่ไหม มันต้องพึ่งตัวเองได้แต่ละคนนี้ แทนที่จะมุ่งไปพึ่งให้คนอื่นมาเป็นที่พึ่งคอยพึ่งเขาก็พึ่งตนเองได้

ท่านไม่ได้เอาแค่ว่าพึ่งตน จงพึ่งตนนะ แต่ท่านว่า จงมีตนที่พึ่งได้ ใช่ไหม

ทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ นั่นแหละเรียกว่า จึงเป็นผู้มีที่พึ่งที่เลิศประเสริฐสุด

อย่าไปติดแค่จงพึ่งตน ไม่ใช่แค่จงมีตนเป็นที่พึ่ง จงมีตนที่พึ่งได้นะ

ก่อนที่จะมีตนที่พึ่งได้ ก็คือต้องทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ ตรงนี้แหละที่เป็นหลักสำคัญในคำสอนของพระพุทธเจ้า...

สมัยหนึ่งบางคนนี้เป็นนักพุทธศาสนานี้ไม่ให้ช่วยกัน มีเคยออกวิทยุเลยนะ เป็นดอกเตอร์ด้วย บอกพุทธศาสนานี้สอน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน คนก็ไปเจอกันก็เธอก็พึ่งตัวเองสิ ไปเห็นคนจนไปเห็นคนทำอะไรอ่อนแอก็บอกจงไปพึ่งตัวสิ ใช่ไหม อัตตา หิ อัตตโน นาโถ คนก็เลยไม่ต้องพึ่งกันสังคมอย่างนี้แย่ นี่ติเตียนพุทธศาสนาใช่ไหม เขาไม่เข้าใจ นี่มันหน้าที่ของตัวเรา

ท่านบอกขั้นที่หนึ่ง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ที่จริงแล้ว หิ แปลว่าที่จริงแล้ว

หิ จริงแล้วที่จริงแล้ว
อัตตา ตนนี้แหละตัวนี้แหละ
อัตตโน นาโถ เป็นที่พึ่งตนเอง

ถูกไหม ที่จริงนั้น ตัวเองนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตนเอง...

เอาเข้าจริงแล้วในที่สุดตัวเองต้องเป็นที่พึ่ง คนอื่นเป็นที่พึ่งไม่ได้

โก หิ นาโถ ปโร สิยา คนอื่นใครจะเป็นที่พึ่งได้จริงได้ จริงไหม

อันนี้ท่านบอกความจริง ท่านไม่ได้บอกว่าเธอจงพึ่งตน ท่านบอกว่า ที่จริงนั้น หิ ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งของตน...

เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาสอนจงทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ ตรงนี้มันสำคัญ คำสอนที่แท้มันอยู่ที่นี่ จงทำตนให้เป็นที่พึ่งได้มีตนที่พึ่งได้นั้นแหละ มีตนที่ที่พึ่งได้แล้วนั่นแหละ มีที่พึ่งที่ประเสริฐสุด

มีที่พึ่งที่ประเสริฐสุดใครจะมาเป็นที่พึ่งที่อะไรให้ประเสริฐไม่เท่ามีตนที่พึ่งได้ มีตนที่พึ่งได้นี้ โอ้เราเก่งเราทำอะไรได้หมดพึ่งตัวเองได้ มีตนที่พึ่งได้แล้วก็คือมีที่พึ่งอันประเสริฐ

เพราะฉะนั้นก็ต้องในที่สุดแต่ละคนนี้ต้องพึ่งตนได้ ก็มาเป็นสังคมกัลยาณมิตร อันนี้ก็เป็นที่ตัวที่จะพึ่งตนเองได้

นี่ศัพท์สำคัญมีอันหนึ่งอันนี้เป็นตัวแกนนะ ท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ การรู้จักคิด รู้จักคิดเป็น คิดโดยแยบคาย มนสิการคือแยบคาย อันนี้จะมากับสติ ถ้าไม่มีสติ โยนิโสมนสิการมาไม่ได้

พอมีสติแล้วก็คิด คิด ตัวโยนิโสมนสิการไม่ใช่ปัญญาเป็นตัวทำงานของจิตที่ทำให้เกิดปัญญา โยนิโสมนสิการทำให้เกิดปัญญา




อ่านทั้งหมดได้ที่ ===> https://main.bia.or.th/BlogDetail/news/311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:20:59 am โดย ยาใจ »