« ตอบ #21 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2024, 05:49:40 am »

☆ ในอดีตเราทำบาปไว้มาก
ทำบุญก็มี ทำบาปก็มี
แม้ชาตินี้ปัจจุบันนี้เราก็ทำไว้
ทำบาปไว้ทำบุญไว้ตอนเป็นเด็ก
เป็นหนุ่มเป็นสาว เช่นฆ่าสัตว์
ที่นั่งอยู่ที่นี่ เชื่อว่าไม่มีใครเลย
ที่ไม่เคยฆ่าสัตว์ เราเป็นเพชฌฆาตมาแล้ว
เราต้องคดีกันมาแล้วคือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ทำลายชีวิตผู้อื่น นั่นคือบาปที่เราทำไว้
ลักขโมย ช่อโกง เบียดบังทรัพย์สิน
ที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตน
☆ เราอาจจะเคยกระทำมา
บางท่านก็อาจจะประพฤติผิดในกาม
โกหกหลอกลวงการพูดเท็จ
เราล้วนเคยทำกันมาแล้ว
☆ สิ่งที่เราทำลงไปแล้วเป็นบาปติดตัวเราไป
คราวใดเวลาใดบาปนั้นให้ผล
เราก็ต้องเสวยผลบาปนั้นตามที่เราทำไว้
☆ อายุสั้นพลันตายเพราะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เบียดเบียนชีวิต ร่างกายโรคภัยก็มีมาก
ถ้าเราหวังจะไม่ให้บาปส่งผลในชาตินี้
☆ ก็ด้วยวิธี ๓ อย่าง
1. ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำบาปชนิดนั้นอีก
2. ทำกุศลเป็นประจำ
3. อย่าเก็บเอาบาปมาคิดมานึกอีก
ทำ ๓ อย่างนี้ได้ ชาตินี้แหละ
เราก็จะรอดปลอดภัยจากวิบากกรรม
ที่เราทำไว้ แต่รอดได้เฉพาะชาตินี้
☆ ชาติหน้าต่อๆ ไป
ถ้าเราไปเติมบาปไม่เติมบุญ
บาปก็ให้ผลได้ มันไม่ได้หมดไป
แต่เราสามารถทำให้บาปมันไม่ส่งผล
ด้วยการไม่ไปเติมบาปใหม่
และใส่ใจในการทำบุญทำกุศลให้ต่อเนื่อง
…
☆ บุญมีมากแล้ว บาปก็ไม่มีผล
เราได้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน
☆ เกิดมาสวยบ้าง ขี้เหร่บ้าง
รวยบ้าง จนบ้าง พิการบ้าง สมบูรณ์บ้าง
ผิวพรรณงามบ้าง ไม่งามบ้าง
ล้วนแล้วแต่เป็นวิบากกรรม
เป็นผลของกรรมที่เราทำไว้
ผลของบุญของบาปที่ทำไว้
มันหล่นมาอย่างนี้แล้ว
วิบากของกรรมให้ผลแล้ว
เราก็ต้องเสวยผล เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ตัวสูงต่ำพิกลพิการก็ต้องใช้หนี้กรรมไปอย่างนี้
----
☆ เราสามารถจะเอาสิ่งที่เราได้มา
เป็นทุนเป็นบุญขึ้นมาใหม่
ลงทุนใหม่ทำให้มันดีใหม่
อาศัยสังขารร่างกายที่เกิดมาทำใหม่ให้มันดี
☆ เรายอมชาตินี้ไปได้แค่นี้
แต่ว่าชาติต่อไปต้องให้มันดีกว่านี้
ให้มันเจริญกว่านี้
มีตัวมีร่างกายมีชีวิตมา
เอามาลงทุนในการทำความดี
ชีวิตยังมีเวลาอยู่แต่ก็ไม่มาก
☆ ชีวิตแต่ละคนไม่นาน
ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย ☆
สมัยปัจจุบันอายุประมาณ ๗๕ ปีเป็นอายุขัย
☆ เราได้กี่ปีแล้วเกิดมา เหลืออีกกี่ปี
ยิ่งอายุเลย ๗๕ ไปแล้ว มันต้องรู้ตัวแล้วว่า ☆
☆ หมดเวลาแล้ว ชีวิตเหลือน้อยแล้ว ☆
จะตายวันตายพรุ่งแล้ว
คนที่อายุ ๓๐, ๔๐, ๕๐ ก็อย่าประมาท
☆ บางทีมันตายก่อนคนแก่ก็ได้
แซงคิวตายก่อน พ่อแม่อายุมาก
๘๐, ๙๐ ลูกตายก่อน มันไม่แน่
ในเวลาที่ยังมีอยู่เหลือไม่มากนี้
เราอยากทำอะไรที่เป็นบุญเป็นทุนไปต่อไป
ให้ภพหน้าให้มันเจริญกว่านี้
มีความสุขความสมบูรณ์กว่านี้
อย่าให้มันตกต่ำ
☆ ชีวิตแต่ละวันหนึ่ง
ต้องดูว่าเราทำอะไรที่มันเป็นสาระ
เป็นประโยชน์เป็นบุญ
เราทำมาหาเลี้ยงชีพ
หาเงินหาทองเพื่ออะไร
☆ ทำงานหาเงินมีเงินเท่าไร
ถึงจะมีความสุข ดูคนที่มีเงินมากๆ
ยังไม่เห็นมีความสุขที่แท้จริง
เราจะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนจึงจะมีความสุข
มีอาหารขนาดไหน
ชีวิตเราวันหนึ่งกินข้าวไม่กี่จาน
☆ ฆราวาสมื้อหนึ่งกินอย่างมาก ๒ จาน
วันละ ๓ มื้อ บางคน ๔ มื้อ
เป็นนักบวชเหลือ ๒ มื้อ
เช้าถึงเที่ยงหรือว่ามื้อเดียว
ชีวิตมันอาศัยแค่นั้น
มีสมบัติมากมายก็กินไม่ได้มากกว่านั้น
กินได้แค่นั้น
นอนเรานอนใช้เนื้อที่เท่าไร
ที่นอนวาหนึ่งแค่นั้น
เสื้อผ้าใช้นุ่งห่มแค่พอปกปิดร่างกาย
☆ จะมีไว้มากมาย
มันก็ไม่ได้ให้อะไรกับเรา
ที่เป็นสุขอย่างแท้จริง
สิ่งทั้งหลายที่เรามีในโลกียสมบัติ
มันยังไม่ใช่เป็นที่พึ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง
☆ เป็นเช่นนั้น
เราจะคิดพิจารณาอย่างไร
เราพิจารณาเพียงว่า
พออาศัยชีวิตให้พออาศัยดำรงอยู่ได้
พอมีพอกิน เพื่อทำความดี
เพื่อพัฒนาชีวิตตัวเอง
ให้ชีวิตแต่ละวันได้พัฒนา
ได้สะสมกุศล บุญบารมีไว้
☆
ทุกลมหายใจ 。.:*☆
เราพยายามสะสมเจริญสติภาวนาอยู่เสมอ ☆ 
☆ สมบัติอื่นๆ ก็พออาศัยกันไป
เราจะมีมาก มันก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด
ตายแล้วก็ต้องทอดทิ้งไป เอาไปไม่ได้
☆ “สมบัติส่งได้แค่โรงพยาบาล
ลูกหลานส่งได้แค่เชิงตะกอน
บาปบุญเป็นทุนรอนส่งไปภพภายภาคหน้า”
☆ สมบัติทั้งหลายเอาไปไม่ได้
นอกจากทรัพย์ภายในคือบุญกุศล
แม้แต่ร่างกายนี้เราก็ต้องทอดทิ้งเน่าเปื่อยผุพัง
…
เวลาในชีวิตเพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
พระอาจารย์สุรศักดิ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2024, 06:24:18 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ