ผู้เขียน หัวข้อ: (✿◡‿◡) “หลับตาทำไม” - พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ. (พระอาจารย์ชยสาโร)  (อ่าน 1134 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  โดยปกติคนเราเชื่อว่า
เราเป็นผู้คิด เราเป็นผู้รู้สึก
แต่ที่นี่ความจริงจะปรากฏว่า
แม้ความเชื่อนั้นเป็นสักแต่ว่า
ส่วนหนึ่งของกระแสของเหตุปัจจัย
ไม่มีตัวเราที่ไหนที่ฝืนธรรมชาติได้
อุปมาว่าเรือชีวิต
ไม่ได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเรา
เราเป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เราคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาสามัญ
เราก็พอเข้าใจอยู่ ทำให้เกิดศรัทธา
แต่จะให้ทะลุปรุโปร่งต้องอาศัยจิต
ที่พ้นจากนิวรณ์ จิตสงบ
จึงก้าวเลยศรัทธาได้ เห็นจริงรู้แจ้ง
จนกิเลสทั้งหลายไม่อยู่
เพราะมันอาศัยอาหารคือ

การหลงสำคัญผิดว่าสิ่งที่สุข
ล้วนสมบูรณ์และมีแก่นสารจริง



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)




✿ ✿ ✿ ✿-----------------------------------------✿ ✿ ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2025, 08:19:45 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ในเมื่อการฝึกจิต
มีผลที่น่าปรารถนาอย่างนี้
ทำไมชาวพุทธทั่วไปไม่ค่อย
กระตือรือร้นขวนขวายเท่าไร

สันนิษฐานว่าเป็น
เพราะไม่เห็นชีวิตมีปัญหา
ที่การพัฒนาตนจะแก้ได้
หรือเพราะยังไม่เห็น
การพัฒนาตนเป็นงานเร่งด่วน


ถ้าใช้สำนวนพระต้องบอกว่า
ศรัทธาน้อย ยังไม่เห็นทุกข์

ด้วยเหตุนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่
จุดเริ่มต้นของการหันมาปฏิบัติธรรม
อย่างจริงจัง คือเรื่องวิกฤติส่วนตัว
ซึ่งกระแทกความนิ่งนอนใจในชีวิตอย่างแรง
ทำให้ต้องหยุดทบทวนชีวิตใหม่

อาจจะด้วยการป่วยหนัก
การเสียชีวิตของผู้ใกล้ชิด
หรือความผิดหวังก็ได้


แต่ที่ควรย้ำก็คือเรื่องวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้น

นั่นไม่ใช่เหตุที่ต้องปฏิบัติ
เป็นเพียงแค่เครื่องเขย่าตัวให้ตื่นจากหลับ

ทำให้ถามตัวเองว่า ชีวิตมีแค่นี้หรือ

โลกนี้ทำไมไร้แก่นสารสาระอย่างนี้

มันน่าจะมีอะไรที่สูงกว่านี้
ทำอย่างไรเราจึงจะมีโอกาส
เข้าถึงสิ่งที่สูงกว่านั้น
ความสงสัยอย่างนี้คือ
การบังเกิดของปัญญา

ความมั่นใจว่าธรรมะเท่านั้น
ที่จะช่วยเราได้
คือการบังเกิดขึ้นของศรัทธา
ที่นำไปสู่การประพฤติปฏิบัติธรรม

บางคนอายุยังไม่ถึงยี่สิบก็คิดอย่างนี้แล้ว

เรียกว่ามีบารมี

บางคนอายุตั้งแปดสิบก็ไม่เคยคิด

ผู้ที่เริ่มสงสัยเรื่อง กิน กาม เกียรติ
จะกลับเหมือนเดิมได้ยาก
เหมือนเด็กที่เลิกเชื่อเรื่องซานตาคลอส



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 06:04:37 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ความเห็นผิด ไม่ใช่อุปสรรคเดียว
ที่ควรระวัง ความอยากผิด
ก็อันตรายเหมือนกัน
หลวงพ่อชาท่านสอน
ลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอว่า
อย่าปฏิบัติเพื่อจะเอาอะไร
อย่าปฏิบัติเพื่อจะได้อะไร

จงปฏิบัติเพื่อละ ปฏิบัติเพื่อปล่อย
ถ้านั่งสมาธิคิดอยากได้นั่น
อยากเห็นนี่ อยากมี อยากเป็น
การทำสมาธิจะเศร้าหมอง
แล้วจะไม่เป็นสมาธิพุทธ
เพราะการทำสมาธิด้วยตัณหา
ไม่ใช่แนวทางเพื่อพ้นทุกข์
ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัว


คือถ้าเผื่อเราทำสมาธิเพื่อละตัณหา
ด้วยตัณหาเป็นแรงดลบันดาลใจแล้ว
เราจะสำเร็จไหม
เหมือนผู้นำประเทศ
เชิญเจ้าพ่อเป็นอธิบดีกรมตำรวจ
ช่วยปราบอันธพาล
ครูบาอาจารย์ให้เราทำสมาธิด้วยฉันทะ
คือความอยากในสิ่งที่
ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกามหรืออัตตา


เช่น ต้องการให้จิตใจเรามีคุณธรรม
ละกิเลสได้ เรานั่งหลับตาเพื่อทำให้
จิตใจเราสงบจากกาม
สงบจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
พอที่จะอำนวยความสะดวก
แก่การทำงานของปัญญา



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:54:13 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


สรุปแล้วว่าการนั่งหลับตา
เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกจิต
ให้เป็นอิสระจากกิเลส
จุดเด่นในเบื้องต้น คือ
การใช้สมาธินำไปสู่ความเป็นอิสระ
จากกิเลสประเภทที่เรียกว่านิวรณ์


ความเป็นอิสระจากกิเลส
เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง
เพราะนำประโยชน์และความสุข
อันสูงสุดมาให้ ทั้งแก่ตัวเรา
ครอบครัว ชุมชน และสังคม
หากกิเลสยังครอบงำใจ
ความสุขก็ย่อมบกพร่องอยู่
ได้อะไรเท่าไรก็ไม่พอ
ดีเท่าไรไม่นานก็ชิน
ชินแล้วก็เบื่อ เบื่อแล้วก็ทุกข์
จิตเหมือนถังน้ำรั่ว
เมื่อรั่วแล้วน้ำทุกอย่างก็มีค่าเท่ากัน


จิตใจที่เป็นอิสระจากนิวรณ์
มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง คือ

หนึ่ง มีคุณภาพ สิ่งดีงามต่าง ๆ
อย่างความละอายต่อบาป
ความกตัญญูกตเวที ความเมตตากรุณา
เบิกบานในจิตที่ห่างจากความคิดผิด
เหมือนพืชผักต่าง ๆ ซึ่งขึ้นงามในดินดี

สอง กำลัง คือความอดทน ความขยัน
ความหนักแน่น ความรู้สึกผิดชอบ
ความกล้าในสิ่งที่ถูกต้อง
น้อมจิตไปในทางไหนมันยอม

แล้วเราสามารถพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้ง
เพราะไม่มีความต้องการอย่างอื่นเข้าไปรบกวน

สาม จิตสงบ ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล
ผ่อนคลายสบาย


สี่ มีความสุขที่บริสุทธิ์กว่า
และยิ่งกว่าที่เราเคยรู้จักมาก่อน
จิตผ่องใสเบิกบาน



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:54:47 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ฉะนั้นนิสัยเสียต่าง ๆ กิเลสทั้งหลาย
ที่อยู่ในใจ เราจะรอให้มันหายเอง
มันไม่หายหรอก กึ่ภพ กี่ชาติ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ซ้ำร้ายอาจจะกำเริบก็ได้ และที่น่ากลัวที่สุดก็คือ
กิเลสมีกำลังมากอาจจะปิดโอกาส
ให้เราได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปก็ได้
ชาตินี้เราทุกคนมีสิทธิมนุษยชน
แต่ตายแล้วเราแน่ใจไหมว่า
ยังจะมีสิทธิเป็นมนุษยชนอยู่


นักปฏิบัติใหม่ถึงแม้ว่า
ยังอยู่ในขั้นล้มลุกคลุกคลานก็ตาม
ไม่พึงท้อใจ ถ้าสามารถป้องกัความคิดผิด
หรือความอยากผิด ๆในการปฏิบัติ
(ปลอดมิจฉาทิฏฐิและตัณหา)
การเคลื่อนไหวในทางที่ดีย่อมมีอยู่
การขัดเกลาย่อมมีอยู่
ยังมีบางสิ่งบางอย่างดีขึ้นอยู่ทุกวัน


เพราะอะไร เพราะหลักทำดีได้ดี
เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ
ผลยังไม่สุกงอม จงเชื่อไว้ก่อน อย่าใจร้อน
ไม่ใช่ว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงเป็นคนละคน ภายในวันเดียว
เดือนเดียว ปีเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี
แต่ส่วนมากจะไม่เป็นอย่างนั้นสิ
นาน ๆ อาจจะหลายปี หรือเป็นสิบปี
จึงค่อยเห็นชัดก็ได้ ไม่แปลกอะไร
อย่าแข่งกับคนอื่นก็แล้วกัน ไม่ต้องสงสัย
วันหนึ่งจะทึ่งตัวเอง
ท่านอาจารย์พุทธทาส
บอกว่าจะอยากไหว้ตัวเอง



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:55:19 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


พุทธภาวะ คือภาวะจิตที่ รู้ ตื่น เบิกบาน
กำหนดสิ่งใดก็ตาม ต้องตั้งตัวรู้ไว้แล้วไม่ให้อ่อนลง
หลวงพ่อชาท่านสอนว่าในการเจริญอานาปานสติ
มี ๓ อย่างที่จะต้องปรากฎพร้อมกัน
หนึ่ง คือลม สอง คือสติ สาม คือจิต
ในที่นี้จิตหมายถึงความรู้ตัว
หรือจะเรียกว่าสัมปชัญญะก็ได้ คือรู้ตัว
สติคือไม่ลืม ไม่ลืมลม มีลมแล้วก็ไม่ลืมลม
ต้องมีการรู้ตัว ระลึกลมได้ไม่ลืม

แต่ขาดความรู้ตัว มันจะกลายเป็นการตกภวังค์ได้
ฉะนั้นต้องทำนุบำรุงพุทธภาวะ
บริกรรมพุทโธอยู่บ่อย ๆด้วยความตั้งใจ
รู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ในปัจจุบัน


พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ
เราตื่นอยู่ในปัจจุบันก็มีส่วนแห่งพุทธภาวะ


คำว่า พุทธะ ไม่ใช่ภาษาบาลีอย่างเดียว
แต่ปรากฎอยู่ในภาษารัสเชีย เหมือนกัน
โดยหมายถึงนาฬิกาปลุก ปลุกเหมือนกัน
แต่ของเราไม่มีนาฬิกาปลุก มีสติปลุก
มีความตั้งใจเป็นการปลุกจิตให้ตื่น
ระหว่างการทำสมาธิ เราควรสังเกตตัวเอง
ว่าเราตื่นไหมการกำหนดคมชัดไหม
พอดี ไม่ตึงไม่หย่อนไหม

ต้องมีการคอยติดตามการทำงานของเรา
เรายังอยู่กับลมไหม หรือว่าเราลืมลมเสียแล้ว
ถ้าลืมเรียกว่าสติขาด ไม่เป็นไร ไม่ต้องน้อยใจ
ไม่ต้องท้อใจ แต่รีบตั้งต้นใหม่
ถึงจิตใจยังอยู่กับลม ก็ยังประมาทไม่ได้
เพราะถ้าไม่ตื่น ไม่รู้ตัว อย่างแจ่มแจ้ง
เริ่มจะเคลิบเคลิ้มแล้ว ต้องระวัง
เดี๋ยวจะเป็น สมาธิหัวตอ


การฝึกจิตสนุกดีอย่างนี้
มีอะไรท้าทายตลอดเวลา


ผู้อยู่ในปัจจุบันเป็น
ย่อมประจักษ์เลยว่ามันสุขเยือกเย็นจริง ๆ
การกล่าวว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่อื่นไกล
ความสุขอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้
ความสุขที่แท้เกิดเองในจิตใจที่บริสุทธิ์
ไม่ได้อยู่ที่การเสพวัตถุ
คนเข้าวัดก็ คุ้นหู พอสมควร
แต่ต้อง คุ้นใจ จึงจะซื้ง


ความสุขไม่ได้อยู่ในสิ่งที่สัมผัส
หากอยู่ที่ตัวผู้สัมผัส


ถ้าเราสามารถให้ลูกหลานเราเห็นความจริงนี้ได้
จะเป็นบุญอย่างยิ่ง เพราะการพ้นความหลงใหลในวัตถุ
และภัยอันตรายที่ตามมาทั้งแก่ตัวเองและสังคม
จะเกิดได้ก็ด้วยการศึกษาเรื่องธรรมชาติของความสุข
การทำสมาธิภาวนาที่ได้ผลต้องใช้เวลา
ฉะนั้นต้องติดตามผลงาน จึงจะรักษากำลังใจไว้ได้


“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:55:49 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ความสุขเป็นเหตุให้จิตเข้าถึงความสงบได้
นี่เป็นข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งที่เราไม่ควรลืม
เราปฏิบัติเพื่อกำหนดรู้ความทุกข์
โดยจิตที่เข้มแข็งพอจะกำหนดรู้ความทุกข์ได้
จิตที่ประกอบด้วยความสุขจะเป็นจิตที่เข้มแข็ง
ถ้าจิตใจของเรายังหิวโหยขาดความสุข

จิตนั้นจะอ่อนแอ
และจิตนั้นจะบรรลุสัจธรรมไม่ได้
พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า
"ผู้มีปีติในธรรมย่อมอยู่เป็นสุข"

คนเราต้องยกทุก ๆ เรื่อง
ในชีวิตประจำวันขึ้นสู่ธรรมะ
เพราะถ้าเรารู้จักมองทุกอย่างเป็นธรรมะได้
ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข

“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 06:05:29 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


การทำสมาธิภาวนาคือการพัก
ในชีวิตประจำวันต้องสวมหน้ากากนั้น
หน้ากากนี้อยู่ตลอดเวลา นั่งสมาธิก็คือ
การถอดหน้ากากออกทั้งหมดเลย
กลับมาหาธรรมชาติของตนเอง
ธรรมชาติของตนเองคืออะไร
คือร่างกาย และจิตใจ มีร่างกายนั่งอยู่ตรงนี้
หายใจเข้า หายใจออก มีความรู้สึกนึกคิด
เกิดขึ้น ดับไป นี่คือธรรมชาติของเรา


และขอให้สังเกตว่าจิตใจเราเริ่มสงบ
ไม่คิด ไม่ปรุงอะไร ความจำได้หมายรู้ต่าง ๆ
ก็ค่อยจางไป แม้จนกระทั่งความรู้สึกว่า
เราเป็นคนชื่อนั้นชื่อนี้ ความคิดว่าเป็นผู้ชาย
หรือเราเป็นผู้หญิง เราเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่ปรากฏ
จิตใจสงบแล้ว มีแต่สติ มีแต่สัมปชัญญะ
ความระลึกได้ ความรู้ตัวอยู่ในปัจจุบัน

มีแต่พุทธภาวะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน


“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:56:50 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


การตั้งตนไว้ชอบ
คือการตั้งใจศึกษาความจริงของชีวิต
ความสุข และความทุกข์ มันเกิดอย่างไร
มันดับอย่างไร มันเป็นอย่างไร
เพ่งพิจารณาตรงจุดนี้เราจะเห็นว่า
ทุกข์เพราะกิเลสครอบงำ
สุขเพราะกิเลสไม่ครอบงำ
เมื่อเห็นความร้ายกาจ
ของกิเลสในใจตนแล้วกลัว
ต้องการพ้นจากอำนาจของมัน
เราจึงเห็นประโยชน์ของการนั่งสมาธิ
เพราะการนั่งสมาธิ
เป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสที่สำคัญ
การทำสมาธิทำให้เรามีกำลัง
ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สงบ มีความสุข
ไม่ทำสมาธิจิตใจอ่อนแอ ไม่มีกำลัง
วอกแวกไม่สงบ ไม่ผ่องใส
ไม่ราบรื่น แข็งกระด้าง



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 05:57:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


การปฏิบัตินี้ต้องทำเอง
และไม่ควรหวังทางลัด
ทุกวันนี้ก็มียาเปลี่ยนอารมณ์ออกมาเยอะ
แก้ทุกข์ได้ชั่วคราว แต่ผลข้างเคียงมีมาก
และโทษที่สำคัญคือการทานยาประเภทนี้
ทำให้อ่อนแอ ขี้เกียจ หาทางปล่อยวาง
ที่ถูกต้องและยั่งยืน มันกลับบั่นทอน
การเป็นที่พึ่งของตน อยู่ไปอยู่มา
ทุกข์นิดเดียวก็ทนไม่ได้ต้องกินยา
มันง่ายจริงแต่ความง่ายนั้นแหละ
ที่ทำลายความเจริญของเรา
คนป่วยมากบางคนไม่กินไม่ได้
แต่คนเราทั่วไป ใช้ธรรมโอสถบำบัดดีกว่า

  พระพุทธศาสนาสอนให้เรารับผิดชอบชีวิตตัวเอง
ม่หวังพึ่งสิ่งภายนอกตัวเรา
อยากให้มันสงบ มีปัญญา
ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสม
การเพียรพยายามในทางที่ถูกต้องนั่นแหละ
คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์



“หลับตาทำไม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 06:07:11 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


  ถ้าจิตใจเราสงบ ไม่คิดปรุงแต่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวาย อะไรจะเกิดขึ้นในจิตใจเราต้องรู้อยู่ เหมือนกับศาลานี้ ถ้าว่าง ใครจะเดินเข้ามาเราก็รู้ทันที นั่งอยู่ตรงนี้ ลืมตาอยู่ ใครจะเดินเข้าเดินออก เราก็เห็น แต่จิตไม่สงบเหมือนศาลาเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของ หรือมีคนนั่งเต็มศาลาคุยกันเสียงแซด ใครจะเดินเข้าเดินออกอาจจะไม่เห็น หรือไม่สังเกต

คัดตอนจากหนังสือ 'หลับตาทำไม'
โดย พระอาจารย์ชยสาโร

...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2025, 06:09:36 am โดย ยาใจ »