« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2023, 07:08:46 am »
❁ จะต้องมีสติกำหนดรู้
อยู่ในความสบาย (สุขเวทนา)
ความไม่สบาย (ทุกขเวทนา)
ความไม่สุขไม่ทุกข์ หรือเฉยๆ (อุเบกขาเวทนา)
เหล่านี้เรียกว่า "เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน"
อีกประการก็จะต้องรู้ถึงจิต
จิตมีราคะหรือไม่มีราคะ ก็รู้
จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ ก็รู้
จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็รู้
จิตหดหู่จิตฟุ้งซ่าน
จิตมีสมาธหรือจิตไม่มีสมาธิ ก็รู้
จิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้
เหล่านี้เรียกว่า "จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน"
บางทีกำหนดไปรู้ถึงจิตมีโทสะ
พอกำหนดไปๆ หายโกรธก็รู้
แต่บางคนกำหนดไปก็ยังโกรธอยู่อย่างนั้น
หรือบางทีฟุ้ง ก็ฟุ้งอยู่อย่างนั้น
เป็นเพราะเราชอบที่จะไปบังคับ
ให้มันหายฟุ้งหายโกรธใช่ไหม
เหมือนคนจะดับไฟ
แต่เอาเชื้อเพลิงเข้าไปใส่ มันก็เลยไม่ดับ
…
การกำหนดรู้ด้วยการบังคับ
จะเอาให้ได้ดังใจ มันเป็นตัวตัณหา
ที่เปรียบเหมือนเชื้อเพลิง
พอไม่ได้ดั่งใจก็ยิ่งโกรธ ยิ่งโมโหโทโส
เพราะมีความทะยานอยาก (ตัณหา)
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องกำหนดรู้อย่างปล่อยวาง
ต้องสอนใจตนเองอยู่เสมอว่า
การระลึกรู้ต้องปล่อยวางนะ
การปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติ
เพื่อที่จะเอาให้ได้ดั่งใจ
แต่ฝึกเพื่อที่จะเรียนรู้ เพื่อที่จะสละละวาง
ปล่อยวางด้วยการรู้เท่าทันต่อกิเลสตัณหาในใจต่างหาก
หมั่นคอยดูใจตัวเอง
ไม่ให้มันแล่นไปด้วยความทะยานอยาก
ถ้าวางใจได้ ดูเขาไปอย่างเป็นปกติ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดก็เกิด
เราก็จะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ
จางคลายไปเองและดับไปในที่สุด
ที่เรามาปฏิบัตินี่
ก็เพื่อมาเรียนรู้กายใจของตนเอง
ว่ามันบังคับไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
แล้วยังจะไปบังคับมันทำไม
…
“ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ”
สิ่งที่หาได้ยากในโลก
พระราชภาวนาวชิรญาณ
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2023, 09:24:30 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ