ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเชิญอ่าน เรื่อง " ยอดของวิปัสสนา" พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ)  (อ่าน 9679 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





[ถอดพระธรรมเทศนา เรื่อง ยอดของวิปัสสนา 1/4]
ณ โอกาสบัดนี้ อาตมาภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนา ในหัวข้อเรื่องว่า ยอดของวิปัสสนา ให้ท่านสาธุชนได้สดับรับฟังสืบต่อไป ท่านสาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลาย วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ท่านผู้มีกุศลจิตต้องการอยากจะได้บุญได...้กุศลหวังผลกำไรแห่งชีวิต เมื่อถึงวันเช่นนี้ ต่างก็แสวงหา เสบียงคือกุศล ตามที่ตนปรารถนา ตามที่ตนเห็นสมควร เช่นไปให้ทาน ไปถวายทาน ไปรักษาศีล ไปไหว้พระ สวดมนต์ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ตามวัดวาอาราม ที่อยู่ใกล้ชิด ที่จัดให้มีขึ้น เช่นอย่างผู้ที่อยู่ใกล้วัดมหาธาตุ ทางวัดมหาธาตุก็จัดให้มี เทศน์ทุกวันพระ ทุกวันอาทิตย์ เฉพาะวันพระก็เริ่มพระสงฆ์ทำวัตร ไหว้พระ สวดมนต์ 9 โมง จากนั้นญาติโยมก็ทำวัตร ไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็เทศน์ ให้ญาติโยมฟัง 1 กัณฑ์ พอตอนบ่ายก็มีเทศน์ บ่าย 2 โมง ก็มีการนั่งกรรมฐานกัน ในโบสถ์ ในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ แล้วก็ที่โรงเรียนที่สร้างใหม่ ตอนบ่ายโมงก็มีเดินจงกรมนั่งกรรมฐานกัน ในธรรมวิจัย เช้าก็มีบรรยายธรรมะ 30 นาที และนั่งกรรมฐานอีกประมาณ 30 นาที ตอนบ่ายก็จะมีอีกด้วยหลายแห่ง

ผู้ที่อยู่วัดอื่นถ้าไม่มีก็เชิญไปวัดมหาธาตุได้ ถ้ามีไปวัดไหนก็ได้ ถ้าไม่มีก็ทำที่บ้านก็ได้ทั้งนั้น เพราะการทำความดีนี้ พระพุทธเจ้าตรัวไว้ว่า อรัญเญ จะทำที่ป่าก็ได้ ถ้าอยู่ป่า รุกขมูเล อยู่ใต้โคนต้นไม้ ก็ทำได้ สุญญาคาเร อยู่ที่ว่างเปล่าคือบ้านเรือนของเรา ก็ทำได้ เพราะการทำความดีไม่เลือกสถานที่ สามารถจะทำได้แม้อยู่ในคุกอยู่ในศาลาก็ทำได้ เช่นพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ถูกพระเจ้าแผ่นดินคู่อริ จับไปขังไว้ในห้องขังก็ยังเจริญสมถะกรรมฐาน จนได้ฌาน สบาย ส่วนผู้ที่แย่งเอาสมบัติกลับทุกข์หนักเข้าไปกว่า ผู้ที่อยู่ในคุกซะอีกด้วย คุกขังได้แต่กาย แต่ใจขังไม่ได้ ถ้าคนมีธรรมะมันก็สุขอยู่ได้ดังนั้น

ธรรมะเป็นยาหรือเป็นโอสถอันประเสริฐสำหรับบำบัดโรคทางใจ โรคทางกายก็พลอยหายไปด้วย เพราะใจสบาย สักกัตวา ธัมมะรัตนัง โอสถัง อุตมังวะรัง พระธรรมของพระพุทธเจ้า ที่บุคคลได้นำมาประพฤติ ปฏิบัติ สักการบูชา ดีแล้ว เป็นโอสถขนานวิเศษ ทั้งสูงสุด ทั้งประเสริฐด้วย พระเจ้ามหากบิลก็ดีพระเจ้าพัทธราชิกก็ดี สันตติมหาอำมาตย์ก็ดี นางปตาจาราก็ดีที่ได้พบความสุขก็เพาะอาศัยพระธรรมและในปัจจุบันบุคคลที่ทุกข์ ได้พบพระธรรมก็สุขสบายใจได้ แต่ต้องปฏิบัติจริง ๆ ธัมมะจารี สุขขังเสติ คนประพฤติธรรมอยู่เย็นเป็นสุข และในพระไตรปิฎกอายุสสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนประพฤติธรรม เป็นเหตุให้อายุยืน หลายสิ่งหลายประการ ดังนั้น คำว่า ธรรมะในที่นี้ก็มีมากเป็นธรรมขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ก็มี

แต่เทศน์วันนี้เทศน์ยอดของวิปัสสนา คำว่ายอด แปลว่าของที่สูง เช่นยอดตาลหมายอันสุดยอด ยอดไม้ หมายเอาที่สุดนั่นแหละ ยอดเรือน เรือนยอด หมายเอาที่สูง อะไรที่เป็นยอด ยอดโคนก็หมายเอาถึงที่มันสูง ที่มันเด่น คนสูง คนเด่น สมมุติว่ายอดต้นไม้ เอาตรงไหน ไม่ใช่สมมุติแล้วข้อเท็จจริง ที่เราหากัน เอาที่มันสูงที่สุด นั้นแหละ เค้าเรียกว่ายอดก็แล้วกัน ท่านกล่าวว่ายอด มีถึง 7 ยอด ยอดโรค อะโรคยา ชิกัจฉา ปรมาโรคา ความหิวเป็นยอดโรค อือ หิวมันเป็นยอดของโรค อาโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นยอดลาภ ยอดลาภก็คือ ไม่มีโรค ยอดโรคก็คือหิว ยอดลาภ ก็คือ ไม่มีโรค เบียดเบียน ยอดทรัพย์ คืออะไร สันโดษ สันดุษฐี ปรมังทะลัง ความสันโดษ คือรูจักพอเป็นยอดทรัพย์ และยอดญาติ วิสสาฉาปรมา ญัตติ ความคุ้นเคยกันเป็นยอด เป็นยอดญาติ เป็นญาติชั้นสูง ยอดทุกข์ สังขาร สังขารา ปรามาทุกคา รูปกับนามเป็นยอดทุกข์ แล้วมารวมที่นี่หมดเลย แล้วก็ยอดสุข คืออะไร นิพพาน นิพพานนัง ปรมัง สุขขัง พระนิพพานเป็นยอดสุข นี้ยอดคนอยู่ที่ไหน อะสัดโท อะกัตตัง รูจะ สันฉิจเฉโทจะโรนาโร อะกาวะ วันตาโส วันตาโส วัยอุปปมาโรริโส ยอดคนก็คือ หนึ่ง คนที่ไม่เชื่อใคร เชื่อตัวเองที่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมะมาดีแล้ว สอง คนที่รู้พระนิพพานที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ สามคนตัดที่ต่อของวัฏฏะ กิเลสวัฏ ที่ต่อของกิเลส กรรมวัฏ ที่ต่อของกรรม มีปากวัฏ ที่ต่อของวิบาก ตัดได้ เป็นยอดคน อะตาวะกาโส คนหมดโอกาส คือไม่มีโอกาสที่จะให้บาปเกิดขึ้นได้ ก็เป็นยอดคน วังตาโส คนสิ้นหวัง สังเวอุปปะมะโภ ริโสโภ นี่แหละคือยอดคน ยอดก็คือของสูง แต่เทศน์วันนี้ไม่ใช่เทศน์เจ็ดยอดนี้ ก็เทศน์อยู่ในเจ็ดยอดมีอยู่เหมือนกัน

วันนี้เทศน์เรื่องยอดของวิปัสสนา คำว่ายอดของวิปัสนานี้ หมายเอาตรงไหน ก็เป็นปัญหาที่น่าคิด แต่ก็ไม่ต้องคิดเพราะมีหลักฐานอยู่แล้ว วิปัสสนา ที่เป็นยอด ก็หมายเอาถึง วิปัสสนาที่สูงที่สุด คือสูงแค่ไหนก็โปรดฟังต่อไป สูงที่สุดนั้นคือไปถึง นิพพานแล้ว จวนจะถึงแล้วนั่นแหละคือยอดของวิปัสสนา แต่ก็ถึงนิพพานแล้วมันก็เป็นเลยยอดไปแล้ว มันเหนือแล้ว เหนือยอดไปแล้ว ในที่นี่ไม่ ยกไว้ก่อน จะพูดยอดของวิปัสสนา

คำว่ายอดของวิปัสสนา คือ เอาวิปัสสนาที่สูง ที่สูงกว่าเพื่อนสูงกว่าเพื่อนวิปัสสนาทั้งหลาย แล้วเอาอะไรเป็นเครื่องวัด เครื่องวัดของยอดก็คือว่า ผู้เจริญวิปัสสนานั้น จะต้องคบธรรมะ เรียกว่าแก่นของพระธรรม เป็นขั้นเป็น เป็นขั้นไป

แก่นของพระธรรมขั้นต้น ท่านเรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ แก่นขั้นต้นได้แก่ปัญญา ที่สามารถแยกรูปกับนามออกจากันได้ ตัวอย่างเช่นขณะที่ท่านฟังเสียงอยู่เดี๋ยวนี้ ตรงไหนเป็นรูปตรงไหนเป็นนาม ท่านผู้ฟังแยกได้มั้ย องแยกดูสิ ว่าขณะที่ฟังเสียงอยู่นี่ เสียงของอาตมากระทบหูของโยมอยู่เดี๋ยวนี้ ตรงไหนเป็นรูปตรงไหนเป็นนาม นี่ยอดที่หนึ่งยอด

ต้น ๆ มีถึง 16 ยอด แต่ยอดแท้ ๆ ในที่นี้หมายถึง หมายเอาตรงไหน นี่ก็เป็นยอดเล็ก ๆ ยังไม่ได้ใหญ่โตนักพึ่งเริ่มผลิยอดออกมา เสียงที่ได้ยินกับหูของโยม นี่เป็นรูปใจที่ได้ยินนี่เป็นนาม ได้ยินเสียงครั้งหนึ่งรูปกันนามเกิดแล้ว ขันธ์ ห้า เกิดแล้ว นี่คือรูปกับนามทีนี้ ขันธ์ 5 เอาตรงไหนเป็น เสียงกับหูเป็นรูปขันธ์ ถ้าได้ยินเสียงแล้ว รู้สึกสบายใจ

มีโยมคนหนึ่งมาจากราชบุรี อยากจะมาเห็นอาตมา ได้ฟังแต่วิทยุ ได้ฟังแล้วก็สบายใจ นี่แหละความสบายนี่แหละเป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่านี่เสียงอาจารย์หนอมาแล้วหลวงพ่อหนอมาแล้ว นี่วิปัสสนามาแล้ว นี่ก็เป็นสัญญาขันธ์ แต่งใจของโยมให้เห็นว่านี่เทศน์ดีหรือเทศน์ไม่ดี เทศน์สูงหรือเทศน์ต่ำไป เข้าใจหรือไม่เข้าใจ นี่เป็นสังขารขันธ์ ที่ได้ยินแว่ว ๆ นี่ไม่ใช่หู เป็นวิญญาณคือจิต โสตวิญญาณจิต นี่เป็นนามเป็นวิญญาณ เป็นจิตครบ ห้า ขันธ์พอดีนี่แหละวิญญาณขันธ์ล่ะนี่ ถึงเมื่อย่อมันก็เหลือสาม รูปขันธ์ ก็รูปแล้วก็นามเจตสิกกับนามจิต ย่อที่สุดเหลือสอง รูปกับนาม อย่างนี่ก็เป็นเรื่องยอดยนิด ๆ ของวิปัสสนา

พอถึงแก่นที่สอง ปัจจยปริคคหญาณ แก่นของ วิปัสสนาที่สองนี่ก็คือแยกเหตุและผล ของรูปและนามได้ เช่นเสียงที่โยมได้ยินอยู่นี้ ตรงไหนเป็นเหตุ ตรงไหนเป็นผล เสียงมากระทบหู นั่นแหละเสียงกระทบหู ก็เกิดความได้ยินขึ้นมา อันนี้อะไรมันเกิดก่อน รูปมากระทบหูโยมก่อน จิตของโยมก็ได้ยิน รูปมากระทบหู อันนี้ก็เป็นตัวเหตุ ที่ได้ยินนั้นเป็นผล ว่ามันเกิดทีหลัง รูปมาซะก่อนเสียงมากระทบจึงเกิดได้ อันนี้เรียกว่าแยกเหตุและผลของรูปและนาม โยมนั่งอยู่อย่างนี้อยากลุกไปทำงาน ใจที่อยากลุกน่ะนามเป็นเหตุ รูปคือร่างกายของโยมก็ลุกขึ้นไปทำงาน รูปเป็นผล อันนี้ก็เป็นแก่นที่สอง ถึงแก่นนี้ก็ไม้ใช่เบานะ ถ้าใครแยกได้ถึงแก่นนี้แล้วในบาลี วิสุทธิมรรค หลักสูตรประโยคเก้า ภาคสามหน้า สองร้อยยี่สิบก้า ท่านกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติถึงตรงนี้ ญาณสองนี่แหละ เรียกว่า จุลโสดาบัน


ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาสาธุค่ะ
ที่มา : Feckbook http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B5-%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%81-%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4/171342736257077
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2012, 06:24:34 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ได้ความเบาอกเบาใจในศาสนา ได้ที่พี่งที่ระลึกในพระศาสนา มีคติอันเที่ยง ตายไปไม่ตกนรก เรียกว่าเป็นจุลโสดาบันแปลว่าผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพานน้อย ๆ เดินทางถูกแล้ว ถ้าไม่ประมาทจะได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ใน...ชาตินั้นและชาติต่อไปได้ แก่นที่สาม ยังไม่ถึงยอดแท้

แก่นที่สาม เรียกว่า สัมมสนญาณ พิจารณารูปนามเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาถึงญาณนี่จะเกิดแสงสว่าง เกิดนิมิต เห็นรูปเทวดา เห็นป่า เห็นภูเขา เห็นแม่น้ำ เห็นนรกสวรรค์ เห็นพระธาตุเกศแก้วจุลามณี เห็นพระอรหันต์ เห็นพระพุทธเจ้า แล้วแต่เค้าเรียกว่า นิมิต ไม่ใช่เห็นจริง ๆ ถ้าลืมตาแล้วจะไม่มีเลย นั่นเค้าเรียบกว่าญาณหลอก จินตามญปัญญา ดีอยู่มันเป็นเครื่องบอกให้รู้ว่าคนนี้ปฏิบัติถึงญาณไหน ในระหว่างอาจารย์กับผู้สอบกับผู้สอนกับลูกศิษย์จะรู้กันได้ ถ้าอาการอย่างนี้เกิดขึ้นถึงตรงไหนจะรู้กันได้ ญาณนี้ทำให้คนหลงทางเยอะ นี่ก็เป็นแก่นที่สาม แก่นที่สี่เห็นรูปนามเกิดดับเรียกว่า อุทยัพพยญาณ

นั่งกำหนดอยู่นี่แหละเช่น ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ยินหนอ ยินหนออยู่ที่หู สามารุจะขาดวูบให้โยมดูเลย นั่นเค้าเรียก สันตติขาด อันนี้เป็นญาณที่สี่เห็นพระไตรลักษณ์ชัด ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ให้เห็นย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 ว่า ตายซะในวันนี้ ดีกว่าผู้ที่ไม่เห็น แต่มีชีวิตเป็นอยู่ได้ตั้งร้อยปี ดังนี้

เลยถ้าไปถึงญาณที่ห้า ท่านว่าจะรู้สึกเบาท่านรียกว่า ภังคญาณ เห็นเฉพาะความดับไปของรูปและนามอย่างเดียว เช่นสุดพองสุดยุบชัด ดังนี้เป็นต้น

เลยนั่นไปอีกจะถึงญาณที่หก ภยญาณ เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว เสียว หวาด

เลยนั่นไปอีกจะถึงญาณที่เจ็ด เรียกว่าถึงแก่นที่เจ็ดแล้ว อาทีนวญาณ เห็นทุกข์เห็นโทษของรูปและนาม เบื่อหย่ายไม่อยากมีไม่อยากได้ไม่อยากเป็นไม่อยากดี

ต่อจากนั้นจะถึงญาณที่แปด นิพพิทา ไม่เบิกบานไม่แจ่มใส เอือน ๆ เบื่อ ๆ ไม่อยากได้ดิบได้ดีอะไร แต่ก็ยังทำ

ต่อจากนั้นถึงแก่นที่เก้าเรียกว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ อยากออกอยากหนีอยากหลุดอยากพ้น ถึงญาณนี่ใจกระวนกระวาย แค่คัน

ต่อจากนั้นถึงญาณที่สิบ ปฏิสังขาญาณนี่ เป็นแก่นที่สิบแล้ว ถึงญาณนี้ มีอาการเจ็บเหมือนเข็มแทง แต่ว่าเพลิน นั่งกรรมฐาน สู้ตาย เข้มแข็ง อดทน

เลยบรรลุไปถึงแก่นที่ 11 ญาณนี้จึงจะเริ่มเข้ายอดของวิปัสนานะ ที่จะเทศน์วันนี้เทศน์อันนี้ แต่ก่อนอื่นก็จะคงสำเหนียกให้รู้ซะก่อนในญาณที่ 10 ปฏิสังขาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติ โดยพยายามกำหนดต่อไปอีกยังไม่ลดละ ญาณก็จะก้าวขึ้นไปสูง ไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าปฏิสังขาญาณ ลักษณะของญาณนี้ก็คือ

1. เวทนา ผู้ปฏิบัติจะต้องประสบกับทุกขเวทนา เบื้องสูงอย่างรุนแรง อีกครั้งหนึ่งโดยมากจะปรากฏน้อยแห่งแต่ว่ารุนแรง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งแล้ว ก็ตั้งอยู่นาน ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมาก เช่นบางครั้งเกิดอาการปวดที่ก้นย้อย บริเวณที่กำหนดถูกทำให้ปวดมาก กำหนดหายไปแล้วก็ปวดขึ้นมาอีก บางทีก็เมื่อยไปทั้งตัว เท้าเป็นเหน็บ หรือหนักชาไปทั้งขารู้สึกดือดาดไม่อยากขยับไปไหนเลย ข้อที่ควรจำก็คือ ญาณที่ 8 เวทนาเกิดมากแต่ไม่รุนแรง เพียงแต่ทำให้รำคาญเท่านั้น แต่คั้นถึงญาณที่ 10 ปฏิสังขาญาณ เวทนาไม่มากน้อยแต่รุนแรงกว่า ที่เป็นดังนี้ก็เพราะพระไตรลักษณ์ปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้แสดงหรือที่ได้รู้มาในสัมสนญาณแล้ว ดังนั้นคำว่า ปฏิสังขาญาณ เมื่อแยกออกก็เป็นดังนี้ ปฏิ แปลว่า อีกทีหนึ่ง สังขา แปลว่า ตั้งสติกำหนด รวมกันเป็น ปฏิสังขา หมายความว่ากำหนดอีกทีหนึ่ง คือกำหนดพระไตรลักษณ์ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

2. การกำหนดเมื่อถึงญาณนี้ จะกำหนดไม่ค่อยสะดวก ต้องพยายามเป็นอย่างมาก บางทีต้องพยายามจนเหนื่อยและอ่อนเพลีย ถึงจะพยายามเพียงนี้ ก็จะไม่ค่อยทันปัจจุบันเสียด้วย ผู้ปฏิบัติได้รับความลำบากน่าเบื่อระอาเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าจะเปรียบระยะนึ้รูป-นามก็เหมือนวัวดื้อ เจ้าของต้องดุต้องตี พยายามเคี่ยวเข็ญให้เดิน ถึงกระนั้น วัวก็ไม่ค่อยจะยอมไป ถึงจะไปก็เดินไปไม่เรียบร้อย ลักษณะของญาณนี้ ก็ก็คือ ผู้ปฏิบัติ ใช้ความพยายามอย่างหนักในการกำหนด เมื่อผู้ปฏิบัติบอกอาการดังกล่าว มานี้ได้ถูกต้องแล้ว วิปัสสนาจารย์ก็ทราบได้ว่า บัดนี้ผู้นั้นถึงปฏิสังขาญาณแล้ว และพึงให้โอวาทอนุศาสตร์ ให้ผู้นั้นอาจหาญในการปฏิบัติต่อไป เช่นญาณก่อน ๆ โดยเหตุที่ญาณนี้เป็นญาณที่หาอุบาย เพื่อจะออกจากรูป-นาม สังขาร ด้วยการพิจารณาพระไตรลักษณ์ อีกครั้งหนึ่ง

ท่านพระอัตถาจารย์ จึงได้อุปมาเปรียบ เหมือนบุรุษชาวประมงค์ ผู้ซึ่งคิดจะจับปลา เอาสุ่มไปสุ่มปลา ตามหนองน้ำ เมื่อสุ่มลงไปในน้ำ แล้วยื่นมือลงไปควานหาปลาในสุ่ม จับอสรพิษเข้าไปที่คอ ด้วยความดีใจ คิดว่าจับปลาได้ และก็ค่อยๆ ยกออกจากช่องสุ่ม ไปเห็นหัวมีลายสามแฉก ก็รู้ว่าเป็นงู มีความสะดุ้งตกใจกลัวเป็นอย่างยิ่งคิดจะปล่อยงูนั้นไปแต่ก็กลัวงูนั้นจะกลับทำร้ายตนได้จึงบีบคองูจะแน่นแล้วกวัดแกว่ง ไปมาอย่างสุดแรง จนกระทั่งงูนั้นอ่อนเพลียแล้วปรารถนาจะปล่อยมันไป

ข้อนี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาได้รูป-นามมาก็ยินดี ถือว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง เป็นสุขเป็นตัวตน ดุจดั่งบุรุษจับคองูภายในน้ำ สำคัญว่าเป็นปลา แล้วก็ดีใจ เมื่อได้กำหนดรูป-นาม สังขาร จนเห็นการเกิด-ดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็เกิดความสะดุ้งกลัว ประดุจดั่งบุรุษ ยกมือขึ้นจับปากสุ่ม เห็นลายสามแฉกบนหัวของงูแล้ว ก็สะดุ้งตกใจกลัว เล็งเห็นโทษทุกข์แล้วก็เบื่อหน่ายในความยึดถือนั้น ปรารถนาจะปล่อยอสรพิษให้พ้นไปเสียจากตน

ผู้ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน เมื่อกำหนดรูป-นาม สังขาร เห็นดับไปดับไป เป็นสิ่งที่น่ากลัว เห็นโทษและน่าเบื่อหน่ายนั้น ก็แสวงหาทางให้พ้นจากรูป-นาม สังขาร จึงยกรูป-นามขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาพระไตรลักษณ์ ให้แจ้งชัดและมั่นเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้ความเห็นผิดเกี่ยวกับ รูป-นาม สังขาร เป็นนิจจัง คือเที่ยง เป็นสุขขัง คือ เป็นสุข เป็นอัตตา คือ เป็นตัวเป็นตน อันนั้นกลับมาดุจประดั่งบุรุษเมื่อคิดจะปล่อยงูให้พ้นไป จึงบีบคองูให้แน่น แล้วยกขึ้นมากวัดแกว่งไปมา ให้เกิดความอ่อนเพลียซะก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้งูนั้นกลับมาทำร้าย แก่ตนได้ฉันนั้น

สรุปใจความว่าเมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติเข้ามาถึงญาณนี้แล้ว ต้องมีการกำหนด เห็นพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งและหนักแน่น ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นลักษณะของสภาวะ ของญาณที่ 10 ดังที่กล่าวมานี้ นี้ยังไม่ถึงยอดของวิปัสสนานะ ทีนี้ต่อไปเมื่อผู้ปฏิบัติพยายามจะกำหนดสิ่งขึ้นในญาณที่ 10 นี้ โดยอินทรีย์ด้วยส่วนสัด เสมอกัน ญาณก็จะก้าวขึ้นสู่ ญาณเบื้องสูงต่อไปอีก ซึ่งเป็นญาณสำคัญมาก เพราะเป็นยอดของโลกียญาณ ชื่อว่า สังขารุเบกขาญาณ พระวิปัสสนาจารย์จะทราบได้ว่าผู้ปฏิบัติบรรลุถึงญาณนี้แล้ว จากลักษณะอาการของญาณนี้ซึ่งผู้ปฏิบัติเล่าเอง เช่นบางผู้ปฏิบัติจะบอกว่า เวลานี้กำหนดการกำหนดไม่เหมือนก่อนคือรู้สึกสบายขึ้น แต่จะว่าดีก็ไม่เชิง จะว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ เวทนาก็หายไป ผู้ปฏิบัติจะบอกว่าการกำหนดนั้นกำหนดได้คล่องแคล่วดี ไม่ต้องระมัดระวังอะไรเลย


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2012, 05:14:44 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ความเจ็บปวดก็กำหนดหายไปหมด สบายดีแท้แท้ บางผู้ปฏิบัติก็จะบอกว่า กำหนดอยู่ได้นาน ๆ ใจก็สงบเงียบไม่อยากลุกขึ้นเลย จะให้นั่งเท่าไรก็นั่งได้ สังขารอารมณ์ก็สุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง บางท่านก็บอกอาการอย...่างอื่นๆ แต่ก็มีลักษณะอาการตรงกันคือ ใจสงบ เวทนาไม่มี กำหนดได้ดีกว่าปฏิสังขาญาณที่ผ่านมา ก็เป็นอันใช้ได้ว่าบัดนี้ญาณของผู้นั้น เข้าเขตวังขารุเบกขาญาณแล้ว

หากพระวิปัสสนาจารยังไม่แน่ใจ พึงถามควบเกี่ยวกันทั้ง 2 ญาณ คือถามว่า การกำหนดเป็นอย่างไรบ้าง ต้องพยายามปักใจกำหนดลงไปหรือยังไง ถ้าตอบว่าต้องพยายามปักใจกำหนดจนเหน็ดเหนื่อย ทั้งความเจ็บปวดก็ยังมีอยู่ อย่างนี้ก็แสดงว่า ญาณของผู้นั้นอบยู่เพียงญาณที่ 10 ถ้าตอบว่าไม่ต้องพยายามเลย กำหนดได้อย่างสบายจิตใจสงบ เวทนาความเจ็บปวดก็ไม่มี อย่างนี้แสดงว่าผู้นั้นถึงญาณที่ 10 สังขารุเบกขาญาณแล้ว

แล้วในญาณที่ 10 นี้มันมี องค์อยู่ 6 ประการ เมื่อผู้ปฏิบัติพยายามกำหนดต่อไป สังขารุเบกขาญาณนี้ ก็จะค่อยๆ แก่กล้าเข้าไป จนในที่สุดก็จะแสดง ลักษณะของญาณนี้ครบ 6 อย่าง อย่างบริบูรณ์ คือ

1. พยัญจะ นันทินจะ อุปปาหายะ ไม่มีความกลัว ไม่มีความยินดียินร้าย กำหนดได้สม่ำเสมอ เรียบร้อย ปราศจากอุปสรรคขัดข้อง กำหนดได้ง่ายที่สุด

2. เนวะสุมะโน โหติ ตินะทะมาโน ดีใจก็ไม่มี เสียใจก็ไม่มี มีแต่ตั้งสติกำหนดรู้อยู่เฉย ๆ

3. สัพพะสังขาเร สุอุททาสิโน วางเฉยในอารมณ์สังขาร ทั้งปวง อุปมาเหมือนบุคคลผู้ชำนาญในการขับรถคันใหม่ เครื่องใหม่ ไปในถนนที่เรียบดี ไม่มียวดยานอื่นมาปะปนเลย ย่อมจะขับไปได้โดยสะดวกเรียบร้อย เกือบจะไม่ต้องระมัดระวัง หรือ ใช้ความพยายามอย่างไรเลย หรือมิฉะนั้นถ้าเป็นสมัยโบราณ ก็เปรียบเหมือนคนขับเกวียน ที่เทียมด้วยโคคู่ ตัวใหญ่ ฉลาด รู้หนทาง ทั้งยังหนุ่มปราศจากโรค มีกำลังแข็งแรง ควรแก่การงาน ได้รับการมาเป็นอย่างดี ขับไปในหนทางดีไม่มีหลุมไม่มีบ่อ ย่อมก่อให้เกิดความเบาอกเบาใจ แก่เจ้าของ นอนขับไปก็ยังได้ ว่ากำหนดอย่างสบายนั้นก็สบายโดยไม่ต้องระมัดระวังอย่างเปรียบมาแล้วนั้น

4. สันติทะนา ปัญญา สมาธิตั้งอยู่นาน กำหนดอยู่ที่ กำหนดอยู่ได้นานนาน ไม่อยากลุกขึ้นเพราะใจสงบ ความฟุ้งซ่านไม่มี นิวรณ์วณธรรมก็ไม่รบกวน

5. ขิปปะเคปิดถึง วัปปิยะมานัง มียะ กำหนดอาการรูป-นาม สังขาร สุขุมละเอียดละออด ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งละเอียดมากขึ้น เห็นไม่ค่อยชัดเจนแต่ก็กำหนดได้อย่างสบาย ใจก็สงบมาก อุปมาเหมือนคนร่อนข้าวสาร ตักข้าวใส่กระด้งแล้วก็ร่อนไปมาเพื่อให้ข้าวและสิ่งสกปรกต่างๆ ลอยขึ้นข้างบน แล้วก็กวาดตะล่อมเก็บทิ้งไปเสีย ยิ่งร่อนนานเข้า บ่อยครั้งเข้า ก็เหลือแต่ข้าวที่สะอาดและยิ่งสะอาดเข้าทุกที ข้อนี้ฉันใด ลักษณะของสังขารุเบกขาญาณ คือ ญาณ ที่ 11 นี้ เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติไปปฏิบัติไป จะพบความละเอียดลออ สุขุม ยึ่งขึ้นไปฉันนั้นเหมือนกัน

6 .---(บาลี)--- จิตใจของผู้ปฏิบัติแคบเข้ามา คิดฟุ้งซ่านออกไปข้าวนอกน้อยที่สุดจน แทบจะไม่มีเลย ในขณะที่กำหนดอยู่นั้น แม้อารมณ์ภายในก็ถอยลงมา คือไม่ได้กำหนดนั่งและถูก เพราะกำหนดแต่พอง-ยุบเท่านั้นก็พอที่จะให้ใจสงบได้แล้ว บทกรรมฐานที่แท้จะสั้นเข้า เหมือนกับยางที่ยืดออก ไปแล้วกลับหดสั้นเข้ามาฉันนั้น

เมื่อพระวิปัสสนาจารย์ได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่าผู้ปฏิบัติมีสภาวะบังเกิดขึ้นครบ 6 ประการนี้แล้ว ก็พึ่งทราบขึ้นว่าบัดนี้ ผู้นั้นบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณคือญาณที่ 11 แน่นอนแล้ว ถามว่าเมื่อบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณ อันประกอบด้วองค์ประกอบ 6 ประการครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้น

ตอบว่าผู้ปฏิบัติบางคน เพียง 4, 5 วันเท่านั้น สภาวะของญาณก็จะเลื่อนขึ้นไปถึงญาณขั้นสูงสุด อันเป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะมีวาสนาบารมีเป็นบุคคลประเภท สุขขะปฏิปทาฉิบตา ภิญญา คือ ปฏิบัติสบาย ได้ผลก็ไว

และผู้ปฏิบัติจะตั้งอยู่ในสังขารุเบกขาญาณคือญาณที่ 11 นี้ เป็นเวลานานนับได้หลายวัน หลายเดือนโดยที่ ญาณไม่เลื่อนขึ้น หรือถอยลง แต่บางคนญาณจะต้องขึ้นๆ ลงๆ เพราะอินทรีย์ไม่เสมอกัน

หรือเพราะว่าเมื่อถึงญาณนี้ จิตใจสงบมากเลยเข้าใจเอาเองว่าตนเกือบจะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน แล้ว ก็เป็นเหตุให้คอยจ้องคอยดูว่า มรรค ผลนิพพาน เกิดขึ้นอย่างไร ทำให้ญาณตกต่ำลงมา เกิดความเจ็บปวดบ้างเกิดความเบื่อระอาบ้าง ครั้นอินทรีย์เสมอกันอีก ญาณก็จะเลื่อนขึ้นสูงทำให้เกิดความสงบสบายอีกถ้าอินทรีย์ขาดตกบกพร่องก็กลับลงถึงญาณขั้นต่ำอีกเหมือนกัน ก็เลื่อนขึ้น เลื่อนลง กลับไป กลับมา อยู่อย่างนี้ เพราะยังเป็นโลกียะญาณอยู่ อาจเป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานนับได้หลายวัย หลายเดือน บางทีเป็นปีปีก็มี

เมื่อเป็นดั่งนี้วิปัสสนาจารย์พึงพยายามตรวจดูว่า อินทรีย์เสมอกันหรือไม่ สติกำหนดกันอย่างไร สมาธิ กับ วิริยะ ศรัทธา กับ ปัญญา เสมอกันหรือเปล่า พึงพยายามสอดส่องแก้ไขให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เมื่อพยายามแก้ไขในทางปฏิบัติจนหมดทุกวิถีทางแล้ว แต่ญาณของผู้ปฏิบัติยังอยู่ที่กับที่ตามเดิม ไม่สามารถขึ้นไปสู่ญาณสูงได้

ครั้นสุดท้ายพระวิปัสสนาจารย์ พึงถามต่อไปอีกว่า เคยมีความผิดล่วงเกิดบุพพการีชนเช่นบิดา มารดา ครู อาจารย์ หรือเปล่า ได้ทุบตีด่าว่า ให้แก้ท่านเหล่านั้น ให้เจ็บช้ำน้ำใจบ้างหรือเปล่า ที่ต้องถามอย่างนี้ก็เพราะว่ากรรมเหล่านี้เป็นครุกรรม เป็นกรรมหนัก เป็นอุปสรรคขัดขวางมรรค ผล นิพพานได้ ยิ่งถ้าเป็นอานันตริยกรรม ได้เคยฆ่าพ่อแม่แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะผ่านญาณนี้ไปได้เลย

ถ้าเพียงแต่ทำผิดล่วงเกินดังกล่าวมาแล้ว ก็พอมีทางแก้ไขได้ คือเมื่อผู้ปฏิบัติพบว่าเคยล่วงเกิดท่าน โดยได้ประพฤติกรรมชั่วนี้มาก่อน ก็พึงช่วยแนะนำให้ไปขอขมาโทษท่านเหล่านั้น และรีบกลับมาปฏิบัติต่อไป

หากท่านเหล่านั้นตายไปแล้วก็ให้ไปที่สุสาน และกราบขอขมาทาที่ฝังศพของท่านถ้าได้ทำหารฌาปนกิจศพของท่านเสียแล้วเหลือแต่ อัฐิ ก็ให้ขอขมาที่ อัฐิ ของท่าน

ถ้าไม่มีศพก็มีเครื่องพาเข้าไปที่พระพุทธรูป ให้กราบละลึกถึงพระพุทธคุณเป็นพยาน แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานขอขมาโทษต่อท่านที่ตนล่วงเกินเสีย หลังจากนั้นถ้าไม่มีไรขัดข้องในไม่ช้าญาณก็จะก้าวขึ้นสู่คุณวิเศษเบื้องบนต่อไป

หากว่าปฏิบัติอย่างนี้ญาณก็จะไม่ขึ้นพระอาจารย์พึงถามถึงสิ่งสำคัญต่อไปนี้ คือถามว่าเคยปรารถนาพุทธภูมิไว้บ้างรึเปล่า ที่ต้องถามอย่างนี้ก็เพราะว่าผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิอย่างแน่วแน่ เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้วญาณจะขึ้นต่อไปอีกไม่ได้เลย ถ้าผู้ปฏิบัติตอบว่าเคยปรารถนาภูมิเอาไว้ พรอาจารย์พึงให้ผู้นั้นพึงตัดสินใจ โดยอธิบายให้เข้าใจว่า การปรารถนาพุทธภูมิคือ ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาลนั้นเป็นความดีอย่างยิ่ง ยากที่คนสามัญจะกระทำได้ จะทำได้ก็แต่ผู้ที่ศรัทธาอย่างแรงกล้า และมีน้ำใจเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ฉะนั้นอาจารย์ขออนุโมทนาแต่ความปรารถนาของเธอนี้จะสำเร็จลงไปเมื่อไรก็สุดจะรู้ได้และจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารอีกนานแสนนาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2012, 05:17:39 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


พึงแต่องค์สมเด็จพระบรมครูสมณะโคดมของเราก็แล้วกัน พระองค์ปรารถนาพุทธภูมิจึงต้องทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร สุดจะนับจะประมาณชาติที่เกิดได้ เฉพาะแต่พระชาติที่ทรงมีโอกาสถึงเพศบรรพชิตเป็นบวรพุทธ...ศาสนาและทรงบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานในศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ล่วงแล้วองค์ก่อนๆ ท่านนับไว้ถึง 9 ชาติ และทุก ๆ ชาติพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญจนบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณนี่ แล้วก็หยุดไม่บำเพ็ญต่อไป เพราะทรงมีพระหฤทัยเด็ดเดี่ยวในการปรารถนาพุทธภูมิต้องคอยเวลาและโอกาสอีกแสนนานที่จะบรรลุ ถึงพระสัพพัญญูยุตญาณ สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้าย

บัดนี้ตัวของเธอก็จะได้มรรคผลนิพพานอยู่แล้ว หากว่าต้องการปรารถนาพุทธภูมิก็จะต้องรอไปอีกนานสักเท่าใดก็ไม่มีผู้ที่จะสามารถทราบได้เลยแม้แต่ตัวเธอเอง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเขานำอาหารที่ปรุงไว้อย่างดีมาวางไว้ตรงหน้าเธอปรารถนาจะลงมือบริโภคในบัดนี้ก็ได้ หรือว่าจะทิ้งอาหารนี้ไปเสียไม่ต้องการแล้วจะตั้งตนไปไถนาว่านข้าว ปักกล้า ทำการเก็บเกี่ยวเอามาหุงต้มรับประทานในภายหลังก็สุดแท้แต่จะเลือกเอาเอง

ถ้าผู้นั้นฟังโอวาทแล้วเกิดเลิกปรารถนาพุทธภูมิญาณก็จะขึ้นในวันนั้นแต่ถ้าเขามีวาสนาบารมีได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อนนั้นแล้ว ถึงจะละทิ้งความปรารถนาไม้ได้เพราะการปรารถนาพุทธภูมินี้ถ้ายังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ก็ยังเป็นปรารถนาสามัญอยู่ย่อมเปลี่ยนแปลงเลิกล้มได้ ถ้ามีกำลังใจเด็ดเดียวไม่สามารถจะเลิกล้มการปรารถนาพุทธภูมิโดยวาสนาบารมีเคยสร้างสมอบรมมาวิปัสสนาจารย์ก็ขออนุโมทนาและนำให้เลิกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงเท่านั้นได้

เมื่อไม่มีเหตุขัดข้องประการใดประการหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว ในไม่ช้าผู้ปฏิบัติจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ได้นั่นก็คือการเข้าสู่ความดับ ความดับนี้วิปัสสนาจารย์พึงเข้าใจให้ดีเพราะเป็นจุดสำคัญที่สุดเป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดความรอบคอบแล้วก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ทั้งศิษย์และอาจารย์ จะกอดคอกันตกลงไปในห้วงเหวแห่งความเข้าใจผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างหนักที่สุดของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะความดับที่ไม่แน่ที่ไม่แท้นั้นอาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการ

1.  ดับด้วยอำนาจแห่งปิติ
2.  ดับด้วยอำนาจแห่งปัสสทิ
3.  ดับด้วยอำนาจแห่งสมาธิ
4.  ดับด้วยอำนาจถีนมิทธะ
5.  ดับด้วยอำนาจอุเบกขา

 
ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นความดับเทียมใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลง เข้าใจผิดส่วนมากเกิดขึ้นในอุทยัพพยญาณอ่อน ๆ หนึ่ง ในมุญจิตุกัมยตาญาณ หนึ่ง ในสังขารุเปกขาญาณ หนึ่ง ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้พึงตัดสินเลยว่าของเทียมใช้ไม่ได้

ส่วนความดับแท้จริงที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ก็คือ ความดับโดยมรรค ขณะที่สังขารุเบกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขาร อารมณ์ ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอ เป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆ เร็วขึ้นเร็วขึ้นโดยถี่มาก วิปัสสนาจารย์ควรจะบอกไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อกำหนดรูป-นาม อารมณ์ไม่ทันก็ให้กำหนด รู้หนอ รู้หนอ แล้วก็ดับช้าลงเป็นธรรมดา ต่อไปก็จะมีอาการเร็วขึ้น เร็วขึ้น แล้วก็ช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นตามสภาวะของญาณ

ดังมีสาทกอุปมาในเรื่องนี้ ท่านเปรียบเหมือนนกกา กับบรรดานายเรือ ผู้ฉลาดหรือผู้ชาญฉลาด เมื่อจะนำเรื่อแล่นไปสู่มหาสมุทร ในสมัยโบราณ ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรง ติดไปกับเรือด้วย ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทรขณะที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรงทั้งฝนก็ตกหนัก ท้องฟ้ามืดมน เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง ไม่รู้ว่าเรืออยู่ในบริเวณไหน เมื่อเป็นเช่นนี้นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู้ท้องฟ้าอันว้างใหญ่ เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะที่ปลายเสากระโดงเรือด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย แต่เมื่อด้วยเรือรวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิม จึงสามารถมองเห็นฝั่งได้แล้ว ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลยไม่กลับมาที่เรืออีก นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ในทิศที่กาบินตรงไปนั้น

ฉะนั้นท่านมหาพุทธโกศาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรค อรรถกถา ว่า ---(บาลี)--- สังขารุเบกขาญาณนี้ คือญาณที่ 11 เป็นเช่นนั้น ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบทก็จะปล่อยทั้งรูป-นาม สังขารทั้งหมด ผ่อนตรงเข้าสู่นิพพานทีเดียว เช่นเดียวกับนกกาเห็นฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป-นามสังขาร เป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเบกขาญาณ

การปฏิบัติตั้งสติกำหนด อาการ สังขาร อารมณ์ ซึ่งค่อยๆ ถี่ขึ้นถี่ขึ้น อันเปรียบเหมือนนกกาบินขึ้นหาฝั่งนั่น ท่านมหาพุทธโคศาจารย์ เรียกว่าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ซึ่งได้แก่ยอดของสังขารุเบกขาญาณ นี่คือยอดวิปัสสนานะ หรือสังขาปัตตะสังขารุเบกขาญาณ แปลว่า วิปัสสนาญาณที่เห็นถึงความเป็นยอด พร้อมด้วยอนุโลมญาณ ดังท่านได้แสดงไว้ว่า ---(บาลี)--- ยอดของสังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ เรียกว่า ว่าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ยอดของวิปัสสนาหมายเอาญาณทั้งสองคือ สังขารุเบกขาญาณ กับ อนุโลมญาณ ญาณที่ 11,12 นะ

ต่อจากนั้นก็คือทราบลักษณะของอนุโลมญาณ ในมรรควิถี คือมรรควิถี วิถีของมรรคผู้ที่จะถึงมรรค ผล นิพพาน จะต้องมีวิถี 7 คือ วิถีจิต คือจะต้องลงทมานู เค้าเรียก มโนทวาร เมื่อลง มโนทวาร จริง ๆ แล้ว จะถึง บริกรรม บริกรรม ก็คือ ภาวนา เช่น พองหนอ-ยุบหนอ พองหนอ เรียกว่า บริกรรม อุปจารก็เรียกว่าเฉียดเข้าไป ที่จะทำ อนุโลมก็แปลว่าอนุโลมตาม อนุโลมญาณต่ำ อนุโลมญาณสูง รวมกำลัง โคตรภู แปลว่า ทิ้งโคตรของปุถุชน เข้าสู่โคตรพระอริยะเจ้า ทิ้งรูปและนาม ยึดนิพพานเป็นอารมณ์ 1 ขณะจิต และมรรคญาณตัวนี้กิเลสขาด ขาดจริงนี่ขาดตรงนี้ 1 ขณะจิต แล้วก็ผลญาณ 2 ขณะจิต บ้าง 3 ขณะจิตบ้าง จากนั้นก็ลงทวาร แล้วก็ปัจจเวกขณญาณ ย้อนกลับมาพิจารณากิเลสที่ละที่เหลือ

ทีนี้สำหรับ มันทบุคคล ชวนจิต ก็จะต้องมี 7 ชวน บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู มรรคญาณ ผลญาณ 2 ขณะ อนุโลมญาณก็ได้แก่บริกรรม อุปจาร และอนุโลม ทั้ง 3 นี้มารวมกัน ส่วนติกขบุคคลคนปัญญากล้า ชวนทั้ง 7 ก็คือ อุปจาร ทิ้งบริกรรม ไม่มีบริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู มรรคญาณ และผลญาณ 3 ขณะ อนุโลมญาณก็ได้แก่อุปจารนั้นเอง และอนุโลมทั้ง 2 ขณะรวมกันเรียกว่า อุปจาร อนุโลมในญาณนี้ เป็นกามาวจรมหากุศล ญาณสัมปยุตจิต ประกอบด้วยวิปัสสนา ประหารโมหะให้เห็นพระไตรลักษณ์ได้ แต่ไม่สามารถจะเห็นนิพพานได้ มรรควิถีนั้นไม่มีตทาลัมมณ ดังหลักว่า ---(บาลี)--- หลังจากนักวิปัสสนา วิปัสสนาที่แก่กล้า ชวนของวิปัสสนาที่แก่กล้านั้นไม่มีมีตทาลัมมณ ดังนี้ นี่แหละเรียกว่ายอดวิปัสสนา ก็คือญาณที่ 10 ญาณที่ 11 ญาณที่ 12 แก่กล้า เรียกว่าสังขารปัตตะ วิปัสสนาที่ถึงยอด หรือในหนึ่งเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสนา นี่ยอดของวิปัสสนา

ถ้าถึงตรงนี้ก็มีหวังแล้ว จากนั้นก็ไม่ช้าก็หมดแล้วนี่ ถึงอนุโลมญาณ ก็ไปแล้ว เข้าวิถีแล้ว พอเข้าวิถีปั๊บก็เหมือนคนกระโดดลงจากขื่อ ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ต่อจากนั้นก็จะว่าถึงโคตรภูญาณนิดหน่อย คำว่า โคตรภูญาณ โคตรภูจิตหน่วงมานิพพานมาเป็นอารมณ์แล้วทำลายเสียซึ่ง โคตรของปุถุชน ก็สามารถจะยังอริยะโคตรให้เกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ---(บาลี)--- โคตรภูทำลายชาติกาม เรียกว่า มหตกะโคตรภู แล้วก็เข้าสู่โคตรพระอริยะเจ้า เมื่อ วุฏฐานคามินีวิปัสสนา ยอดของสังขารุเบกขาญาณ กับอนุโลมญาณ รวมกันแล้ว เลยไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอด อนุโลมญาณ เพราะในการปฏิบัคือการกำหนดสังขารอารมณ์นั้น ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณ ถึงเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเข้าเขตของโคตรภูญาณ คือญาณที่ข้าเข้ามสู่โคตรปุถุชน เข้าสู่แดนอริยะชน ตัดอารมณ์โลกีย์ทั้งหมดไป ตัดโคตรของปุถุชนให้หมดสิ้นไปไม่มีเหลือ

เหมือนกันกับต้นไม้โดนตัดขากทั้งรากฝอยและรากแก้วด้วย ฉะนั้น ญาณนี้เป็นเขตแดนระหว่างปุถุชน กับ อริยะชน อยู่ใกล้ชิดกับมรรคญาณ เป็นที่สุด จึงเปรียบเสมือนไฟฉาย ส่องให้มรรคญาณปรากฏ เพราะการทีอยู่ใกล้ชิดกับมรรคญาณ นั้นเองจึงมีปัญหาขึ้นมาว่า โคตรภูญาณนี้เป็นโลกียญาณ หรือเป็น โลกุตระตระญาณ

ตอบว่ายังเป็นโลกียะอยู่โยพิจารณาดูข้ออุปมาดังต่อไปนี้ ในขณะที่พระราชา เสด็จไปที่ใดใดก็ตามย่อมมีราชองครักษ์ นำหน้าไปก่อน ราชองครักษ์ เสด็จตามไปติด ๆ กัน คนทั้งหลายที่คอยเฝ้ารับเสด็จ ยังไม่เคยเห็นพระราชา เมื่อเห็นนายทหาร ราชองครักษ์ ซึ่งแต่งตัวเต็มยศนำหน้าพระราชามา ก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นองค์พระราชาเสด็จมาแล้วซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะพระราชาเสด็จตามมาข้างหลังต่างหาก

ข้อนี้ฉันใด โคตรภูญาณก็เปรียบเหมือนนายทหาร ราชองครักษ์ นำหน้ามรรคญาณ คือ ถึงจะใกล้ชิดมรรคญาณที่สุด ก็ยังเป็นโลกียญาณอยู่ ส่วนมรรคเปรียบเหมือนองค์พระราชา เพราะมีอำนาจบริบูรณ์เสวยอารมณ์พระนิพพานต็มที่จึงเป็นโลกุตตระญาณใหญ่อย่างแท้จริง

ท่านสาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลาย ธรรมขั้นปฏิบัติขั้นสูง เรียกว่ายอดของวิปัสสนาก็คงจะพอเข้าใจบ้างแล้วไม่มากก็น้อย หมายเอาญาณที่ 11 อย่างแก่กล้าเข้า ญาณที่ 12 ขึ้นไปแล้ว นี้เป็นยอดวิปัสสนา เรียกว่าสังขารุเบกขาญาณ หรือเรียกว่า ---(บาลี)--- หรือวุฏฐานคามินีอันจะออกจากกิเลสจากภพจากชาติแล้วจึงได้ชื่อว่า ยอดของวิปัสสนา

บัดนี้กาลเวลาสมควรแล้ว อัตตามาภาพเทศน์เดี่ยวเพราะทางท่านเจ้าหน้าที่ขอร้อง ให้เทศน์ยอดของวิปัสสนา ยังไม่เคยมีใครเทศน์ ก็เทศน์มาตามสติกำลัง บัดนี้ก็สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ได้โปรดอย่าลืมนะของขวัญปีใหม่ 50 , 60 กว่าเรื่อง ที่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นเทปของขวัญ ผู้ใดจะเอาไปฟังประดับความรู้ก็ได้ ฟังให้ใจคอสบายก็ได้เพราะว่า ช่วงปีใหม่สุขใหม่มาก็เกิดเราก็ต้องมีของขวัญปีใหม่คือพระธรรม พระธรรม นี่แหละจะได้ทำจิตใจของเราให้ผ่องใส เราจะได้ใจสบายหายหงอยเหงา พ้นจากทุกข์ สุกกับโศกไม่ซบเทรา โรคก็เข้าสู่เรื่อยไม่เฉื่อยชา ขอให้สวัสดีวันปีใหม่เพื่อจะได้ช่วยชาติศาสนา ให้เจริญถาวรวัฒนา ปวงประชาสาธุการทุกวันวัน ด้วยคุณธรรมอันนำโลก จิตประเสริฐทั้งหลายในโลกสรรค์ จงมาร่วมคุ้มครองร่วมป้องกัน ให้สุขสันต์หรรษาทุกนาทีเทอญ

นี่แหละจะมีความสุขสันต์หรรษา สบายกายสบายใจก็เพราะพระธรรม ของพระพุทธเจ้า นี่ก็สมควรแล้วที่เราขึ้นปีใหม่ เราก็ต้องหาพระธรรมที่ไม่รู้จักเก่า มาประดับใจของเราให้ใจของเราอ้วน มีอาหารกินดีดี คือพระธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็จะหายทุกข์หายโศกหายโรคหายภัย ได้สบายอยู่ที่ไหนก็จะมีความสุขกายสบายใจเรียกว่ามีความสุขสวัสดีในที่ทุกสถานด้วยกันทุกเมื่อตลอดกันเป็นนิจ

แสดงพระธรรมเทศนามาในเรื่อง ยอดของวิปัสสนา ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการ ละ ฉะนี้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2012, 05:00:36 am โดย ยาใจ »