ผู้เขียน หัวข้อ: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " โดย สมเด็จพระญาณสังวรฯ  (อ่าน 5179 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



“ปัญญา” มีอยู่ทั่วทุกตัวตน


       ทุกคนมีปัญญา แม้จะมากน้อยไม่เสมอกัน ทุกคนไม่ควรลืมความจริงนี้ ไม่ควรประมาทในการคิดการพูดการทำที่เกี่ยวกับทุกคน นั่นคือไม่ควรเป็นคนเชื่อง่าย หูเบา ซึ่งจะตามมาด้วยการทำตามความเชื่อ  ดังนี้ไม่เป็นการคิดการพูดการทำด้วยปัญญาเป็นการประมาทปัญญา ทั้งปัญญาตน เพราะไม่นำปัญญาตนมาใช้ประกอบความคิดการพูดการทำ เป็นการประมาททั้งปัญญาผู้อื่น เพราะไม่ใช้ปัญญาตนพิจารณาปัญญาผู้อื่นให้รอบคอบ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2012, 04:01:03 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ปัญญาที่สมบูรณ์ มีคุณเป็นความสว่าง

       ปัญญาเป็นคุณลักษณะ เป็นลักษณะที่ดี มีคุณเป็นความสว่าง ความสมบูรณ์ของปัญญาคือสัมมาปัญญาเท่านั้น
ไม่มีมิจฉาปัญญา   สัมมาปัญญา  คือปัญญาชอบ ปัญญาก็หมายถึงปัญญา
ชอบเช่นกัน ผู้มีเล่ห์เหลี่ยม ใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช่ผู้มีปัญญาใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่เรียกว่าใช้ปัญญา




  ผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมมาก

      ผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมมาก เพราะผู้มีปัญญาน้อยเป็นผู้อยู่ในความมืดมากกว่าอยู่ในความสว่าง จึงไม่เห็นถูกต้องสมควร ว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง  ไม่ใช่วิธีของคนดีมีปัญญา
     
       “การใช้เล่ห์เหลี่ยม” เป็นการประมาทปัญญา เป็นหนทางแห่งความตาย อาจทั้งด้วยสิ้นชีวิตและด้วยสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2012, 11:35:26 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ผู้มีปัญญามาก รังเกียจการใช้เล่ห์เหลี่ยม

      ผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม เพราะผู้มีปัญญามากไม่จำเป็นต้องใช้เลห์เหลี่ยมอันเป็นกลโกง เป็นความไม่สุจริต
ผู้มีปัญญาสามารถใช้ปัญญาแก้ไขจัดการเรื่องราวทั้งหลายให้เป็นไปได้อย่างถูกต้องด้วยดี
ผู้มีปัญญารังเกียจเล่ห์เหลี่ยม ไม่ยินดีที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม
แต่รู้จักเล่ห์เหลี่ยม  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่าง ย่อมนำให้รู้ให้เห็น ให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน มากน้อยตามความมากน้อยของปัญญา




  ผู้ไม่เห็นความสำคัญของปัญญา
จึงไม่ปรารถนาปัญญา และไม่อบรมปัญญา


      ผู้ใดชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมอันเป็นความไม่ดี  ไม่ชอบใช้ปัญญาอันเป็นความดี พึงรู้ได้ว่า ผู้นั้นเป็นผู้ประมาทปัญญา ไม่เห็นความสำคัญของปัญญา  จึงไม่ปรารถนาจะมีปัญญา  ไม่อบรมปัญญา ทั้งยังประมาทปัญญาตน  ไม่เห็นความสำคัญของปัญญาที่ตนมีอยู่ จึงไม่พยายามนำปัญญานั้นออกใช้  และประมาทปัญญาผู้อื่น  ไม่คิดว่าผู้อื่นมีปัญญาพอจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของตน
     
       ความประมาทนี้ ล้วนเป็นทางแห่งความตายทั้งสิ้น เพราะการใช้เล่ห์เหลี่ยมนั้นย่อมมีผู้มีปัญญารู้ทัน  ผู้มีปัญญารู้ทันย่อมรังเกียจผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยม  ผู้ประมาทปัญญาจึงย่อมต้องตายจากชื่อเสียงเกียรติยศนั้นแน่นอน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2012, 11:35:56 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ปัญญาในการเอาชนะกิเลส

      ปัญญาที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง  คือปัญญาในการเอาชนะกิเลส หนีไกลจากกิเลส ไม่ให้กิเลสชนะ
การชนะกิเลสได้ครั้งหนึ่ง  ก็คือการก้าวไกลจากกิเลสได้ช่วงหนึ่ง  ถ้าเอาชนะกิเลสได้หลายครั้งติดกัน  ก็จะก้าวไกลจากกิเลสได้หลายช่วง จะไกลกิเลสได้เป็นอันมาก และแม้เอาชนะกิเลสได้ทุกครั้ง ก็จะก้าวไกลกิเลสได้ตลอดไป




  ถ้าไม่ใช้ปัญญาให้ดี เมื่อนั้นก็จะพ่ายแพ้แก่กิเลส

      กิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นมีฤทธิ์
ร้ายแรงมาก ดังนั้นเมื่อใดประมาทปัญญา คือไม่ใช้ปัญญาให้ดี เมื่อนั้นก็จะพ่ายแพ้แก่กิเลส ไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ ไม่อาจก้าวไกลจากกิเลสได้ ประมาทปัญญาเพียงไร พ่ายแพ้แก่กิเลสเพียงนั้น จะอยู่ใกล้กิเลสเพียงนั้น กิเลสจะให้โทษแก่จิตใจรุนแรงเพียงนั้น
       
      ความประมาทปัญญาที่สำคัญยิ่ง  คือความคิดว่าไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ ไม่อาจก้าวไกลจากกิเลสได้ เมื่อจะโลภก็ต้องโลภ เมื่อจะโกรธก็ต้องโกรธ เมื่อจะหลงก็ต้องหลง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2012, 11:36:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ผู้มีปัญญาย่อมมีสติรู้ทันกิเลสทั้งปวง

       เมื่อความโลภเกิดขึ้น  แม้มีสติรู้ว่าความโลภเกิดแล้ว  ผู้ประมาทปัญญาอย่างยิ่ง ย่อมไม่ใช้ปัญญาพยายามเอาชนะความโลภ ย่อมยอมโดยดีให้ความโลภเป็นฝ่ายชนะประชิดติดใจอยู่ใจจึงไม่อาจไกลจากกิเลสได้ตามสมควร
       
       เมื่อความโลภเกิดขึ้น ผู้ไม่ประมาทปัญญาย่อมมีสติเกิดทันย่อมใช้ปัญญาเต็มที่ หนีไกลจากความโลภอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง





  ผู้มีปัญญารู้ว่ากิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องเศร้าหมอง


      ผู้มีปัญญาทุกคนรู้ว่า ทั้งความโลภ ทั้งความโกรธ ทั้งความหลง เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และทุกคนมีปัญญาทุกคนจึงรู้เช่นนี้ แต่เมื่อรู้แล้ว ผู้ไม่ประมาทปัญญาเท่านั้นที่จะใช้ปัญญาคิดว่า สิ่งใดเป็นความเศร้าหมอง ไม่ควรเข้าใกล้สิ่งนั้นไม่ควรให้สิ่งนั้นเข้าใกล้ ควรหลีกหนีให้สุดความสามารถ ยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นอย่าง ทรงหนีกิเลสได้ไกลแล้วจริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2012, 05:52:32 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  พระผู้ทรงห่างไกลจากกิเลสแล้วจริง 
   
      พระพุทธเจ้าทรงได้รับถวายพระนามว่าอรหันต์ ซึ่งหมายความว่าทรงเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง  พระพุทธสาวกทั้งหลายที่ได้รับถวายนามว่าพระอรหันต์ ก็เป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง
     
       พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นที่เทิดทูนศรัทธาอย่างยิ่งจริง   ก็เพราะความที่ทรงเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริงพระอรหันตสาวกเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา  ก็เพราะความเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง

       ความไกลกิเลสจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้ไม่ประมาทปัญญาพึงอบรมปัญญาเต็มความสามารถ เพื่อได้เป็นผู้ไกลกิเลสได้มากเป็นลำดับไป จนถึงได้เป็นผู้ไกลกิเลสจริงในวันหนึ่ง




  ปัญญาที่ประกอบด้วยศรัทธาต่อพระพุทธองค์
ทำให้ไกลจากกิเลสได้จริง  พ้นทุกข์ได้จริง


      กิเลสคือความโลภนั้น  ผู้ประมาทปัญญาย่อมบิดเบือนความรู้ความเข้าใจของตนให้ผิดจากความถูกต้อง คือรู้แก่ใจว่าความโลภเป็นความไม่ดี  แต่บิดเบือนความรู้นั้นที่ว่า ความโลภเป็นความไม่ดี  โดยบิดเบือนว่าความรู้สึกอยากได้ที่เกิดขึ้นในใจตนไม่ใช่ความโลภ  จึงไม่ใช่เป็นความไม่ดี เมื่อบิดเบือนความจริงเสียเช่นนี้  ก็เท่ากับประมาทปัญญา ไม่ใช้ปัญญาหลีกให้พ้นความโลภแม้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ย่อมตายเพราะความประมาทปัญญาเช่นนี้
     
      ดังมีตัวอย่างปรากฏอยู่ไม่ว่างเว้น การคดโกงปล้นจี้ลักขโมยล้วนเกิดแต่ความโลภ  และความโลภนี้เกิดจากความประมาทปัญญา  ที่ทำให้สิ้นชีวิตติดคุกติดตะรางบ้าง เป็นทั้งความตายอย่างสิ้นชีวิต  ทั้งความตายอย่างสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศ

      ผู้ประมาทปัญญาพยายามบิดเบือนความโลภ  ว่าไม่เป็นความโลภ  แต่มิใช่ว่าจะสามารถบิดเบือนโทษของความโลภให้เป็นคุณของความไม่โลภได้  ความโลภต้องให้โทษ  ความไม่โลภต้องให้คุณ แน่นอนเสมอไป



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2012, 11:37:05 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
  ผู้มีปัญญายอมรับความโลภเป็นความโลภ
ย่อมไม่ได้รับโทษของความโลภนั้น


      ผู้ไม่ประมาทปัญญายอมรับความโลภเป็นความโลภ
ย่อมไม่ได้รับโทษของความโลภ เพราะเมื่อยอมรับว่าเป็นความโลภก็ย่อมรู้ว่ามีโทษ จึงเป็นธรรมดาย่อมใช้ปัญญาหลีกไกลความโลภเพื่อให้ไกลจากโทษของความโลภนั้น  ไม่ต้องร้อน ไม่ต้องถูกเผาผลาญเพราะโทษนั้น








จากหนังสือ " ตนอันเป็นที่รักยิ่งของตน "
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2012, 08:22:42 am โดย ยาใจ »