Published on Jan 19, 2013
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๓ ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๕/๑๙/๓๐
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
พุทธคาถาที่ ๓.
ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา
กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ฯ
... ขุ. ธ. ๒๕/๑๙/๓๐
หากพึงทำบุญ
ก็พึงทำบ่อยๆ
ทำความพอใจในบุญนั้น
เพราะการสั่งสมบุญ
นำความสุขมาให้.
บุญกุศลเสริมราศีดูดีนัก
จงพิทักษ์รักษาอย่าเสื่อมสูญ
หมั่นเพียรทำบ่อยบ่อยค่อยเพิ่มพูน
ทวีคูณกอปรเกื้อเพื่อหนุนนำ
การสั่งสมบุญกุศลผลเป็นสุข
ผ่อนคลายทุกข์เศร้าหมองหน้าผ่องขำ
ปลูกนิสัยใฝ่บุญเป็นประจำ
จะสุขล้ำสำราญเบิกบานใจ ฯ
"บุญกุศล” มองในมุมพลังงานก็ควรเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้กาย วาจา แสดงออกในทางดีงามหรือสร้างสรรค์ แท้ที่จริงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นเกิดจากจิตที่ผ่องใส ปลอดโปร่ง มิใช่เกิดจากจิตที่เศร้าหมอง ขุ่นมัว ขณะจิตเกิดความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ยากจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เหมือนพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบมองไม่เห็นทางเดิน หากเราต้องการเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดีงามก็ควรหมั่นให้จิตได้รับพลังงานบริสุทธิ์คือบุญกุศลนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อเกิด“บุญรังสรรค์”นั่นเอง ร่างกายมนุษย์ต้องการข้าวปลามาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ซูบผอม สมองมนุษย์ต้องการความรู้ วิชาการ ข้อมูล ข่าวสาร มาเป็นอาหารช่วยขบคิด เพื่อมิให้สมองฝ่อ ส่วนจิตใจมนุษย์ล่ะ ต้องการอะไรมาเป็นอาหาร ขอบอกว่าต้องการ “บุญกุศล” มาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ห่อเหี่ยว วันๆ เราคอยเติมอาหารกายให้อาหารสมอง แต่ละเลยอาหารใจ ไม่ยอมไปมาหาสู่ “คุณบุญเลี้ยง” จิตใจจึงห่อเหี่ยวขาดความชุ่มชื่น เราคงไม่ปล่อยให้จิตใจขาดอาหารใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นเรามาช่วย “พลิกฟื้นผืนนาบุญ” ให้งอกงาม สานสัมพันธ์ “ต่อสายบุญ” กันดีกว่า เราจะหมั่นทำบุญเพิ่มอาหารใจวันละนิดอยู่เนืองๆด้วยเชื่อว่าเมื่อใจอิ่มบุญจะอิ่มนาน เหมือนอิ่มทิพย์