ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่๑ - ๒๙ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์  (อ่าน 17175 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


Published on Jan 11, 2013
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑ จากทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๑๐/๑๒๗/๑๕๗
เสียงอ่านและจัดทำวีดิทัศน์ธรรม โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์





กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่อนุญาตให้เผยแผ่เป็นธรรมทานค่ะ
ที่มา :  Feckbook พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ชุมชนคนอ่านธรรมะ http://www.facebook.com/groups/194771270666831/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:31:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



Published on Jan 18, 2013
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์
พุทธคาถาที่ ๒

จากขุททกนิกาย ธรรมบท เล่มที่ ๒๕/๑๙/๑๐
เสียงอ่านและจัดทำวีดิทัศน์ธรรม โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:36:37 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


Published on Jan 19, 2013
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๓ ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๕/๑๙/๓๐
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

พุทธคาถาที่ ๓.
ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา
กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ฯ
... ขุ. ธ. ๒๕/๑๙/๓๐

หากพึงทำบุญ
ก็พึงทำบ่อยๆ
ทำความพอใจในบุญนั้น
เพราะการสั่งสมบุญ
นำความสุขมาให้.

บุญกุศลเสริมราศีดูดีนัก
จงพิทักษ์รักษาอย่าเสื่อมสูญ
หมั่นเพียรทำบ่อยบ่อยค่อยเพิ่มพูน
ทวีคูณกอปรเกื้อเพื่อหนุนนำ
การสั่งสมบุญกุศลผลเป็นสุข
ผ่อนคลายทุกข์เศร้าหมองหน้าผ่องขำ
ปลูกนิสัยใฝ่บุญเป็นประจำ
จะสุขล้ำสำราญเบิกบานใจ ฯ

"บุญกุศล” มองในมุมพลังงานก็ควรเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้กาย วาจา แสดงออกในทางดีงามหรือสร้างสรรค์ แท้ที่จริงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นเกิดจากจิตที่ผ่องใส ปลอดโปร่ง มิใช่เกิดจากจิตที่เศร้าหมอง ขุ่นมัว ขณะจิตเกิดความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ยากจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เหมือนพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบมองไม่เห็นทางเดิน หากเราต้องการเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดีงามก็ควรหมั่นให้จิตได้รับพลังงานบริสุทธิ์คือบุญกุศลนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อเกิด“บุญรังสรรค์”นั่นเอง ร่างกายมนุษย์ต้องการข้าวปลามาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ซูบผอม สมองมนุษย์ต้องการความรู้ วิชาการ ข้อมูล ข่าวสาร มาเป็นอาหารช่วยขบคิด เพื่อมิให้สมองฝ่อ ส่วนจิตใจมนุษย์ล่ะ ต้องการอะไรมาเป็นอาหาร ขอบอกว่าต้องการ “บุญกุศล” มาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ห่อเหี่ยว วันๆ เราคอยเติมอาหารกายให้อาหารสมอง แต่ละเลยอาหารใจ ไม่ยอมไปมาหาสู่ “คุณบุญเลี้ยง” จิตใจจึงห่อเหี่ยวขาดความชุ่มชื่น เราคงไม่ปล่อยให้จิตใจขาดอาหารใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นเรามาช่วย “พลิกฟื้นผืนนาบุญ” ให้งอกงาม สานสัมพันธ์ “ต่อสายบุญ” กันดีกว่า เราจะหมั่นทำบุญเพิ่มอาหารใจวันละนิดอยู่เนืองๆด้วยเชื่อว่าเมื่อใจอิ่มบุญจะอิ่มนาน เหมือนอิ่มทิพย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:38:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๔

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุ
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน
ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ ฯ
... องฺ.ติ. ๒๐/๔๙๓/๑๙๘
ชีวิตถูกชรานำเข้าไปหาความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปย่อมไม่มีที่ต้านทาน
เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัยในความตายนี้
ควรทำบุญทั้งหลายซึ่งนำความสุขมาให้.
เมื่อคราวแก่คร่ำคร่าน่าหดหู่
ชีวิตอยู่อีกไม่นานก็ผ่านผัน
ใกล้ความตายทุกขณะยากประกัน
จะเหลียวหันมองหาคว้าสิ่งใด
เพื่อมาช่วยต้านทานห้ามหาญหัก
คอยปกปักปัดป้องคุ้มครองให้
แคล้วคลาดปราศจากมรณภัย
รู้ใช่ไหมว่าควรทำบำเพ็ญบุญ ฯ
ชีวิตเราทุกคนดำเนินไปเรื่อยๆ จากปฐมวัยย่างเข้าสู่มัชฌิมวัย จากมัชฌิมวัยย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย ในที่สุดก็ดับสิ้น เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า ส่องแสงเจิดจ้าในยามเที่ยง คล้อยลงต่ำในยามเย็น และลับขอบฟ้าในที่สุด เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน แต่จุดหมายปลายทางชีวิตของแต่ละคนเหมือนกัน นั่นคือความตาย “สุสานแห่งความตาย” รออยู่ แม้ความตายจะเป็นจุดหมายปลายทางของทุกชีวิต มันคือมรณภัยที่ใครๆ ไม่อาจต่อกร ทว่าความตายก็มิใช่จุดสิ้นสุด มันเป็นเพียงจุดเปลี่ยน เปลี่ยนไปเริ่มต้นใหม่ในภพภูมิต่อไป เหมือนดวงอาทิตย์กลับมาปรากฏในยามเช้าของวันใหม่อีกครั้ง ความตายเพียงมาปิดฉากชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนไปเปิดฉากในภพภูมิใหม่ ความตายจึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือแรงส่งไปยังภพภูมิใหม่ต่างหาก คืออะไร บุญหรือบาป แน่นอนว่า บุญส่งไปยังสุคติภูมิ บาปส่งไปยังทุคติภูมิ เส้นทางสู่สุคติภูมิกำหนดด้วยบุญ เส้นทางสู่ทุคติภูมิกำหนดด้วยบาป เรารู้อย่างนี้แล้ว ก่อนที่ความตายจะมาปิดฉากชีวิตควรทำบุญหรือบาป บุญเป็นเสบียงเดินทางสู่ปรโลก ซึ่งสั่งสมไว้ได้เฉพาะช่วงดำรงชีวิตอยู่ สิ้นชีวิตก็หมดสิทธิ์ทันที จะบอกว่าความตายไม่น่ากลัว ความจริงก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน ตรงที่มันไม่ยอมส่งสัญญาณว่าจะมาวันเวลาใด



[/color]
[/font]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:41:13 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๕

๕. อนุปุพฺเพน เมธาวี
โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว
... นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๘/๔๗

นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยอยู่ทุกขณะ
ขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ
เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทองออก.

บุญกุศลเล็กน้อยค่อยสั่งสม
ปราชญ์ชื่นชมเป็นนิจจิตสุขี
ทุกขณะหมั่นกระทำแต่กรรมดี
มลทินมีขจัดออกนอกจากตน
เหมือนช่างทองทำงานงามวิจิตร
ค่อยกอปรกิจดีหนอพอเกิดผล
กำจัดสิ่งมัวหมองมองหมดมล
ทองเปล่งล้นเหลืองอร่ามงามจับตา ฯ

ผ้าขาวเปื้อนคราบสกปรก เราก็นำไปซักล้างออกด้วยผงซักฟอกและน้ำให้กลับมาขาวสะอาดดังเดิม แท้จริงจิตคงธรรมชาติความเป็นประภัสสรสุกสว่างใส ซึ่งเปรียบเป็นผ้าขาวนั้น แต่กลับต้องเศร้าหมองเพราะมลทินต่างๆ เช่น ความริษยา ความตระหนี่ มาเกาะจับ เราสามารถนำผ้าขาวเปื้อนคราบสกปรกมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำ แต่เราไม่สามารถถอดจิตออกมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำได้เลย อะไรเล่าจะช่วยชำระล้างออกไป หากมิใช่บุญกุศล เพราะบุญกุศลเป็นธรรมชาติชำระล้างโดยเฉพาะ ดังรูปวิเคราะห์ว่า “ปุนาตีติ ปุญฺญํ ธรรมชาติที่ชำระให้สะอาด ชื่อว่า บุญ” บุญกุศลจึงเปรียบเป็นผงซักฟอกและน้ำที่ช่วยชำระล้างมลทินออกจากจิตใจให้กลับมาสุกสว่างใสดังเดิม ผ้าขาวนำมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำเพียงครั้งสองครั้งก็สะอาด แต่จิตใจชำระล้างด้วยบุญกุศลเพียงครั้งสองครั้งจะสะอาดไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะมลทินมันเกาะจับอย่างแน่นหนา ไม่เฉพาะเพียงชาตินี้ ยังสืบเนื่องมาแต่ชาติก่อนๆ ดูสิ คนบางคนตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งกว่าลวดสลิง จู่ๆ จะชำระออกอย่างง่ายดาย ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรทำบุญกุศลบ่อยๆ ค่อยๆ ชำระล้างออกไป ขอให้สุขใจกับการสั่งสมบุญกุศลขจัดมลทินออกเถิด ความปลอดโปร่งสุกสว่างใสรอท่านอยู่เสมอ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:47:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๖

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ
... ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๑/๑๗
คนทำบุญไว้บันเทิงในโลกนี้
บันเทิงในโลกหน้า บันเทิงในโลกทั้งสอง
คนทำบุญนั้นมองเห็นกรรมบริสุทธิ์ของตน
บันเทิงเบิกบานอย่างยิ่ง.
คนที่สั่งสมบุญสุนทรกุศลสุข
ล้นบันเทิงรื่นเริงร่า
อยู่โลกนี้ทุกยามงามโสภา
อยู่โลกหน้าระรื่นสุดชื่นบาน
คนทำบุญยิ้มย่องหน้าผ่องใส
อยู่ที่ใดก็ปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
มองเห็นความผุดผ่องครองดวงมาน
ปีติซ่านสุขสมอารมณ์เย็น ฯ

ตุ่มเปิดฝารองรับน้ำที่หยดลง แม้ไม่มาก แต่หากหยาดหยดอยู่เรื่อยๆ ทีละหยดสองหยด ในที่สุดตุ่มก็เต็มด้วยน้ำ คนที่สั่งสมบุญกุศลก็เช่นเดียวกัน แม้ไม่มาก แต่หากสั่งสมอยู่บ่อยๆ ทีละเล็กละน้อย ในที่สุดก็เต็มด้วยบุญกุศล คนที่เต็มด้วยบุญกุศลเช่นนี้แหละควรเรียกชื่อว่า “บุญโต” “บุญเต็ม” นายบุญโตแต่งงานกับนางบุญเต็ม เขาและเธอจะอยู่ ณ ที่ใดก็อยู่อย่างเบิกบาน เพราะน้ำคือบุญกุศลคอยหล่อเลี้ยงจิตใจของเขาและเธอให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ และจิตของคนที่เต็มด้วยบุญกุศลเช่นนี้แหละก็ควรเรียกชื่อว่า “หสิตจิต จิตเบิกบาน” เหมือนดอกบัวที่แย้มบาน ส่งผลทำให้มองโลกเป็นสีชมพู อยู่อย่างบันเทิงรื่นรมย์ ส่วนคนที่ปิดกั้นบุญกุศลไม่ยอมสั่งสมเลย ก็ไม่ต่างจากตุ่มปิดฝา นอกจากน้ำจะไม่หยดลงแล้ว น้ำภายในตุ่มนั้นก็ค่อยๆ ระเหยจนหมดสิ้น “บุญกุศลเหือดหาย” นายบุญหายแต่งงานกับนางบุญแห้ง เขาและเธอจะอยู่ ณ ที่ใดก็อยู่อย่างหดหู่ จิตใจห่อเหี่ยว ซบเซา มองโลกเป็นสีเศร้า เรื่องนี้มันชี้บอกโดยนัย คนอยู่ในโลกนี้เป็นอย่างไร ไปอยู่ในโลกหน้าก็ต้องเป็นอย่างนั้น คนอยู่ไม่เป็นสุขในโลกนี้ ก็อย่าหวังว่าจะอยู่เป็นสุขในโลกหน้า เราทุกคนล้วนอยากอยู่เป็นสุขบันเทิงทั้งในโลกนี้และโลกหน้าใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นอย่ารอช้า รีบทำความรู้จักนายบุญโตกับนางบุญเต็มเร็วๆ



คลิ๊ก => http://youtu.be/9AALU1X4uRs
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:48:46 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๗

มตฺตาสุขปริจฺจาคา
ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร
... สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๑/๕๓
หากมองเห็นความสุขไพบูลย์
เพราะสละความสุขพอประมาณ
ปราชญ์มองเห็นความสุขไพบูลย์
ก็ควรสละความสุขพอประมาณนั้นเสีย.
หากเห็นสุขกว้างใหญ่ไพบูลย์ยิ่ง
เป็นสุขจริงกว่าสุขใดอยู่ในหล้า
สุขเพียงพอประมาณผ่านเข้ามา
มองเห็นว่าเล็กน้อยควรปล่อยไป
สุขแม้เพียงเล็กน้อยปล่อยไปเถิด
เพราะไม่เกิดคุณค่าในคราไหน
ยอมสละเริศร้างเหินห่างไกล
ควรยึดไว้แต่สุขยิ่งที่จริงเทียว ฯ

แขกมาเคาะประตูเยี่ยม เราผู้เป็นเจ้าของบ้านทราบว่า แขกคนนั้นอัธยาศัยทราม ก็ไม่อยากเปิดประตูต้อนรับ แต่หากทราบว่า แขกคนนั้นอัธยาศัยงาม ก็อยากเปิดประตูต้อนรับ เช่นเดียวกัน เราไม่ยินดีเปิดประตูต้อนรับแขกคือความทุกข์ ยินดีเปิดประตูต้อนรับเฉพาะแขกคือความสุข ความสุขแม้จะน้อยหรือมากทุกคนไม่ปฏิเสธ ทว่าเรื่องความสุขนี้ก็น่าพิจารณา เราไม่ควรเปิดประตูต้อนรับความสุขทุกอย่าง มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เช่น ความสุขบนความทุกข์ความเดือดร้อนของคนอื่น ความสุขเกิดจากการเบียดเบียนคนอื่น ทำนองทำนาบนหลังคน ความสุขอย่างนี้ต้องปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้น หากทราบว่า ความสุขส่วนตนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความสุขของคนส่วนมาก ทำนองประโยชน์ส่วนตนน้อย เมื่อเทียบกับประโยชน์ส่วนรวมมาก “อดคนหนึ่งเพื่อคนมากมายอิ่ม” ก็สมควรสละความสุขเพียงเล็กน้อยนั้นเสีย คนที่เห็นแก่ความสุขส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ คือคนใจแคบ คนที่สละความสุขส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ เพราะเห็นแก่ความสุขส่วนรวมมาก คือคนใจกว้าง “ความยิ่งใหญ่” มิได้เริ่มต้นจากภายนอก หากแต่เริ่มต้นจากภายใน คือ ใจกว้าง ประวัติศาสตร์บอกเราว่า คนยิ่งใหญ่มิใช่คนใจแคบเห็นแก่ความสุขส่วนตนเล็กๆน้อยๆ เลย ล้วนแต่สละทั้งสิ้น



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:54:33 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๘

มนาปทายี ลภเต มนาปํ
... อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ ฯ
องฺ. ป. ๒๒/๔๔/๕๖

ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ
ก็ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ.
เมื่อให้ของดีมีค่าน่าชมชื่น
คนก็ตื่นตารับไม่ผลักไส
ย่อมได้ของดีตอบน่าชอบใจ
งามวิไลสมตามคุณความดี
เมื่อให้ของล้ำเลิศประเสริฐนัก
คนก็รักยกย่องว่าผ่องศรี
ย่อมได้ของอิ่มเอมน่าเปรมปรีดิ์
และถึงที่ประเสริฐเลิศกว่าใคร ฯ

สาวงามคู่กับดอกไม้สวย ชายหนุ่มที่อยากข้ามสะพานไปสานสัมพันธ์ต้องเริ่มที่ดอกไม้สวย ด้วยการส่งมอบให้เธอ “ของดีดึงใจ” การส่งมอบสิ่งดีๆ คือจุดเริ่มต้นที่ดี สายสัมพันธ์ยิ่งยั่งยืนนาน เมื่อสานต่อถักทอกันด้วยสิ่งดีๆ ทว่าสายสัมพันธ์จะขาดสะบั้นทันที เมื่อสิ่งที่ส่งมอบให้ต่ำทราม ความจริงสิ่งดีๆนั้นมิใช่เฉพาะวัตถุข้าวของอย่างเดียว ยังนับรวมการทำดี พูดดีด้วย เส้นใยสายสัมพันธ์จึงจะเหนียวแน่น มิฉะนั้น สิ่งดีๆ อาจเป็นเพียงเครื่องปลอบใจ ไถ่โทษคืน ทำนองตบหัวแล้วลูบหลัง อย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ ซึ่งเป็นวัตถุภายนอก แม้ไม่ล้ำค่าเหมือนกับเพชรพลอย แต่มันก็สื่อถึงจิตภายใน การคัดสรรสิ่งดีๆ ที่ประณีตจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากจิตของผู้นั้นหยาบ เมื่อเริ่มต้นจากภายในคือจิต จิตก็พร้อมจะกลายเป็น “พลังดึงดูด” ให้ผู้ที่จิตใจดีงามพานพบแต่สิ่งดีๆ และได้รับแต่สิ่งดีๆ เสมอ มันคือนิยามตามธรรมชาติ “ดีดึงดี” “ชั่วดึงชั่ว” สุคติภูมิจะดึงคนดีไปอยู่ด้วย ทุคติภูมิจะดึงคนชั่วไปอยู่ด้วย ดังนั้น จิตใจดีและส่งมอบสิ่งดีๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการไปดี อยู่ในที่ดี และรับแต่สิ่งดีๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะผิดพลาดต่อกัน อโหสิปล่อยให้มันผ่านไปได้ไหม ยังไม่สายเกินไป หากสิ่งดีๆมีอยู่ ขอเพียงหยิบยื่นให้แก่กันและกัน วันนี้เรามาสูดลมหายใจดีๆเข้าไปใหม่ เริ่มต้นด้วยจิตใจดีงาม



คลิ๊ก => http://youtu.be/nHGXYocYv-0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:56:48 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๙.

น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
... ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๘

คนตระหนี่ไปสู่เทวโลกไม่ได้
คนพาลไม่สรรเสริญทานเลย
ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน
เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง
ท่านจึงเป็นสุขอยู่ในโลกหน้า.

คนตระหนี่ถี่เหนียวหน่วงเหนี่ยวทรัพย์
ยากจะลับสู่สวรรค์เมืองชั้นฟ้า
คนพาลมักติฉินมัวนินทา
มุ่งกล่าวหาทานนี้ไม่ดีเลย
ส่วนปราชญ์ทานโมทนาเปล่งสาธุ
มิได้ลุล่วงล้ำทำเปิดเผย
คอยบันเทิงเริงรื่นอย่างชื่นเชย
สุขเสวยอยู่โลกหน้าอำภาพราย ฯ

มัจฉริยะความตระหนี่ มันเหมือนเชือกเหนียวผูกมัดจิตมิให้คิดในทางทาน เหมือนม่านหมอกที่บดบังสายตามิให้มองเห็นความดีของการให้ คำพูดว่า “คนโง่ให้ คนฉลาดรับ” จึงหลุดออกจากปาก ซึ่งสื่อถึงความเป็นมิจฉาทิฐิ คนประเภทนี้นอกจากจะหวงแหนทรัพย์ของตนแล้ว ยังคิดหวงแหนทรัพย์แทนคนอื่น มองว่า “สูญเปล่า” เมื่อเห็นเขาทำทานด้วยจิตศรัทธา “อนุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา” จัดเป็น “บุญต้นทุนต่ำ” ลงทุนเพียงน้อมจิตพลอยอนุโมทนายินดีเท่านั้นก็พลันสำเร็จ ดูสิ คิดไม่ได้ “บุญกินเปล่า” มาเกยตื้นยังปิดหูปิดตา ไม่รับ ช่างโง่เขลาแท้ สังคมแห่งการให้ไม่ยินดีต้อนรับคนมืดบอดแบบนี้ พิจารณาดูบ้าง ทานการให้ จาคะการเสียสละ ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากคนคนนั้นตระหนี่ถี่เหนียว แม้จะร่ำรวยล้นฟ้าก็ตาม ความตระหนี่มันกลายเป็นปราการกั้นอย่างแน่นหนา ถึงกับกล่าวกันว่า “ดันอูฐเข้ารูเข็ม ยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน” การที่คนคนหนึ่งทำทานหรือเสียสละจึงเท่ากับชนะความตระหนี่ จิตอนุโมทนามิใช่เพียงพลอยยินดีกับทานของเขาเท่านั้น ยังพลอยยินดีกับชัยชนะเหนือความตระหนี่ของเขาด้วย นี่แหละคือ “ดวงจิตที่งดงาม” ไม่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดหรอกหรือ อย่าคิดเป็นอื่นเลย อนุโมทนาสาธุเถิด ท่านมิได้สูญเสียอะไรเลยมีแต่ได้กับได้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 01:58:03 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๑๐

หิโต พหุนฺนํ ปฏิปชฺช โภเค
ตํ เทวตา รกฺขติ ธมฺมคุตฺตํ
... พหุสฺสุตํ สีลวตูปปนฺนํ
ธมฺเม ฐิตํ น วิชหาติ กิตฺติ ฯ
องฺ. ป. ๒๒/๔๒/๕๑

สัตบุรุษครอบครองโภคทรัพย์
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน
เทวดาย่อมรักษาเขาผู้ธรรมคุ้มครอง
เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและจริยาวัตร
เกียรติก็ไม่ละทิ้งเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม.

โภคทรัพย์มากมายหลากหลายสิ่ง
คนดีจริงปกป้องครอบครองอยู่
เพื่อประโยชน์สูงล้ำคอยค้ำชู
แก่พหูชนหญิงชายชาวประชา
เทวดาปกป้องคุ้มครองเขา
ผู้ขัดเกลาศีลมั่นหมั่นรักษา
ทรงความรู้คู่ธรรม์งามจรรยา
ย่อมเลิศหล้าเกริกก้องเกียรติคุณ ฯ

ทรัพย์คือ “เครื่องปลื้มใจ” ยึดตามความหมายนี้มันก็แค่เครื่องปลื้มใจอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฐานะ “ค่าสมมติ” มนุษย์เพียงผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาครอบครอง ทำนอง “สมบัติผลัดกันชม” ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรัพย์ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ด้วยตัวของมันเอง เพชรพลอยเป็นเพียงก้อนดินก้อนหินในสายตาของไก่ สู้ข้าวเปลือกสักเมล็ดหนึ่งก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามันตกอยู่ในมือของใครมากกว่า ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยคับแคบ แม้มากมายก็ไม่ต่างจากน้ำเค็มเต็มทะเลตักอาบดื่มกินไม่ได้ ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยกว้างใหญ่ แม้ไม่มากก็เปรียบเหมือนบ่อน้ำใสตักอาบดื่มกินได้ สำหรับสัตบุรุษมิได้ครอบครองทรัพย์เพื่อประโยชน์ตน หากแต่เพื่อประโยชน์ของผู้คนทั้งหลาย สัตบุรุษขุดบ่อน้ำไว้เพื่อให้ผู้คนมาตักอาบและดื่มกิน ช่างน่าอัศจรรย์จริง ยิ่งผู้คนตักอาบดื่มกินมากเท่าไร น้ำในบ่อก็ยิ่งซึมไหลออกมามากเท่านั้น ไม่เหือดแห้งเลย ทั้งนี้ เพราะอานุภาพของอัธยาศัยกว้างใหญ่นั่นเอง ทรัพย์ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มันก็รู้ดีว่า เมื่อมาอยู่กับสัตบุรุษจะเกิดประโยชน์มหาศาล มิใช่ยิ่งให้ยิ่งหมด แต่ยิ่งให้ยิ่งมา อย่ามัวกักเก็บไว้คนเดียว ใช้ให้เกิดประโยชน์บ้าง มันถูก ดองเค็มกลายเป็นเกลือหรือหมักจนขึ้นราจะว่าอย่างไร รู้ไหม เมื่อวันนั้นมาถึง ธนบัตรก็เป็นเพียงเศษกระดาษ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:02:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๑๑

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ
โน เจ ปารคเวสิโน
... โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ
หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๓

โภคทรัพย์ฆ่าคนทรามปัญญา
แต่ไม่ฆ่าผู้แสวงหาฝั่ง
คนทรามปัญญาฆ่าตน
เหมือนคนฆ่าคนอื่น
เหตุเพราะอยากได้โภคทรัพย์.
โภคทรัพย์ทั้งหลายทำร้ายฆ่า
คนปัญญาต่ำทรามน่าหยามหยัน
แต่ผู้หาฝั่งอำไพไม่ฆ่าฟัน
ประหารหั่นเพียงคนทรามตามพันพัว
คนต่ำทรามปัญญาฆ่าตนก่อน
ทำคนอื่นเดือดร้อนปลิ้นปล้อนทั่ว
เหตุเพราะโภคทรัพย์จับตามัว
เขาความชั่วนำทางอยากอย่างเดียว ฯ


แม้ทรัพย์จะอยู่ในฐานะ “ค่าสมมติ” ที่มนุษย์ตั้งขึ้นก็ตาม แต่มันก็ทรงอำนาจไม่ธรรมดา “สายน้ำเปลี่ยนใจปลา เงินตราเปลี่ยนใจคน” คนที่ว่าใจแข็งยังคดงอเมื่อถูกง้างด้วยเงิน ไม่ต่างจากเหล็กถูกไฟร้อนเผา อุดมการณ์หายลับเข้ากลีบเมฆ ดูเอาเถิด คนมาจากการศึกษาสูงแท้ๆ เมื่อพัวพันกับเงินก็เกิดความทะยานอยาก ละโมบกอบโกยไม่รู้จักพอ พระทรงศีลแท้ๆ เมื่อยุ่งเกี่ยวกับเงินก็เกิดความเศร้าหมอง บางรูปเก็บสะสมไว้มากๆ ในที่สุดก็ร้อนอยู่ไม่ได้ ถูกมันฉุดคร่าออกจากผ้ากาสาวพัสตร์ ทุกครั้งที่เงินร่ายมนต์ไม่เคยพลาด สักคนหนึ่งต้องถูกสะกดตกอยู่ในอำนาจของมัน และมันก็กลายเป็นอสรพิษร้ายฉกกัดให้ถึงแก่ความตาย ตายจากสังคมของสัตบุรุษ ตายจากโลกของความดีงาม จึงควรตระหนักและระมัดระวัง วันๆ อย่าครุ่นคิดแต่เรื่องเงิน นับแต่ตัวเลข มิฉะนั้น มันจะกลายเป็นตะปูตรึงจิตที่ยากจะถอน กลายเป็นบ่วงคล้องคอที่ยากจะถอด อย่างไรก็ตาม เงินครอบงำนำไปสู่แดนประหารได้ก็เฉพาะคนที่มืดบอดอับแสงปัญญา หลงแหวกว่ายอยู่ในทะเลตัณหา ส่วนคนที่พายเรือออกจากทะเลตัณหามุ่งสู่ฝั่งพระนิพพานมันไม่สามารถครอบงำนำไปได้เลย ทั้งนี้ เพราะสายตาของเขาต่างจากสายตาของคนอื่นๆ มองว่า เงินทองของนอกกาย เพชรพลอยเป็นเพียงก้อนดินก้อนหิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:03:20 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๑๒

เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต
สนฺโต น เต เย น วทนฺติ ธมฺมํ
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
... ธมฺมํ วทนฺตา จ ภวนฺติ สนฺโต ฯ
สํ. ส. ๑๕/๗๒๕/๒๗๐
ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา
คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม
คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ
สัตบุรุษละราคะ โทสะ โมหะ
กล่าวธรรมอยู่.
ที่ใดว่างร้างไร้สัตบุรุษ
ผู้พิสุทธิ์กล่าวธรรมอันล้ำค่า
ที่นั้นมองไม่เห็นเป็นสภา
จะเสาะหาสาระใดย่อมไม่มี
สัตบุรุษกล่าวธรรมชี้นำถูก
เพียรเพาะปลูกสรรค์สร้างทางสุขี
ละความโลภ โกรธ หลงคงความดี
ตามวิถีแห่งปราชญ์องอาจจริง ฯ


คูคลองที่อยู่ของน้ำยังคงใสสะอาด เมื่อน้ำใสรวมกันอยู่มาก ทว่าคูคลองจะเริ่มสกปรกเน่าเหม็น เมื่อน้ำเสียไหลเข้ามารุกไล่น้ำใสออกไป กระทั่งกลายเป็น “คลองน้ำครำ” “คลองน้ำเน่า” ในที่สุด เปรียบเหมือนสภา สภายังคงเป็น “สภาสีขาว” เมื่อนักการเมืองน้ำใสรวมกันอยู่มาก ทว่าสภาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา เมื่อนักการเมืองน้ำเสียทยอยกันเดินเข้ามารุกไล่นักการเมืองน้ำใสออกไป กระทั่งกลายเป็น “สภาสีดำ” “สภาน้ำเน่า” ในที่สุด ความสำคัญของสภาอยู่ที่ “ถ้อยคำ” ของนักการเมืองว่าจะเป็น “ถ้อยธรรม” ที่ถูกต้อง เที่ยงตรง คงความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากปราศจาก “ถ้อยธรรม” สภาไม่อาจเป็นสภา ยิ่งถ้อยคำนั้นเป็นเพียงลมปาก เหมือนฉากหนึ่งของละครที่เล่นให้ประชาชนดู สภาก็กลายเป็น “สภาปาหี่” “สภากำมะลอ” อย่างไรก็ตาม สภาควรเป็นสถานที่ผู้รู้ปัญหาบ้านเมืองมาร่วมประชุมอภิปรายเพื่อประโยชน์ของประชาชน มิใช่เพื่อประโยชน์ตนหรือเฉพาะคนบางกลุ่ม ขณะทำหน้าที่ประชุมอภิปรายกันอยู่นั้นควรวางความโลภ ความโกรธ ความหลงไว้ โดยเฉพาะ “ความโลภ” ต้องแขวนมันไว้นอกประตูเลยทีเดียว ไม่นำมาแสดงความละโมบให้เห็น มิฉะนั้น สภาเป็นที่ประชุมปราชญ์ อาจเป็นที่ชุมนุมเปรต เพราะต่างก็กระหายอยากยื้อแย่งผลประโยชน์กันอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:05:33 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




พุทธคาถาที่ ๑๓

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย
อสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติ
... อสตํ โหติ อปฺปิโย ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๒๕
ควรแนะนำพร่ำสอน
ห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ
คนนั้นเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ
แต่ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.
พึงกล่าวย้ำพร่ำสอนในทางถูก
เพื่อเพาะปลูกความดีเป็นศรีศักดิ์
คนชั่วคอยห้ามปรามอย่าถามทัก
คนดีรักชื่นชมนิยมพลัน
คนนั้นใกล้คนดีเป็นที่รัก
คนชั่วชักเคืองขุ่นมองหุนหัน
ไม่เคยชอบสักนิดเพราะผิดกัน
ก็อย่าหวั่นหวาดกลัวคนชั่วเลย ฯ


ถ้อยธรรม” แม้จะเป็นถ้อยคำที่ดีที่สุด เพราะมุ่ง “สารัตถะ” โดยถ่ายเดียว แต่ก็ไม่เป็นที่ชอบใจของฝ่ายอธรรม สำหรับฝ่ายอธรรมผู้ยืนอยู่คนละมุมกับธรรมะ เห็นธรรมเป็นเส้นขนาน ถ้อยธรรมจะเป็นที่เสียดแทงใจ เหมือนเป็นหนามยอกอก อดทนฟังไม่ได้ หากขาดความกล้าหาญไร้วิญญาณวีรชน เราคงไม่อาจพูดหรือแสดง เมื่อรู้ว่าฝ่ายอธรรมครองที่นั่งมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม คนพาลซึ่งอยู่ในฝ่ายอธรรมนั้น แม้จำนวนจะมากมายสักเพียงใด ท่านก็ไม่ถือเป็นประมาณ เพราะคำพูดของคนพาล ชมไม่ชื่อว่าชม ติไม่ชื่อว่าติ ท่านถือบัณฑิตเป็นประมาณ แม้จำนวนจะน้อยก็ตาม เพราะคำพูดของบัณฑิต ชมชื่อว่าชม ติชื่อว่าติ “ได้รับคำติจากบัณฑิตดีกว่าได้รับคำชมจากคนพาล” ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา บัณฑิตมองประโยชน์เป็นหลัก ความชอบใจไม่ชอบใจเป็นรอง ไม่มัวพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจกันอยู่ แม้รู้ดีว่าไม่เป็นที่ชอบใจ เมื่อกาลที่ควรแก่การกล่าวมาถึง จะไม่รีรอ บัณฑิตเปล่ง “ถ้อยธรรม” ออกทัดทานทันที ถ้อยธรรมที่ “ถูกต้อง” มักไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของคนพาล พวกเขาจะพากันโกรธเกลียดชังก็ไม่เป็นไร อย่ากลัว แสดงความกล้าหาญ “สวมวิญญาณวีรชน” กล่าวออกมาเถิด บัณฑิตท่านรอชื่นชมอยู่ คนพาลกำลังถอดนอตเสาไฟฟ้าแรงสูง เห็นอยู่ตำตายังปล่อยให้ทำตามชอบใจรึ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:07:08 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถาที่ ๑๔

ธมฺมํ จเร สุจริตํ
น นํ ทุจฺจริตํ จเร
ธมฺมจารี สุขํ เสติ
... อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๘
ควรประพฤติธรรมให้สุจริต
ไม่ควรประพฤติให้ทุจริต
ผู้ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ
ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า.
ประพฤติธรรมสำคัญมั่นสุจริต
เพื่อให้จิตบริสุทธิ์ผุดผ่องผล
อย่าประพฤติทุจริตคิดพิกล
หรือฉ้อฉลขึ้นมามันน่าอาย
ประพฤติธรรมงดงามมีความสุข
พ้นผองทุกข์พาลภัยห่างไกลหาย
ทั้งโลกนี้โลกหน้าอำภาพราย
ความเลวร้ายหลบรี้หลีกหนีไกล ฯ


ผ้าขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์สะอาด ควรสวมใส่ ก่อนเดินอยู่บนเส้นทางประพฤติปฏิบัติธรรม ผ้าขาวคือส่วนร่วมสำคัญที่ทำให้ผู้สวมใส่ตระหนักว่า “ขณะนี้ตนเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องสำรวมกิริยา” ทว่าผ้าขาวก็คลุมเฉพาะภายนอกทำให้ดูสะอาดตา แต่ไม่สามารถคลุมภายในทำให้สะอาดจิต หากใจของผู้สวมใส่สกปรก แท้ที่จริงการเดินอยู่บนเส้นทางธรรมมิได้เริ่มที่ “กายขาว” อย่างเดียว หากแต่เริ่มที่ “จิตขาว” ด้วย นั่นคือ “ความสุจริต” มิฉะนั้น คำถามเชิงครหาว่า “สวมชุดขาวทำไมจิตใจสกปรก” จะตามมา ผู้ปฏิบัติธรรมซ่อนเร้นความชั่วร้ายก็เท่ากับ “ซ่อนมีดอยู่ในผืนผ้าธรรม” ซึ่งน่ากลัวกว่าคนที่สวมชุดดำเสียอีก เพราะไม่รู้ว่าจะถูกชักออกมาเชือดเฉือนเมื่อไร จิตดวงร้ายมันซ่อนลึก ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหมั่นสำรวจและรีบสลัดทิ้ง ก่อนจะถูกฉุดดึงลงสู่หุบเหวหายนะ อย่างไรก็ตาม ธรรมควรประพฤติด้วยความสุจริตเท่านั้น ประพฤติด้วยความทุจริตนิดเดียว แม้แต่ “คิดสร้างภาพ” ก็ไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะจะไม่เกิดผลคือความบริสุทธิ์เลย ธรรมที่ประพฤติด้วยความสุจริต จึงจะเกิดผลคือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ร่มธรรมย่อมเกิดความร่มเย็น นำสังคมแห่งความสงบสุขมาให้ คนที่กายขาว จิตขาว มือใส ใจสะอาด ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ นี่แหละควรเลือกให้เป็นผู้ “ชักธงธรรมขึ้นสู่ยอดเสา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:08:06 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




พุทธคาถาที่ ๑๕

ยถาปิ รหโท คมฺภีโร
วิปฺปสนฺโน อนาวิโล
เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน
วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๒๕
ห้วงน้ำลึกใสไม่ขุ่นมัว ฉันใด
บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรม
ก็ผ่องใส ฉันนั้น.
แหล่งน้ำลึกไหลเรียบดูเงียบเฉย
ไม่ขุ่นเลยเขียวครามสายน้ำใส
ฝูงมัจฉาแหวกว่ายอยู่ภายใน
มองทีไรก็ระรื่นแช่มชื่นตา
เหมือนธรรมเพราะเหมาะฟังหากตั้งจิต
หมู่บัณฑิตร่วมสดับตรับหรรษา
เกิดปีติอิ่มเอมเปรมปรีดา
ดูดวงหน้างามวิไลผ่องใสจริง ฯ

คืนเดือนดับ กระแสไฟฟ้าถูกตัด ตกอยู่ในความมืดมิด “เทียนแท่งน้อย” ที่เรามองเมิน เมื่อถูกจุดขึ้นก็ส่องสว่าง “แสงเทียนสว่างตา” ช่วยทำลายความมืดมิด ยามทุกข์โศก มองทิศทางใดก็เศร้าสร้อย มืดแปดด้าน “ประทีปธรรม” ที่เราเมินเฉย เมื่อถูกจุดขึ้นก็ส่องสว่าง “แสงธรรมสว่างใจ” ช่วยทำลายความมืดมน คนส่วนมากก็มักเป็นกันเสียอย่างนี้ เข้าทำนองยามสุขไม่เคยนึกถึงพระถึงเจ้า แต่ยามทุกข์กลับนึกถึงพระถึงเจ้า เดินหน้าเศร้าเข้าวัด (พระเล่นตัวก็อย่าโทษท่าน) ธรรมมิใช่ “ยาย้อมใจ” ฟังเฉพาะยามทุกข์โศก แท้ที่จริงควรฟังกันทุกยาม ทั้งนี้ เพื่อให้จิตผ่องใส เกิดความเข้มแข็ง “สร้างภูมิคุ้มกัน” จึงจะต้านทานความทุกข์โศกได้ เพราะบางครั้งมันรุนแรงประดังเข้ามาชนิดตั้งตัวไม่ติด หากไม่คอยฟังธรรมเสริมพลังจิตไว้ ก็ถูกมันท่วมทับ ธรรมธารานั้นไหลเข้าโสตประสาททางหู แต่ความสำคัญอยู่ที่จิต หากฟังด้วยจิตขัดข้อง คอยจ้องจับผิด ก็สูญเปล่าจากสาระธรรม ไม่เกิดความผ่องใส ซ้ำร้ายได้บาป มิใช่บุญ สำหรับบัณฑิตจะเปิดใจฟังธรรม น้อมรับด้วยธรรมานุสารคล้อยตามธรรม ยินดีให้ธรรมธาราไหลเข้าสู่จิต จิตของบัณฑิตจึงเกิดแต่ความผ่องใส ความจริง ธรรมธารก็ไม่ต่างจากชลธารที่ใสสะอาด หลั่งไหลสู่ที่ใดก็มอบความชุ่มชื่นให้ที่นั้น ดูสิ ยังปิดกั้นไม่ยอมเปิดทาง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:11:46 pm โดย ยาใจ »